Group Blog
All Blog
<<<"ใจต้องสงบ" >>>










“ใจต้องสงบ”

การจะพิจารณาอย่างต่อเนื่องได้นี้

 ใจต้องมีความสงบ เพราะเวลาใจมีความสงบ

ใจจะไม่ถูกกิเลสตัณหาดึงไปใช้งานนั่นเอง

เพราะกิเลสตัณหาได้ถูกสมาธิ

หรือความสงบนี้ตัดกำลังลงไป

จนไม่มีกำลังมากพอ ที่จะดึงใจให้ไปคิด

ในทางของกิเลสตัณหาได้

ทำให้ใจนี้สามารถคิดในทางธรรมได้

คิดในทางปัญญาได้ นี่แหละคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น

 ถ้าเรามีความสงบแล้วจิตรวมเเล้ว

 ถ้าจิตรวมแล้วนี้ การพิจารณาปัญญานี้

 จะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

แต่ก็มีช่วงที่จะต้องหยุดพิจารณา

 เพราะกำลังหมด กำลังที่จะพิจารณาหมด

กิเลสเริ่มออกมารบกวนใจ

 ความสงบที่ได้จากสมาธิก็จางหายไปได้

ถ้าเราพิจารณาธรรม ใช้ความคิดปรุงเเต่งไป

 ความสงบก็จะจางหายไปได้

พอความสงบจางหายไป

 กิเลสตัณหาก็จะมีกำลังเพิ่มมากขึ้น

 กิเลสตัณหาก็จะดึงเรา

ไปคิดในทางของกิเลสตัณหา

คิดไปในทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

คิดไปในทางลาภยศสรรเสริญ

คิดไปในเรื่องนั้นเรื่องนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้

ไม่ได้คิดอยู่ในเรื่องของไตรลักษณ์

ไม่ได้คิดอยู่ในเรื่องของอสุภะ

และตอนนั้นเราก็ต้อง กลับมาเจริญสมถภาวนาใหม่

 ดึงใจให้กลับเข้าสู่ความสงบใหม่

 ตัดกำลังของกิเลสตัณหา ให้อ่อนลงไปใหม่

เหมือนกับเวลาที่หมอทำการผ่าตัดคนไข้

 ก่อนที่จะผ่าตัดคนไข้ได้

หมอจะต้องวางยาสลบก่อน ให้คนไข้สลบไป

เพราะถ้าคนไข้ไม่สลบ

 เวลาผ่านี้คนไข้จะดื้นเพราะมันเจ็บ

ถ้าดิ้นแล้วหมอก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างสะดวก

 จึงต้องทำให้คนไข้สลบก่อน ด้วยการดมยาสลบ

แล้วก็ต้องคอยควบคุม

 ให้คนไข้นี้สลบอยู่อย่างต่อเนื่อง

เพราะถ้ายาหมดสภาพไป คนไข้ก็จะฟื้นขึ้นมา

 พอฟื้นขึ้นมา ก็จะไม่สามารถผ่าตัดได้ต่อ

ก็ต้องให้คนไข้สลบกลับไปใหม่ก่อน

ฉันใดการพิจารณาวิปัสสนา เจริญปัญญา

 ก็เหมือนกับการผ่าตัด ให้แก่ใจนั่นเอง

ใจที่ยังมีกิเลสอยู่นี้

จะไม่ชอบพิจารณาไตรลักษณ์

 จะไม่ชอบพิจารณาอสุภะ

จะบังคับอย่างไรมันก็ไม่ชอบ เหมือนกับคนไข้

ที่ไม่ยอมให้หมอทำการผ่าตัด ถ้ายังไม่สลบ

ดังนั้น การที่จะพิจารณาไตรลักษณ์

พิจารณาอุสุภะได้อย่างต่อเนื่อง

จำเป็นจะต้องมีใจที่สงบ ที่ไม่ดิ้น ไม่ต่อต้าน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

....................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 23 ธันวาคม 2560
Last Update : 23 ธันวาคม 2560 5:57:16 น.
Counter : 260 Pageviews.

0 comment
<<< “ความสุขที่เกิดจากการหยุดคิด” >>>











“ความสุขที่เกิดจากการหยุดคิด”

จิตกับร่างกายนี้เป็นคนสองคน เชื่อมต่อด้วยสาย

 เหมือนสายปลั๊กที่เราเสียบกับทีวีอย่างนี้

 ถ้าเราถอดปลั๊กออกไฟก็ไม่เข้าเครื่อง

 จิตเรานี้ถ้านั่งสมาธิก็เหมือนกับ

ถอดปลั๊กออกจากร่างกาย

 มันจะไม่รับรู้เรื่องของร่างกาย

 จะไม่รับรู้เรื่องรูปเสียงกลิ่นรส

 ความรู้สึกของร่างกาย

หนาวหรือร้อนนี้มันจะไม่รับรู้

 มันจะยุติการรับรู้ชั่วคราว

 เราใช้สติดึงมันออกมา

 ใช้สติไปถอดปลั๊ก จิตเรานี้มาอยู่อีกที่หนึ่ง

อยู่คนละที่กับร่างกาย อยู่คนละโลกกัน

 ร่างกายอยู่โลกธาตุ แต่จิตนี้อยู่ในโลกทิพย์

เนี่ยเวลาที่ร่างกายตายไป

ก็เหมือนถอดปลั๊กออกจากร่างกาย

 จิตก็ยังอยู่ จิตไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

จิตอยู่ในโลกทิพย์เป็นร่างทิพย์เป็นกายทิพย์

 ถ้าเป็นกายทิพย์ที่มีความสุขเราเรียกว่าเทวดา

 ถ้ากายทิพย์ที่มีความทุกข์เราก็เรียกว่านรก

 หรือเปรต หรือผี แล้วก็ร่างทิพย์นี้

ก็จะไปหาร่างกายอันใหม่

พอได้ร่างกายอันใหม่

 ก็เสียบปลั๊กเชื่อมเข้าหากัน

 แล้วก็เกิดออกมาจากท้องแม่ก็มาใช้ร่างกายนี้

เป็นตัวรับสิ่งต่างๆ รับรูปรับเสียงรับกลิ่นรับรส

 รับความรู้สึกหนาวเย็นแข็งนุ่มผ่านทางร่างกาย

 แล้วใจก็เสพรูปเสียงกลิ่นรสเหล่านี้ มีความสุข

ถ้าได้เสพกับรูปเสียงกลิ่นรสที่ถูกใจ

 มีความทุกข์เวลาต้องเสพ

กับรูปเสียงกลิ่นรสที่ไม่ถูกใจ

นี่ก็คือการหาความสุขของใจ คือกายทิพย์

 อาศัยร่างกาย อาศัยตาหูจมูกลิ้นกาย

รับรูปเสียงกลิ่นรสมาเสพ

ทุกวันนี้เราก็เสพห้าอย่างนี้

 เรามีตาเราดู เห็นอะไรก็ดู

 ดูแล้วมีความสุขบ้างมีความทุกข์บ้าง

 ไปเห็นสิ่งที่ถูกใจก็สุข เห็นที่ไม่ถูกใจก็ทุกข์

ก็เสพไปอย่างนี้ ถ้าเจอทุกข์ก็หนีมัน

 เห็นภาพที่ไม่ถูกใจก็หนีมัน ไปหาภาพที่ถูกใจดู

 แล้วก็สุข ทุกข์ก็หายไป รับรู้แล้วก็หายไป

 ใจก็อยากจะมีความสุขก็ต้องหาอยู่เรื่อยๆ

 ต้องดูอยู่เรื่อยๆ ต้องฟังอยู่เรื่อยๆ

ต้องหาอะไรดื่มหาอะไรกินอยู่เรื่อยๆ

ถึงจะมีความสุข อยู่เฉยๆ แล้วมันอึดอัด

หงุดหงิดรำคาญใจ เพราะมีความอยาก

ที่จะเสพรูปเสียงกลิ่นรส เหมือนคนติดบุหรี่

ติดสุรา ติดยาเสพติด เวลาไม่ได้เสพสุราบุหรี่

หรือยาเสพติดมันจะหงุดหงิด

 พวกเรานี้ติดเหมือนคนติดยาเสพติด

 ติดรูปเสียงกลิ่นรสของคนนั้นของคนนี้

อยากอยู่ใกล้คนนั้นอยากอยู่ใกล้คนนี้

 แล้วเวลาไม่ได้อยู่ใกล้ก็เหงาว้าเหว่

 นี่คือชีวิตของพวกเรา

เราคือจิตผู้อยู่ในโลกทิพย์

แล้วมาเสียบปลั๊กเข้ากับร่างกาย

และที่อยู่ในโลกธาตุ

คำว่าโลกธาตุ ก็ธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ

 ร่างกายนี้ทำมาจากธาตุ ๔

ทำมาจากดินน้ำลมไฟ

ร่างกายเราโตขึ้นมาได้เพราะข้าว ผัก

อาหารมันก็มาจากดินน้ำที่เราดื่มเข้าไป

 ลมที่เราหายใจเข้าออกอย่างนี้

 แล้วก็เกิดความร้อน

ขึ้นมาในร่างกายธาตุไฟ คือธาตุ ๔

โลกนี้ทั้งโลกทำด้วยธาตุ ๔ ทั้งนั้น

 ทุกอย่างนี้ต้นไม้ กุฎิ ไฟ

 หลอดไฟอะไร ของต่างๆ

เหล่านี้เป็นธาตุทั้งนั้น

 ส่วนใหญ่ที่เราเห็นจะเป็นธาตุดิน

 ของแข็งๆ นี้เรียกว่าธาตุดิน

 ถ้าของเหลวก็ธาตุน้ำ

 เครื่องดื่มต่างๆ นี่ก็ธาตุน้ำ

 ลมก็ลมที่เราหายใจที่พัดไปพัดมา

 ในโลกนี้มีแค่ ๔ อย่างเท่านั้นแหละ

มีดิน น้ำ ลม ไฟ

พอมารวมกันก็เป็นต้นไม้บ้าง

 เป็นภูเขา เป็นคน เป็นสัตว์ เนี่ยทุกอย่างเนี่ย

มาจากดินน้ำลมไฟ

มีคนกับสัตว์เท่านั้นที่มีธาตุที่ ๕ คือธาตุรู้

คือใจมาเกี่ยวข้องด้วย มาครอบครอง

 ใจเรานี้มาครอบครองร่างกาย

เหมือนเราไปครอบครองรถยนต์

แล้วเราก็ขับรถยนต์ไปไหนมาไหน

ใจก็มาครอบครองร่างกาย

แล้วก็ขับร่างกายให้ไปไหนมาไหนไง

นี่เราจะมาได้นี่ก็ต้องสั่งร่างกายก่อน

 ผู้ที่สั่งก็คือใจ ใจคือผู้รู้ผู้คิด

ร่างกายไม่รู้อะไรไม่คิดอะไร

ร่างกายไม่มีความรู้ไม่มีความคิด

 ความรู้ความคิดนี้อยู่ที่ใจ ใจเป็นผู้คิดผู้รู้

 ใจก็คิดอยากได้รูปเสียงกลิ่นรส

ใจก็สั่งให้ร่างกายไปหารูปเสียงกลิ่นรสมาเสพ

แต่รูปเสียงกลิ่นรสนี้มันเป็นของชั่วคราว

 ได้มาแล้วเดี๋ยวก็หมดไป

หมดไปแล้วก็ทำให้เหงาให้หิวทำให้อยาก

ก็ต้องไปหาใหม่ เวลาหาได้ก็มีความสุข

เวลาหาไม่ได้ก็มีความทุกข์

 เสียใจไม่สบายใจว้าเหว่หงุดหงิดรำคาญใจ

นี่คือวิธีหาความสุขของพวกเรา

 เพราะเราไม่รู้ว่ามีความสุขอีกแบบหนึ่ง

ที่ดีกว่าความสุขที่เรากำลังหาอยู่นี้

 เพราะความสุขที่เราหาอยู่นี้

มันได้มาแล้วก็หมดไป

 แล้วต่อไปร่างกายมันก็ต้องตายไป

พอร่างกายตายไป

ก็ไม่สามารถหาความสุขได้ ก็จะทุกข์

 พระพุทธเจ้าทรงหาวิธีหาความสุขอีกแบบหนึ่ง

ก็คือวิธีมานั่งทำใจให้สงบ

 จากการทำใจให้สงบ

 หยุดความคิด หยุดความอยาก

 ถ้าใจหยุดคิดมันก็หยุดอยาก

 ก็หยุดอยากแล้วมันก็จะสุข

 เกิดความสุขขึ้นมาภายในใจ

 ไม่ต้องไปหาอะไรมาให้ความสุขกับใจ

 ใจสามารถมีความสุขในตัวเองได้

 อันนี้พวกเราไม่รู้กันไม่เคยเจอกัน

เจอแต่ความสุขจากรูปเสียงกินรส

เจอแต่ความสุขจากคนนั้นคนนี้

 เราก็เลยต้องวิ่งหา

ได้มาก็ดีใจ เดี๋ยวพอเสียไปก็เสียใจ

แล้วก็ต้องหาใหม่ ได้แฟนคนนี้มา

เดี๋ยวถ้าเกิดเขาจากไปก็ต้องหาแฟนคนใหม่

 เพราะอยู่คนเดียวไม่ได้

 อยู่คนเดียวแล้วมันไม่สุข

ก็ต้องหาแฟนใหม่ ถ้าหาได้ก็สุข

ถ้าหาไม่ได้ก็ทุกข์ เหงา

การหาความสุขของพวกเราตอนนี้

เป็นการหาพร้อมๆ กับความทุกข์

 เพราะความสุขที่เราได้มันจะต้องหมดไป

 พอมันหมดไปเราก็ทุกข์กัน

 หรือเวลาเราไม่สามารถใช้ร่างกาย

เป็นเครื่องมือหาความสุขได้ เวลาร่างกายแก่

 ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย ร่างกายตายไป

 เราไม่สามารถใช้ร่างกายหาความสุขได้

เราก็จะมีแต่ความทุกข์

 มีแต่ความซึมเศร้า ว้าเหว่

 เศร้าสร้อยหงอยเหงา หงุดหงิดรำคาญใจ

 อารมณ์ไม่ดี เพราะไม่สามารถหาความสุข

ผ่านทางร่างกายได้ ไม่รู้จักวิธีหาความสุข

แบบไม่ต้องใช้ร่างกาย

คือการหยุดความคิดทำใจให้สงบ

การทำใจให้สงบนี้ไม่ต้องใช้ร่างกาย

 แต่ต้องใช้ธรรมะ ธรรมะที่มีอยู่ในใจเรา

แต่เราไม่เคยสร้างมันขึ้นมา คือสติ

 เราไม่ค่อยมีสติ มีเหมือนกันแต่มีไม่มาก

 มีพอที่จะทำอะไรได้

 แต่ไม่มีพอที่จะหยุดความคิด

 มีพอที่จะรู้ว่ากำลังคิดอะไรกำลังจะไปทำอะไร

 แต่ไม่มีกำลังที่จะหยุดความคิด

 ใจของเราก็เลยต้องไปหาความสุข

ตามความคิดไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีใครสอน

ไม่มีใครรู้ว่าความสุขที่ดีกว่า

คือความสุขที่เกิดจากการหยุดคิด

ความสุขที่เกิดจากการทำใจให้สงบให้สบาย

 อยู่คนเดียวได้ เวลาใจสงบแล้วนี้

มีความ ไม่ต้องมีร่างกายก็ได้

ต้องใช้ร่างกายก็ได้ ไม่ต้องดูไม่ต้องฟัง

 ไม่ต้องมีแฟนไม่ต้องมีอะไร

อันนี้แหละคือความสุข

ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ

 แล้วนำมาสอนพวกเราว่าเป็นความสุข

ที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

 เป็นความสุขที่ถาวร

 ได้มาแล้วจะไม่จากเราไป เราจะมีความสุขตลอดเวลา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 21 ธันวาคม 2560
Last Update : 21 ธันวาคม 2560 10:28:13 น.
Counter : 422 Pageviews.

0 comment
<<< " สติคือธรรมที่สำคัญที่สุด" >>>











"สติคือธรรมที่สำคัญที่สุด"

เป้าหมายของการนั่งสมาธิก็เพื่อทำใจให้สงบ

 ให้หยุดคิดปรุงเเต่ง เพราะความคิดปรุงเเต่งนี้

ทำให้ใจวุ่นวายทำให้ใจมีความทุกข์

 ทำให้ใจมีความวิตกกังวลกับเรื่องราวต่างๆ

 แต่ถ้าใจหยุดคิดได้

 เรื่องราวต่างๆ ก็จะหายไปจากใจ

 ใจก็จะว่างจะเย็นจะสงบจะสบาย

จะมีความสุขอีกแบบหนึ่ง

 ความสุขที่เกิดจากความว่าง

ซึ่งเป็นความสุขที่แท้จริงเป็นความสุขของใจ

 เป็นความสุขที่จะอยู่กับใจคู่กับใจไปตลอด

 ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ใจก็จะมีความสุขเสมอ

 อันนี้เป็นความสุขที่เราไม่ต้องอาศัยสิ่งต่างๆ

 ภายนอกใจ เช่นรูป เสียง กลิ่น รส

 หรือบุคคลหรือวัตถุข้าวของเงินทองต่างๆ

 เราไม่ต้องพึ่งพาสิ่งต่างๆ เพราะสิ่งต่างๆนั้น

พึ่งพาอาศัยไม่ได้ เป็นของชั่วคราว

 เวลามีก็มีความสุข

เวลาหมดไปก็จะมีความทุกข์

 แต่ถ้ามีความสุขจากความสงบ

 จากการเจริญสติ ทำใจให้หยุดคิดปรุงเเต่ง

ใจก็จะมีความสุขโดยที่ไม่ต้องมีอะไร

 และก็จะมีความสุขแบบนี้ ไปได้เรื่อยๆไปตลอด

เพราะใจไม่มีวันสิ้นสุด

และความสุขที่เกิดจากความสงบของใจ

ก็ไม่มีวันสิ้นสุดเหมือนกัน

นี่คือความสุขที่ดีกว่าความสุขทั้งปวง

นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง

 สุขอื่นที่เหนือกว่าความสงบนี้ไม่มี

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความสุขอันนี้

แล้วก็ได้นำเอาความจริงอันนี้

 ความสุขอันนี้มาเผยแผ่ให้แก่พวกเรา

ที่ยังไม่มีความสุขแบบนี้กัน

 พวกเราอยากจะมีความสุขแบบนี้

ก็ต้องมีความเพียร มีความขยัน

ต้องหมั่นเจริญสติให้มากๆ

 เพราะสตินี้เป็นผู้ที่จะทำให้จิตสงบนั่นเอง

ไม่มีอะไรในโลกนี้ ที่จะทำให้จิตสงบได้

 นอกจากสติ สติจึงเป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

เป็นธรรมที่สำคัญที่สุด

 ทรงเปรียบเทียบสติว่า

เป็นเหมือนรอยเท้าช้าง เป็นรอยเท้าที่ใหญ่กว่า

รอยเท้าของสัตว์ต่างๆทั้งหลายที่มีอยู่ในป่า

 รอยเท้าช้างนี้จะครอบรอยเท้า ของสัตว์ทุกชนิด

นี่คือความสำคัญของสติ

 แล้วก็ผลที่ได้จากการเจริญสติ

ก็จะได้ความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขทั้งปวง

 ไม่มีอะไรในโลกที่จะสู้ความสุข

ที่เกิดจากการความสงบไม่ได้

เราจึงต้องพยายามบังคับตัวเราเอง

 ให้เจริญสติอยู่เรื่อยๆ แล้วก็ให้นั่งสมาธิ

ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะขั้นเริ่มต้นนี้

เราอย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องของทางปัญญา

 ปัญญานี้ถ้ายังไม่มีสมาธิเป็นผู้สนับสนุน

 จะเป็นปัญญาที่เหมือนกับมีดที่ยังไม่ได้ลับ

 มีดที่ไม่ได้ลับนี้ยังเป็นมีดที่ไม่คม

 ไม่สามารถที่จะเอาไปตัดอะไรต่างๆได้

ฉันใดปัญญาที่ไม่มีสมาธิเป็นผู้สนับสนุน

 ก็จะเป็นปัญญาที่ไม่สามารถ

ตัดกิเลสตัณหาต่างๆได้

 เป้าหมายของการปฏิบัติ

เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานนี้

 อยู่ที่การตัดกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจนี่เอง

 และสิ่งที่จะตัดกิเลสตัณหาได้ก็ต้องเป็นปัญญา

 แต่ต้องเป็นปัญญาที่มีสมาธิเป็นผู้สนับสนุน

 ที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา

ภาวนาก็แปลว่าสมถภาวนา

มยปัญญา ก็คือปัญญา

ที่เกิดจากการใคร่ครวญพิจารณา

 ตามหลักของความเป็นจริง

ตามหลักของไตรลักษณ์.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๘








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 20 ธันวาคม 2560
Last Update : 20 ธันวาคม 2560 8:53:15 น.
Counter : 241 Pageviews.

0 comment
<<< "ตัวอย่างของผู้ที่มีสมาธิแล้ว" >>>












"ตัวอย่างของผู้ที่มีสมาธิแล้ว"

ผู้ที่มีสมาธิแล้ว พอได้ปัญญา พอได้ฟังอริยะสัจ ๔

 พอได้รู้ว่าทุกข์เกิดจากความอยาก

 อยากในสิ่งที่ไม่เที่ยง ให้มันเที่ยง 

อยากในสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ให้เป็นของเรานั้น

 พอเห็นแล้วก็พิจารณาตามความเป็นจริง

 ก็เห็นว่าสิ่งที่ไม่เที่ยงนั้น ก็ไม่เที่ยง

จะให้มันเที่ยงได้อย่างไร

สิ่งที่มันไม่ใช่ของเรา

จะให้มันเป็นของเราได้อย่างไร

 พอเห็นความจริงอันนี้ก็เลยหยุดความอยากได้

 หยุดความอยากเพราะมีสมาธิ มีอุเบกขา

 มีสติที่จะหยุดความอยากนั่นเอง

ก็เลยสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์

 ที่เกิดจากความอยากไม่แก่

อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย

อยากไม่พลัดพรากจากกันได้

เพราะสิ่งต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวง

เมื่อมีการเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา

 มีร่างกายแล้ว ก็ย่อมมีการแก่ มีการเจ็บ 

มีการตายไปเป็นธรรมดา

 มีสมบัติข้าวของเงินทองแล้ว

ก็ต้องมีวันสิ้นสุดลงไปเป็นธรรมดา

ต้องมีการพลัดพราดจากกันไปเป็นธรรมดา

พอเห็นความจริงอันนี้ ก็เลยรู้ว่า

อยากไปก็ทุกข์ไปเปล่าๆ อยากไปทำไม

 อยากไปก็ไม่สามารถทำสิ่งที่ไม่เที่ยง

 มันเที่ยงได้ อยากไปแล้วก็ไม่สามารถ

ทำให้สิ่งที่ไม่ใช่เป็นของเรา เป็นของเราได้

 ก็เลยหยุดความอยาก

 ความทุกข์ก็เลยหมดไปในใจ

ความทุกข์ที่เกี่ยวกับร่างกาย

ความทุกข์ที่เกี่ยวกับข้าวของเงินทอง

เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขต่างๆ ก็จะหมดไปทันที.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 ธันวาคม 2560
Last Update : 19 ธันวาคม 2560 8:29:30 น.
Counter : 352 Pageviews.

0 comment
<<< "หนังตัวอย่าง" >>>










“หนังตัวอย่าง"

ถ้ายังไม่เห็นว่ารสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง

ก็จะปล่อยรสอื่นไม่ได้

 ปล่อยรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไม่ได้

ปล่อยลาภยศสรรเสริญไม่ได้

 แต่ถ้าได้สัมผัสกับรสแห่งธรรม

 ที่เกิดจากความสงบเพียงครั้งเดียวแล้ว

 รับรองได้ว่าจะสละได้

 จะมุ่งไปที่รสแห่งธรรมเพียงอย่างเดียว

ขอให้พวกเราพยายามภาวนาทำจิตให้สงบให้ได้

 ให้รวมให้ได้ ให้ได้เห็นหนังตัวอย่าง

 ถ้าเห็นหนังตัวอย่างของพระนิพพานแล้ว

 รับรองได้ว่าจะไม่อยากได้อะไร

จะอยากได้พระนิพพานเพียงอย่างเดียว

 พยายามศึกษาให้มาก ภาวนาให้มาก

เจริญสติให้มาก รักษาศีลทำบุญให้ทานให้มาก

 แล้วสักวันหนึ่งภายในชาตินี้จะได้พบกับความสุขนี้

 เพราะมีผู้ที่ได้พบมาแล้วเป็นจำนวนมาก

 ที่เรากราบไหว้บูชาเป็นสังฆรัตนะ

ก่อนหน้านั้นท่านก็เป็นเหมือนพวกเรา

ยังหลงติดอยู่กับรสของรูปเสียงกลิ่นรส

 รสของลาภยศสรรเสริญ

 แต่พอได้สัมผัสกับรสของพระธรรม

 ได้เห็นหนังตัวอย่าง ก็ติดใจ

 เกิดฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา

เกิดอิทธิบาท ๔ ขึ้นมา ถ้ามีอิทธิบาท ๔ แล้ว

 ไม่ว่าจะทำอะไร จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

นี่คือทางที่พวกเราจะต้องไปกัน

 พระพุทธเจ้าครูบาอาจารย์

ไม่สามารถเดินแทนพวกเราได้

 ได้แต่คอยบอกคอยเตือน คอยลากคอยจูง

 ด้วยการพร่ำสอนเท่านั้น

ถ้าพวกเราไม่ทำก็จะไปไม่ถึง

ขอให้พวกเราเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ว่าเป็นคำสอนที่ถูกต้อง

 ที่จะนำพาเราไปสู่ความสุขที่แท้จริง

 และการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย

ได้อย่างแน่นอน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๕








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 ธันวาคม 2560
Last Update : 18 ธันวาคม 2560 13:20:02 น.
Counter : 188 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ