Group Blog
All Blog
<<< “ ให้มีสติอยู่กับทุกอิริยาบถ” >>>









“ ให้มีสติอยู่กับทุกอิริยาบถ”

การปฏิบัติมันไม่ใช่ปฏิบัติเฉพาะเวลานั่งอย่างเดียว

 มันต้องปฏิบัติตลอดเวลา

หมายถึงสติ ถ้าไม่มีสติตลอดเวลา

 เวลามานั่งนี้มันจะไม่นิ่ง

ต้องให้มันคอยควบคุมมัน

ตั้งแต่ก่อนที่เราจะมานั่ง ท่านจึงสอนให้มีสติ

อยู่กับทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหว

 หรือไม่อย่างนั้นก็ให้มีพุทโธ

อยู่ทุกขณะของการเคลื่อนไหว

ก็เป็นการฝึกสติที่ต่างกัน

แบบต่างกันแต่การฝึกสติเหมือนกัน

 ถ้ามีพุทโธ พุทโธนี้เราก็จะกำกับใจ

ไม่ให้ลอยไปกับความคิดต่างๆ

 ไม่ให้ไปคิดถึงอดีต ไม่ให้ไปถึงอนาคต

ให้อยู่ในปัจจุบัน

 ให้อยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย

ถ้าเราอยู่กับการเคลื่อนไหวได้

 เราก็ไม่ต้องใช้พุทโธก็ได้ ถ้าใจไม่ไปคิดถึงอดีต

 ไม่ไปคิดถึงอนาคต อยู่กับปัจจุบัน

อยู่กับการกระทำต่างๆของร่างกาย

ข้อสำคัญก็คือไม่ให้คิด ให้รู้ แต่ไม่ให้คิด

ให้รู้ว่ากำลังทำอะไร แต่ไม่ให้คิดถึงอดีต

คิดถึงอนาคต ถ้าจะคิดก็คิดกับเฉพาะ

เรื่องที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ว่าจะทำอะไร

 จะตักข้าวเข้าปาก จะเคี้ยว จะกลืนอย่างนี้

ก็ให้ทำเท่าที่จำเป็นจะต้องทำ

คิดเท่าที่จำเป็นจะต้องคิดกับการกระทำ

 ถ้าไม่คิดได้ก็ดี อย่าไปคิดถึงคนนั้นคนนี้

หรือเรื่องนั้นเรื่องนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้

ถ้าเวลาปฏิบัติจริงๆแล้ว มันตัด ให้ตัดหมดเลย

 เพราะว่ามันไม่มีความสำคัญอะไร

ความสำคัญของผู้ปฏิบัติก็คือ การไม่คิด

 การหยุดความคิด เพราะถ้าหยุดได้

เวลานั่งเฉยๆ นั่งดูลมหายใจเข้าออก

 มันก็จะสงบได้

 สงบแล้วมันก็จะเกิดผลที่มหัศจรรย์ใจ

 คือความสุขที่เกิดจากความสงบ

ไม่มีความสุขใดเหมือนกับความสุข

ที่ได้จากความสงบ

 เป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

 นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง

สุขอื่นที่เหนือกว่าความสงบไม่มี

 อันนี้แหละคือเป้าหมายของการปฎิบัติ

ขั้นแรกคือขั้นสมาธิ

 ต้องการที่จะให้ใจได้สัมผัสกับความสงบ

 ได้พบกับความสุขอันยิ่งใหญ่ ที่มีอยู่ในตัวเรา

ได้ความสุขนี้ได้ความสงบนี้

ถือว่าดีกว่าได้เพชรมากำมือหนึ่ง

 ได้เพชรกำมือหนึ่งใจไม่สงบ ใจก็ตื่นเต้น ตกใจ

 วิตกกังวลขึ้นมา อุ๊ย จะเอาไปไว้ที่ไหนดี

 จะเก็บไว้ที่ไหนดี ใจสุขแบบร้อน

 สุขแบบกังวล วิตก ห่วงใย

 แต่ถ้าสุขแบบความสงบนี้ สุขเย็น สุขสบาย

 สุขเบาอกเบาใจ ไม่หนักอกหนักใจ

 แต่ถ้าสุขแบบได้สิ่งนั้นสิ่งนี้มา มันหนักอกหนักใจ

ได้มาแล้วมันก็ต้องหวง ต้องห่วง

 เวลาเสียไป จากไป ก็เสียอกเสียใจ

 แต่ความสงบที่เราได้มานี้

 พอเราได้มาแล้วเราก็รักษาได้ เราเก็บไว้ได้

ไม่มีใครมาแย่งจากเราไปได้ แม้แต่ร่างกาย

 ความตายก็แย่งความสงบนี้ ไปไม่ได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 22 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 22 พฤศจิกายน 2560 9:26:50 น.
Counter : 250 Pageviews.

0 comment
<<< “ ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับใจ” >>>









“ ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับใจ”

อันนี้ก็คือเรื่องของการไปเกิดแก่เจ็บตาย

 เวียนว่ายตายเกิด ร่างกายไม่ได้ไป แต่ผู้ที่ไปคือใจ

 ผู้รู้ผู้คิดใจนี้เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ แปลก ลึกลับ

 เพราะว่าไม่มีรูปไม่มีร่าง ไม่มีขนาด

ไม่มีความกว้างความแคบ ไม่มีหน้ามีตา

 ไม่มีแขนมีขา แต่ทำไม

เป็นแหล่งที่เก็บข้อมูลต่างๆไว้หมดเลย

 ข้อมูลต่างๆที่เราทำไว้ มันอยู่ในใจ

และความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดจากข้อมูลเหล่านี้

มันก็ติดมาด้วย เวลาฝันดีก็เกิดความสุขใจ

 อิ่มใจ ดีใจ สบายใจ

 เวลาฝันร้ายก็เกิดความทุกข์ใจ

 เวลาที่นอนหลับฝันร้ายนี่ ตื่นขึ้นมานี่

เหงื่อแตกพลักเลย คิดดู นี่คือพลังของใจ

มันมีอำนาจมากต่อความรู้สึกของเรา

 ความรู้สึกของเรานี้หนักอยู่ที่ใจ

 ความสุขทุกข์ทางร่างกายนี้มันไม่รุนแรง

เหมือนกับความสุขทุกข์ทางใจ 

นี่พระพุทธเจ้าท่านจึงเห็นความสำคัญของใจ

ทรงบอกว่าไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับใจ

 ใจนี้เป็นใหญ่ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา

เพราะมันมีผลกระทบกับตัวเรามากที่สุด

ของอย่างอื่นนี้มันไม่มีผลกระทบมาก

ร่างกายมันก็เจ็บบ้าง ปวดบ้าง

แต่มันไม่ทุกข์ทรมานเหมือนกับเวลาใจทุกข์

ฉะนั้นท่านบอกว่าให้เรามาดูแลจิตใจเราดีกว่า

 เพราะเราสามารถดูแลรักษาจิตใจของเรา

ให้ไม่ทุกข์ ได้ ให้มีแต่ความสุขได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 21 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2560 6:04:31 น.
Counter : 326 Pageviews.

0 comment
<<< "เมตตา" >>>











"เมตตา"

ธรรมที่จะสนับสนุนให้เราคิดดีก็คือ

ความเมตตา ความกรุณา มุทิตา อุเบกขา

 ถ้าเรามีความเมตตาเราก็จะคิดดีกับคนอื่น

 เราจะไม่คิดร้าย

 เช่นเวลาเรารักใครนี้เราจะไม่คิดร้ายกับเขา

เราอยากจะให้เขามีความสุข

 อยากจะช่วยเขา อยากจะดูแลเขา

เราก็จะคิดแต่เรื่องดีๆ สำหรับเขา

 แต่ถ้าเราโกรธใครเกลียดใครเราก็จะคิดร้ายกับเขา

ดังนั้นถ้าเรามีความเมตตาเราก็จะไม่โกรธ ไม่เกลียด

 เพราะความเมตตาก็คือให้อภัย

ใครทำร้ายเรา ใครพูดไม่ดีกับเรา เราก็ให้อภัยเขา

 ไม่ถือโทษโกรธเคือง หรือให้คิดว่า

เขาพูดไม่ดีก็ยังดีกว่าเขาตีเรา

ถ้าเขาตีเราก็ให้คิดว่าดีแล้วที่เขายังไม่ฆ่าเรา

เราก็จะไม่คิดร้ายต่อเขา

ดังนั้นเราต้องมีความเมตตาต้องไม่คิดทำร้ายใคร

 ไม่ว่าเขาจะทำลายเรา เขาจะร้ายกับเราอย่างไร

เราจะไม่ตอบโต้ เราจะยอมแพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร

 พระจะไม่ตอบโต้กับใคร พระจะยอมแพ้

ใครจะด่าพระ พระก็ไม่ตอบโต้ เฉยๆ

 แล้วการที่เรามีความเมตตา

จะทำให้ใจเราเย็นมีความสุข

 เมื่อเรามีความสุขเราก็จะไม่คิดร้าย

คนส่วนใหญ่ที่คิดร้ายกับคนอื่นก็เพราะใจมันทุกข์

 เวลาไม่ได้อะไรดังใจอยากก็โกรธ ก็จะทุกข์

ก็จะคิดร้ายกับเขา เพราะทำให้เราโกรธ

เช่นไปขอเงินเขา เขาไม่ให้ก็โกรธ

 กลับมาปล้นมาจี้มันเลย

 ดังนั้นถ้าอยากจะคิดดีหัดเจริญเมตตาภาวนา

 พยายามมองว่าพวกเราเป็นเหมือนพี่น้องกัน

 เป็นเพื่อนร่วมโลกเป็นญาติกัน

ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ควรที่จะมาเบียดเบียนกัน

 ต่างคนต่างอยู่ ให้ความเมตตาต่อกันดีกว่า

คนที่มีความเมตตาก็จะอยู่เย็นเป็นสุข

จะเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

จะอยู่อย่างมีความสุขตื่นก็สุข หลับก็สุข

นอนหลับก็ไม่ฝันร้าย

แล้วก็ไม่ตายด้วยอาวุธด้วยยาพิษต่างๆ

 เพราะจะไม่มีใครเกลียดเราไม่มีใครคิดร้ายกับเรา

 แล้วตายไปก็ไปสู่สุคติไม่ไปอบาย

พยายามมาหัดเจริญเมตตากัน

 บทที่สวดนี้เรายังไม่แผ่เมตตานะ

ตอนที่นั่งสมาธิเสร็จแล้ว

เราสวดบทสัพเพสัตตา อะเวรา โหนตุ

 ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นการแผ่ เป็นการศึกษา

เป็นการสอนใจว่าอะเวรา แปลว่าไม่มีเวรกัน

อัพยา ปัฌชา แปลว่าไม่เบียดเบียนกัน

อะนีฆา แปลว่าให้เขาพ้นจากความทุกข์กัน

 สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ แปลว่าให้เขามีความสุขกัน

 ไม่ให้เขามีความทุกข์จากการกระทำของเรา

ทำอะไรก็อย่าทำให้เขาทุกข์

ทำอะไรก็ให้เขามีแต่ความสุข

อันนี้เป็นการสอน เป็นการเตือนใจ

 เวลาจะแผ่จริงๆ ต้องเวลามาเจอกัน

 เวลาเจอกันก็ยิ้มให้กัน ไม่ใช่หน้าบึ้งใส่กัน

หรือด่ากันเลย บางทีเจอกัน

ก็เหมือนปล่อยหมาสองตัวให้กัดกันเลย

 เจอกันก็เอาเลย มึงอย่างโน้น กูอย่างนี้ขึ้นมาเเล้ว

 เวลาเจอกันต้องยิ้มให้กัน ถามสารทุกข์สุขดิบ

 สบายดีหรือเปล่าจ๊ะ หรือถ้ามีขนมเอามาฝาก

มีของมาฝากกัน ไปเที่ยวที่ไหนก็ซื้อของมาฝากกัน

 นี่เรียกว่าแผ่เมตตา

แต่เวลานั่งสวดไม่ได้แผ่

 ไม่มีใครรับจะไปแผ่ให้ใคร

อันนั้นเป็นเวลาเตือนใจสอนใจว่า

เราต้องแผ่ต้องซ้อมก่อนว่า

นึกถึงเวลาแผ่จะเเผ่อย่างไร

 เวลาเจอคนที่เราไม่ชอบ

 ยิ้มได้หรือเปล่า ลองยิ้มให้เขาดูหน่อยซิ

 หรือมีขนมก็เอาไปให้เขาบ้าง แ

ล้วเตรียมตัวเตรียมใจ ถ้ายิ้มให้เขา

 แล้วเขาบึ้งก็เฉยๆ อย่าไปโกรธเขา

ถ้าให้ขนมเขาแล้วเาขาโยนทิ้งก็อย่าไปถือสาเขา

 ต้องทำใจ ต้องเตรียมตัวเตรียมใจซ้อมไว้ก่อน

 ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวมันจะเเผ่ไม่ออก

พอยิ้มให้หน่อยมันหน้าบึ้งมันด่าเรา จะแผ่ไม่ออก

ให้ขนมมันก็โยนทิ้งไป

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

....................................

สนทนาธรรมะบนเขา
วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อถิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 20 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2560 11:20:24 น.
Counter : 197 Pageviews.

0 comment
<<< “คำสอนของบัณฑิต” >>>









“คำสอนของบัณฑิต”

ความหมายของการคบบัณฑิต

บัณฑิตก็ต้องอยู่ที่วัดวาอารามต่างๆ

 เพราะนั่นคือที่อยู่ของบัณฑิต

ที่อยู่ของคนพาลก็อยู่ตามสถานที่เล่นการพนัน

สถานที่ดื่มสุรายาเมา

สถานที่ที่มีการบันเทิงอะไรต่างๆ

มีการละเล่นอะไรต่างๆ

 อันนั้นเป็นสถานที่ของคนพาลอยู่กัน

เวลาถ้าเราไปอยู่ตามสถานที่เหล่านั้น

เราจะพบแต่คนพาล

 ถ้าเราอยากจะพบกับคนฉลาดเราก็ต้องไปวัดกัน

 ที่วัดนี้จะมีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์

อย่างน้อยก็จะมีพระพุทธรูปให้เราได้กราบไหว้

 มีพระธรรมคำสอนให้เราได้ศึกษา

มีพระอริยสงฆ์สาวกที่จะคอยชวนเชิญเรา

ให้เราไปกระทำในสิ่งที่ดีให้เราไปทำบุญ

ให้เราไปละบาป

และให้เราไปชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

เพราะว่านอกจากการทำบุญและการไม่ทำบาปแล้ว

สิ่งที่เราควรจะกระทำอีกข้อหนึ่งก็คือ

 การชำระใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์

ปราศจากกิเลสตัณหาเครื่องเศร้าหมองต่างๆ

 เพราะถ้าเรายังไม่ได้ชำระใจของเรา

ใจของเรายังมีโอกาสที่จะไปทำบาปได้

ยังมีโอกาสที่จะกลับมา

เวียนว่ายตายเกิดอยู่เรื่อยๆ ต่อไป

ถ้าเราไม่อยากจะกลับมาเกิดแก่เจ็บตายอยู่เรื่อยๆ

 อย่างที่เรากำลังทำกันอยู่ในขณะนี้

เราก็ต้องชำระกิเลสตัณหา

ความเศร้าหมองต่างๆ

 ที่มีอยู่ในใจของเราให้หมดไปให้ได้

นี่คือคำสอนของบัณฑิต

ของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์

จะสอนสามข้อด้วยกัน สอนให้ทำบุญ

 สอนให้ละบาป สอนให้ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

ชำระกิเลสตัณหาที่เป็นเหตุ

ของการไปเวียนว่ายตายเกิด

 ส่วนบุญกับบาปนี้เป็นเหตุของการไปอยู่ที่ไปเกิด

ที่สวรรค์หรือไปเกิดในอบาย

 แต่เหตุที่พาให้ไปเกิดในสวรรค์

เหตุที่พาให้กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่เรื่อยๆ

 นี้คือกิเลสตัณหาความโลภความอยากต่าง

 ถ้ายังไม่ได้กำจัดความโลภความอยากต่างๆ

 ให้หมดไปจากใจ ใจก็ยังต้องกลับมา

เกิดแก่เจ็บตายอยู่เรื่อยๆ

หลังจากที่ได้ไปรับผลบุญรับผลบาปแล้ว

เวลาตายไปถ้าไม่ได้ทำบาปทำแต่บุญ

ก็จะไปรับผลบุญในสวรรค์ชั้นต่างๆ

 แล้วพอบุญที่ได้ส่งให้ไปสวรรค์ชั้นต่างๆ นั้นหมดลง

ใจก็ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

 กลับมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตายใหม่

 มาทำบุญทำบาปใหม่ ถ้าตายไปแล้วทำบาป

ถ้าอยู่แล้วไม่ได้ทำบุญทำแต่บาป

ตายไปก็จะไปรับผลบาปในอบาย

ไปเกิดเป็นเดรัจฉานบ้างไปเกิดเป็นเปรต

เป็นอสุรกายไปตกนรกบ้าง พอใช้ผลบาปหมดแล้ว

ก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

กลับมาทำบุญทำบาปใหม่

 กลับมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตายใหม่

ถ้าไม่อยากจะกลับมาเกิดมาแก่

มาเจ็บมาตายมาทำบุญทำบาปใหม่

ก็ต้องชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

กำจัดความโลภกำจัดความอยากต่างๆ

 ให้หมดไปจากใจให้ได้

การที่จะกำจัดความโลภความอยากต่างๆ

ให้หมดไปจากใจให้ได้นั้น

จำเป็นจะต้องทุ่มเทเวลาชีวิตจิตใจ

ให้กับการชำระ อย่างเดียว

แต่ยังต้องไปทำอะไรอย่างอื่นอยู่

จะไม่มีเวลาพอที่จะมาชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ได้

 ผู้ที่อยากจะชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

ไม่กลับมาเกิดแก่เจ็บอีกต่อไป

เช่นพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย

ของพระพุทธเจ้านั้น จำเป็นที่จะต้องออกบวชกัน

 จำเป็นที่จะต้องสละเพศของฆราวาส

ของผู้ครองเรือนไป

 สละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

 สละครอบครัวสละความสุขของผู้ปกครองเรือน

 สละความสุขที่ได้จากลาภยศสรรเสริญ

 สละความสุขที่ได้จากการเสพ

รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะชนิดต่างๆ

 เพราะการกระทำเหล่านี้จะทำให้ไม่มีเวลา

ไปชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ได้

นอกจากไม่ชำระแล้ว

กลับเพิ่มความไม่สะอาดให้มากขึ้น

 เพราะการกระทำการหาความสุข

จากลาภยศสรรเสริญจากรูปเสียงกลิ่นรสนี้

เกิดจากการมีความโลภ

มีความอยากในลาภรศสรรเสริญ

ในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้เอง

 แทนที่จะชำระกลับเพิ่มมากขึ้น

ให้มันมีมากขึ้นไปภายในใจ

แทนที่จะตัดภพตัดชาติให้น้อยลงไป

กลับทำให้มีภพชาติมากขึ้นไปเรื่อยๆ

 ถ้าเรายังแสวงหาลาภยศสรรเสริญ

 แสวงหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายอยู่

 เราต้องเลิกแสวงหาลาภยศสรรเสริญสุข

แล้วไปแสวงหาความสงบ

ซึ่งเป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่ง

ที่จะไม่ทำให้เราต้องไปเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป

เพราะความสุขที่ได้จากความสงบนี้

เป็นผลที่เกิดจากการชำระความโลภ

ความอยากนั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

“ การกระทำที่เป็นมงคล”





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2560 9:18:50 น.
Counter : 308 Pageviews.

0 comment
<<< "ความเจริญทางโลก" >>>










"ความเจริญทางโลก"

สมัยนี้ทางโลกเขาพัฒนาไปรวดเร็ว

ทุกอย่างสะดวกรวดเร็ว จะพัฒนาไปอย่างไร

ก็ไม่สามารถ มาทำให้ใจเราเย็นได้

 มีแต่จะทำให้ใจเราร้อนขึ้นไปเรื่อยๆ

จึงขอให้เราระวังกับการเจริญทางโลก

มันจะทำให้ใจเราร้อนขึ้นไปเรื่อยๆ

 เพราะยิ่งสะดวกรวดเร็ว

ก็ยิ่งอยากให้มันสะดวกรวดเร็วขึ้นไป

 ใจจะร้อนขึ้นไปไม่ได้เย็น ใจจะมีความทุกข์มากขึ้น

 ฉะนั้นอย่าไปหลงกับความเจริญทางโลกมากจนเกินไป

 เอาความเจริญทางโลกมาใช้ให้เกิดประโยชน์

 คือเราต้องรู้จักประมาณ อย่าไปหลงใหลกับสิ่งต่างๆ

ที่เขาผลิตขึ้นมาหลอกเรา ให้เราอยากได้

อยากมีอยากเป็นกัน เพราะต่อให้เราได้มาเท่าไหร่

มันก็ไม่อิ่มไม่พอ แต่จะทำให้เราหิว

ทำให้เราอยากได้เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

 มันก็จะหลอกให้เราดิ้นรนไปหากัน

เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการแสวงหา

 สิ่งต่างๆ ที่เราเห็น ที่เราได้พบ ได้มาแล้วก็ไม่พอ

 มีแต่อยากจะได้เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

นี่คือผลกระทบต่อจิตใจของพวกเรา

กับความเจริญก้าวหน้าทางด้านวัตถุ.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2560 9:09:46 น.
Counter : 129 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ