Group Blog
All Blog
<<< "ผู้รู้นี่คือตัวเรา" >>>











“ผู้รู้นี่คือตัวเรา”

ถ้าเราอยากจะแยกใจออกจากร่างกาย 

เราต้องดึงใจออกจากตาหูจมูกลิ้นกาย 

พอไม่คิดถึงรูปเสียงกลิ่นรสมัน ก็จะหดเข้าไป

วิธีที่ไม่คิดก็ต้องให้มีอะไรดึงมันออกมา

เช่น พุทโธ พุทโธ ถ้าเราไม่พุทโธ

เดี๋ยวมันก็คิดอยากจะดูนั่น อยากจะฟังนี่

 อยากจะดื่มนั่น อยากจะรับประทานไอ้นี่

อยากจะดมไอ้นั่น มันอยากอยู่ตลอดเวลา

 ดังนั้นถ้าเราต้องการที่จะแยกใจออกจากร่างกายนี้

 เราต้องหยุดคิด วิธีจะหยุดคิดก็ให้คิดมันอยู่ทางเดียว

 เช่นคิดว่าพุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธไป

 พอพุทโธไปมันก็จะคิดถึงรูปเสียงกลิ่นรสไม่ได้

พอไม่คิดมันก็จะหดตัวเข้ามา

 ถอนตัวออกมาจากตาหูจมูกลิ้นกาย

 พอเราไปนั่งเฉยๆ พุทโธ พุทโธ

 เดี๋ยวมันก็ถอนออกจากร่างกายจากกัน

 ใจก็จะอยู่อีกที่หนึ่ง ร่างกายก็จะอยู่อีกที่หนึ่ง

ใจสงบร่างกายก็จะหายไปจากความรู้สึกนึกคิด

 เหลืออยู่แต่ตัวรู้ผู้รู้อยู่ตัวเดียว ผู้รู้นี่คือตัวเรา

ตัวเราที่ไปหลงคิดว่าเป็นร่างกาย

พอเราหยุดคิดปั๊บความหลงมันก็หยุดไป

พอหยุดคิด ความคิดที่ว่าเราเป็นร่างกายมันก็หายไป

 เราก็จะรู้ว่าอ๋อนี่แหละตัวเราที่แท้จริง

ก็คือตัวรู้นี่เอง ตัวรู้นี่แหละที่ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 แต่ร่างกายเป็นอะไร ตัวรู้ก็ยังเป็นตัวรู้อยู่

 ตัวรู้ไม่มีวันแก่ไม่มีวันเจ็บไม่มีวันตาย

ตัวรู้นี้เป็นเพียงแต่รู้อย่างเดียว

ส่วนตัวคิดนี้เราหยุดมัน พอหยุดมันแล้ว

ตัวคิดตัวที่คิดว่าร่างกายเป็นเรามันก็หายไป

 เราก็จะรู้แล้วว่าความคิดนี่แหละที่มันหลอกเรา

 มันหลอกให้เราคิดว่าร่างกายนี้เป็นตัวเราเป็นของเรา

เลยทำให้เราอยากให้มันเป็นของเราไปนานๆ

 แต่ร่างกายนี้มันไม่ยอมเป็นของใครไปนานๆ

 มันเป็นได้ชั่วระยะหนึ่ง อายุ ๘๐ ๙๐

มันบอกขอลาแล้ว ขอกลับคืนสู่ดินน้ำลมไฟ

 ขอเปลี่ยนสภาพจากอาการ ๓๒ ไปเป็นขี้เถ้า.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 ธันวาคม 2560
Last Update : 5 ธันวาคม 2560 12:47:54 น.
Counter : 267 Pageviews.

0 comment
<<< "ดูที่ธุดงควัตร" >>>














“ดูที่ธุดงควัตร”

ต้องไปเลือกอยู่ในที่ที่ห่างไกลแสงสีเสียง

 คืออยู่ตามป่าตามเขา ให้ไปอยู่รุกขมูลเสนาสนะเป็นต้น

นี่คือธุดงควัตร ถ้าอยากจะดูพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนี้

 ดูตรงไหน ก็ให้ไปดูที่ธุดงควัตรนี่แหละ

ข้อสำคัญนอกจากศีล ๒๒๗ ข้อแล้ว

ต้องดูที่ธุดงควัตร ที่จะเป็นตัววัดที่เราพอจะเห็นได้

 ส่วนที่ลึกไปกว่านั้น เรายากที่จะเห็นได้

ธรรมะที่ท่านมีคือปัญญาสมาธิ เราดูไม่ออก

เพราะเราไม่รู้ว่าท่านมีสมาธิหรือไม่ มีปัญญาหรือไม่

 จะรู้ได้ก็ หนึ่งก็เกิดจากการที่ได้ศึกษา

ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมจากท่าน

 แล้วนำเอาคำสอนของท่านไปปฏิบัติดู

ถ้าปฏิบัติแล้วได้ผลดี ทำให้ใจเรามีความสุขมากขึ้น

 ทำให้ความทุกข์ของเราน้อยลงไป

 ก็เชื่อได้ว่าท่านมีปัญญา ท่านมีความรู้ มีธรรมะ

 ก็แสดงว่าเป็นผู้ทรงศีลทรงธรรม

 อันนี้ต้องเกิดจากเรา ต้องเป็นผู้ที่ต้องไปวัด

 ไปค้นคว้าเอาเอง เราต้องไปศึกษาฟังคำสอนของท่าน

 แล้วเราก็ต้องนำเอาคำสอนของท่านไปปฏิบัติ

เราถึงจะรู้ว่าสิ่งที่ท่านสอนนั้นถูกต้องหรือไม่

 ดับความทุกข์ได้หรือไม่

ทำจิตใจให้เป็นความร่มเย็นเป็นสุขได้หรือไม่

นี่คือสิ่งที่เราต้องศึกษา

ถ้าเราอยากจะไปรับรางวัลจากพระพุทธศาสนา

 เราต้องไปศึกษาจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๖๐




ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 03 ธันวาคม 2560
Last Update : 3 ธันวาคม 2560 16:27:40 น.
Counter : 318 Pageviews.

0 comment
<<< "เวลาปฏิบัติควรมุ่งไปที่จิตเป็นหลัก" >>>










“เวลาปฏิบัติควรมุ่งไปที่จิตใจเป็นหลัก”

เวลาปฏิบัติควรมุ่งไปที่จิตใจเป็นหลัก

 เสียกายไม่เป็นไร ถ้าเป็นการแลกเปลี่ยน

กับการได้ความเป็นอิสระของใจ

 ได้หลุดพ้นจากกิเลสความโลภความโกรธความหลง

ความอยากต่างๆ เสียอย่างนี้เสียไปเถิด

 เพราะร่างกายสักวันหนึ่งก็ต้องตายไป

 แต่ใจไม่ได้ถูกทำลายไปด้วย

ถ้ายังไม่ได้รับการปลดปล่อยให้มีอิสรภาพ

ก็ยังต้องเป็นทาสอยู่ ไปเกิดชาติหน้า

ก็ยังต้องเป็นทาสอีก

 แต่ถ้ายอมสละร่างกายเป็นเดิมพัน

จะเป็นจะตายอย่างไร จะลำบากอย่างไร ก็ไม่ถอย

เพื่อทำลายความโลภความโกรธความหลง

ที่มีอยู่ในจิตใจ ทำอย่างนี้จะได้กำไร

เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

 เพราะชีวิตนี้มีไว้เพื่อทำประโยชน์นี้นั้นเอง

 เหมือนกับซื้อรถยนต์ขับเคลื่อน ๔ ล้อ

สำหรับใช้ในป่าในเขา มาใช้ในบ้านในเมือง

ไม่รู้จะซื้อมาทำไม ถนนก็ไม่ขรุขระ

 ต้องเอาไปลุยในป่าในเขาสิ

 รถชนิดนี้มีไว้ใช้อย่างนั้น

ร่างกายของเราก็อย่างนั้น

เป็นเหมือนรถขับเคลื่อน ๔ ล้อ

ไว้สำหรับลุยกับกิเลส

 กับความโลภความโกรธความหลง

 แต่เรากลับเอาไปรับใช้กิเลส รับใช้ความโลภ

ความโกรธความหลง แล้วเราจะได้อะไร

จากการเกิดในแต่ละชาติ ก็ไม่ได้อะไร

 ยังตกเป็นทาสของกิเลส รับใช้กิเลสอยู่

เป็นวาสนาของพวกเราที่ได้พบพระพุทธศาสนา

 ที่ทำให้เรารู้ถึงหน้าที่ที่แท้จริงของร่างกายเรา

ว่ามีไว้ทำอะไร ก็มีไว้เพื่อปลดเปลื้องจิตใจ

ที่เป็นทาสของกิเลส

ที่อยู่ภายใต้อำนาจของความโลภ

ความโกรธความหลงอยู่นี้ ให้ได้รับอิสรภาพ

 ทุกขณะที่เราหายใจอยู่นี้ เราอยู่ภายใต้อำนาจ

ของความหลงทั้งนั้น คืออวิชชาปัจจยาสังขารา

อวิชชาเป็นตัวสั่งให้สังขารคิด

ให้คิดแต่เรื่องลาภยศสรรเสริญสุข

วันนี้จะไปเที่ยวไหนดี วันนี้จะไปกินอะไรที่ไหนดี

แต่เรื่องไปปฏิบัติธรรมแทบจะไม่คิดกันเลย

 ส่วนพวกเราอาจจะมีคิดกันบ้าง

 เพราะได้สัมผัสได้พบคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่สอนให้คิดไปทางวิชชาปัจจยาสังขารา

 วิชชาก็คือธรรมะคำสอนของครูบาอาจารย์

ที่คอยกระตุ้นให้คิดไปในทางบุญทางกุศล

อย่างวันนี้เราก็คิดมาทำบุญกัน

 ถ้าไม่เคยสัมผัสกับศาสนาเลย

วันนี้วันหยุดก็ต้องพาลูกไปเที่ยวกัน

 เพราะเป็นวันเด็ก ไปเที่ยวไหนดี ไปกินที่ไหนดี

 ก็เป็นเรื่องของอวิชชาปัจจยาสังขาราทั้งนั้น

 พอไปแล้วก็จะเป็นตัณหาความอยาก

 เป็นอุปาทานความยึดติด เป็นภพเป็นชาติขึ้นมา

พอตายไปจิตก็ยังไม่หยุด อวิชชาปัจจยาสังขารา

ก็ส่งให้จิตไปเกิดใหม่

แต่ถ้าใช้ธรรมะปัจจยาสังขาราแล้ว

ก็จะดับตัณหา ดับอุปาทาน ดับภาวะคือภพชาติ

 ก็จะไม่มีการไปไหนมาไหน จิตใจมีความสุขแล้ว

ก็ไม่ต้องออกไปเที่ยว อยู่บ้านเฉยๆก็มีความสุข

 อยู่วัดก็มีความสุข ไม่ต้องออกไปแสวงหา

 ความสุขภายนอก นอกจากมีธุระจำเป็น

ไปเผยแผ่ธรรมะ

 แต่จะไม่ออกไปเหมือนอย่างพวกเรา

 ที่อยู่บ้านเฉยๆไม่ได้ พอวันเสาร์วันอาทิตย์

ก็คิดหาเรื่องทำแล้ว จะไปไหนดี

อยู่บ้านแล้วอึดอัดใจ หงุดหงิดใจ

 ทั้งๆที่ไม่มีอะไรจะสบายเท่าการอยู่บ้าน

ไม่ต้องแต่งเนื้อแต่งตัวให้เหนื่อย

 ห้องน้ำห้องท่าก็สะดวก

 ไม่ต้องไปเข้าแถวไปแย่งกัน

 อาหารก็มีเก็บไว้ในตู้เย็น ทำกินในบ้านแสนสบาย

แต่ต้องออกไปดิ้นรน หาความสุขภายนอกบ้านกัน

 เพราะอยู่บ้านไม่ติด อยากจะเห็นรูปแปลกๆใหม่ๆ

 อยากจะได้ยินเสียงแปลกๆ ใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ

 เพราะใจอยู่ภายใต้อำนาจของความโลภ

ความโกรธความหลง

จึงเป็นอวิชชาปัจจยาสังขารา

 สังขารก็ปรุงให้ออกไปทางอายตนะ

ไปทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 ไปสู่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ไปสู่การสัมผัส แล้วก็เกิดเวทนา

พอได้ออกจากบ้านแล้วเป็นอย่างไร มีความสุข

ไปดูหนังฟังเพลง ไปกิน ไปเที่ยว

 ไปซื้อของฟุ่มเฟือย แล้วก็เกิดอุปาทานความยึดมั่น

 เกิดตัณหาความอยาก ต้องออกไปเรื่อยๆ

ออกไปวันนี้แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ต้องออกไปอีก

ก็เป็นภาวะจะต้องออกไปทำใหม่

 เสาร์อาทิตย์นี้ไปเที่ยวที่นั่น

 เสาร์อาทิตย์หน้าก็ไปเที่ยวที่อื่นต่อ

 ก็จะไปอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนแก่ตาย

พอตายไปใจก็ไปเกิดใหม่ ไปเริ่มต้นทำอย่างนี้ใหม่

 เป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ

 แต่ถ้าใช้ธรรมะมาเป็นตัวขับเคลื่อนสังขาร

 ธรรมะปัจจยาสังขารา ก็จะไปที่สงบที่สงัดที่วิเวก

 ที่ไม่มีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ที่จะทำให้เกิดตัณหาขึ้นมา เกิดความอยากขึ้นมา

 ไปอยู่ตามวัดป่าวัดเขา ไปไหว้พระสวดมนต์

 ไปฟังเทศน์ ฟังธรรมะของครูบาอาจารย์

 ไปนั่งทำจิตให้สงบ เพื่อตัดตัณหาความอยาก

 ตัดอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น

ตัดภาวะภพชาติที่จะตามมาต่อไป

นี่คือธรรมะปัจจยาสังขารา

 ถ้าเจริญมรรคอยู่เรื่อยๆ เจริญธรรมอยู่เรื่อยๆ

 ต่อไปธรรมะจะมีแรงมากกว่าอวิชชา

ก็จะทำลายอวิชชาให้หมดไปจากจิตจากใจได้

 พออวิชชาถูกทำลายหมดไป

 จิตก็กลายเป็นจิตที่บริสุทธิ์ เป็นธรรมทั้งแท่ง

 ใจเป็นธรรมล้วนๆ ไม่มีกิเลสหลงเหลืออยู่เลย

จะคิดแต่เรื่องธรรมะ เรื่องของเหตุเรื่องของผล

 ไม่คิดอยากไปมีสมบัติข้าวของเงินทอง

 เป็นเจ้าฟ้าเจ้าคุณ เป็นสังฆราช

 หรือเป็นอะไรทั้งสิ้น จะไม่มีอยู่ในจิตในใจ

 ไม่คิดอยากไปเที่ยวดูหนังฟังเพลง ไปโน้นมานี่

ไปหาความสุขจากสิ่งต่างๆภายนอก ใจจะไม่คิด

 เพราะในใจมีแต่ความสงบ มีแต่ความสุข

ถ้าไม่มีความโลภความโกรธความหลงแล้ว

 ก็จะไม่มีอะไรมาสร้างความอยาก ก็จะไม่ไปไหน

 อยู่บ้านสบายที่สุด อยู่วัดสบายที่สุด

นี่คือการใช้ธรรมะมาปลดเปลื้องจิต

 ให้หลุดพ้นจากความทุกข์

 ใช้ร่างกายให้เป็นประโยชน์

อย่าปล่อยให้ร่างกายเป็นทาสของกิเลส

 ด้วยการขับรถไปหาร้านเชลล์ชวนชิม

 ไปกินที่โน้นที่นี่ อาหารชนิดนั้นดี ชนิดนี้ดี

 บางคนอุตสาห์นั่งเครื่องบินไปกินอาหารที่ฮ่องกง

 ไปเช้าเย็นกลับ เพราะอวิชชาปัจจยาสังขาราพาไป

ถ้าเป็นธรรมะปัจจยาสังขาราก็อยู่ที่บ้าน

ทอดไข่เจียวกิน กินเสร็จจะได้นั่งสมาธิต่อ

ไหว้พระสวดมนต์ปฏิบัติธรรม เราทำอยู่ปีหนึ่ง

 อยู่ในบ้านไม่ได้ไปไหน แต่ไม่ได้ทำอาหารกินเอง

ไปกินที่ร้านเพราะมันสะดวก

 กินก๋วยเตี๋ยวชาม ข้าวผัดชาม ก็อิ่มแล้ว

 ก็อยู่ได้วันหนึ่ง เช้าตื่นขึ้นมาก็นั่งสมาธิ

 พอออกจากสมาธิก็เดินจงกรม

ให้มีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไร

 ให้จิตอยู่ในปัจจุบัน อยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย

 จะเข้าห้องน้ำ จะแปรงฟันก็อยู่ตรงนั้น

จะทำอะไรก็อยู่ตรงนั้น

แล้วก็เดินจงกรม พิจารณาว่า

เกิดมาแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย

 เป็นเรื่องธรรมดา

 พิจารณาไปเรื่อยๆ ต่อไปก็จะไม่วิตก

กับความแก่ความเจ็บความตาย

 เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา

 เหมือนกับการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์

 เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา

ไม่ได้ดีอกดีใจเวลาดวงอาทิตย์ขึ้นมาตอนเช้า

ไม่ได้เสียอกเสียใจเวลาที่ตกลงไปตอนเย็น

 เป็นเหตุการณ์อย่างหนึ่งที่ใจรับรู้

ร่างกายก็เป็นเหตุการณ์อย่างหนึ่ง

ที่ใจรับรู้เช่นเดียวกัน ต่างกันตรงที่

ใจไปยึดติดร่างกายว่าเป็นตัวเราของเรา

 เพราะความหลงหลอกให้ไปยึด

ถ้าแก้ตรงนี้ได้แล้ว

ร่างกายก็จะเป็นเหมือนดวงอาทิตย์

 จะขึ้นจะตก ใจก็เฉยๆ ร่างกายจะเป็นจะตาย

ใจก็เฉยๆเหมือนกัน เพราะไม่ได้ไปยึดไปติด

ว่าเป็นตัวเราของเรานั่นเอง

นี่คือสิ่งที่เราต้องพยายามฝึกสอนตัวเรา

ว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นดินน้ำลมไฟ

เป็นการเปลี่ยนแปลงของดินน้ำลมไฟ

เป็นการรวมตัวกันเข้ามาแล้วก็แยกออกไป

ไม่มีอะไรที่รวมตัวกันแล้วจะอยู่ไปได้ตลอด

 แม้กระทั่งศาลาหลังนี้ก็เช่นเดียวกัน

สักวันหนึ่งก็จะเสื่อมลงไป

ผุพังลงไป แยกจากกันไป ศาลาหลังนี้ก็จะหายไป

ถ้าไม่ยึดไม่ติด ก็ไม่เสียอกเสียใจ

แต่ถ้ายึดติดก็จะเสียใจ.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

กัณฑ์ที่ ๒๗๖ วันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๐

 (จุลธรรมนำใจ ๗)

“กินเพื่ออยู่”








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 02 ธันวาคม 2560
Last Update : 2 ธันวาคม 2560 5:55:29 น.
Counter : 293 Pageviews.

0 comment
<<< "อย่าไปกังวล" >>>










“ อย่าไปกังวล”

อย่าไปดู ต้องหยุดมัน มันวุ่นวาย

เพราะเราไม่หยุดมันไง

 อันที่ให้หยุดมันก็บริกรรมพุทโธ พุทโธ พุทโธไป

 ถ้าเราอยู่กับพุทโธ พุทโธ มันก็จะหยุดวุ่นวาย

 ถ้าเราดูมัน มันไม่หยุดวุ่นวาย อย่าไปดูมัน

หัดบริกรรมพุทโธโทรไปเรื่อยๆ หรือสวดมนต์ไป

ท่องพุทโธพุทโธหรือสวดมนต์ไป

 ความวุ่นวายมันก็จะสงบลง

เพราะว่ามันไม่มีโอกาสที่จะไปคิดได้นั่นเอง

ถ้าเราเอาความคิดมาคิดอยู่กับพุทโธ

คิดอยู่กับบทสวดมนต์

ไอ้ความคิดที่จะไปคิดเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวาย

มันก็คิดไม่ได้ พอไม่คิดมันก็ไม่วุ่นวาย

ห่วงนี้ก็ต้องใช้ปัญญา ห่วงทำไม

 ห่วงแล้วไปทำอะไรได้หรือเปล่า

 ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าไปห่วงเลย มันเสียเวลา

 ถ้าทำได้ก็ทำไป ของบางอย่างเราทำได้ก็ทำไป

 ของบางอย่างเราทำไม่ได้ก็ต้องปลง

 ปล่อยไปตามบุญตามกรรม ใช่ไหม

 เหมือนฝนตกนี้ เราไปห่วงมันได้ไหม

 บอกว่าฝนจะตกไม่ตกนี้มันห่วงได้หรือเปล่า

 ห่วงก็ทำอะไรไม่ได้ ฝนมันจะตกมันก็ตก

 ของต่างๆมันก็เหมือนกับฝน

 คนหรืออะไรเราควบคุมมันไม่ได้เสมอไป

 บางทีเราก็ควบคุมได้ บางทีเราก็ควบคุมไม่ได้

 ถ้าอันไหนที่ควบคุมไม่ได้

ก็คิดว่าเหมือนฝนฟ้าอากาศไปปล่อยมันไป

อันไหนเราควบคุมได้แล้วก็ควบคุมไป

แล้วเราก็จะไม่กังวล ไม่ห่วง ไม่วุ่นวายใจ

 นี่พระพุทธเจ้าบอกทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นอนัตตา

เป็นธรรมชาติอนัตตานี้แปลว่าธรรมชาติ

ไม่ได้เป็นของใครเป็นของธรรมชาติ

เมื่อเป็นของธรรมชาติเราจะไปสั่งมันไม่ได้เสมอไป

บางเวลาแล้วก็สั่งได้บางเวลาแล้วก็สั่งไม่ได้

แต่ใจเราทำให้มันสงบได้

เวลามันวุ่นวายแล้วก็พุทโธใส่เข้าไปเลย

 บริกรรมพุทโธ ๆๆๆ ห้านาทีมันก็สงบแล้ว

 ถ้าเราท่องพุทโธ พุทโธกันสักห้านาทีแล้ว

เรื่องที่เราวุ่นวายนี้มันจะหายไป เราจะลืมไป

 แล้วมันก็จะหยุด แต่ถ้าเราหยุดพุทโธเมื่อไร

 กลับไปคิดเมื่อไร จะวุ่นวายขึ้นมาใหม่

 มันเหมือนรถแหละถ้าเราเหยียบเบรคมันก็หยุด

พอเราปล่อยเบรคมันก็ไหลไป

ใจเราเหมือนรถที่ไหลลงเขา ก็ต้องทำไปเรื่อยๆ

 จนกว่าเราจะคุมมันได้ พอมันนิ่งเราก็หยุดพุทโธ

พอมันไม่นิ่งเราก็พุทโธ แล้วต่อไปมันก็จะนิ่งไปเรื่อยๆ

 ใหม่ๆยากหน่อย เพราะเป็นรถที่วิ่งเร็วมาก

แล้วเราเหยียบเบรคทีสองทีมันยังไม่หยุด

 ถ้าเราเริ่มต้นพุทโธใหม่ๆมันจะยังไม่รู้สึกว่าเราสงบเลย

 ก็อย่าไปกังวล พยายามพุทโธไปเรื่อยๆ

 เพราะเรายังเหยียบเบรคไม่นานพอ เหยียบไปเรื่อยๆ

 พุทโธไปเรื่อยๆ เดี๋ยวต่อไปความคิดมันก็จะเบาลง เบาลง

 ความวุ่นวายใจมันก็จะน้อยลง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 01 ธันวาคม 2560
Last Update : 1 ธันวาคม 2560 12:29:33 น.
Counter : 261 Pageviews.

0 comment
<<< “ปัญญาที่ดับความทุกข์ได้” >>>












“ปัญญาที่ดับความทุกข์ได้”

ดังนั้น การที่จะพิจารณาไตรลักษณ์

พิจารณาอุสุภะได้อย่างต่อเนื่อง

จำเป็นจะต้องมีใจที่สงบ ที่ไม่ดิ้น ไม่ต่อต้าน

 ไม่หลีกหนีจากการพิจารณา

หลีกหนีไปคิดทางเรื่องอย่างอื่น

 ถ้าใจสงบนี้พิจารณาได้เดี๋ยวเดียว

 แล้วเดี๋ยวก็จะถูกกิเลสตัณหา

ดึงไปพิจารณาเรื่องอื่นแทน

 เมื่อไม่พิจารณาอย่างต่อเนื่อง

 มันก็เห็นไม่ชัด จำไม่ได้ พอถึงเวลาจะใช้

ก็ไม่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

 จะสามารถพิจารณาได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ถ้าพิจารณาโดยไม่ได้ก็เข้าไปในสมาธิ

ถ้าอย่างนี้ต้องการใช้ปัญญาก็จะสามารถใช้ได้ทันที

 นี่คือขั้นของปัญญา เป็นอย่างนี้

ถึงจะเรียกเป็นปัญญาจริง ปัญญาที่ดับความทุกข์ได้

เพราะทันต่อเหตุการณ์นั่นเอง

 ทันต่อกิเลสตัณหา พอกิเลสตัณหาโผล่ขึ้นมาปั๊บ

ไตรลักษณ์ก็จะออกมาต่อสู้ทันทีทันใด

 อสุภะก็จะออกมาต่อสู้ทันที

พอมีคู่ต่อสู้ที่มีกำลังมากกว่า

กิเลสตัณหาก็ต้องยอมแพ้ไปหยุดไปในที่สุด

ดังนั้นขอให้พวกเราพยายาม

เดินตามขั้นตามตอนที่พระพุทธเจ้า

และครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านสอนกัน

อย่าไปฟังพวกที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง

พวกที่ศึกษาแล้วก็มาสอน

 พวกนี้มักจะสอนไปตามความอยากของกิเลสตัณหา

 กิเลสตัณหาไม่ชอบนั่งสมาธิ

ไม่ชอบทำใจให้สงบ

เขาก็จะสอนว่าไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ

 ไม่ต้องทำใจให้สงบ เจริญปัญญาได้เลย

 ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วพระพุทธเจ้า

จะสอนสัมมาสมาธิไว้ทำไม

 เราจะเชื่อใครดี เราจะเชื่อพระพุทธเจ้า

เชื่อครูบาอาจารย์ หรือเราจะเชื่อ

พวกที่สอนว่าไม่ต้องเจริญสมาธิกัน


อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องใคร่ครวญต้องพิจารณา

 หรือถ้าเราเชื่อพวกที่สอนไม่ให้นั่งสมาธิ

 แล้วเราดูการปฏิบัติของเราว่าเป็นอย่างไร

ผลมันเป็นอย่างไร ตัดกิเลสตัณหาได้บ้างหรือยัง

 พวกที่ชอบใช้ปัญญาโดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธินี้

 ต้องพิจารณาให้รอบคอบ

ความจริงใครเขาพูดอะไรก็ปฏิเสธ

 ไม่ควรจะปฏิเสธหรือจะรับ ควรที่จะนำเอาไปพิสูจน์ดู

 เขาบอกไม่ต้องนั่งสมาธิ เจริญปัญญาได้เลย

 เราก็ลองไปเจริญปัญญาดู

ลองไปพิจารณาไตรลักษณ์ดู

สัพเพ ธัมมา อนัตตาดู ธรรมทั้งหลายไม่มีตัวไม่มีตน

พิจารณาแล้วเราตัดกิเลสตัณหาได้หรือเปล่า

 แล้วเราลองไปทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าสั่งสอน

แบบที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง .

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 30 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2560 16:32:28 น.
Counter : 243 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ