Group Blog
All Blog
<<< "ฝึกใจให้เฉย" >>>










"ฝึกใจให้เฉย"

ให้พิจารณาความไม่เที่ยงแท้ไม่ถาวร

ของทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีอยู่

 แม้แต่ร่างกายของเราก็จะต้องแก่

 ต้องเจ็บ ต้องตาย ห้ามมันไม่ได้

อนัตตา แปลว่าห้ามมันไม่ได้

สั่งมันไม่ได้ เป็นเหมือนลม

ห้ามมันไม่ได้สั่งมันไม่ได้

 เราสั่งลมได้ไหม ห้ามได้ไหม ไม่ได้

 เราสั่งความแก่ ความเจ็บ ความตายได้ไหม

แต่เราจะทุกข์หรือไม่ทุกข์

อยู่ที่ว่าเราจะเฉยหรือไม่เฉย

 ถ้าเราเฉยเราก็จะไม่ทุกข์

 แก่ก็แก่ไป เจ็บก็เจ็บไป ตายก็ตายไป

ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ทุกข์ แต่ถ้าไม่อยากแก่

ก็จะทุกข์ขึ้นมาทันที

ผมหงอกเส้นหนึ่งก็ทุกข์แล้ว ใจไม่สบายแล้ว

ฟันปวดหน่อยก็ทุกข์แล้ว

เจ็บฟันหน่อยก็ทุกข์ขึ้นมา

แต่ถ้าเรารู้ว่าห้ามมันไม่ได้ ไปสั่งมันไม่ได้

 เราก็ทำใจให้เฉยเหมือนกับลมพัดอย่างนี้

 เรารู้ว่าเราห้ามลมพัดไม่ได้

ลมพัดเราก็เฉยไป ต้องฝึกสติให้มากๆ

 ฝึกใจให้เฉยให้มากๆ

ฝึกใจให้ใจเข้าสู่สมาธิให้มาก

เพราะเวลาเข้าสู่สมาธิแล้วมันจะเฉยจริง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 กรกฎาคม 2560
Last Update : 18 กรกฎาคม 2560 4:00:26 น.
Counter : 339 Pageviews.

0 comment
<<< "มักน้อย สันโดษ ยินดีตามมีตามเกิด " >>>










"มักน้อย สันโดษ ยินดีตามมีตามเกิด "

มีใครอยากจะถามอีกไหม ไม่เป็นไรใจเย็นๆ

 เดี๋ยวนั่งพักเดี๋ยวก็ได้ นั่งดูใจเราบ้างก็ได้

ถามใจเราบ้างก็ได้ ใจเราสบายหรือเปล่า

 ใจเรายังโลภ ยังโกรธ ยังหลงอยู่หรือเปล่า

 ยังวิตกยังกังวลยังห่วงโน่นยังห่วงนี่อยู่หรือเปล่า

 ถ้ากังวลก็แสดงว่ายังมีโน่นมีนี่เป็นของเราอยู่

ถ้าไม่มีอะไรเป็นของเรามันก็ไม่ห่วง

ที่มันห่วงเพราะว่ามันยังเป็นของเราอยู่

ลูกเรานี้ ลูกชาวบ้านเราไม่เห็นห่วงเลย

เงินของชาวบ้านเขาเราก็ไม่เห็นห่วงเลย

แต่พอมันเป็นเงินของเราขึ้นมาห่วงว่าเห้ย!

 อยู่ในธนาคารปลอดภัยหรือเปล่า

 เนี่ยอย่าไปยึดอะไรอย่าไปถืออะไรว่าเป็นของเรา

มันจะทำให้เรากังวล จะทำให้เราทุกข์

จะทำให้เราห่วงใหญ่ จะทำให้เราไม่สบายใจ

ถ้ามองทุกอย่างว่าไม่ได้เป็นของเราแล้ว

มันโล่งอกโล่งใจ สบายอกสบายใจ

ตายไปเราก็เอาอะไรไปไม่ได้

มันเป็นของเราได้ยังไง ถ้ามันเป็นของเรา

เราก็ต้องเอามันไปได้ แต่ถ้าเราเอาไปไม่ได้

เราไปกังวลกับมันทำไม ก็ปล่อยมันไป

มันจะอยู่ก็อยู่ไป มันจะไปก็ให้มันไป

 ไม่ช้าก็เร็วสักวันนึงเรากับมันก็ต้องจากกันอยู่ดี

 ลูกเราเราคิดว่าจะอยู่กันไปตลอดเหรอ

 มันก็ต้องมีวันพลัดพรากจากกัน

 สามีเราภรรยาเรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเรานี้

มันจะต้องมีวันสิ้นสุดลง มันก็ต้องมีวันหมดไป

ให้พยายามนึกอยู่บ่อยๆ ว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตา"

ไม่มีอะไรในโลกนี้เป็นของเรา

ลาภยศสรรเสริญ ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

มันไม่ได้เป็นของเราอย่างแท้จริง

 เป็นของเราชั่วคราว เดี๋ยวสักวันหนึ่ง

ก็ต้องมีวันหมดมีวันดับไป ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว

เวลาจากกันมันจะรู้สึกเฉยๆ

ตอนนี้ไม่ได้ฉัน ไม่ได้เทศน์ที่ศาลาตอนเช้า

ก็รู้สึกเฉยๆ รู้สึกสบาย ไม่เหนื่อย (ยิ้ม)

 กินแล้วก็นอน วันนี้ 3 โมงเช้า (9:00 น.)

ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

นอนได้ถึงบ่ายแล้วค่อยมาเทศน์

จึงไม่ค่อยเหนื่อยเหมือนเมื่อก่อนนี้

 เมื่อก่อนถ้าเทศน์อยู่ที่ศาลา

กว่าจะกลับมาถึงกุฎิได้ก็ 11 โมงกว่า

กว่าจะขึ้นมาถึงบนเขาได้นี้ก็เที่ยงกว่า

พักได้ชั่วโมงหนึ่งก็ต้องเตรียมตัวลงมาเทศน์แล้ว

 นี่ตั้งแต่ 9 โมงถึงบ่ายโมงกว่านี้

มีเวลาสบายไม่เหนื่อยไม่ต้องพูดอะไร

นี่คือการเปลี่ยนแปลง อย่าไปยึดถือ

อย่าไปยึดว่าเป็นของเราแล้วสบาย

 อยู่อย่างไม่มีอะไรอยู่อย่างไม่มีความยึดมั่นถือมั่น

กับสิ่งต่างๆ เวลามันไปจะไม่เดือดร้อน

 เวลามันมากลับเดือดร้อนเพราะไม่อยากจะมี

 มีแล้วมันยุ่งมีแล้วมันเป็นภาระของเราเปล่าๆ

ถึงแม้ว่าจะไม่อยากได้แต่บางทีมันก็มาเนี่ย

 มันมาแล้วก็ต้องจัดการกับมันดูแลกับมัน

ให้มันไปในที่ที่เป็นเป็นประโยชน์ต่อไป

ถ้าไม่มาก็ไม่ต้องมีการกระทำ

ไม่ต้องมีการดูแลการจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่มา

ฉะนั้นพยายามอยู่แบบไม่มีดีกว่า มีให้น้อยที่สุด

มักน้อย สันโดษ ยินดีตามมีตามเกิด

 มาก็ได้ ไม่มาก็ได้ อยู่ก็ได้ ตายก็ได้

แล้วจะมีความสุขตลอดเวลา.

 

พระอาจารย์สุชาติ  อภิชาโต

...........................


ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 กรกฎาคม 2560
Last Update : 17 กรกฎาคม 2560 3:33:36 น.
Counter : 431 Pageviews.

0 comment
<<< "แสงสว่างแห่งธรรม" >>>









"แสงสว่างแห่งธรรม"

ในเบื้องต้นตอนที่เรากำลังเจริญสติ

เพื่อให้เกิดสมาธินี้ เราควรที่จะทำให้มากๆ

 ทำให้บ่อยๆ ไม่ใช่พอได้ความสงบครั้งเดียว

 แล้วก็พอออกจากสมาธิมา

ก็ไปเจริญปัญญาเลย

เพราะว่ามันจะยังไม่มีกำลังพอ

ควรที่จะฝึกสมาธิให้มากๆ ให้เรามีสติ

ที่จะสามารถสั่งให้ใจเข้าสู่สมาธิได้ตลอดเวลา

ที่เราต้องการ สามารถหยุดความคิดได้

แม้ในขณะที่เราไม่อยู่ในสมาธิ

เวลาใจเราเริ่มคิดไปในทางลาภยศสรรเสริญ

 เราต้องมีสติที่จะหยุดมันให้ได้

ขั้นต้นนี้ยังไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องปัญญา

 แล้วไม่ต้องกลัวว่าจะติดสมาธิ

 อย่างนี้ยังไม่เรียกว่าติดสมาธิ

 ติดสมาธินี้ต้องหมายถึง

เราชำนาญในสมาธิแล้ว

 เข้าออกในสมาธิได้ตลอดเวลา

ควบคุมความคิดได้ตลอดเวลา

หยุดความคิดได้ทุกครั้ง

ที่เราต้องการจะหยุดมัน

 ถ้ามันเป็นอย่างนี้แล้วนั่นแหละ

เราถึงควรจะออกไปในทางปัญญาต่อไป

 แต่ถ้าตอนนี้ยังล้มลุกคลุกคลานอยู่

กับการควบคุมความคิดอยู่

ล้มลุกคุกคลานอยู่กับการทำใจให้สงบอยู่

บางทีนั่งกว่าจะสงบก็ใช้เวลานาน

บางทีก็ไม่สงบเลย บางทีก็สงบ

อย่างนี้ยังเรียกว่ายังไม่ได้ชำนาญ

ในการเจริญสมาธิ อย่าเพิ่งไปกังวล

กับการเจริญปัญญา เรามาเจริญสติ

เจริญสมาธิก่อน จนกว่าเราจะมีสติสัมปชัญญะ

เป็นสัมปชัญญะมีสติตลอดเวลา

สามารถควบคุมความคิดได้ตลอดเวลา

 เวลามันจะคิดไปทางลาภยศสรรเสริญ

 ก็หยุดมันได้ตลอดเวลา

เวลาต้องการให้มันสงบให้เหลือแต่สักแต่ว่ารู้

 ก็ทำได้ทุกครั้ง ถ้าเราทำได้อย่างนี้แล้ว

เราไม่ออกไปทางปัญญา

 ถึงจะเรียกว่าเป็นการติดสมาธิ

ทำแต่สมาธิเพียงอย่างเดียว

 แต่ตอนต้นนี้ยังไม่ได้ถือว่าเป็นการติดสมาธิ

 เป็นการฝึกสมาธิ เป็นการหัดทำสมาธิ

ให้เกิดความชำนาญให้มีความสามารถ

ที่จะหยุดความคิดที่จะทำให้ใจนิ่ง

ให้สงบได้ทุกเวลานาทีที่ต้องการ

ต้องให้ได้อย่างนี้ก่อน

แล้วถึงค่อยออกไปทางปัญญา

ปัญญาก็ต้องรอให้เวลาออกจากสมาธิ

 เวลาจิตสงบนิ่งไม่คิดปรุงแต่ง

เวลาที่นั่งรวมแล้ว

จิตร่วมลงเป็นสมาธิสักแต่ว่ารู้

อยู่กับอุเบกขาอยู่กับความสุข

 เวลานั้นไม่ใช่เวลาเจริญปัญญา

เวลานั้นให้มีสติประคับประคองอุเบกขา

 ประคับประคองความสงบนี้ให้อยู่ไปนานๆ

 จนกว่ามันจะถอนออกมา พอถอนออกมาแล้ว

เริ่มไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ เวลานั้นแหละ

ถึงจะต้องใช้สติบังคับให้มันมาคิดทางปัญญา

 เพื่อให้เกิดแสงสว่างแห่งธรรม

ให้เห็นทุกข์ในสภาวะธรรมทั้งปวง

ให้เห็นอนิจจังในสภาวะธรรมทั้งปวง

ให้เห็นอนัตตาในสภาวะธรรมทั้งปวง

เช่นเห็นลาภยศสรรเสริญ

เห็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ว่าเป็นความสุขปลอม ว่าเป็นเหมือนกับ

ความสุขที่หุ้มห่อความทุกข์อยู่

เหมือนกับยาขมเคลือบน้ำตาล

 ไม่ใช่เป็นลูกอมที่จะหวานไปตลอดทั้งลูก

 อมไปได้เดี๋ยวเดียวพอผิวที่เคลือบน้ำตาล

มันละลายไป ก็จะต้องสัมผัสกับรสขมทันที

ไม่ใช่เป็นลูกอมหวานๆ ทั้งลูก

 ไม่ใช่เป็นความสุขแท้ เป็นความสุขปลอม

เพราะเป็นความสุขชั่วคราว

 ได้มาแล้วเดี๋ยวก็หมดไป

 แล้วก็สั่งให้มันไม่หมดไม่ได้

สั่งให้มันมีไปเรื่อยๆ ไม่ได้

เวลามันจะหมดมันก็หมด

สั่งให้มันมาใหม่บางทีก็สั่งไม่ได้

พอสั่งไม่ได้อะไรจะเกิดขึ้น ก็ทุกข์น่ะสิ

 ทุกข์ใจน่ะสิ เสียใจเศร้าใจขึ้นมา

เวลาสูญเสียสิ่งที่รักไป ห้ามได้หรือเปล่า

 ห้ามไม่ให้เสียได้หรือเปล่า

 เวลาเสียคนที่รักไปเสียสิ่งที่รักไป

 เวลาเสียไปแล้วทำยังไง

 ร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ

หรือเวลาที่ยังไม่เสียแต่รู้ว่าจะต้องเสีย

ก็เศร้าใจแล้วไม่สบายใจแล้ว

 เช่นแฟนไม่สบายกำลังเป็นโรคมะเร็ง

รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

พอรู้แค่นี้ก็ไม่สบายใจแล้ว

ทั้งๆ ที่ยังไม่เสียเขาไป

 แล้วเวลาเสียเขาไปก็เสียอกเสียใจ

ห้ามได้หรือเปล่า ห้ามไม่ให้เขาไปได้หรือเปล่า

 เขาเป็นของเราตลอดเวลาหรือเปล่า

 เขาไม่เป็น ถึงเวลาเขาจะไปเขาก็ไป

ห้ามสิ่งที่เราไม่ชอบไม่ให้มาก็ไม่ได้

ห้ามความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ให้มันมาก็ไม่ได้

 เวลามันจะมามันก็มา

ห้ามความแก่ไม่ให้มาก็ห้ามไม่ได้

 ห้ามความตายไม่ให้มามันก็ห้ามไม่ได้

นี่ให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นอย่างนี้

 เราจะไปห้ามไม่ให้มันเสื่อมไม่ได้

 ห้ามไม่ให้มันจากเราไปไม่ได้

ห้ามไม่ให้มันเปลี่ยนไปไม่ได้

ถึงเวลามันจะเสื่อมมันก็เสื่อม

ถึงเวลามันจะเปลี่ยนมันก็เปลี่ยน

ถึงเวลามันจะจากเราไปมันก็จากเราไป

 ไม่ว่าจะเป็นลาภยศสรรเสริญ

ไม่ว่าจะเป็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ของสิ่งต่างๆ ของบุคคลต่างๆ

มันเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น นี่คือการเจริญปัญญา

เพื่อให้เกิดแสงสว่างแห่งธรรม

 เพื่อให้มีดวงตาเห็นธรรม

 เพื่อที่เราจะได้ไม่อยากจะมีสิ่งเหล่านี้

ถ้าเรายังไม่มีดวงตาเห็นธรรม เรายังอยากอยู่

 ถ้าเรายังอยากได้ลาภยศสรรเสริญ

 อยากได้รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะอยู่

ก็แสดงว่าใจเรายังมืดบอดอยู่ ยังไม่เห็น

ยังไม่มีแสงสว่างแห่งธรรม

ยังไม่เห็นทุกข์ในลาภยศสรรเสริญ

 ในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ยังไปคิดว่ามันเป็นความสุขอยู่

ยังไม่เห็นอนิจจัง ยังไม่เห็นอนัตตา

ในลาภยศสรรเสริญ ในรูปเสียงกลิ่นรโผฏฐัพพะ

 ถ้าอยากแล้วมันก็จะทำให้ใจเรา

กระวนกระวายกระสับกระส่าย

หงุดหงิดขึ้นมาวิตกกังวลขึ้นมา

 เพราะความอยาก อยากได้

กระวนกระวายแล้วก็ต้องดิ้นรน

เพื่อไปเอาสิ่งที่อยากได้ให้เอามาให้ได้

ถ้าได้มาก็ดีใจเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวมันก็หมดไป

แล้วความอยากใหม่ก็จะปรากฏขึ้นมา

 ถ้าไม่ได้ก็เสียใจ แต่เสียใจไม่นาน

เดี๋ยวก็กลับไปอยากใหม่ ต้องเอาให้ได้

 ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่

ถ้ายังมีกำลังที่จะหาอยู่ ก็จะหา

ถึงแม้จะไปหาของที่มันเป็นความทุกข์

แต่ตอนนั้นไม่คิดว่ามันเป็นทุกข์

คิดว่ามันเป็นสุขอย่างเดียว

เพราะไม่มีแสงสว่างแห่งธรรมคอยเตือนใจ

ว่ามันเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะว่ามันไม่เที่ยง

ทุกข์เพราะว่าเราไปสั่งมันไม่ได้ห้ามมันไม่ได้

 ไม่เคยคิดแบบนี้กัน จึงถือว่า

ไม่มีแสงสว่างแห่งธรรม

ถ้าต่อไปนี้เรามองทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็นทุกข์

ทุกข์เพราะว่ามันไม่เที่ยง

ทุกข์เพราะว่าเราไปสั่งไปห้ามมันไม่ได้

ถ้าเราคิดอย่างนี้แล้วเราก็จะไม่ไปหาสิ่งต่างๆ

 ที่อยู่ในโลกนี้ เราไปหาในสิ่งที่

เราสั่งได้ห้ามได้ดีกว่า คือความสงบของใจเรา

เราสั่งได้สั่งให้สงบได้ห้ามไม่ให้มันหายได้

ของที่สั่งได้ของที่เป็นของจริงของแท้

กลับไม่หากัน เพราะความหลงความมืดบอด

ทำให้เห็นผิดเป็นชอบไป

 ทำให้เห็นทุกข์เป็นสุขไป

 ส่วนสุขก็มองไม่เห็น สุขแท้ก็มองไม่เห็น

ต้องมาได้พบกับพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ได้มาพบกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ที่จะสอนที่จะบอกเราว่าสิ่งต่างๆ

ที่เรากำลังหาอยู่กันในขณะนี้

 สิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้มันเป็นทุกข์ทั้งนั้น

ทุกข์เพราะมันเป็นของชั่วคราว

ทุกข์เพราะว่าเราไปห้ามมัน

ไปสั่งมันไม่ได้เสมอไป

 ให้มาหาสิ่งที่มันเป็นความสุขที่แท้จริงดีกว่า

 ความสุขที่ถาวรที่จะอยู่กับเราที่เราสั่งได้

รักษาไว้ได้ตลอดเวลา

ก็คือสุขที่เกิดจากความสงบนี่เอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐

"แสงสว่างแห่งธรรม"






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 กรกฎาคม 2560
Last Update : 16 กรกฎาคม 2560 4:53:59 น.
Counter : 585 Pageviews.

0 comment
<<< "เปลี่ยนสถานภาพใจ " >>>









"เปลี่ยนสถานภาพใจ "

การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

 คือการทำทานการรักษาศีล การภาวนา

เป็นการเปลี่ยนแปลงสถานภาพของใจ

จากใจที่เวียนว่ายตายเกิด

ไปสู่การเป็นใจที่ไม่เวียนว่ายตายเกิด

เหมือนกับเวลาชายโสด หรือหญิงโสด

 เปลี่ยนสถานภาพเป็นชายไม่โสด หญิงไม่โสด

ด้วยการแต่งงานกัน

การทำทาน การรักษาศีล การภาวนา

 ก็เป็นเหมือนกับการเปลี่ยนแปลง

สถานภาพของจิต

 จิตที่ไม่ได้ทำทาน ไม่ได้รักษาศีล ไม่ภาวนา

 จะเป็นจิตที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ

 เหมือนชายโสดหญิงโสด ที่ไม่ยอมแต่งงาน

ก็จะเป็นโสดไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนสถานภาพ

จากการเวียนว่ายตายเกิด

ไปสู่การไม่เวียนว่ายตายเกิดนี้ มีผลที่ต่างกัน

ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดอยู่

ก็จะต้องมีความทุกข์อยู่เรื่อยๆ

 เพราะเวลาเกิดแล้ว ก็ต้องแก่ต้องเจ็บ

ต้องตายเวลาแก่ เวลาเจ็บ เวลาตาย

ก็เป็นเวลาที่มีแต่ความทุกข์

 ถ้ายุตติการเวียนว่ายตายเกิดได้

ก็จะมีแต่ความสุข เพราะไม่มีความทุกข์

ที่เกิดจากความแก่

 ความเจ็บ ความตายนั่นเอง 

นี่คือเรื่องของจิตใจพวกเรา

 และจิตใจของพระพุทธเจ้า

และพระอรหันตสาวก

จิตใจของพวกเรานี้

ยังเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่

ยังต้องมาทุกข์กับความแก่

 ความเจ็บ ความตาย

ทุกข์กับการพลัดพรากจากกันอยู่

 แต่จิตของพระพุทธเจ้า

จิตของพระอรหันตสาวก

 ท่านไม่เกิดไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายแล้ว

ท่านจึงไม่ต้องมามีความทุกข์

กับ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย

กับการพลัดพรากจากกัน

ถ้าพวกเรายังไม่เห็นโทษ

 ของการเกิด แก่ เจ็บ ตายอยู่

พวกเราก็จะไม่เห็นความสำคัญ

ของการทำทาน ของการรักษาศีล

ของการภาวนา เพราะยังไม่เห็นทุกข์

ที่เกิดจาก ความแก่ ความเจ็บความตายฺ

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

ธรรมะบนเขา

(ชุดในพรรษาปีพ.ศ. ๒๕๕๘)







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 กรกฎาคม 2560
Last Update : 15 กรกฎาคม 2560 4:06:09 น.
Counter : 527 Pageviews.

0 comment
<<< "ต้องดับการกระทำบาปต่างๆ" >>>









"ต้องดับการกระทำบาปต่างๆ"

วิมุตติ คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ 

ด้วยการละความอยาก ที่เป็นต้นเหตุ

ของความทุกข์นั่นเอง

ความทุกข์เกิดจากความอยาก

 ความทุกข์หายไปเพราะว่า

 ความอยากหายไปนั่นเอง

เหมือนกับไฟ ถ้าเชื้อไฟหายไปก็จะหมดไป

 ไฟเกิดขึ้นมาได้เพราะมีเชื้อไฟ

เช่น น้ำมันหรือฟืน ถ้ามีฟืนหรือมีน้ำมัน

ก็จะมีไฟลุกได้ แต่ถ้าไม่มีฟืนไม่มีน้ำมันแล้ว

ไฟก็จะลุกขึ้นมาไม่ได้

ฉันใด ความทุกข์ของใจก็เช่นเดียวกัน 

ความทุกข์ของใจก็เกิดจาก ตัณหา

ความอยากต่างๆนั่นเอง เช่นกามตัณหา

ความอยากในรูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ 

ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น 

อยากให้ได้อย่างนั้น อยากให้มีอย่างนี้ 

และ วิภวตัณหา ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น

 อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น อยากไม่ให้เป็นอย่างนี้

ถ้ามีตัณหาทั้ง 3 รูปแบบนี้อยู่ภายในใจแล้ว

ใจก็จะต้องมีความทุกข์อย่างแน่นอน

 แต่ถ้ามีสมาธิ และมีปัญญาแล้ว

ความทุกข์เหล่านี้จะหายไป

เพราะตัณหาความอยาก

จะได้รับการกำจัดด้วย สมาธิและปัญญานี่เอง

นี่คือความเพียรที่ผู้ปฏิบัติควรจะเจริญให้มาก

 ก่อนที่จะเพียรเจริญสติ ก็ต้องเพียรรักษาศีล

ศีลคือธรรมที่ผู้ปฏิบัติควรจะบำเพ็ญ

ควรจะต้องรักษา ถ้าสำหรับผู้ปฏิบัติ

ก็ต้องศีล ๘ ขึ้นไป ถ้าผู้ที่ยังไม่ได้ปฏิบัติ

 ก็เริ่มต้นที่ศีล ๕ ไปก่อน

 เพราะการรักษาศีลจะช่วยรักษาใจ

ไม่ให้ทุกข์ไม่ให้วุ่นวาย

ไปกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

 การทำบาปนี้จะทำให้ใจทุกข์ ใจวุ่นวายขึ้นมา

 ผู้ที่ต้องการดับความทุกข์ ความวุ่นวายใจ

จึงต้องดับการกระทำบาปต่างๆ

ตั้งแต่ศีล ๕ ขึ้นไป จนถึงศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗

ตามลำดับ ตามภาวะของผู้ปฏิบัติ

 พอมีศีลแล้วก็ให้เจริญสมาธิ ด้วยการเจริญสติ

 พอเจริญสมาธิได้แล้ว

 ก็จะสามารถเจริญปัญญาได้ต่อไป

 พอมีทั้งสมาธิและมีทั้งปัญญา

ก็จะสามารถทำลายตัณหา ความอยากต่างๆ

 ให้หมดไปได้ ก็จะได้วิมุตติขึ้นมา

 ได้หลุดพ้นจากความทุกข์

 พอได้หลุดพ้นจากความทุกข์แล้ว

ก็จะเกิด วิมุตติญาณทัสสนะขึ้นมา

 คือการได้รู้ว่า ตัวเองได้หลุดพ้น

จากความทุกข์ทั้งปวงแล้ว

 เหมือนกับคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บ

พอหมอให้ยามารับประทาน

ก็รับประทานไปตามหมอสั่ง แล้ววันหนึ่ง

 โรคภัยไข้เจ็บที่มีอยู่ในตัวก็จะหายไปหมด

พอโรคภัยไข้เจ็บหายไป

คนไข้ก็จะรู้ตัวขึ้นมาเลยว่า

อ๋อ ตอนนี้ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว 

ฉันใด วิมุตติญาณทัสสนะ ก็ฉันนั้น 

เวลาที่ได้ทำลายตัณหาความอยากหมดไปแล้ว

 ความทุกข์ต่างๆ ก็จะหายไป

พอความทุกข์ต่างๆ หายไปหมดแล้ว

ผู้ปฏิบัติจะรู้ขึ้นมาเองว่าได้หลุดพ้น

จากความทุกข์ทั้งหลายแล้ว

นี่เรียกว่า สันทิฏฐิโก ซึ่งผู้ปฏิบัติพึงรู้ได้ด้วยตนเอง

 รู้ได้ด้วย วิมุตติญาณทัสสนะ นี่เอง

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

ชุดในพรรษา๒๕๕๘





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 กรกฎาคม 2560
Last Update : 14 กรกฎาคม 2560 5:32:56 น.
Counter : 551 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ