Group Blog
All Blog
<<< "ทางสายกลาง" >>>














“ทางสายกลาง”

ทางสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์

หลุดพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตาย

 หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดที่ไม่มีวันสิ้นสุด

 เรียกว่ามรรค หรือ มรรค ๘

เพราะมีองค์ประกอบอยู่ ๘ ประการด้วยกัน

มรรค หรือ มรรค ๘ นี้ เป็นทางสู่การหลุดพ้น

จากความทุกข์ที่เกิดจากการเกิดแก่เจ็บตาย

เวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยภพใหญ่

 เป็นทางที่พระพุทธเจ้า

เป็นผู้ค้นพบด้วยพระองค์เอง

 เพราะไม่มีใครรู้จักทางนี้มาก่อน

พระพุทธเจ้าพยายาม

ไปศึกษากับครูบาอาจารย์ต่างๆ

ก็ไม่มีใครรู้ทางสู่การดับทุกข์

ได้อย่างแท้จริงและถาวร

 รู้แต่การดับทุกข์ก็อย่างชั่วคราว

 พระองค์เลยต้องไปหาต้องไปค้นคว้าหาทาง

 เป็นเหมือนคนตาบอดคลำทางไป คลำผิดคลำถูก

ในที่สุดก็ได้ทรงค้นพบทาง

ที่จะนำไปสู่การหลุดพ้น

จากความทุกข์อย่างแท้จริง


ทางนี้เป็นทางสายกลาง

 สายกลางระหว่างทางอีกสองทาง

 ที่มนุษย์เราใช้ในการดับความทุกข์

ก็คือการหาความสุขทางร่างกาย

หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

เพื่อมาดับความทุกข์ใจ

ก็เป็นการดับได้เพียงชั่วคราว ดับไม่ถาวร

เวลามีความทุกข์ใจก็ไปหาความสุขทางร่างกาย

 เช่น ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ

 ไปกินไปดื่มไปดูไปฟังอะไรต่างๆ

ก็ทำให้ลืมความทุกข์ไปได้ชั่วคราว

แต่ไม่นานเดี๋ยวความทุกข์นั้นก็กลับมาอีก

 เพราะวิธีดับความทุกข์ด้วยการ

หาความสุขทางร่างกายนี้

ไม่สามารถดับความทุกข์ได้

 เพราะความทุกข์หรือเหตุของความทุกข์นี้

ไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย แต่อยู่ที่ใจ

นี่เป็นทางหนึ่งที่สัตว์โลกหรือมนุษย์ทั้งหลาย

หาทำกันเพื่อมาดับความทุกข์ใจกัน

 แต่ก็ดับได้เป็นพักพักๆ ไปเท่านั้น

ความทุกข์ใจก็ยังไม่หายไป

 ความทุกข์ใจที่เกิดจากการแก่การเจ็บการตาย

การพลัดพรากจากสิ่งที่รักจากบุคคลที่รัก

ก็ยังไม่ดับไปจากการได้ความสุขทางร่างกายมา

 ก็เลยมีผู้ที่หาอีกวิธีหนึ่ง

วิธีนี้ก็คือใช้การดับความทุกข์

ด้วยการทรมานร่างกาย

 ทำให้ร่างกายมีความทุกข์แล้วคิดว่า

จะทำให้ความทุกข์ดับไปได้ ก็ดับไม่ได้เช่นเดียวกัน

มีพวกฤาษีชีไพรที่พยายามใช้การทรมานร่างกาย

ด้วยวิธีการต่างๆ มาดับความทุกข์ทางใจ

 ก็ไม่สามารถมาดับความทุกข์ทางใจได้

 แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง ก่อนจะตรัสรู้

ก็ทรงใช้วิธีนี้ด้วยการทรมานร่างกาย

ด้วยการอดพระกระยาหาร

ทรงอดพระกระยาหารถึง ๔๙ วัน

 แต่ก็ยังไม่สามารถดับความทุกข์ทางใจได้

 พระองค์จึงทรงรู้ว่าทางทั้งสองทางนี้

ไม่ใช่เป็นทางที่จะนำไปสู่การดับความทุกข์ต่างๆ

 ที่มีอยู่ในพระทัยของพระองค์ได้

การหาความสุขมาดับความทุกข์

 พระองค์ก็เคยกระทำมาแล้ว

ตอนที่เป็นพระราชโอรสเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ

ประทับอยู่ในพระราชวัง

ก็ใช้ความสุขทางร่างกายทางตาหูจมูกลิ้นกาย

นี้มาดับความทุกข์ เวลาไม่สบายพระทัย

ก็จัดงานเลี้ยงจัดงานสังสรรค์ไปเที่ยวไปเล่น

ไปทำกิจกรรมอะไรต่างๆ

 เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินบันเทิงใจ

 แต่ก็ดับได้ชั่วครั้งชั่วคราว

ไม่นานความทุกข์ใจนั้นก็กลับคืนมาอีก

 พระองค์เลยรู้ว่าทางสองทาง

ที่ชาวโลกเราใช้เพื่อดับความทุกข์นี้

ไม่ได้เป็นทางที่จะนำไปสู่ทาง

ที่จะดับความทุกข์อย่างแท้จริง

จึงทำให้พระองค์ต้องไปค้นคว้าหาทาง

ที่จะดับความทุกข์อย่างแท้จริงให้ได้

แล้วในที่สุดพระองค์ก็สามารถค้นพบ

ทางที่จะนำไปสู่การดับความทุกข์ต่างๆ ได้

เป็นทางที่อยู่ระหว่างกึ่งกลาง

ระหว่างการใช้ความสุขทางร่างกาย

และการใช้การทรมานร่างกายมาดับความทุกข์

 ทางนี้พระองค์เรียกว่า มรรค ๘

เพราะว่ามีองค์ประกอบอยู่ ๘ องค์ประกอบด้วยกัน

 เป็นมัชฌิมาปฎิปทา เป็นทางสายกลาง

ที่จะนำผู้ปฏิบัติผู้ที่เดินทางนี้ให้หลุดพ้น

จากความทุกข์ได้อย่างแท้จริงและถาวร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๐

“ทางสู่การดับทุกข์”





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 ธันวาคม 2560
Last Update : 11 ธันวาคม 2560 10:56:32 น.
Counter : 172 Pageviews.

0 comment
<<< "คุณค่าของกรรมฐาน" >>>
















"คุณค่าของกรรมฐาน"

ใจต้องการกรรมฐาน เพชรแท้ของใจ คือ กรรมฐาน

 คือ พุทโธ คือ อาการ ๓๒ คือมรณานุสติ

นี่แหละคือเพชรของใจ ถ้าได้เพชรของใจแล้ว

ใจจะมีความสุขมาก

พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเรามาสร้างกรรมฐานกัน

 เอากรรมฐานกัน อย่าไปเอาลาภ ยศ สรรเสริญ

หรืออย่าไปเอารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 เพราะมันจะทำให้เราเครียดกัน จะทำให้เราทุกข์กัน

 ไม่ได้ทำให้เราสุขหรอก สุขเดี๋ยวเดียว

แล้วก็มาเครียดกับมัน มาทุกข์กับมัน

 ได้อะไรมาแล้วต้องทุกข์กับสิ่งที่เราได้มา

 ถ้าไม่มีก็ไม่มีทุกข์ ได้ของก็ต้องทุกข์กับของ

เดี๋ยวเกิดมันหายไปก็ทุกข์แล้ว

 เผลอไปวางไว้ที่ไหนใครหยิบไปก่อนนี้

พอไม่เจอปั๊บนี่ โอ้ยใจวุ่นแล้ว

 ลืมกระเป๋าไว้ที่ไหนลืมกระเป๋าไว้ในห้องน้ำ

 พอกลับไปอีกที อ้าวกระเป๋าหายไปแล้ว

 ทุกข์หรือไม่ทุกข์ ของในกระเป๋าก็ต้องไปทำใหม่หมด

 บัตรประชาชน ใบขับขี่ บัตรเครดิต

บัตรอะไรต่างๆ หายไปทีนึงเหนื่อยไหม

กว่าจะได้มาใหม่ มาอยู่แบบไม่มีไม่ได้เหรอ

 เวลาเกิดมาก็ไม่มีอะไรมา ไม่มีบัตรเครดิตมา

 ไม่มีใบขับขี่มา ไม่มีอะไรติดตัวมา

 เวลาไปก็ไม่มีอะไรติดตัวไป เอาอะไรไปไม่ได้

 หน้าที่ของเรามาที่นี่ เพื่อมาเอากรรมฐานไป

นานๆ จะมีกรรมฐานให้พวกเราเอาไปสักที

ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้า ไม่มีพระธรรมคำสอน

 ไม่มีพระอริยสงฆ์สาวกนี้ เราจะไม่มีกรรมฐาน

 เพราะไม่มีใครเห็นคุณค่าของกรรมฐาน

เหมือนกับพระพุทธเจ้าเหมือนกับพระอริยสงฆ์สาวก

 เพราะท่านเห็นคุณค่า

ที่ท่านได้รับประโยชน์จากกรรมฐาน

ทำให้ใจของท่านนี้หลุดพ้นจากความทุกข์ต่างๆ

 ทำให้ใจของท่านมีแต่ความสุขตลอดเวลา

ท่านจึงได้เอากรรมฐานมาให้กับพวกเรา.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 ธันวาคม 2560
Last Update : 10 ธันวาคม 2560 13:52:26 น.
Counter : 219 Pageviews.

0 comment
<<< "มันเป็นแค่อาการ 32 " >>>












“ มันเป็นแค่อาการ 32”

ดังนั้นการนั่งสมาธิจึงยังไม่ใช่เวลา

ที่จะพิจารณาทางปัญญา จะพิจารณาทางปัญญานี้

 ต้องรอออกจากสมาธิก่อน เหมือนกับการชาร์ตแบตนี่

ถ้าเราชาร์ตแบต ถ้าเราต้องการ

ที่จะเอาเครื่องนี้ไปใช้ที่อื่น

ต้องเดินทางไปในที่ที่ไม่มีที่ชาร์ต

เราก็ต้องชาร์ตแบตให้มันเต็มก่อน

 พอแบตเต็มเราก็สามารถเอาเครื่องไปใช้งาน

 ไปใช้ตามที่ต่างๆได้ ถ้าเราใช้ไปในขณะที่ชาร์ต

 แบบนี้มันจะไม่ได้ชาร์ตเก็บเอาไว้

 เพราะจะใช้ไปหมดพร้อมๆกัน อันนี้ก็เหมือนกัน

 เวลานั่งสมาธิ เป็นเวลาที่เราต้องการ

ที่จะสร้างความสงบ มาระงับกิเลสตันหา

 ความอยาก ความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง

 ถ้ามันมีความรัก ความชังแล้ว

 มันจะพิจารณาอสุภะไม่ได้

เพราะมันรักของที่สวยงาม มันชังของที่ไม่สวยงาม 

ดังนั้นเราต้องทำให้มันเป็นอุเบกขาก่อน

การนั่งสมาธินี้ เป้าหมายคือสร้างอุเบกขา

ให้ใจเป็นกลาง ไม่รัก ไม่ชัง ไม่กลัว ไม่หลง

ไม่หลงไปคิดว่าสิ่งต่างๆนั้นเป็นสุข

คำว่าหลงนี้ก็คือ การไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 คือความหลงไปเห็นนิจจัง สุขัง อัตตา

ปกตินี้จะเห็นสิ่งต่างๆว่าเป็นนิจจัง

เป็นของถาวร เป็นสุขัง เป็นอัตตา เป็นของเรา 

แต่ของทุกอย่างนั้นไม่ได้เป็นของเรา

 เป็นของเราชั่วคราว แล้วก็ถาวรชั่วคราว

 จะถาวรไปได้นานไม่นานไม่มีใครรู้

ซื้อโทรศัพท์มาเครื่องหนึ่งนี้

บางทีใช้ไปได้หลายเดือนหลายปี

บางทีใช้ไปได้ไม่กี่วันก็เสียซะแล้ว

นี่แหละอนิจจัง แต่เรามักจะคิดว่ามันเป็นนิจจัง

 ซื้ออะไรมาแล้วก็จะใช้ไปได้ไปตลอดปี

มีอะไรแล้วก็จะต้องดีไปตลอด

นี่คือจิตของผู้ที่ไม่มีความสงบ

เห็นอะไรก็จะรัก จะไม่รักก็ชัง ไม่ก็กลัว

ไม่กลัวก็หลง หลงว่าเป็นคนนั้นเป็นคนนี้

เห็นร่างกายก็หลงว่าเป็นพ่อเป็นแม่

เป็นพี่เป็นน้อง เป็นสามีเป็นภรรยา

 เป็นบุตรเป็นธิดา เป็นเพื่อน

 เป็นหญิงเป็นชาย นี่ก็คือความหลง 

คนที่เขามีปัญญา เขาจะเห็นว่ามันเป็นแค่อาการ 32

 เป็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก

เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด

 ใส้ใหญ่ ใส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า

 เยื่อในสมองศรีษะ น้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง

 น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว

 น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำมูตร นี่คือร่างกาย

ร่างกายนี้ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่ ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล

 ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคลในร่างกายอันนี้

ไม่มีพ่อมีแม่อยู่ในร่างกายอันนี้

พ่อแม่เป็นคนใช้ร่างกายนี้ พ่อแม่อยู่ที่ใจ

 ออกมาจากใจ ใจเป็นผู้ใช้ร่างกาย

สั่งร่างกายให้ทำอะไรต่างๆ ให้ไปไหนมาไหน

 ให้ไปดูไปฟัง ถ้าพิจารณาอาการ 32 แล้ว

 ก็จะได้เห็นว่าไม่มีอะไรอยู่ในอาการ 32 นี้.



พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.....................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 ธันวาคม 2560
Last Update : 9 ธันวาคม 2560 10:26:41 น.
Counter : 159 Pageviews.

0 comment
<<< "เหตุที่พาให้เราต้องมาทุกข์" >>>













“เหตุที่พาให้เราต้องมาทุกข์”

พระพุทธเจ้าบอกว่าต้นเหตุของความทุกข์

ก็คือความอยากสามประการด้วยกัน

คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา 

กามตัณหา คือ ความอยากได้

รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะมาเสพ 

ภวตัณหา คือ การอยากได้อยากมี

สิ่งที่เรารักเราชอบ เช่น ลาภยศสรรเสริญ

 ตาหูจมูกลิ้นกาย ร่างกาย

วิภวตัณหา คือ ความอยากไม่สูญเสีย

สิ่งที่เรารักเราชอบไป

ไม่อยากเสียลาภยศสรรเสริญสุขไป


ความอยากทั้งสามชนิดนี้

ทำให้เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

 ทำให้เราต้องไปหาสิ่งต่างๆ ที่เราอยากได้

เพื่อจะได้หยุดความทุกข์ที่เกิดจากความอยากนี้

แต่สิ่งที่เราอยากได้มันก็เป็นสิ่งที่มีการเกิดแก่เจ็บตาย

 ได้อะไรมาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องจากเราไป

 ได้ร่างกายแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายไป

แล้วพอตายไปก็ไปหาร่างกายอันใหม่

 ไปเกิดใหม่ แล้วก็มาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตายใหม่

นี่คือเหตุที่พาให้เราต้องมาทุกข์กัน

คือ ความอยากต่างๆ ที่มีอยู่ในใจ

พอพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมนี้ให้แก่ผู้ที่สนใจ

พอเขานำเอาไปปฏิบัติ ตัดความอยาก

หยุดความอยากทั้งสามนี้ได้

เขาก็หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายได้

 หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้

ไม่ต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป

 เพราะเหตุที่พาให้มาเกิดนั้น

ได้ถูกละงับ ได้ถูกทำลายไปแล้ว

ก็เป็นผู้ที่หลุดพ้นจากความทุกข์

ต่อจากพระพุทธเจ้า

ซึ่งท่านก็เรียกท่านเหล่านี้ว่าพระอรหันตสาวก

 พระอรหันตสาวกก็คือผู้ที่ได้หลุดพ้น

จากความทุกข์ทั้งปวงแล้ว

ผู้ที่ได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว

เป็นพระอรหันต์

 สาวกแปลว่าเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า

 เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 ธันวาคม 2560
Last Update : 8 ธันวาคม 2560 9:35:32 น.
Counter : 235 Pageviews.

0 comment
<<<"เป้าหมายอยู่ที่การดับความทุกข์" >>>














“เป้าหมายอยู่ที่การดับความทุกข์”

นี่คือเรื่องของธรรมะ

การปฏิบัติทั้งหมดนี้มีเป้าหมาย

อยู่ที่การดับความทุกข์เท่านั้น

ความไม่สบายใจ ความไม่สบายใจของเรา

ก็เกิดจากความอยาก

ความอยากของเราก็เกิดจากความหลง

ที่ไม่เห็นว่าสิ่งที่เราอยากนี้

มันจะทำให้เราทุกข์มากกว่า อยู่เฉยๆ ดีแล้ว

อย่าไปแกว่งเท้าหาเสี้ยน แกว่งเท้าไปหาเสี้ยน

กลับเจ็บตัวมากกว่า แต่อยู่เฉยๆ ไม่ได้

ชอบแกว่ง ชอบไปหาทุกข์มาใส่หัว

 อยู่คนเดียวไม่ได้ต้องไปหาแฟน

 แล้วต้องมาทุกข์กับแฟน มีแฟนแล้วก็ไม่พอ

 อยากจะมีลูกอีก เอ้าก็เลยไปเอาลูกมาอีก

มาทุกข์กับลูกอีก พอมีอะไรก็ทุกข์

แต่ไม่มีปัญญา ไม่มอง

ไม่เห็นล่วงหน้าก่อนว่ามันจะเป็นความทุกข์

มองเห็นแต่ว่ามันเป็นความสุข มีแฟนก็สุข

 มีเพื่อน ไปไหนมาไหนทำอะไรด้วยกันได้

 แต่ไม่เห็นตอนเวลาทะเลาะกัน

 เวลาโกรธกัน เกลียดกัน

เวลาจากกัน ไม่เห็นตอนนั้น นี่เรียกว่าหลง

 มองไม่เห็นอนิจจา ถึงต้องมาสอนให้หัดมอง

ให้เห็นอนิจจาว่าไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน

มันมีสองด้าน มีรักแล้วเดี๋ยวก็ชังได้

 เดี๋ยวมันก็มีการเปลี่ยนแปลง อันนี้คือปัญญา

 ถ้ามีปัญญาแล้ว เราก็จะหยุดความอยากได้

ไม่อยากได้อะไร เพราะจะเห็นว่า

ทุกอย่างที่เราอยากได้มันเป็นทุกข์

 เมื่อเราไม่อยากได้อะไร เราอยู่คนเดียวได้ 

เราจะไม่อยากได้อะไร เราก็จะไม่ทุกข์กับอะไร.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๐

“ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์”







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 06 ธันวาคม 2560
Last Update : 6 ธันวาคม 2560 10:42:24 น.
Counter : 267 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ