Group Blog
All Blog
<<< “ตักบาตรเทโว” >>>










“ตักบาตรเทโว”

เมื่อเช้านี้ (วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๐)

 ทางวัดได้จัดพิธีตักบาตรเทโว เดินลงมาจากพระมณฑป

 เดินลงมาจากบนเขา เปรียบเหมือนกับลงมาจากสวรรค์

 เพราะว่าตามตำนาน พระพุทธเจ้า

หลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้ ก็มีความปรารถนาที่จะแบ่งธรรมะ

ที่ได้ทรงค้นพบ ให้กับพุทธมารดาที่ได้สวรรคตไป

 หลังจากที่ได้คลอดเจ้าชายสิทธัตถะ ๗ วัน ก็เสด็จสวรรคต

 พระพุทธเจ้าทรงระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพุทธมารดา

 ที่ให้พระกำเนิดแด่พระองค์ เพราะหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสรู้

ได้หลุดพ้นจากกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด

ก็มีความปรารถนาที่อยากจะให้พุทธมารดาได้มีโอกาส

ได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

ก็เลยทรงเล็งญาณหาดูว่า พระพุทธมารดาตอนนี้อยู่ที่ไหน

 ก็ทรงพบว่าอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์หรือชั้นอะไรนี่

 ก็เลยเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมมารดา

ตั้งแต่วันเข้าพรรษา

 และได้แสดงธรรมให้พุทธมารดาฟังทุกวัน

ตลอดระยะหนึ่งพรรษา พระพุทธมารดาได้บรรลุ

เป็นพระโสดาบัน ได้เข้าสู่กระแสของพระนิพพาน

 ได้เข้าสู่การสิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด

 แต่ยังไม่ได้สิ้นสุดตอนเป็นพระโสดาบัน

 แต่ถ้าได้เป็นพระโสดาบันแล้ว จะรู้ทาง

ที่จะนำไปสู่พระนิพพาน สามารถเดินไปเองได้

 แล้วก็ทำให้ไม่ต้องไปเกิดในอบาย

 ต่อไปผู้ที่บรรลุเป็นพระโสดาบันนี้

ถึงแม้จะเคยทำบาปกรรมมามากน้อยเพียงใด

 ก็ไม่ต้องไปใช้กรรมในอบาย

จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ไม่เกิน ๗ ชาติ

ก็จะสามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้

สามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์สาวก

 สามารถบรรลุถึงพระนิพพาน

ที่มีแต่ความสุขยิ่งใหญ่ เรียกว่า บรมสุข

นี่คือความเป็นมาของการตักบาตรเทโว

 พอครบพรรษา ความจริงแล้วถ้าตามตำนานนี้

 พระพุทธเจ้ายังไม่ได้ลงจากสวรรค์ในวันนี้

 วันนี้เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ยังเป็นวันสุดท้ายของพรรษาอยู่

 ยังไม่ออกพรรษา จะออกพรรษาก็ต้องวันรุ่งขึ้น

 วันแรมหนึ่งค่ำ เหมือนเดือนวันนี้เป็นวันที่ ๓๐

 ยังไม่หมดเดือน ต้องขึ้นวันที่ ๑ ถึงจะเป็นเดือนใหม่

พระองค์ก็ลงจากสวรรค์ในวันแรม ๑ ค่ำคือวันพรุ่งนี้

ดังนั้นวิธีตักบาตรเทโวในประเทศไทยนี้

ส่วนใหญ่จะจัดในวันแรม ๑ ค่ำ คือวันพรุ่งนี้

แต่วัดญาณฯ นี้มีกรณีพิเศษ เนื่องจากว่า

วัดญาณฯ เป็นวัดที่ได้มาตั้งใหม่

 อยู่ในถิ่นที่มีวัดวาอารามเต็มไปหมดแล้ว

หมู่บ้านทุกหมู่บ้านจะมีวัดของตน

ทีนี้ถ้าจัดงานตักบาตรเทโวในวันเดียวกับวัดทั่วๆ ไป

ญาติโยมที่มีความปรารถนาที่จะมาตักบาตรที่วัดญาณฯ

และตักบาตรที่วัดบ้าน ก็จะต้องเลือกเอา

จะไม่สามารถไปได้ทั้งสองวัด ก็เลยมีการปรึกษา

ให้ทางวัดญาณฯ นี้ จัดในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ

 คือวันนี้ก่อนหนึ่งวัน ก่อนวันตักบาตรเทโวจริง

 คือวันพรุ่งนี้ เพื่อศรัทธาญาติโยมที่มีความปรารถนา

ที่จะมาตักบาตรที่วัดใหญ่และตักบาตรที่วัดบ้าน

 จะสามารถทำได้ทั้งสองแห่ง

เพราะวัดบ้านก็เป็นวัดประจำหมู่บ้าน

ที่ญาติโยมจะต้องสนับสนุนดูแล แล้วก็วัดญาณฯ

ก็เป็นวัดที่มีผู้หลักผู้ใหญ่คือพระเจ้าอยู่หัวฯ

 สมเด็จพระสังฆราช มาสร้างขึ้น เป็นวัดที่สวยงาม

 วัดใหญ่โตมีบริเวณที่กว้างขวาง

มีภูเขามีมณฑปอยู่บนยอดเขา

 พิธีตักบาตรเทโวจึงรู้สึกมีความอลังการ

 พระเณรลงมาจากเขามีบันไดสองร้อยกว่าขั้น

บันไดพญานาค ญาติโยมก็อยากจะมาร่วม

ตักบาตรเทโวที่วัดญาณฯ

ก็เลยมีการจัดการตักบาตรเทโวขึ้นในวันนี้

 แทนที่จะเป็น วันพรุ่งนี้ ญาติโยมที่ไม่รู้

ก็อาจจะมาตักบาตรเทโวพรุ่งนี้ ก็มักจะผิดหวัง

เพราะเราได้ทำพิธีในวันนี้แล้ว

แต่ท่านที่ติดตามทางถ่ายทอดสด

ก็คงจะรู้กัน จะได้ไม่มาเก้อ

 ถ้าอยากจะตักบาตรเทโวพรุ่งนี้ ก็ต้องไปวัดอื่น

 วัดนี้ตักก่อนเขาหนึ่งวัน เพราะเคยลองตักพร้อมๆ กันดูแล้ว

 ก็มีคนมาขอร้องบอกว่าอยากจะให้แยกเป็นสองวัน

 เพื่อที่เขาจะได้ไปทั้งสองวัดได้ วันนี้มาวัดญาณ

เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ไปวัดบ้านกัน

 นี่ก็เลยทำความเข้าใจให้ญาติโยมทราบ

ถ้าตามตำราแล้ว วันตักบาตรเทโวต้องเป็นวันแรม ๑ ค่ำ

 หนึ่งวันหลังจากครบพรรษาแล้ว

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของพรรษายังไม่ออกพรรษา

 วันออกพรรษาคือวันพรุ่งนี้ วันแรม ๑ ค่ำ

ก็เลยมีการทำบุญตักบาตรกัน

 มีญาติโยมมากันเป็นจำนวนมาก

เริ่มต้นตั้งแต่เชิงบันไดพญานาคไปถึงศาลา

ระยะทางประมาณกิโลกว่าๆ

 มีญาติโยมใส่บาตรแน่นติดกันต่อเนื่อง

 มีว่างอยู่สองสามจุดที่ไม่มีคนใส่ นอกนั้นก็เต็มไปหมด

 เมื่อเช้านี้กว่าจะเสร็จไม่รู้กี่โมง เริ่มต้นประมาณเจ็ดโมง

 ออกชั่วโมงครึ่ง พระบิณฑบาตท่ามกลางสายฝน

ท่านที่ติดตามการถ่ายทอดสดเมื่อเช้านี้ก็คงจะเห็นภาพ

 แต่ใครไม่เห็นก็ยังสามารถเข้าไปดูได้

เพราะมีเก็บไว้เป็นไฟล์ย้อนหลัง สามารถเข้าไปดูได้

ก็จะเห็นบรรยากาศที่ค่อนข้างที่จะคึกคัก

 แต่เปียกกันด้วยฝน แต่ก็ไม่หนัก

ทุกคนก็มีความชุ่มฉ่ำจิตใจ มีความสุขใจ

 เหมือนกับได้รับน้ำมนต์จากเทวดา

วันนี้เทวดามาโปรด ประพรมน้ำมนต์ให้

ทุกคนก็มีความสุขกัน และเรื่องของการตักบาตรเทโวนี้

ก็เพื่อให้เราได้รำลึกถึงพุทธกิจของพระพุทธเจ้า

ที่ทรงเห็นคุณค่าเห็นพระคุณของบิดามารดาผู้ให้กำเนิด

 ถึงแม้ว่าพระพุทธมารดาได้เสด็จสวรรคตแล้ว

 แต่พระบารมีของพระพุทธเจ้าทางด้านพลังจิต

สามารถติดต่อกับกายทิพย์ได้ ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 06 ตุลาคม 2560
Last Update : 6 ตุลาคม 2560 8:03:01 น.
Counter : 363 Pageviews.

0 comment
<<< “สร้างบุญบารมี” >>>










“สร้างบุญบารมี”

การที่พวกเราได้เกิดมาเป็นมนุษย์กันแล้ว

ก็มามีความแตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน

บางคนก็รวย บางคนก็ไม่รวย

บางคนสวย บางคนไม่สวย

บางคนฉลาด บางคนไม่ฉลาด

บางคนมีอาการครบสามสิบสอง

 บางคนมีอาการไม่ครบสามสิบสอง

บางคนมีอายุยืนยาวนาน บางคนมีอายุสั้น

บางคนมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

 บางคนมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน

ความแตกต่างเหล่านี้เกิดจากอะไร

ถ้าเราไม่ได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

เราก็จะไม่รู้คำตอบ

แต่ถ้าเราได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

ได้มาศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

เราก็จะได้คำตอบ เพราะพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้

ทรงเห็นว่าสัตว์โลกอย่างพวกเราที่มาเกิดแล้ว

มีความแตกต่างกันนั้น เกิดจากบุญบารมี

ที่เราได้สร้างหรือไม่ได้สร้างกันมาในอดีตแต่ชาติ

 จึงทำให้เรามีความแตกต่างกัน

 ถ้าสร้างบุญบารมีมากก็จะได้รับประโยชน์มาก

 ถ้าสร้างน้อยก็ได้รับประโยชน์น้อย

 เราจึงมีความแตกต่างกัน

เพราะบารมีที่เราสร้างมาไม่เหมือนกันไม่เท่ากัน

ถ้าเราอยากจะให้ชีวิตของเราภพชาติของเรา

ในอนาคตดีขึ้นไปกว่าปัจจุบันนี้

เราก็ต้องมาสร้างบุญบารมีกัน

 ก่อนที่เราจะสร้างบุญบารมีได้เราก็ต้องเรียนรู้ก่อน

ว่าบุญบารมีมีอะไรบ้าง และวิธีสร้างบุญบารมีต่างๆ นี้

สร้างกันอย่างไร ถ้าเราไม่ได้เรียนรู้

เราก็จะไม่สามารถสร้างบุญบารมีต่างๆ ได้

 เหมือนกับการขับรถยนต์ถ้าเราอยากจะขับรถยนต์

เราก็ต้องไปเรียนไปศึกษาวิธีขับรถยนต์

 เมื่อเรียนแล้วเราก็มาหัดขับกัน พอเราขับกันไป

 ต่อไปเราก็จะสามารถขับได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว

 เพราะเราได้ศึกษาได้ฝึกฝนอบรม

ฉันใดบุญบารมีต่างๆ ที่เราต้องมาสร้างกัน

เพื่อให้เรามีชีวิตมีภพชาติที่ดีกว่า

ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้

 เราก็ต้องมาศึกษาถึงบุญบารมีต่างๆ

ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พวกเราสร้างกัน

และศึกษาวิธีสร้างบุญบารมีเหล่านี้ว่าสร้างอย่างไร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐

“เพียรสร้างบุญบารมี”







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 ตุลาคม 2560
Last Update : 5 ตุลาคม 2560 12:07:03 น.
Counter : 209 Pageviews.

0 comment
<<< "มีสมาธิและมีปัญญา" >>>














"มีสมาธิและมีปัญญา"

ภาวนามยปัญญาก็คือปัญญา

ที่มีสมถภาวนาเป็นผู้สนับสนุนนั่นเอง

 ตอนนี้เรามีสุตมยปัญญามีจินตามยปัญญาแล้ว

 เราขาดสมถภาวนา ถ้าเรามีสมถภาวนา

 เพียงแต่ฟังเทศน์ในขณะนี้ เราก็สามารถ

ที่จะหยุดความอยากทั้ง ๓ นี้ได้แล้ว

 อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้แก่ผู้ฟัง

ที่มีสมาธิอยู่แล้ว เช่นพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ท่านเหล่านี้

ได้สำเร็จได้บรรลุฌานแล้ว มีสมาธิแล้ว

 จิตเป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตารมณ์ สักแต่ว่ารู้แล้ว

 เป็นอุเบกบาแล้ว เพียงแต่ว่าท่านไม่มีป้ายบอก

 ท่านไม่รู้ว่าอะไรคือตัวที่เป็นปัญหา

พอตัวปัญหาเกิดขึ้นมาก็ไม่ได้ไปหยุดมัน

 เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นต้นเหตุของปัญหา

 เหมือนกับรถที่มีเบรคสามารถหยุดได้

 แต่ไม่มีป้ายบอกทางว่าข้างหน้าเป็นทางโค้งอันตราย

 ก็ขับมาด้วยความเร็วสูง

 พอถึงเวลาเข้าโค้งก็จะหยุดไม่ได้

 เพราะไม่มีป้ายคอยเตือนบอกไว้ก่อน

 แต่พวกเรานี้มีป้ายแต่เราไม่มีเบรค

 พวกที่เขาเบรคแต่ไม่มีป้าย

 ก็เป็นพวกที่มีสมาธิแต่ไม่มีปัญญา

 ก็เหมือนกันไม่ได้ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย

มีสมาธิแต่ไม่มีปัญญา พอออกจากสมาธิมา

พอเกิดความอยากก็ทำตามความอยากทันที

อยากดื่มกาแฟก็ดื่มทันที

 อยากโทรศัพท์คุยกับคนนั้นคนนี้

ก็คุยโทรกันคุยกันทันที

 อยากจะดูข่าวดูทีวีก็ดูอะไรกันไป ดูแล้วก็ติด

 พอไม่ได้ดูก็จะหงุดหงิดใจ

นี่แหละคือผู้ที่มีแต่สมาธิไม่มีปัญญา

ก็จะติดอยู่ในขั้นสมาธิ

จะไม่สามารถก้าวขึ้นสู่ขั้นปัญญา

ขั้นวิมุตติหลุดพ้นได้ เพราะไม่มีปัญญา

 เพราะไม่มีใครสอนว่าต้องต่อต้านต้องต่อสู้

กับความอยากทั้ง ๓ นี้ เวลาอยากในกามตัณหา

 อยากในภวตัณหา อยากในวิภวตัณหานี้

จะต้องหยุดทันทีอย่าทำตามทันที

ไม่มีใครสอนก็เลยไม่ก้าวหน้า

แต่สำหรับพวกที่ฟังเทศน์ฟังธรรมกันจนหูฉีก

 แต่ไม่สนใจที่จะเจริญสมถภาวนากัน

 พวกนี้ ก็เป็นพวกที่มีป้ายคอยบอกตลอดทาง

 แต่มีป้ายก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะไม่มีเบรค

ที่จะหยุดรถที่จะชะลอรถ พอมาถึงทางโค้งทีไร

ก็แหกโค้งลงไปทุกที เวลาเกิดกามตัณหาทีไร

ก็ทำตามทันที เวลาเกิดภวตัณหาทีไรก็ทำตามทันที

 อยู่ตรงนี้เบื่อไปตรงโน้นดีกว่านี่เขาเรียกว่า ภวตัณหา

 อยากจะดูอยากจะฟังอันนี้ก็กามตัณหา

ดูทันทีฟังทันทีดื่มทันทีรับประทานทันที

เวลาเจอสิ่งที่ไม่ชอบก็เกิดวิภวตัณหาทันที

 อยากจะหนีมันไป อยากจะให้มันหายไปเร็วๆ

 เช่นเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็อยากจะให้มันหายไปเร็วๆ

 เวลามันไม่หายก็ทรมานใจทุกข์ใจ

เพราะไม่มีเบรคที่จะทำใจให้เป็นอุเบกขา

ทำใจดีสู้เสือ ถ้าทำใจดีสู้เสือแล้วเสือจะไม่กัด

 เหมือนกับหมาเวลาเราเจอหมาดุๆนี้

เราทำใจดีสู้หมาไว้ อยู่เฉยๆ มันจะไม่กัดเรา

 ถ้าเราไปทำกิริยาอาการกลัวมันนี้

มันจะกระโดดใส่เราเลย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 ตุลาคม 2560
Last Update : 5 ตุลาคม 2560 11:30:50 น.
Counter : 164 Pageviews.

0 comment
<<< “เป้าหมายของการบำเพ็ญ” >>>









“เป้าหมายของการบำเพ็ญ”

ใช้ปัญญาสอนใจ ให้รู้เท่าทันความอยาก

 เวลาอยากอะไรก็ให้คิดว่าเป็นเหมือนกับอยากได้ยาพิษ

 ถ้าเรารู้ว่าสิ่งที่เราอยากได้เป็นยาพิษนี้เราจะไม่กล้า

 เราจะไม่อยากได้ทันที

ถ้ารู้ว่ากินเครื่องดื่มชนิดนี้แล้วต้องตาย

 เราไม่กินมัน ไม่ดื่มกัน

 ถ้าเรารู้ว่าดื่มแล้วจะทำให้เราทุกข์ เราก็จะไม่ดื่มกัน

 นี่คือหน้าที่ปัญญา ที่จะคอยสอนใจเตือนใจให้รู้ว่า

 ทุกครั้งที่เกิดความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ความอยากในลาภยศสรรเสริญนี้

 เป็นการหาความทุกข์กัน ไม่ใช่เป็นการหาความสุข

 ถ้ามีปัญญาที่รู้ทันตัณหาความอยาก

ความอยากก็จะไม่สามารถดึงใจให้ไปหาสิ่งต่างๆ ได้

 เมื่อความอยากไม่สามารถดึงไปได้

ความอยากก็จะหมดอิทธิพลไม่สามารถที่จะมาดึงใจ

ให้ไปทำตามความอยากอีกต่อไป

 ความอยากก็หมดกำลังไปเอง

 แล้วจิตก็จะไม่มีอะไรมาดึงจิต

ให้ออกไปข้างนอกอีกต่อไป

จิตก็จะอยู่ข้างในตลอดเวลา

ถ้าจะออกมาก็ออกมาด้วยปัญญา

 มีปัญญาคอยควบคุม ให้ออกมาทำหน้าที่

เท่าที่จำเป็นต้องทำ เช่นถ้ายังมีร่างกายอยู่

ก็เลี้ยงดูร่างกายไป แต่ไม่ได้ทำด้วยความอยาก

 ถ้ามีกินก็กิน ไม่มีกินก็อดไป

ถ้าจะต้องตายเพราะการอดตาย

 ก็ต้องปล่อยให้มันอดตายไป

เพราะไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องตายอยู่ดี

 มีกินหรือไม่มีกิน ถึงเวลาตายมันก็ต้องตายเหมือนกัน

 แต่จะไม่ยอมไปทำตามความอยากโดยเด็ดขาด

 เพราะไม่มีความอยาก

จิตไม่หิวกับอาหารของร่างกาย

 ต่อให้ร่างกายอดอยากขาดแคลนกี่มื้อ จิตก็ไม่หิว

ดูพระพุทธเจ้าตอนที่บำเพ็ญเพียร อดข้าวถึง 49 วัน

 แต่จิตไม่หิว จิตมีสมาธิ มีความสงบ

เพียงแต่ว่าตอนนั้นยังไม่มีปัญญานั่นเอง

 แต่พอออกจากสมาธิมา ก็หิวได้

พอหิวก็ต้องกลับเข้าไปในสมาธิใหม่

แต่ตอนหลังพระองค์ทรงเข้าใจว่า

ความหิวทางใจเกิดจากความอยาก

พอหยุดความอยากกินได้

ทีนี้ไม่หิวกับความหิวของร่างกายอีกต่อไป

อยู่กับความหิวได้ อยู่กับความทุกข์ของร่างกายได้

 อยู่กับความอดอยากขาดแคลนของร่างกายได้

 เพราะใจมีความสุข อยู่กับความว่าง

อยู่กับความไม่มีอะไร ความไม่ต้องการอะไร

อันนี้เป็นสิ่งที่ผู้ที่สามารถมีปัญญามีสติมีสมาธิแล้วนี้

จะสามารถควบคุมจิตให้อยู่กับความว่างได้ตลอดเวลา

 จะไม่เดือดร้อนกับเรื่องของร่างกาย

เพราะจะไม่ต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ

ในการหาความสุขต่างๆ อีกต่อไป

เพราะจิต ความสุขภายในนี้ไม่ต้องใช้อะไร

เป็นความสุขที่ใช้ความว่าง

ที่เกิดจากการอยู่กับความว่าง ไม่ต้องมีอะไร

 ไม่ต้องมีร่างกาย ไม่ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกาย

ไม่ต้องมีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ไม่ต้องมีลาภยศสรรเสริญ ไม่ต้องมีคนนั้นคนนี้

 ไม่ต้องมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ บรรดาผู้ที่บรรลุธรรมนี้แล้ว

 ท่านอยู่ของท่านคนเดียว ท่านไม่ยุ่งกับใคร

 ยุ่งก็ยุ่งด้วยความเมตตาเท่านั้นเอง

ยุ่งเพื่อการสงเคราะห์ แต่ไม่ได้ยุ่งเพื่อไปหวัง

จะต้องการอะไรจากเขา พระพุทธเจ้าพระสาวกนี้

ท่านไม่ต้องการอะไรจากใครทั้งนั้น

 ที่ท่านเกี่ยวข้องด้วยก็เพราะว่า

 ท่านมีความเมตตาสงสาร

ที่จะต้องเอาความรู้ความจริงมาบอกให้รู้กัน

เพื่อที่จะได้รู้ แล้วจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง

นี่คือการทำประโยชน์ของพระสาวกของพระพุทธเจ้า

 ท่านไม่ได้ทำเพื่อตนเอง เพราะความสุขของท่านนี้

เป็นเหมือนน้ำที่เต็มแก้ว จะเทน้ำเข้าไปอีกเท่าไหร่

 มันก็ได้ความสุขเท่านั้น มันจะไม่ได้มากไปกว่าที่มีอยู่

ความสุขใจนี้เมื่อมีอยู่เต็มที่แล้ว

ก็ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น การกระทำอะไรต่างๆ

 ก็ไม่ได้ทำเพื่อความสุขของตนเอง

 ทำเพื่อความสุขของผู้อื่น

 สอนผู้อื่นให้รู้จักวิธีหาความสุขที่ถูกต้อง

คือหาวิธีจากการอยู่กับความว่างให้ได้

ให้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการทำทาน

การทำทานนี้ก็เป็นการปล่อยวาง

การหาความสุขจากสิ่งต่างๆ นั่นเอง

ให้เงินทองก็เป็นการทำทานอย่างหนึ่ง

 ให้สามีให้ภรรยากับคนอื่นไป

ก็เป็นการทำทานอย่างหนึ่ง

 เราอย่าไปหาความสุขจากสามีจากภรรยา

 เพราะวันดีคืนดีสามีภรรยาก็อาจจะจากเราไปได้

 ถ้าเราไม่ต้องมีสามีไม่ต้องมีภรรยา

เราก็จะไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อน ถ้าเราไม่มีสมบัติ

 เราไม่ต้องใช้สมบัติข้าวของเงินทอง

 เวลาเราไม่มีเราก็จะไม่เดือดร้อน

เราต้องสละทิ้งไปให้หมด ลาภยศสรรเสริญ

 ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 และร่างกายของเราต้องสละทิ้งไปให้หมด

 อย่าไปยุ่งกับมัน อย่าไปอาศัยมัน

เป็นเครื่องมือหาความสุข ให้อาศัยธรรม

ที่พระพุทธเจ้ามอบให้กับพวกเรา

เป็นเครื่องมือหาความสุขกัน ก็คือหาจากศีล

 หาจากสมาธิ หาจากปัญญา นี่แหละก็คือเป้าหมาย

ของการบำเพ็ญการหาความสุขที่แท้จริง

เป็นการหาความสุขที่จะทำให้เราไม่ต้องกลับมา

เวียนว่ายตายเกิดกันอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐

“ฝึกจิตให้อยู่กับความว่างเปล่า”







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ

 




Create Date : 03 ตุลาคม 2560
Last Update : 4 ตุลาคม 2560 6:43:46 น.
Counter : 366 Pageviews.

0 comment
<<< “ใช้ปัญญาสอนใจให้รู้ทันความอยาก” >>>










“ใช้ปัญญาสอนใจให้รู้ทันความอยาก”

ดึงใจให้เข้าข้างในด้วยการบริกรรม

พุทโธ พุทโธ พุทโธ ถ้ามีคำบริกรรมพุทโธ

 กิเลสตัณหาจะไม่สามารถดึงจิตออกไปข้างนอกได้

 และการจะดึงจิตออกไปข้างนอกได้

จิตต้องคิดปรุงแต่ง ต้องคิดถึงคนนั้นคนนี้

 คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ พอคิดแล้วก็เกิดความอยากขึ้นมา

 พอเกิดความอยากก็ไปหาคนนั้นคนนี้

 ไปหาสิ่งนั้นสิ่งนี้กัน

 แต่ถ้าคิดอยู่กับพุทโธ พุทโธ พุทโธ อยู่เรื่อยๆ

ความคิดต่างๆ ก็ไม่สามารถโผล่ขึ้นมาได้

จิตก็จะอยู่ข้างใน เพราะนั่งเฉยๆ นั่งหลับตา

 ปิดทวารทั้งห้าไม่ให้จิตออกไปข้างนอก

 แล้วใช้สติพุทโธ พุทโธ ดึงไว้

 เดี๋ยวจิตก็รวมเข้าสู่สมาธิได้ เข้าสู่ข้างในได้

สมาธิก็คือที่อยู่ของจิต อยู่กับความว่าง

 ในสมาธินี้ไม่มีอะไร ไม่มีลาภยศสรรเสริญ

 ไม่มีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ไม่มีคนนั้นคนนี้

 ไม่มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่กลับมีความสุข

มากกว่าการมีลาภยศสรรเสริญ

 มีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ มีคนนั้นคนนี้

ถ้าใครสามารถดึงจิตเข้าข้างในได้แล้วจะติดใจ

 จะรู้ว่านี่แหละคือความสุขที่แท้จริง

ความสุขที่จะเป็นความสุขที่ถาวรต่อไป

 ถ้าสามารถดึงจิตไว้ไม่ให้ออกไปข้างนอกได้ตลอดเวลา

 แต่ในเบื้องต้นก็เข้าไปได้เดี๋ยวเดียว

 เพราะกำลังของสติยังมีไม่มาก ดึงเข้าไปแป๊บเดียว

เดี๋ยวมันก็เด้งออกมา สมาธิขั้นแรกๆ

 เราจึงเรียกว่าขณิกสมาธิ เป็นขณะหนึ่ง

ขณิก ก็มาจากคำว่าขณะ

ขณิกสมาธิเป็นความสงบชั่วขณะหนึ่งแบบงูแลบลิ้น

 เวลาภาวนาใหม่ๆ เวลาจิตรวมลงนี้จะลงแบบงูแลบลิ้น

 ดิ่งลงเข้าสู่ความสงบแป๊บเดียวแล้วก็ถอนออกมา

 แต่ถ้าเจริญสติไปเรื่อยๆ นั่งสมาธิไปบ่อยๆ

ไม่ไปทำกิจกรรมอย่างอื่น

 ต่อไปจิตจะเข้าไปได้ อยู่ได้นาน

 จากงูแลบลิ้นเป็น 5 นาที เป็น 10 นาที

 เป็น 15 นาที เป็น 20 นาที ต่อไปก็เป็นชั่วโมง

 อยู่ได้อย่างสบาย มีความสุขกับความว่าง

นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง เพราะความว่างไม่มีวันหมด

 ความว่างไม่มีการเกิดไม่มีการดับ และเราไม่ต้องมีอะไร

 ไม่ต้องมีลาภยศสรรเสริญ ไม่ต้องมีรูปเสียงกลิ่นรส

มาให้ความสุขกับเรา แต่เราต้องมี “มรรค”

 คือธรรมที่พระพุทธเจ้าใช้เป็นเครื่องมือดึงจิตไว้ข้างใน

ขั้นต้นก็ใช้สติเพื่อดึงจิตให้เข้าสู่สมาธิ

แต่สมาธินี้ก็เป็นที่ตั้งอยู่ชั่วคราว

 เพราะว่าจิตยังมีภาระกับร่างกาย

 เดี๋ยวก็ต้องออกมาดูแลร่างกาย

 เพราะร่างกายเดี๋ยวก็ต้องปวดท้องปวดฉี่

 เดี๋ยวก็หิวน้ำหิวข้าว จะอยู่ในสมาธิเป็นเดือนเป็นปี

ย่อมเป็นไปไม่ได้ อยู่ได้บางครั้ง

ก็ 15 วันบ้าง เดือนนึงบ้าง แต่ต้องออกมา

 เพราะว่าร่างกายจะเป็นตัว

ที่จะดึงให้จิต ต้องออกมาดูแลกัน

 แล้วขณะที่ออกมาก็อาจจะต้องใช้ความคิดปรุงแต่ง

ถ้าเผลอไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

 เดี๋ยวความอยากที่ยังไม่ได้ตายด้วยอำนาจของสมาธิ

ก็จะโผล่ขึ้นมาได้ ก็จะมาดึงใจให้ไปหาสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้

 ดึงใจให้กลับไปหารูปเสียงกลิ่นรส

หาลาภยศสรรเสริญได้

 ตอนนั้นถ้าไม่ต้องการให้ใจไปตามกระแส

ของกิเลสตันหาความอยากต่างๆ

ตอนนั้นก็ต้องใช้ปัญญามาสอนใจ สอนใจให้เห็นว่า

สิ่งที่กิเลสตัณหาต้องการนั้นมันเป็นความทุกข์

 ไม่ได้เป็นความสุข เช่น รูปเสียงกลิ่นรสของสิ่งต่างๆ

 ที่เราชอบสัมผัสกัน เช่นเครื่องดื่มต่างๆ น้ำชากาแฟ

ขนมนมเนย ของที่เราไม่จำเป็น

ที่จะต้องดื่มต้องรับประทาน

 แต่มันมีความอยากความหลง

ที่หลอกให้ไปอยากไปสัมผัส

 เพราะเวลาได้สัมผัสมันก็เป็นความสุข

แต่มันเป็นความสุขเดี๋ยวเดียว

 เป็นความสุขแค่ที่ปลายลิ้น

เช่นดื่มอะไรก็สุขตอนที่ได้ดื่ม

พอเข้าไปในท้องแล้วความสุขนั้นก็หายไป

 แล้วเดี๋ยวก็ต้องเกิดความอยากที่จะดื่มไหม่

ที่จะรับประทานไหม่ แล้วถ้าไม่สามารถดื่มได้

ไม่สามารถรับประทานได้ก็จะกลายเป็นความทุกข์ขึ้นมา

นี่คือการใช้ปัญญาสอนใจให้เห็นว่า

ความสุขที่ได้จากทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้มันไม่เที่ยง

 เป็นความสุขชั่วคราว

เป็นความสุขที่จะกลายเป็นความทุกข์ไป

เวลาที่ไม่ได้ตามความต้องการตามความอยาก

 แล้วก็เป็นความสุขที่เราควบคุมไม่ได้

สั่งให้มันให้ความสุขกับเราตลอดเวลาไม่ได้

ห้ามไม่ให้มันกลายเป็นความทุกข์ขึ้นมาไม่ได้

 ถึงเวลามันจะกลายเป็นความทุกข์

มันก็กลายเป็นความทุกข์ขึ้นมา

ถึงเวลาที่มันจะหมดมันก็หมดไป

นี่คือการใช้ปัญญาสอนใจให้รู้ทันความอยาก.

พระอาจารยสุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐

“ฝึกจิตให้อยู่กับความว่างเปล่า”





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 02 ตุลาคม 2560
Last Update : 2 ตุลาคม 2560 7:38:08 น.
Counter : 526 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ