Group Blog
All Blog
<<< “ความสุขเพียงชั่วคราว” >>>









“ความสุขเพียงชั่วคราว”

ถ้าเรายังหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ

จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะอยู่

 เวลาที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

เราก็ยังจะต้องกลับมามีร่างกายอันใหม่

 เหมือนกับตอนที่เรามีร่างกายกันตอนนี้

ก่อนที่เราจะได้ร่างกายอันนี้มา

 เราก็มีร่างกายอีกร่างหนึ่งในอดีตชาติ

แต่เราจำไม่ได้เราไม่รู้กัน เราเคยมีร่างกายแบบนี้มาก่อน

ไม่ใช่ร่างเดียว มีเป็นแสนล้านร่าง มีมาตลอดเวลา

เพราะเราต้องมีร่างกายนี้ เพราะเรายังอยากได้

รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะกัน

เรายังอยากได้ลาภยศสรรเสริญกัน

พอร่างกายตายไปก็ไปหาร่างกายอันใหม่มาทำหน้าที่ต่อ

 เพราะความอยากมันไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 ความอยากมันอยู่กับใจ ใจก็ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 ใจนี่แหละเป็นผู้ที่แสวงหาความสุขต่างๆ ไม่ใช่ร่างกาย

 ร่างกายเป็นเพียงผู้ทำเป็นผู้รับใช้คำสั่งของใจ

 ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ใจสั่งให้ร่างกายมาหาความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกาย พอร่างกายตายไป

ก็ต้องหาร่างกายอันใหม่ ก็จะได้มีตาหูจมูกลิ้นกายอันใหม่

เพื่อที่จะได้มาหาความสุขอันใหม่

แต่การมีร่างกายนอกจากมีได้ความสุขแล้ว

 มันก็ได้ความทุกข์อันมหันต์เช่นเดียวกัน

 ทุกข์ ตอนที่เกิดมานี้ก็ทุกข์แล้ว

ทุกข์เพราะต้องดิ้นรนเลี้ยงชีพ

 ต้องหาอาหารหาน้ำหาอากาศมาเลี้ยงชีพ

และนอกจากนั้นยังต้องต่อสู้กับภัยต่างๆ

 ทั้งภัยธรรมชาติ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ภัยจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือสัตว์เดรัจฉานด้วยกัน

 ถ้าพลาดเผลอหรือว่าโชคไม่ดีก็อาจจะถูกเขาฆ่าตายได้

ต้องคอยหลบคอยระวังอยู่ตลอดเวลา

และยังต้องมาเจอกับความแก่ที่หลบยังไงก็หลบไม่ได้

 เจอกับความเจ็บไข้ได้ป่วยที่หลบไม่ได้

เจอกับความตายที่หลบไม่ได้ เวลาเจอกับสิ่งเหล่านี้

มันเป็นความสุขหรือเป็นความทุกข์ มันเป็นความทุกข์

 แต่มันก็ไม่เข็ดกัน พอร่างกายตายไป

ความอยากมันก็จะหลอกให้ใจมาหาร่างกายอันใหม่

อันนี้เป็นภารกิจของกิเลสตันหาที่จะคอยหลอกใจ

ให้มาทุกข์กับร่างกายอยู่เรื่อยๆ จนกว่าจะเกิดปัญญาขึ้นมา

 ถ้าเกิดปัญญาขึ้นมาเองก็เป็นพระพุทธเจ้า

 พระพุทธเจ้านี้เกิดปัญญาขึ้นมาเอง

เห็นว่าเกิดนี้มันเป็นทุกข์ เห็นว่าแก่เจ็บตายนี้มันเป็นทุกข์

ฉะนั้นต้องหยุดการเกิดแก่เจ็บตายให้ได้

 และการจะหยุดการเกิดแก่เจ็บตายให้ได้

ก็ต้องค้นหาสาเหตุว่ามันมาจากอะไร

พระพุทธเจ้าก็ทรงค้นพบสาเหตุว่า

มันมาจากตันหาทั้ง ๓ ก็คือ

...กามตัณหา ความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

...ภวตัณหา ความอยากได้ลาภยศสรรเสริญ

ความอยากได้ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ เรียกว่าภวตัณหา

...วิภวตัณหาคืออะไร ก็คือความอยากให้ลาภยศสรรเสริญ

กับร่างกายนี้ไม่เสื่อมไม่เสียไม่หมด ให้อยู่กับใจไปตลอด

แต่ความอยากเหล่านี้มันก็ให้ความสุขเพียงชั่วคราว

 เพราะเวลาอยากแล้วไม่ได้นี้มันก็จะกลายเป็นความทุกข์ไป

 เวลาอยากได้รูปเสียงกลิ่นรสแล้วไม่ได้รูปเสียงกลิ่นรส

เวลานั้นก็กลายเป็นความทุกข์ไป

 เช่นเวลาอยากไปเที่ยวแล้วไม่ได้ไปเที่ยว

 อยากซื้อของอยากได้ของชิ้นนั้นชิ้นนี้แล้วไม่ได้ก็เสียใจ

หรือถ้าได้มาแล้วเดี๋ยวเวลาหายไปหรือหมดไปก็เสียใจอีก

 เพราะของทุกอย่างมันไม่เที่ยง ห้ามมันไม่ได้สั่งมันไม่ได้

ท่านถึงสอนให้เราพยายามใช้ปัญญามองให้เห็นว่า

 การเกิดแก่เจ็บตายนี้มันเป็นทุกข์

 ทุกข์เพราะว่าร่างกายมันไม่เที่ยง

 การหาลาภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

มันก็ไม่เที่ยง มันเป็นความสุขชั่วคราว

ได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องหมดไป

พระพุทธเจ้าเป็นคนแรกที่ได้ปัญญาอันนี้

 แล้วก็ได้ทรงค้นพบว่าสาเหตุที่ทำให้กลับมาเกิดอยู่เรื่อยๆ

 ก็คือความอยากทั้ง ๓ ประการนี้

คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหานี้เอง

พระพุทธเจ้าก็เลยหยุดมัน หยุดด้วยการทำทาน

 มีสมบัติ มีพระราชสมบัติมี ปราสาทสามฤดู

 มีภรรยา มีบุตร มีราชโอรส ก็สละไปทิ้งไว้ในวัง

 แล้วพระองค์ก็เสด็จออกจากพระราชวังไป

 ไปอยู่ตามป่าตามเขา ไปรักษาศีล ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗

 รักษาศีลของนักบวช คือไม่ทำกิจกรรม

ทางตาหูจมูกลิ้นกายอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐

“ฝึกจิตให้อยู่กับความว่างเปล่า”







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 ตุลาคม 2560
Last Update : 16 ตุลาคม 2560 12:27:39 น.
Counter : 433 Pageviews.

0 comment
<<< “ชาตินี้เป็นชาติที่วิเศษของพวกเรา” >>>










“ชาตินี้เป็นชาติที่วิเศษของพวกเรา”

ให้เราเห็นโทษของความอยากทั้ง ๓

 และหยุดมันฝืนมันไม่ทำตามมัน

 ถ้าเราฝืนมันหยุดมันทุกครั้งที่มันอยาก

 เราก็ไม่ทำตามความอยาก

ความอยากมันก็จะหมดกำลังไป

 และมันก็จะไม่มีวันที่จะโผล่ขึ้นมาใหม่ได้อีก

 มันก็จะไม่ดึงให้ใจเรากลับมา

เกิดเป็นมนุษย์ใหม่อีกต่อไป

 อันนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้

มาประกาศพระธรรมคำสอน

มามีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ มีพระพุทธศาสนา

 พวกเราถึงจะสามารถที่จะกำจัดความอยากต่างๆ

 ที่เป็นเหตุที่ทำให้ใจของเรายังต้องกลับมา

เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ได้

 ชาตินี้จึงเป็นชาติวิเศษของพวกเรา

 ที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง โอกาสอย่างนี้

นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

โอกาสที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์

และได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

จึงขอให้พวกเราพยายามปฏิบัติ

ให้ถึงธรรมขั้นสูงสุดให้ได้เถิด

คือนอกจากการทำบุญทำทานแล้วรักษาศีล ๕ แล้ว

 ก็ขอให้เรามาหัดรักษาศีล ๘ กัน

 รักษาศีล ๘ แล้วเราก็จะได้มีเวลา

มานั่งสมาธิทำใจให้สงบกัน

ถ้าเรานั่งสมาธิทำใจให้สงบได้ ใจเราจะมีกำลัง

ที่จะสู้กับความอยากได้ ลดตัณหาความอยากได้

หยุดความอยากได้ ถ้าเรามีปัญญาเห็นว่า

การทำตามความอยากจะนำไปสู่ความทุกข์

 นำไปสู่การเกิดแก่เจ็บตายอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

 ถ้าเราไม่อยากจะกลับมาเกิด

มาแก่มาเจ็บมาตายอีกต่อไป

 เราก็หยุดความอยากทั้ง ๓ นี้เท่านั้นเอง

 หยุดกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

นี่เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนสามารถปฏิบัติได้

อย่าไปมองในขณะที่เราเริ่มต้นว่ามันยากเย็น

 อย่าไปมองธรรมที่สูงกว่าที่เราทำได้

 ปฏิบัติธรรมที่อยู่ในความสามารถของเราไปก่อน

 เราทำทานได้ทำไปก่อน

 รักษาศีล ๕ รักษาได้รักษาไปก่อน

 แล้วค่อยขยับขึ้นไป ถ้ารักษาศีล ๕ ได้

ต่อไปก็จะขยับไปรักษาศีล ๘ ได้

ก็จะมีเวลามาฝึกมาทำสมาธิได้

พอทำสมาธิก็จะมีกำลัง

ที่จะหยุดความอยากต่างๆ ได้ด้วยปัญญา

ดังนั้นขอให้พวกเราจงใช้โอกาสอันดีงาม

ของภพนี้ชาตินี้ที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์

 ได้มาเกิดมาพบกับพระพุทธศาสนา

 ให้พวกเรามาพัฒนาจิตใจของพวกเรา

แบบยั่งยืนกันดีกว่า หยุดการพัฒนาแบบชั่วคราว

ทางร่างกายกันเถิด

เพราะมันเป็นการพัฒนาที่ไม่มีวันสิ้นสุด

 ที่จะต้องพัฒนาอยู่เรื่อยๆ

ตายไปแล้วก็ต้องกลับมาพัฒนาใหม่

กลับมาพัฒนาได้มากได้น้อย ตายไปก็หายไปหมด

แล้วก็ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่

 แต่ถ้าเรามาพัฒนาทางจิตใจ

 ทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พัฒนา

 เราก็จะได้ไม่ต้องกลับมาพัฒนากันซ้ำแล้วซ้ำอีก

พัฒนาการหนเดียว พัฒนาจนจิตขึ้นสู่ขั้น

ที่ไม่มีวันเสื่อมอีกต่อไป นี่คือประโยชน์

ที่เราจะได้รับจากการที่ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์

และได้มาเกิดในพระพุทธศาสนา

ขอย่าให้ปล่อยประโยชน์อันล้ำค่านี้

หลุดจากมือของพวกเราไปโดยที่เราไม่ได้ปฏิบัติ

ตามคำสอนเลย การแสดงก็พอสมควรแก่เวลา

 จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ ขออนุโมทนาให้พร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐

“การพัฒนาชีวิต”








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุขาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 ตุลาคม 2560
Last Update : 15 ตุลาคม 2560 17:04:57 น.
Counter : 321 Pageviews.

0 comment
<<< “ขอให้เราทำตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน” >>>










“ขอให้เราทำตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน”

ขอให้พวกเราพยายามเดินตามขั้นตามตอน

 ที่พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านสอนกัน

 อย่าไปฟังพวกที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง

 พวกที่ศึกษาแล้วก็มาสอน พวกนี้มักจะสอนไป

ตามความอยากของกิเลสตัณหา

กิเลสตัณหาไม่ชอบนั่งสมาธิ ไม่ชอบทำใจให้สงบ

 เขาก็จะสอนว่าไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ

ไม่ต้องทำใจให้สงบ เจริญปัญญาได้เลย

 ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วพระพุทธเจ้าจะสอนสัมมาสมาธิไว้ทำไม

 เราจะเชื่อใครดี เราจะเชื่อพระพุทธเจ้าเชื่อครูบาอาจารย์

 หรือเราจะเชื่อพวกที่สอนว่าไม่ต้องเจริญสมาธิกัน

 อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องใคร่ครวญต้องพิจารณา

 หรือถ้าเราเชื่อพวกที่สอนไม่ให้นั่งสมาธิ

แล้วเราดูการปฏิบัติของเราว่าเป็นอย่างไร

 ผลมันเป็นอย่างไร ตัดกิเลสตัณหาได้บ้างหรือยัง

 พวกที่ชอบใช้ปัญญาโดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธินี้

ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ความจริงใครเขาพูดอะไร

ก็ไม่ปฏิเสธหรือไม่รับ ไม่ควรจะปฏิเสธหรือไม่รับ

ควรที่จะนำเอาไปพิสูจน์ดู เขาบอกว่าไม่ต้องนั่งสมาธิ

 เจริญปัญญาได้เลย เราก็ลองไปเจริญปัญญาดู

 ลองไปพิจารณาไตรลักษณ์ดู สัพเพ ธัมมา อนัตตาดู

ธรรมทั้งหลายไม่มีตัวไม่มีตน พิจารณาแล้ว

เราตัดกิเลสตัณหาได้หรือเปล่า

 แล้วเราลองไปทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

 แบบที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างหลวงตาตอนที่ไปศึกษากับหลวงปู่มั่น

 ครั้งแรกเลยที่หลวงปู่มั่นสอนหลวงตา ท่านก็สอนว่า

ท่านมหาท่านเป็นผู้มีความรู้มากแล้ว

ท่านเป็นมหา ๓ ประโยค ได้เรียนรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า

มาอย่างโชกโชน แต่ธรรมของพระพุทธเจ้าตอนนี้

มันไม่เป็นประโยชน์ ในการที่จะมาฆ่ากิเลสตัณหา

มาดับความทุกข์ใจ ตอนนี้สิ่งที่ท่านควรจะทำก็คือ

ทำใจให้สงบก่อน เตรียมภาชนะรองรับพระธรรม

ของพระพุทธเจ้าก่อน ตอนนี้ภาชนะของท่านนี้

 ยังไม่พร้อมที่จะรองรับพระธรรมคำสั่งสอน

ของพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ไม่สามารถเข้าไปถึงใจได้ เพราะใจไม่สงบ

ใจไม่สงบใจไม่สามารถพิจารณาธรรมได้อย่างต่อเนื่อง

 ธรรมที่ได้ยินได้ศึกษาจากพระคัมภีร์นี้

เป็นสัญญาความจำ ไม่ใช่เป็นความจริง

ก็คือศึกษาแล้วก็ท่องจำไว้ แล้วถ้าไม่ได้เอามาใช้

เดี๋ยวก็ลืมได้ พอถึงเวลาจะใช้จริงๆ ก็ใช้ไม่ได้

 นี่แหละคือสิ่งที่หลวงปู่มั่นสอนหลวงตา

 หลวงตาท่านเอามาเล่าให้ฟัง

ตอนที่ท่านได้ไปขออยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น

 หลวงปู่มั่นสอนเลยว่า ตอนนี้อย่าพึ่งเอาปัญญามาใช้

 ตอนนี้มาทำใจให้สงบก่อน ทำใจให้สงบแล้วค่อยพิจารณา

 ธรรมทั้งหลายที่ได้ศึกษาที่ได้ยินได้ฟังมาแล้ว

มันจะเข้าไปสู่ในใจ มันจะเป็นอาวุธ

ที่ไว้ต่อสู้กับกิเลสตัณหาได้

 แต่ถ้าใจไม่สงบนี้ธรรมที่ได้ศึกษามานี้ยังไม่อยู่ในใจ

 ไม่สามารถที่จะไปฆ่ากิเลสตัณหาที่มีอยู่ภายในใจได้

ดังนั้นก็ขอให้ท่านทั้งหลาย จงพยายามศึกษา

คำสอนของพระพุทธเจ้า และพยายามปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

 อย่าข้ามขั้นตอน อย่าใจร้อน ปฏิบัติต้องใจเย็นๆ

อย่าปฏิบัติด้วยความอยาก ปฏิบัติด้วยเหตุด้วยผล

 เหตุก็คือต้องทำอะไรก็ทำไป ส่วนผลนี้เดี๋ยวมันตามมาเอง

 ไม่ต้องไปอยากให้มันเกิด ถ้าอยากให้มันเกิดเร็ว

ก็ให้เหตุมันเร็วให้เหตุมันมากไว้ สร้างเหตุให้มาก

 แล้วผลมันก็จะเกิดขึ้นมาเอง ดังนั้นก็ขอให้เราทำตาม

ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ทำทาน รักษาศีล ศีล ๕ ศีล ๘

แล้วก็สมถภาวนา เจริญสติ นั่งสมาธิทำใจให้สงบ

 ออกจากความสงบก็เจริญวิปัสสนาเจริญปัญญา

 ก่อนจะเจริญปัญญาก็ขอให้จิตมันสงบ

ให้มันมีความสงบแบบต่อเนื่อง คือสงบได้ทั้งวันก่อน

ยิ่งจะดีใหญ่ ตอนที่ยังไม่สงบอย่างต่อเนื่อง

เวลาออกจากสมาธิมา ก็เจริญสติต่อ

 คอยรักษาใจรักษาความสงบไว้ แล้วพอนั่งได้

ก็กลับไปนั่งใหม่ ให้จิตสงบใหม่

 เอาเรื่องของสมาธินี้ให้มันแน่นก่อน ให้มันชำนาญก่อน

 พอสมาธิมันแน่นมันชำนาญแล้ว

 จนเหมือนกับว่าเริ่มติดสมาธิแล้ว

 ตอนนั้นค่อยมาออกทางวิปัสสนาออกทางปัญญาต่อไป

 แล้วการเจริญปัญญามันก็จะได้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 เวลาเหนื่อยหรือว่าเวลากำลังของความสงบหมด

 ก็หยุดพักเข้าไปในสมาธิสลับกันไป

เบื้องต้นก็เอาสมาธิอย่างเดียวก่อน เอาให้มันชำนาญ

เอาให้มันแน่น เข้าได้ตลอดเวลาทุกเวลา

แล้วก็อยู่ได้นาน แล้วค่อยออกมาทางปัญญา

สลับกับการเข้าไปพักในสมาธิ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 แล้ว ธรรมก็จะเข้าไปอยู่ในใจ แล้วก็จะเข้าไปทำลาย

กิเลสตัณหาที่อยู่ภายในใจให้หมดไปได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗

(จุลธรรมนำใจ ๔๑)







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 ตุลาคม 2560
Last Update : 14 ตุลาคม 2560 11:59:48 น.
Counter : 315 Pageviews.

0 comment
<<< “ ใจที่มีอุเบกขา” >>>











“ ใจที่มีอุเบกขา”

แต่ถ้าเรามีอุเบกขานี้ เราจะไม่รำคาญ

 ใครจะชมใครจะด่า เฉยๆ ใครจะพูดเรื่องไร้สาระเรื่องอะไร

 ฟังแล้วเราก็ไม่รำคาญ แต่ถ้าเราไม่มีอุเบกขานี้

เดี๋ยวมันรำคาญแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูป เป็นเสียง

เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นโผฏฐัพพะ

ทุกขเวทนานี้ก็มาจากโผฏฐัพพะ

 คือการสัมผัสของทางร่างกาย

กับของแข็งนานๆ มันก็เจ็บขึ้นมา

 แต่ถ้าเราฝึกใจให้มีอุเบกขา ใจเราจะไม่เดือดร้อน

 ถ้ามันรำคาญแสดงว่าไม่มีอุเบกขา

เราก็ต้องเพิ่มสติขึ้น บริกรรมพุทโธให้ถี่ไปเลย

อย่าไปคิดถึงสิ่งที่ทำให้เรารำคาญ

 ถ้ายิ่งไปคิดยิ่งรำคาญใหญ่ เพราะอยากจะให้มันหาย

 อยากจะให้มันหยุด เช่นคนพูดคนด่าเรานี้

 พอยิ่งได้ยิน ยิ่งฟังเขา ยิ่งโกรธ ยิ่งอยากจะให้เขาหยุด

 พอเขาไม่หยุดก็ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ถ้าเราไม่ไปสนใจ

กับสิ่งที่เขาพูด แล้วดึงใจกลับมาอยู่ที่อุเบกขา

 ด้วยพุทโธ พุทโธ พุทโธ

เขาจะพูดอะไรก็ปล่อยให้เขาพูดไป

 เราก็พุทโธพุทโธของเราไป

เดี๋ยวใจเราก็นิ่งเป็นอุเบกขาแล้ว

เขาจะพูดยังไงก็เหมือนพูดกับเสา

 ลองไปพูดกับเสาดูสักพักเดี๋ยวคนพูดก็เหนื่อยไปเอง

 เพราะเสามันไม่มีกิริยาตอบโต้อะไร

 แต่ถ้าเราไปตอบโต้เขา เขาก็ยิ่งมันส์

เขาก็ยิ่งด่าเรากลับใหญ่

 เราด่าเขากลับ เขาก็ด่าเรากลับ

 เดี๋ยวมันก็ตีกัน ฆ่ากันได้ แต่ถ้าใจเรามีอุเบกขา

เราจะสัมผัสรับรู้ได้อย่างสบาย

ถ้าจิตไม่มีอุเบกขานี้มันจะเป็นเหมือนกระดาษ

พอน้ำหยดไปบนกระดาษนี้

มันจะซึมเข้าไปในกระดาษเลย

 จิตของคนที่ไม่ได้ฝึกหัดไม่ได้ภาวนาไม่ได้มีอุเบกขา

 พอสัมผัสรับรู้อะไรนี้ใจจะเต้นขึ้นมาทันทีเลย

 ไม่ดีใจก็เสียใจ ตื่นเต้นขึ้นมา

 ดีใจก็ตื่นเต้นอย่างหนึ่ง เสียใจก็ตื่นเต้นอย่างหนึ่ง

นี่คือใจของคนธรรมดาทั่วไป

ที่ไม่ได้เคยฝึกฝนอบรมด้านจิตตภาวนา

ไม่ได้ฝึกเจริญสติบริกรรมพุทโธ พุทโธ

พอไปสัมผัสรับรู้กับอะไรนี้ ใจมันจะเต้นตื่นเต้นขึ้นมา

 เหมือนกระต่ายตื่นตูม แต่ถ้ามีการฝึกจิตอยู่เรื่อยๆนี้

 พอเห็นอะไรมันจะควบคุมใจได้

ถ้ามันตื่นเต้นก็ใช้พุทโธ พุทโธหยุดมัน

 ถ้ามีสติกำลังมากพอก็ไม่ต้องใช้พุทโธ

 ถ้ามันเห็นอะไรแล้วมันเฉย ไม่ยินดียินร้าย

แสดงว่ามันมีอุเบกขา มันไม่รักไม่ชัง

 แต่ถ้ามันไม่มีอุเบกขามันจะเกิดความรักความชัง

 ยินดียินร้ายขึ้นมาแล้วก็ตื่นเต้นดีใจ

เวลาได้สัมผัสกับสิ่งที่รัก ดีใจ ใครชมนี้ดีใจ

 ยิ้มไปทั้งวัน พอใครด่าก็น่าบึ้งไปทั้งวัน

 เพราะไม่มีอุเบกขาไม่มีสติ

คอยควบคุมใจให้อยู่เฉยๆ

ใจชอบแกว่งไปกับความรักความชัง

 แล้วพอเกิดความรักก็เกิดความอยากขึ้นมา

 อยากให้เขาชมไปนานๆ พอเขาด่าก็ชัง

อยากจะให้เขาหยุด อยากให้เขาหาย

อยากให้เขาตายไป พอเขาไม่หยุดก็ทุกข์

 เขาไม่ชมอยากให้เขาชม พอเขาไม่ชมก็เสียใจ

 เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติของรูปเสียงกลิ่นรส

ว่า มันเป็นอนิจจัง อนัตตา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๐






 

ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 13 ตุลาคม 2560
Last Update : 13 ตุลาคม 2560 10:51:13 น.
Counter : 356 Pageviews.

0 comment
<<< “ความอยากไม่ให้ร่างกายตาย” >>>










“ความอยากไม่ให้ร่างกายตาย”

มีใครอยากจะถามอะไรไหม ยังไม่มีเหรอ

 ไม่มีเดี๋ยวหาคำถามให้ เรื่องที่พวกเราอยากจะรู้กันก็คือ

 เราเกิดมาทำไม ทำไมเราจึงต้องมาเกิด

เกิดแล้วเราควรจะทำอะไรที่จะเป็นประโยชน์สุขกับเรา

 ที่จะไม่เป็นทุกข์กับเรา แต่เท่าที่ผ่านมา

การกระทำของเรา มันไม่ได้เป็นประโยชน์สุขอย่างเดียว

 มันเป็นทุกข์ด้วย เรายังร้องห่มร้องไห้

ยังมีความเศร้าโศกเสียใจ เพราะว่าเราไม่รู้เหตุ

 ที่ทำให้เราเศร้าโศกเสียใจว่าเกิดจากอะไร

ถ้าเรารู้เราก็จะสามารถหักห้าม

ความเศร้าโศกเสียใจของเราได้

 ถ้าเราไม่ได้มีพระพุทธศาสนามาสั่งมาสอน

 เราจะไม่รู้สาเหตุของความเศร้าโศกเสียใจ

ของพวกเรา ว่าเกิดจากอะไร

ทุกคนที่เกิดมานี้ ไม่มีใครที่ไม่ร้องห่มร้องไห้เลย

 ไม่มีใครที่ไม่ดีความทุกข์ใจเลย

 ไม่ว่าจะร่ำจะรวยจะยากจะจน

ไม่ว่าจะเป็นใหญ่เป็นโตหรือเป็นผู้น้อย

 ทุกคนมีความเศร้าโศกเสียใจ มีความไม่สบายใจ

 มีความทุกข์ใจเหมือนกัน

พระพุทธเจ้าก็เคยมีความไม่สบายใจ

เคยร้องห่มร้องไห้ แต่วันหนึ่งพระองค์ก็ทรงหาเวลา

มาศึกษาค้นคว้า หาเหตุที่ทำให้พระองค์เศร้าโศกเสียใจ

 ทำให้พระองค์ไม่สบายใจ พระองค์ก็เลยไปบวช

 เพราะถ้าอยู่ครองเรือนเป็นพระราชโอรสเป็นกษัตริย์

จะไม่มีเวลาที่จะมาศึกษาค้นคว้า หาสาเหตุ

ของความไม่สบายใจ ของความเศร้าโศกเสียใจ

ก็จะมีเหตุการณ์ที่จะมาดึงเอาเวลา

ที่จะมาใช้ค้นคว้าหาสาเหตุนี้

ชีวิตของพวกเรานี้ถูกเหตุการณ์ต่างๆ

ถูกความจำเป็นต่างๆบีบคั้น

ให้เราต้องไปทำอะไรต่างๆกัน

จนไม่มีเวล่ำเวลา ที่จะมาค้นคว้า

หาสาเหตุของความทุกข์ใจ ของความไม่สบายใจกัน

จนพวกเราทุกคนถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

เป็นธรรมชาติของชีวิตของเรา ที่จะต้องร้องห่มร้องไห้

 กับที่จะต้องเศร้าโศกเสียใจกัน

ก็เลยไม่มีใครคิดที่จะแก้ความเศร้าโศกเสียใจนี้

 คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคน

มีความเศร้าโศกเสียใจ มีความไม่สบายใจ

เหมือนกันหมด บางคนก็ศึกษาค้นคว้าก็เห็นว่า

 ส่วนหนึ่งก็เกิดจากร่างกายของเรา

 ร่างกายของคนอื่นที่เรารัก ที่จะต้องมีอันเป็นไป

 ที่จะต้องเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย

หรือเกิดความตายขึ้นมา เวลาเกิดเหตุการณ์กับร่างกาย

ไม่ว่าจะเป็นของเราหรือของคนที่เรารักเรา

ก็จะเศร้าโศกเสียใจ เราก็เลยพยายามหาวิธี

รักษาร่างกาย ไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ให้ตาย

มีนักวิทยาศาสตร์ นักค้นคว้า พยายามหาวิธี

หายาหาอะไร ที่จะทำให้ร่างกายไม่ต้องแก่

ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย แต่ไม่ว่าจะค้นคว้า

 ไม่ว่าจะศึกษา ไม่ว่าจะหาอะไรมาใช้กับร่างกาย

ร่างกายมันก็ยังต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายเหมือนเดิม

เมื่อร่างกายต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

ก็ต้องร้องห่มร้องไห้กัน เศร้าโศกเสียใจกัน

เพราะไม่รู้ว่า จะทำยังไงถึงทำให้ร่างกายนี้

ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

แต่พระพุทธเจ้านี้กลับค้นคว้าอีกทางหนึ่ง

 แทนที่จะไปค้นคว้าที่ร่างกายที่ทรงรู้ทรงเห็นว่า

 ทำอย่างไรมันก็ต้องแก่ ทำอย่างไรมันก็ต้องเจ็บ

ทำอย่างไรมันก็ต้องตาย

 ต่อให้ดูแลรักษาร่างกายดีขนาดไหน

หายาวิเศษขนาดไหนมารับประทาน

 อาหารวิเศษขนาดไหน มันก็ยังต้านความแก่

 ความเจ็บ ความตายไม่ได้ พระองค์ก็เลยเปลี่ยน

ทิศทางของการค้นคว้า จากร่างกาย

มาดูที่ใจของพระองค์เองว่า

 ทำไมบางเวลาใจของพระองค์ไม่เศร้าโศกเสียใจ

 ทำไมบางเวลาเศร้าโศกเสียใจ ก็ทรงค้นพบว่า

 เกิดจากความอยากของพระองค์เอง

 เวลาที่ไม่มีความอยากให้ร่างกายไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย

 ก็ไม่มีความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ

ตอนนี้พวกเราก็ไม่มีความเศร้าโศกเสียใจ

 เพราะตอนนี้เราไม่ได้มีความอยากให้ร่างกายของเรา

 หรือของคนที่เรารักนี้ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายกัน

แต่เราจะมาเสียใจตอนที่ร่างกายของเรา

ร่างกายของคนที่เรารักเจ็บไข้ได้ป่วยหรือจะตายไป

 ตอนนั้นถึงจะเกิดความเศร้าโศกเสียใจขึ้นมา

 ทำไมไม่เศร้าโศกเสียใจตลอดเวลา

ตอนนี้ไม่เศร้าโศกเสียใจเพราะอะไร

เพราะไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีใครตาย

 แต่พอมีคนเจ็บไข้ได้ป่วย มีคนตาย

 ก็เกิดความเศร้าโศกเสียใจขึ้นมา

 ก็เลยทรงถามตัวเองว่า ที่เราเสียอกเสียใจ

 เศร้าโศกเสียใจเพราะอะไร เพราะเราไม่อยาก

ให้ร่างกายเราที่เจ็บไข้ได้ป่วยนี้เจ็บนั่นเอง

 เราอยากจะให้มันหาย พอมันเจ็บไข้ได้ป่วยเราก็เสียใจ

 ทุกข์ใจขึ้นมา หรือว่าถ้าร่างกายเราจะตาย

หรือร่างกายของคนอื่นที่เรารักจะตายหรือตายไปแล้ว

 ถึงจะเกิดความเศร้าโศกเสียใจขึ้นมา

 ในตอนนั้นมันเกิดจากอะไร ก็เกิดจากความอยากของเรา

 ใช่ไหม อยากให้เขาไม่ตาย อยากให้เขาหาย

จากโรคภัยไข้เจ็บ พอเขาไม่หายพอเขาต้องตายไป

 เราก็เลยเกิดความเศร้าโศกเสียใจขึ้นมา

พระพุทธเจ้าก็เลยทรงค้นพบสาเหตุ

ของความทุกข์ใจของพวกเรา

 ของความไม่สบายใจของพวกเราว่า

 มันเกิดจากความอยากของพวกเรา

 อยากให้สิ่งที่ไม่เที่ยง เที่ยงใช่ไหม

 อยากให้สิ่งที่ไม่ใช่เป็นของเรา ว่าเป็นของเรา

 เพราะไปถูกความหลงหลอกให้เราคิดว่า

สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นมันเที่ยง

สิ่งที่ไม่ใช่เป็นของเรา ว่าเป็นของเรา ใช่ไหม

 ร่างกายนี้เราคิดว่าเป็นของเราหรือเปล่า

ทุกคนก็ต้องคิดว่าเป็นของเราทั้งนั้น

แล้วก็คิดว่ามันเที่ยง คิดว่ามันจะอยู่ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันตาย

 แต่พอไปเห็นร่างกายของคนอื่นตายขึ้นมา

 มันก็เลยทำให้เราเห็นร่างกายของเราว่า

 มันต้องตายเหมือนกัน ตอนต้นไม่รู้หรอก

พวกเราตอนที่เกิดมาตอนเป็นเด็กนี่เราไม่เคยเห็นคนตายกัน

 ไม่รู้ว่าร่างกายของเรานี้จะต้องตายกัน

 แต่พอเราโตขึ้นๆเรื่อยๆเราก็เห็นคนที่เรารู้จัก

 คนใกล้ชิดสนิทกับเรา เช่นปู่ย่าตายาย

พี่ป้าน้าอา ลุงป้าน้าอา บางทีพ่อหรือแม่ก็ต้องตายไป

 แล้วก็ทำให้เรามองกลับไปดูที่ร่างกายของเรา

 เราก็เห็นว่าร่างกายของเราก็ต้องตายไปเหมือนกัน

 แต่เราไม่อยากให้มันตายกัน

ความอยากไม่ให้ร่างกายตายนี้

 มันจึงเป็นเหตุที่ทำให้เราทุกข์กัน เศร้าโศกเสียใจกัน

 ไม่ใช่ความตายของร่างกาย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 ตุลาคม 2560
Last Update : 12 ตุลาคม 2560 15:32:21 น.
Counter : 172 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ