Group Blog
All Blog
<<< "ต้องดับการกระทำบาปต่างๆ" >>>









"ต้องดับการกระทำบาปต่างๆ"

วิมุตติ คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ 

ด้วยการละความอยาก ที่เป็นต้นเหตุ

ของความทุกข์นั่นเอง

ความทุกข์เกิดจากความอยาก

 ความทุกข์หายไปเพราะว่า

 ความอยากหายไปนั่นเอง

เหมือนกับไฟ ถ้าเชื้อไฟหายไปก็จะหมดไป

 ไฟเกิดขึ้นมาได้เพราะมีเชื้อไฟ

เช่น น้ำมันหรือฟืน ถ้ามีฟืนหรือมีน้ำมัน

ก็จะมีไฟลุกได้ แต่ถ้าไม่มีฟืนไม่มีน้ำมันแล้ว

ไฟก็จะลุกขึ้นมาไม่ได้

ฉันใด ความทุกข์ของใจก็เช่นเดียวกัน 

ความทุกข์ของใจก็เกิดจาก ตัณหา

ความอยากต่างๆนั่นเอง เช่นกามตัณหา

ความอยากในรูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ 

ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น 

อยากให้ได้อย่างนั้น อยากให้มีอย่างนี้ 

และ วิภวตัณหา ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น

 อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้น อยากไม่ให้เป็นอย่างนี้

ถ้ามีตัณหาทั้ง 3 รูปแบบนี้อยู่ภายในใจแล้ว

ใจก็จะต้องมีความทุกข์อย่างแน่นอน

 แต่ถ้ามีสมาธิ และมีปัญญาแล้ว

ความทุกข์เหล่านี้จะหายไป

เพราะตัณหาความอยาก

จะได้รับการกำจัดด้วย สมาธิและปัญญานี่เอง

นี่คือความเพียรที่ผู้ปฏิบัติควรจะเจริญให้มาก

 ก่อนที่จะเพียรเจริญสติ ก็ต้องเพียรรักษาศีล

ศีลคือธรรมที่ผู้ปฏิบัติควรจะบำเพ็ญ

ควรจะต้องรักษา ถ้าสำหรับผู้ปฏิบัติ

ก็ต้องศีล ๘ ขึ้นไป ถ้าผู้ที่ยังไม่ได้ปฏิบัติ

 ก็เริ่มต้นที่ศีล ๕ ไปก่อน

 เพราะการรักษาศีลจะช่วยรักษาใจ

ไม่ให้ทุกข์ไม่ให้วุ่นวาย

ไปกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

 การทำบาปนี้จะทำให้ใจทุกข์ ใจวุ่นวายขึ้นมา

 ผู้ที่ต้องการดับความทุกข์ ความวุ่นวายใจ

จึงต้องดับการกระทำบาปต่างๆ

ตั้งแต่ศีล ๕ ขึ้นไป จนถึงศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗

ตามลำดับ ตามภาวะของผู้ปฏิบัติ

 พอมีศีลแล้วก็ให้เจริญสมาธิ ด้วยการเจริญสติ

 พอเจริญสมาธิได้แล้ว

 ก็จะสามารถเจริญปัญญาได้ต่อไป

 พอมีทั้งสมาธิและมีทั้งปัญญา

ก็จะสามารถทำลายตัณหา ความอยากต่างๆ

 ให้หมดไปได้ ก็จะได้วิมุตติขึ้นมา

 ได้หลุดพ้นจากความทุกข์

 พอได้หลุดพ้นจากความทุกข์แล้ว

ก็จะเกิด วิมุตติญาณทัสสนะขึ้นมา

 คือการได้รู้ว่า ตัวเองได้หลุดพ้น

จากความทุกข์ทั้งปวงแล้ว

 เหมือนกับคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บ

พอหมอให้ยามารับประทาน

ก็รับประทานไปตามหมอสั่ง แล้ววันหนึ่ง

 โรคภัยไข้เจ็บที่มีอยู่ในตัวก็จะหายไปหมด

พอโรคภัยไข้เจ็บหายไป

คนไข้ก็จะรู้ตัวขึ้นมาเลยว่า

อ๋อ ตอนนี้ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว 

ฉันใด วิมุตติญาณทัสสนะ ก็ฉันนั้น 

เวลาที่ได้ทำลายตัณหาความอยากหมดไปแล้ว

 ความทุกข์ต่างๆ ก็จะหายไป

พอความทุกข์ต่างๆ หายไปหมดแล้ว

ผู้ปฏิบัติจะรู้ขึ้นมาเองว่าได้หลุดพ้น

จากความทุกข์ทั้งหลายแล้ว

นี่เรียกว่า สันทิฏฐิโก ซึ่งผู้ปฏิบัติพึงรู้ได้ด้วยตนเอง

 รู้ได้ด้วย วิมุตติญาณทัสสนะ นี่เอง

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

ชุดในพรรษา๒๕๕๘





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 กรกฎาคม 2560
Last Update : 14 กรกฎาคม 2560 5:32:56 น.
Counter : 568 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ