Group Blog
All Blog
<<< “ใจนิ่ง” >>>









“ใจนิ่ง”


วิธีที่จะทำใจให้เป็นอุเบกขา

ในเบื้องต้นก็ต้องใช้การเจริญสติ

เพื่อทำใจให้สงบ ให้หยุดความคิดปรุงเเต่ง

ถ้าใจสงบไม่คิดปรุงเเต่ง

ใจก็จะนิ่ง ใจก็จะเป็นอุเบกขา

แต่ถ้าอยากจะให้ใจนิ่งให้ใจสงบอย่างถาวร

 ก็ต้องใช้ปัญญามาสอนใจ

 เบื้องต้นใจจะนิ่งชั่วคราว

 เวลาที่เราหยุดความคิดปรุงเเต่ง

ใจเข้าสู่สมาธิได้ตอนนั้น

ใจก็จะนิ่งใจก็จะสงบ

ใจจะนิ่งเฉยจะอยู่กับความจริง

 แต่พอออกจากสมาธิมา

พอมาเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้

 เห็นก็มีความอยากเข้ามาแทรก

 อยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ขึ้นมาทันที

วิธีที่เราจะรักษาความนิ่งความสงบของใจ

ให้อยู่กับความจริงต่อไป

 ก็ต้องทำลายความอยากที่แทรกเข้ามา

ความอยากนี้ก็เป็นเหมือนขโมย

ที่จะมาขึ้นบ้านจะขโมยทรัพย์ของเรา

เราจะทำอย่างไร

 เราก็ต้องไล่ขโมยออกไปจากบ้าน

เรามีอาวุธ เรามีปืนเราก็ยิงมัน

ถ้าเราไม่มีอาวุธ เรามีโทรศัพท์

 เราก็โทรศัพท์เรียกตำรวจมา

 เพื่อให้มาจับขโมย มาไล่ขโมยไป 

ความอยากนี้ก็เป็นเหมือนขโมย 

ที่จะมาขโมยความนิ่ง ความสงบของใจไป

ถ้าเราอยากจะให้ใจของเรานิ่ง

ให้ใจของเราสงบ ให้อยู่กับความจริงได้

 เราก็ต้องทำลายความอยาก

 อาวุธที่เราจะใช้ทำลายความอยาก

ก็คือปัญญานี่เอง ปัญญาก็คืออะไร

ก็คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ถ้าสอนใจว่าทุกสิ่งทุกอย่าง

มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ไปทำอะไรไม่ได้

 จะไปเปลี่ยนความจริงไม่ได้

ตอนนี้ลมพัดจะไปให้มันหยุด

อย่างนี้ หยุดไม่ได้

ถ้าอยากให้ลมหยุดพัดนี้

มันก็จะทุกข์ใจไปเปล่าๆ

 เพราะจะไม่สามารถหยุดมันได้

 ตอนนี้สามีจะจากเราไป ก็ห้ามเขาไม่ได้

 ตอนนี้ภรรยาจะจากเราไป ก็ห้ามเขาไม่ได้

 ตอนนี้เงินทองจะหมดไป ก็ห้ามไม่ได้

ตอนนี้เจ้าหนี้จะมาทวงหนี้ ก็ห้ามเขาไม่ได้

 แต่ถ้าเราทำใจเฉยๆอยู่กับความจริง

 ใครจะมาใครจะไป ก็อยู่กับความจริงนี้ไป

 ใครจะไปก็ปล่อยเขาไป

 ใครจะมาก็ปล่อยเขามา

 เจ้าหนี้จะมาก็ให้เขามา

 เขาจะทวงหนี้ก็ปล่อยเขาไป

 มีก็ให้เขาไป ไม่มีก็ไม่ให้ จะให้ทำอย่างไร

 จะให้ไปทุกข์ก็ไม่ได้แก้ปัญหา

 ไม่ได้เปลี่ยนความจริงอยู่ดี

 แต่ใจเรานิ่งไม่เป็นกัน

 เพราะเราไม่เคยฝึกสอนใจให้นิ่งกัน

นี่แหละการปฏิบัติของพวกเรานี้

 ก็เพื่อที่จะทำใจของเราให้นิ่ง

ในทุกเวลานาที กับทุกเหตุการณ์

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ถ้าเรามีสติ มีสมาธิ มีปัญญา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๖








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 สิงหาคม 2560
Last Update : 26 สิงหาคม 2560 5:23:50 น.
Counter : 485 Pageviews.

0 comment
<<< "เกิดมาแล้วมันต้องทุกข์" >>>











"เกิดมาแล้วมันต้องทุกข์"

ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนาก็จะทำกันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

เวียนว่ายตายเกิดกันไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีใครบอกว่า

เกิดมาเพื่อหยุดการเกิด ไม่มีใครสอนว่าให้มาละบาป

 ให้มาทำบุญ ให้มาชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

 เพราะนี่เป็นวิธีที่จะหยุดการเกิดได้

ถ้าไม่ได้ทำบุญไม่ได้ละบาป

ไม่ได้ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ใจก็จะไม่สะอาด

ใจก็ยังจะมีความอยากสามประการนี้อยู่ในใจตลอดเวลา

 ความอยากสามประการนี้ก็จะดึงให้ใจต้องไปเกิด

 หลังจากที่ไปใช้บาปในอบายแล้ว

หรือไปรับผลบุญในสวรรค์แล้ว

พอบุญกับบาปที่ทำไว้ได้ชำระได้ใช้หมดแล้ว

ก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ มาทำบุญทำบาปกันใหม่

 จนกว่าจะได้มาเจอกับพระพุทธศาสนา

 เจอกับพระพุทธเจ้าก็ดี หรือพระธรรมคำสอนก็ดี

 หรือพระอริยสงฆ์สาวกก็ดี ทั้งสามนี้จะสอน เหมือนกัน

ถ้าเจอพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่า

ให้ทำบุญละบาป ให้ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

ถ้าอ่านหนังสือธรรมะ หนังสือธรรมะที่มีอยู่

ในพระไตรปิฎกนี้ ๘๔,๐๐๐ ธรรมบทนี้

สอนให้ทำบุญละบาป

ให้ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ สอนแค่นี้

สอนสามข้อนี้เท่านั้นเอง ถ้าเจอพระอริยสงฆ์สาวก

เจอพระอรหันต์ท่านก็จะสอนแบบเดียวกัน

ท่านก็จะสอนให้ทำบุญละบาป ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

 ท่านจะบอกว่าเกิดมาเพราะว่าเรามีความอยากทั้งสาม

 มีกามตัณหา มีภวตัณหา มีวิภวตัณหา เราจึงมาเกิดกัน

 พอเรามาเกิดแล้วเราสุขหรือเราทุกข์กัน สุขบ้าง

 แต่ทุกข์มากกว่า สุขต้นแต่ทุกข์ปลายกัน

 เวลาเกิดนี้ เวลาเป็นเด็กกำลังเจริญเติบโตนี้

มันมีแต่ความสุขมากกว่าความทุกข์

แต่พอเวลาเข้าสู่วัยชรานี้

มันจะมีความทุกข์มากกว่ามีความสุข

 พอแก่แล้วก็ไปไหนไม่ได้

 จะดูจะฟังอะไรก็ดูไม่ค่อยถนัด

 ฟังไม่ค่อยถนัด จะไปเต้นแร้งเต้นกา

ร้องรำทำเพลงก็ไม่ไหวแล้ว ยังมีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

มาเยี่ยมเยือนอยู่เรื่อยๆ ต้องไปหาหมออยู่เรื่อยๆ

 ต้องไปโรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆ

 แล้วเดี๋ยวในที่สุดก็ต้องตายกัน นี่คือการเกิด

เกิดมาแล้วมันต้องทุกข์ ถ้าไม่อยากจะทุกข์

ก็ต้องหยุดการเกิดให้ได้เท่านั้นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 25 สิงหาคม 2560
Last Update : 25 สิงหาคม 2560 9:59:48 น.
Counter : 435 Pageviews.

0 comment
<<< "ความอยากทำให้เราอยู่ไม่เป็นสุข" >>>











"ความอยากทำให้เราอยู่ไม่เป็นสุข"

ถ้าอยากจะดับความอยากอย่างถาวรนี้ ต้องใช้ปัญญา

 ปัญญานี้จะเป็นตัวที่จะดับความอยากได้อย่างถาวร

แต่ปัญญาจะดับกิเลสได้ก็ต้องมีสติ

เป็นผู้คอยสนับสนุนให้กำลัง สติจะให้กำลัง

 ปัญญาจะเป็นคนบอกว่า

การทำตามความอยากนี้เป็นอันตราย

 ถ้าไม่มีปัญญาก็จะไม่รู้ว่า

การทำตามความอยากนี้เป็นอันตราย

 แทนที่จะคิดว่าความอยากนี้เป็นศัตรู

 กลับไปคิดว่าเป็นมิตร ก็เลยเอามาเลี้ยงมัน มาดูแลมัน

 แล้วมันก็มากัดเราทีหลัง

แต่ถ้ามีปัญญา ปัญญาจะบอกว่า

ความอยากนี้เป็นข้าศึกศัตรูหมายเลขหนึ่ง

 พอมันโผล่มาเมื่อไหร่ ต้องหยุดมันเมื่อนั้น

 อย่าไปทำตามมันทันที

มันอยากจะดื่มสุราต้องไม่ดื่มทันที

 อยากจะดื่มกาแฟต้องไม่ดื่มทันที

อยากจะกินในเวลาที่ยังไม่ถึงเวลากิน ก็อย่าไปกิน

อยากจะดูอยากจะทำอะไรที่ไม่จำเป็น

จะต้องดูต้องทำก็อย่าไปดู ถ้าดูแล้วมันติด เข้าใจไหม

 มันต้องดูอยู่เรื่อยๆ ฟังอยู่เรื่อยๆ กินอยู่เรื่อยๆ

ดื่มอยู่เรื่อยๆ เวลาไม่ได้ดู ไม่ได้ฟัง ไม่ได้กิน ไม่ได้ดื่ม

 ก็จะทุกข์ แต่ถ้าเราไม่ทำมันเราจะไม่ทุกข์

พอเราไม่ทำตามความอยากแล้ว

ความอยากมันก็จะหายไป

แล้วความอิ่มความพอก็จะเกิดขึ้นมาในใจ

อันนี้เป็นหน้าที่ของปัญญา เราต้องหมั่นสอนใจ

ให้เห็นโทษของการทำตามความอยาก

 ให้เห็นคุณของการไม่ทำตามความอยาก

 เวลาไม่มีความอยากแล้วสบาย

อย่างตอนนี้น่ะ เรานั่งตรงนี้ได้เพราะอะไร

เพราะเราไม่มีความอยากจะไปทำอะไร

 แต่ถ้ามีความอยากปั๊บนี้นั่งไม่ไหวแล้ว

 คนที่ติดบุหรี่นี้สมมติถ้าติดบุหรี่

นั่งอยู่สักพักนึงอยากจะสูบบุหรี่นี้ขยับซ้ายขยับขวา

 เดี๋ยวทนไม่ไหวก็ลุกไป เพราะอยาก

แต่คนตอนนี้ถ้าไม่มีความอยากก็นั่งเฉยๆ ได้สบาย

ความอยากนี่แหละเป็นตัวที่ทำให้เราอยู่ไม่เป็นสุข

 ทำให้เราไม่อิ่มไม่พอ ทำให้เราหิวอยู่เรื่อยๆ

 ความอยากก็คือความหิวนั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 25 สิงหาคม 2560
Last Update : 25 สิงหาคม 2560 9:47:45 น.
Counter : 262 Pageviews.

0 comment
<<< "ที่พึ่ง" >>>










"ที่พึ่ง"

พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องที่พึ่งทางใจของพวกเราว่า

มีอยู่สองส่วนด้วยกัน ส่วนที่หนึ่งก็คือ

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เรากล่าวถึง

ว่าพุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณังคัจฉามิ

อันนี้เป็นที่พึ่งส่วนที่หนึ่ง

 ส่วนที่สองก็คือ อัตตา หิ อัตตโน นาโถ

 ตนเป็นที่พึ่งของตน นี่คือที่พึ่งทางใจของพวกเรา

 เหมือนกับที่พึ่งทางร่างกาย

ร่างกายก็มีที่พึ่งสองส่วนด้วยกัน

 ส่วนที่หนึ่งก็คือบิดามารดา

 เวลาที่เราเกิดมาใหม่ๆ เรายังพึ่งตนเองไม่ได้

เราก็ต้องมีบิดามารดาเป็นผู้ที่เลี้ยงดูเรามา

ให้เราเจริญเติบโต พอเราโต

จนสามารถพึ่งตนเองได้แล้ว เราก็ใช้ที่พึ่งส่วนที่สอง

เป็นที่พึ่งคือพึ่งตนเอง เราก็ไปทำมาหากิน

เลี้ยงปากเลี้ยงท้องของเราได้

 แต่ก่อนที่เราจะโตขึ้นมาเป็นที่พึ่งของเราได้

เราก็ต้องอาศัยบิดามารดาเป็นที่พึ่ง

ถ้าบิดามารดาไม่เลี้ยงดูเราเราก็คงจะต้องตายไป

ถ้าไม่มีคนอื่นมาเลี้ยงดูแทนบิดามารดา

ฉันใดที่พึ่งทางใจของพวกเราก็เป็นแบบเดียวกัน

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้

เป็นเหมือนบิดามารดาของพวกเรา

ตอนที่เรายังไม่สามารถที่จะเป็นที่พึ่งของตนเองได้

 ตอนนี้เรายังไม่สามารถที่จะทำให้ใจของเราหลุดพ้น

จากความทุกข์ต่างๆ ได้ เราจึงยังถือว่า

เป็นเหมือนเด็กทารกอยู่ เราจึงต้องอาศัย

บิดามารดาทางจิตใจคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 เป็นผู้เลี้ยงดูเราด้วยการอบรมสั่งสอน

ให้พวกเราศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ด้วยการศึกษาพระธรรมคำสอน

ของพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

 แล้วนำเอาพระธรรมคำสอนไปปฏิบัติ

 เราก็จะได้บรรลุธรรมขั้นต่างๆ

บรรลุพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ

พอเราได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นที่หนึ่ง

 เราก็จะสามารถที่จะดับความทุกข์ต่างๆ

 ที่มีอยู่ภายในใจของเราให้หมดไปได้ตามลำดับ

 พอเราได้เป็นพระอริยบุคคลแล้ว

เราก็จะมีที่พึ่งเป็นตัวของเรา เป็นที่พึ่ง

 เราก็จะมี อัตตา หิ อัตตโน นาโถ

 เราก็ไม่ต้องพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อีกต่อไป

พระโสดาบันนี้เป็นพระอริยบุคคลขั้นที่หนึ่ง

 พอท่านได้บรรลุแล้วนี้ท่านสามารถที่จะปฏิบัติไป

จนถึงขั้นที่สูงสุดได้ คือขั้นพระอรหันต์ได้

โดยที่ไม่ต้องพึ่งพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์

เพราะท่านมีดวงตาเห็นธรรม

 ท่านมีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์อยู่ในใจแล้ว

 ถ้าท่านตายไปก่อนที่จะบรรลุถึงขั้นพระอรหันต์

 ท่านไปเกิดที่ไหนท่านก็สามารถที่จะปฏิบัติต่อได้

 ท่านสามารถเป็นที่พึ่งของตนเองได้

สามารถสั่งสอนตนเองให้หลุดพ้น

จากความทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิงตามลำดับต่อไป

นี่คือเรื่องของที่พึ่งทางใจของพวกเรา

ตอนนี้เรายังไม่สามารถที่จะดับความทุกข์ต่างๆ

 ที่เกิดขึ้นมาภายในใจของพวกเราได้

 เราจึงต้องพึ่งผู้ที่รู้จักวิธีดับความทุกข์ต่างๆ

ให้เป็นผู้สั่งผู้สอนเรา แล้วเราก็น้อมนำเอาไปปฏิบัติ

 ถ้าเราปฏิบัติได้เราก็จะสามารถดับความทุกข์ใจต่างๆ

 ให้หมดสิ้นไปได้ เราก็จะไม่ต้องพึ่ง

พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์อีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๐

"ที่พึ่งทางใจ"








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 23 สิงหาคม 2560
Last Update : 23 สิงหาคม 2560 5:20:15 น.
Counter : 355 Pageviews.

0 comment
<<< "การพัฒนาชีวิตสองรูปแบบที่เราสามารถที่จะเลือกพัฒนาได้" >>>









"การพัฒนาชีวิตสองรูปแบบ

ที่เราสามารถที่จะเลือกพัฒนาได้"

ชีวิตของพวกเรานี้มีการพัฒนาได้สองรูปแบบด้วยกัน

คือพัฒนาแบบชั่วคราว กับการพัฒนาแบบยั่งยืน

 การพัฒนาแบบชั่วคราวก็คือการพัฒนาทางร่างกาย

ทางลาภ ยศ สรรเสริญ

ทางความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

 อันนี้จะเป็นการพัฒนาแบบชั่วคราว

 เพราะว่าร่างกายเป็นของชั่วคราวนั่นเอง

ร่างกายนี้อยู่ได้ไม่เกินร้อยปีก็ต้องตายไป

 สิ่งที่พัฒนาร่วมกับร่างกายก็คือ ลาภยศสรรเสริญ

 ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็จะต้องหมดสภาพไป

ตามกาลหมดสภาพของร่างกาย

ส่วนการพัฒนาแบบยั่งยืนแบบถาวรก็คือ

 การพัฒนาทางด้านจิตใจ

 คือการพัฒนามรรคผลนิพพาน

 เป็นการพัฒนาที่ยังยืนที่ถาวร

เพราะว่าจิตใจนี้เป็นสิ่งที่ยั่งยืนเป็นสิ่งที่ถาวร

ไม่มีวันสิ้นสุดไม่มีวันตายเหมือนกับร่างกาย

พวกเราส่วนใหญ่นี้จะรู้จักแต่การพัฒนาแบบชั่วคราวกัน

 คือพัฒนาทางร่างกาย พัฒนาทางลาภยศสรรเสริญ

 ทางความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

 เพราะไม่มีใครรู้จักเรื่องของการพัฒนา

แบบยั่งยืนแบบถาวร คือพัฒนาทางด้านจิตใจกัน

เราจึงได้แต่สิ่งที่เป็นของชั่วคราว

 ได้ความสุขชั่วคราวแล้วเดี๋ยวก็ต้องสูญเสียมันไป

เวลาที่ร่างกายแก่ลงไปเจ็บไข้ได้ป่วยและตายไปในที่สุด

ถ้าเราไม่ได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

 เราจะไม่รู้เรื่องของการพัฒนาแบบยั่งยืน

 เรื่องของการพัฒนาจิตใจ

ด้วยการพัฒนามรรคผลนิพพาน

ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรก ที่ได้ทรงค้นพบ

การพัฒนาในรูปแบบนี้

 หลังจากที่พระองค์ได้ทรงค้นพบการพัฒนาแบบยั่งยืน

 พระองค์ก็นำเอาการพัฒนาแบบยั่งยืนนี้

มาเผยแพร่สั่งสอนให้แก่พวกเรา ผู้ที่มีความศรัทธา

หลังจากที่ได้ยินได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า

ก็น้อมนำเอาไปปฏิบัติ พอปฏิบัติก็จะได้บรรลุ

มรรคผลนิพพานกัน ได้พบกับความสุขที่ยั่งยืน

ความสุขที่ถาวร ได้พบกับการสิ้นสุดของความทุกข์

ที่ยั่งยืนที่ถาวร  นี่คือการพัฒนาสองรูปแบบ

ที่เราสามารถที่จะเลือกพัฒนาได้

 ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนามาสั่งมาสอนเราก็ไม่มีทางเลือก

เราก็มีการพัฒนาเพียงทางเดียว คือทางร่างกาย

 ทางลาภยศสรรเสริญ ทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะกัน

 นี่คือลักษณะของผู้ที่ไม่มีศาสนาเป็นที่พึ่ง

เป็นผู้สั่งผู้สอนก็จะพัฒนาอยู่กับทางร่างกาย

 หาลาภ หายศ หาสรรเสริญ

หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 แล้วก็ต้องสูญเสียสิ่งที่หามาได้ไป

เวลาที่ร่างกายตายไปแล้วก็ต้องเสียไปหมด

 แล้วก็ต้องกลับมาพัฒนาใหม่กลับมาเกิดใหม่

จนกว่าจะได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

ได้พบกับพระพุทธเจ้าก็ดี

หรือได้พบกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ดี

หรือได้พบกับพระอริยะสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี

ก็จะได้เรียนรู้วิธีพัฒนาแบบยั่งยืนแบบถาวร

ถ้าน้อมนำเอาคำสอนนี้ไปปฏิบัติ

ก็จะสามารถพัฒนาจิตใจให้เจริญขึ้นไปตามลำดับ

ไปจนถึงขั้นสูงสุดได้ โอกาสที่จะได้พัฒนาจิตใจ

แบบยั่งยืนนี้นานๆ จะเกิดขึ้นได้สักครั้งหนึ่ง

 เพราะนานๆ จะมีพระพุทธศาสนามาปรากฏเป็นผู้นำ

เป็นผู้สั่งสอนให้พวกเราได้รู้จัก

วิธีการพัฒนาแบบยั่งยืนกัน

 ชาติใดที่ได้มาเกิดมาพบกับพระพุทธศาสนา

 จึงเป็นชาติที่วิเศษเป็นโอกาสอันเลิศ

ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก

การมาเกิดเป็นมนุษย์ของพวกเรานี้มันก็ยากอยู่แล้ว

นานๆ จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์สักครั้งหนึ่ง

 แล้วการที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์

และได้พบกับพระพุทธศาสนา

 อันนี้ก็เป็นความยากอีกประการหนึ่ง

ยากสองประการ เกิดเป็นมนุษย์นี้ก็ยากแล้ว

 เกิดมาเป็นมนุษย์เพื่อมาพบพระพุทธศาสนา

ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีกหนึ่งเท่า

 เพราะการปรากฎของพระพุทธศาสนานี้

ก็นานๆ จะปรากฏขึ้นสักครั้งหนึ่ง

 เช่นหลายล้านๆ ชาติด้วยกัน

ถึงจะมีพระพุทธศาสนาปรากฎขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง

 แล้วการมาเกิดเป็นมนุษย์ก็หลายล้านชาติเหมือนกัน

กว่าจะได้มาเกิดสักครั้งหนึ่ง

 เพราะการไปเกิดเป็นอย่างอื่นมันง่ายกว่า

 เกิดเป็นเดรัจฉานนี้ง่ายกว่าเป็นมนุษย์

ดังนั้นการที่เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์

และได้มาเกิดได้มาพบกับพระพุทธศาสนานี้

เป็นสิ่งที่ยากมาก และเป็นโอกาสที่ดีมาก

ที่จะทำให้เราได้มารู้จักวิธีการพัฒนาแบบยั่งยืน

 เพื่อเราจะได้ไม่ต้องมาพัฒนาแบบชั่วคราวกัน

พัฒนาแบบชั่วคราวนี้เดี๋ยวก็ต้องกลับมาพัฒนาใหม่

 เวลามาเกิดแล้วเรามาทำมาหากินหาเงินหาทอง

หาอะไรต่างๆ อาจจะร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี

 อาจจะเป็นใหญ่เป็นโต เป็นนายกรัฐมนตรี

เป็นประธานนาธิบดี เป็นพระมหากษัตริย์

 เป็นพระมหาจักรพรรดิก็เป็นได้ชั่วคราวเท่านั้น

 พอร่างกายตายไปสิ่งที่เราหามาได้มันก็หมดสภาพไป

 เราก็ต้องไปต่อไปเกิดเป็นอะไรต่อตามบุญตามบาป

ที่เราได้ทำกันในขณะที่เราเป็นมนุษย์

 แล้วหลังจากที่เราได้ไปใช้ผลบุญผลบาป

เราถึงจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์กันอีกครั้งหนึ่ง

 แล้วก็มาพัฒนาชั่วคราวกันอีกครั้งหนึ่ง

เพราะเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่เรารู้จักพัฒนากัน

จนกว่าเราจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์

และได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

 เราถึงจะได้เรียนรู้เรื่อง

ของการพัฒนาแบบยั่งยืนแบบถาวร

 แบบที่ทำให้เราไม่ต้องกลับมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตาย

มาพัฒนาสิ่งต่างๆ

 อย่างที่เรากำลังพัฒนากันอยู่ในขณะนี้

อย่างไม่มีวันสิ้นสุด นี่คือความวิเศษ

ของการที่เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์

และได้มาพบกับพระพุทธศาสนา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐

"การพัฒนาชีวิต"




ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอยคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 22 สิงหาคม 2560
Last Update : 22 สิงหาคม 2560 9:08:36 น.
Counter : 577 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ