Group Blog
All Blog
<<< “อยู่ที่สติเป็นหลัก” >>>









“อยู่ที่สติเป็นหลัก”

คนที่จะก้าวหน้าในธรรมนี้อยู่ที่สติเป็นหลัก

ใครมีสติแล้วนี้จะหลุดพ้นได้อย่างง่ายและรวดเร็ว

 แต่ถ้าไม่มีสตินี้ จะไม่มีวันที่จะหลุดพ้นได้เลย

ดังนั้นผู้ปฏิบัติจึงจำเป็น

จะต้องหมั่นเจริญสติอยู่เรื่อยๆ

 ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนจะทำอะไร

อย่ามาเจริญสติเฉพาะเวลาที่นั่งสมาธิ

เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะไม่มีกำลัง

ที่จะหยุดความคิดปรุงเเต่งได้

 ต้องหยุดความคิดปรุงเเต่งก่อนที่จะมานั่ง

หรือทำให้ความคิดปรุงเเต่งนี้เบาบางลงไป

 เมื่อเบาบางลงไป เวลามานั่งก็จะไม่ฟุ้ง

แล้วถ้ามีใจจดจ่ออยู่กับคำบริกรรมอย่างต่อเนื่อง

ก็จะเข้าสู่ความสงบได้ เวลาบริกรรม

ก็อย่าไปคาดคะเนว่าเมื่อไหร่จะสงบ

 อย่าไปสนใจกับอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน

คือคำบริกรรม ถ้าไปกังวลหรือไปคาดว่า

 เมื่อไหร่จะสงบ จิตก็ไปอนาคตแล้ว

 ถ้าจิตไปอนาคตแล้วจะไม่มีสติ

จิตต้องอยู่ปัจจุบัน เขาเรียกว่า ปัจจุบันธรรม

สติคือปัจจุบันธรรม ต้องดึงจิตให้อยู่ในปัจจุบัน

ต้องดึงจิตไม่ให้คิดถึงเรื่องราวต่างๆ

 ที่ผ่านมาแล้วในอดีต

ไม่คิดถึงเรื่องราวที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต

 ให้อยู่กับปัจจุบันอยู่กับคำบริกรรม พุทโธๆ ไปเรื่อยๆ

 แล้วเดี๋ยวจิตก็จะรวมเข้าสู่ความสงบ

 ความสงบนี้ก็มีอยู่ ๒ รูปแบบ

ที่ท่านเรียกว่า อัปปนา กับอุปจาระ

 อัปปนาคือจิตรวมเข้าสู่ความสงบแล้วก็นิ่ง

 มีอุเบกขามีความว่างเป็นอารมณ์

 แต่สำหรับผู้ที่มีอุปจารสมาธิ ท่านแสดงไว้ว่า

 เมื่อจิตรวมลงแล้วจิตก็จะถอนออกมา

เพื่อมารับรู้เรื่องราวต่างๆ รับรู้นิมิตต่างๆ

 รับรู้อภิญญาต่างๆ

อภิญญาคือความสามารถพิเศษต่างๆ

อ่านวาระจิตของผู้อื่น ระลึกชาติได้

 เหาะเหินเดินอากาศได้ อันนี้อยู่ในอุปจารสมาธิ

 แต่อุปจารสมาธินี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญวิปัสสนา

 เพราะผู้ที่อยู่ในอุปจารสมาธินี้จะไม่มีอุเบกขา

ใจยังมีความโลภ ความอยากอยู่

 เวลาเห็นนิมิตอะไรก็เกิดความอยาก

หรือเกิดความกลัวขึ้นมา

ถ้าเห็นนิมิตที่น่าดูก็อยากให้อยู่ไปนานๆ

 ถ้าเห็นนิมิตที่น่ากลัวก็อยากจะให้มันหายไป

ดังนั้นผู้ที่ปฏิบัติต้องระมัดระวัง

ถ้ามีจริตทางด้านอุปจารสมาธิ ซึ่งมีไม่มาก

 ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า

มีประมาณร้อยละ ๕ เท่านั้นเอง

ที่จะเป็นจิตแบบผาดโผน ก็คือจิตไม่นิ่งไม่สงบ

 ถ้าเป็นแบบนี้ท่านบอกให้ใช้สติ

ดึงกลับเข้าไปในความสงบ อย่าตามรู้เรื่องราวต่างๆ

 ที่มาปรากฏให้รับรู้ เพราะจะเสียเวลา

แล้วจะไม่ได้กำลังจะไม่ได้อุเบกขา

ที่จะต้องเอาไปใช้ในการต่อสู้กับกิเลสตัณหา

ผู้ที่ต้องการเจริญทางวิปัสสนานี้

ต้องดึงจิตเข้าไปสู่ความสงบ ที่เรียกว่าอัปปนาสมาธิ

คือสักแต่ว่ารู้ แล้วก็ไม่มีอะไรให้รับรู้ มีแต่อุเบกขา

 มีแต่ความว่าง สมาธิแบบนี้แหละเป็นประโยชน์

 เพราะว่าจะทำให้จิตใจมีกำลัง

 เพราะว่าเวลาอยู่ในสมาธิแบบนี้

จิตสามารถที่จะกดตัณหาต่างๆ

 ไม่ให้ออกมาทำงานได้

อัปปนากับขณิกสมาธิก็เป็นสมาธิแบบเดียวกัน

 ต่างกันตรงที่ขณิกสมาธินี้ สงบเพียงเดี๋ยวเดียว

ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในระยะเเรกในเวลาที่นั่งสมาธิ

 พอจิตรวมลงไปปั๊บก็สงบแล้ว ก็เกิดความตกใจ

 เพราะว่าไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อน

 แล้วก็จะถอนออกมา แต่ถ้าทำต่อไปก็จะรู้ว่า

 มันไม่มีอะไรเสียหาย เวลาที่รวมลงก็ใช้สติ

ประคับประคองอย่าปล่อยให้ตกใจ

อย่าปล่อยให้ถอนออกมา

 แล้วพยายามเข้าไปอยู่ในอัปปนาสมาธินี้

ให้นานๆ ให้บ่อยๆ

 เหมือนกับการเอาน้ำเข้าไปเเช่ในตู้เย็น

 ให้แช่นานๆ น้ำถึงจะเย็น

 น้ำเย็นจะได้มาดับความร้อนต่างๆ ได้

 ถ้าเข้าไปแป๊บเดียวแล้วเอาออกมานี้

ยังไม่มีความเย็นพอ ยังไม่มีอุเบกขาพอ

จะหยุดตัณหาความอยากไม่ได้

เวลาที่ปัญญาพิจารณาว่าสิ่งต่างๆ

 เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

แต่ถ้าไม่มีอุเบกขา กิเลสก็จะออกมา

ตัณหาก็จะออกมาแล้ว

ก็พาจิตให้ไปทำตามสิ่งที่ตัณหาต้องการ

พาไปเสพรูปเสียงกลิ่นรส

พาไปหาลาภยศ สรรเสริญสุข

 แต่ถ้าจิตมีอุเบกขา มีอัปปนาสมาธิ

จิตก็จะมีกำลังที่จะต่อต้าน

เพราะจิตที่เป็นอัปปนานี้เป็นจิตที่มีความสุข

 เป็นจิตที่ไม่หิวโหยกับอารมณ์ต่างๆ

 แต่ต้องพยายามทำให้มากๆ ใ

นเบื้องต้นนี้ไม่ต้องไปกังวลว่าจะติดสมาธิ

ขอให้มีสมาธิก่อนเถิด ยังไม่มีสมาธิ

 บางคนก็กลัวจะไปติดสมาธิแล้ว

ถ้าไม่มีสมาธิแล้วไปกลัวติดสมาธิ

มันก็เป็นทางของตัณหากิเลสนี่เอง

 ที่ไม่อยากให้ใจมีสมาธิ

เพราะถ้ามีสมาธิแล้วมันจะฆ่ากิเลสตัณหา

 มันจะกดกิเลสตัณหาไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านได้

อันนี้ก็คือเรื่องของสมาธิ

เวลาที่นั่งไปแล้วเกิดผลอะไร ก็ขอให้ระมัดระวัง

 เพราะว่าสมัยนี้ก็มีการสอนกัน

บอกว่านั่งแล้วให้เห็นนรก ให้เห็นสวรรค์

 ให้ไปเที่ยวตามภพภูมิต่างๆ

การเห็นเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์

ต่อการดับความทุกข์ ละตัณหา

ที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์

ต้องเป็นสมาธิที่ว่าง สักแต่ว่ารู้

แล้วก็มีความสงบที่เป็นความสุขอย่างยิ่ง

อันนี้ก็ต้องพยายามทำให้ได้ ทำให้บ่อย

 แล้วต่อไปมันจะเป็นไปตลอดทั้งวันเลย

 พอเราออกมาปั๊บ เปลี่ยนอิริยาบถสักแป๊บ

ก็กลับไปนั่งใหม่ แล้วต่อไป

บางทียังไม่ทันเข้าไปนั่ง

มันก็สงบมาโดยอัตโนมัติ มันมาของมันเอง

 เพราะจิตมันเคยเข้าไปเวลาใด

มันก็จะเหมือนกับมีนาฬิกาปลุก

ที่จะดึงให้จิตเข้าสู่ความสงบ

 บางทีไม่ต้องนั่งสมาธิเพียงแต่อยู่เฉยๆ ตามลำพัง

พอไม่คิดอะไรเท่านั้นเอง จิตมันก็สงบได้

อันนี้แหละเป็นผลที่จะเกิดขึ้นจากการเจริญสติ

 เพราะว่าถ้าไม่มีสตินี้ สมาธิจะไม่เกิด

 เมื่อสมาธิไม่เกิด ภาวนามยปัญญาก็จะไม่เกิด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๘





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 กันยายน 2560
Last Update : 29 กันยายน 2560 10:54:58 น.
Counter : 311 Pageviews.

0 comment
<<< “ เพราะของทั้งหลายในโลกนี้เป็นทุกข์” >>>










“ เพราะของทั้งหลายในโลกนี้เป็นทุกข์”

พอสงบแล้วทีนี้ไม่อยากจะอยู่กับใครแล้ว

 รู้แล้วว่าอยู่กับใครมันวุ่น มันทำให้ใจไม่สงบ

 มันเรื่องมาก ไหนจะเอาอย่างนั้นไหนจะเอาอย่างนี้

 ได้คืบก็จะเอาศอก ได้ศอกก็จะเอาวา

 ไม่ได้ก็โกรธโมโหเสียใจ นี่แหละคือความทุกข์

ใจเรามันวิ่งไปหาความทุกข์เอง

 ของทุกอย่างในโลกนี้ สัพเพ สังขารา ทุกขา

 ของทั้งหลายในโลกนี้เป็นทุกข์

 เพราะเป็น สัพเพ สังขารา อนิจจา

เพราะของทั้งหลายในโลกนี้ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

 มีเกิดมีดับ มีมามีไป มีเจริญมีเสื่อม.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๗







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 25 กันยายน 2560
Last Update : 25 กันยายน 2560 12:19:01 น.
Counter : 621 Pageviews.

0 comment
<<< “กายวิเวก จิตวิเวก” >>>










“กายวิเวก จิตวิเวก”

เพราะการทำสมาธินี้ จิตจะสงบได้ง่ายถ้าอยู่คนเดียว

กายวิเวกแล้วจิตก็จะวิเวก คำว่าวิเวกก็สงบสงัด

ถ้ากายสงบสงัด อยู่ในสถานที่สงบสงัด จิตก็จะสงบสงัด

 ถ้าอดีตชาติเคยมีความสงบในจิตแล้ว

 พอกายสงบ จิตก็จะสงบทันทีเลย

เช่นพระพุทธเจ้านี่ตอนที่เป็นเด็กนะ

 มีวันหนึ่งท่านอยู่คนเดียว อยู่ใต้ต้นไม้

พวกพี่เลี้ยงต่างๆ เขาไปยุ่งกับงานอื่น

 ไม่มีเวลามาคอยรับใช้

มาคอยปรนนิบัติมาคอยอยู่เป็นเพื่อน

 ก็เลยปล่อยให้ท่านอยู่คนเดียว พอท่านอยู่คนเดียว

ใจของท่านเคยมีความสงบอยู่แล้ว

 ก็เข้าสู่ความสงบโดยอัตโนมัติ

 เพราะไม่มีอะไรคอยดึงไว้

ที่ใจเราไม่เข้าไปข้างใน

เพราะมีเรื่องต่างๆ คอยดึงเราไว้

เรื่องแฟน เรื่องสามี เรื่องครอบครัว

 เรื่องลูก เรื่องเงินทอง เรื่องอะไรร้อยแปด

ใจเราก็เลยเข้าสู่ความสงบไม่ได้

ถ้าเราไม่เคยมีความสงบมาก่อน

 เราก็ต้องใช้สติดึงใจเข้าไป

 ใช้สติดึง ดึงใจให้ออกจากเรื่องราวต่างๆ

 ออกจากเรื่องสามี เรื่องภรรยา เรื่องลูก เรื่องสมบัติ

 เรื่องอะไรต่างๆ ใช้พุทโธพุทโธดึงใจออกมา

จากเรื่องราวต่างๆ เพราะเวลาเราพุทโธ

 เราจะคิดถึงคนนั้นคนนี้ไม่ได้นั่นเอง

 พอเราไม่คิดถึงเขาเราก็ลืมเขาไปชั่วคราว

 แล้วเราก็จะเข้าสู่ความสงบได้

ฉะนั้นเราต้องอยู่ห่างไกลจากคน จากเรื่องราวต่างๆ

เพราะอยู่ที่บ้านเดี๋ยวก็เห็นคนนั้นเห็นคนนี้

 พอเห็นปั๊บมันก็อดที่จะคิดถึงเขาไม่ได้

 นอกจากคนแล้วยังมีอย่างอื่นอีก

ขนมนมเนย ทีวี อะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมด

 เดี๋ยวเห็นปั๊บก็อยากจะไปยุ่งกับเขาแล้ว

 เห็นทีวีก็อยากจะเปิดดู เห็นมือถือก็อยากจะเปิดดู

 เดี๋ยวก็กดหาคนนั้นหาคนนี้ นี่มันเลยเข้าข้างในไม่ได้

 จึงต้องไปอยู่ที่ไหนที่ไม่มีของเหล่านี้ อยู่คนเดียว

 ปลีกวิเวก กายวิเวก จิตก็วิเวก

 บางคนมาอยู่ที่นี่ก็ยังเอามือถือมาด้วย

เดี๋ยวเปิดดูอยู่เรื่อย ไม่รู้มาทำไม อย่ามาดีกว่า

 มันก็เหมือนกัน มือถือมันก็ไปเชื่อมให้เรา

กลับไปอยู่ที่บ้านอีกอยู่ดี เดี๋ยวก็โทรไปหาคนนั้น

เดี๋ยวก็โทรไปหาคนนี้ เป็นห่วงเขา

 เขาสบายดีหรือเปล่า แม่อยู่ที่นี่ลูกทำอะไรอยู่

อย่างนี้มันยังไม่กายวิเวก

กายวิเวกแต่ใจไม่วิเวก ใจยังคิดถึงเขาอยู่

อย่างสมัยก่อนนี่ ไปอยู่วัดหลวงตานี้

ท่านห้ามไม่ให้มีเรื่องราวต่างๆ

วิทยุ โทรศัพท์ ทีวี โทรทัศน์

ท่านเรียกว่าเทวทัต พวกเทวทัต พวกทำลายศาสนา

 พวกทำลายความสงบ ท่านเรียกเทวทัต

ไฟฟ้งไฟฟ้าท่านไม่ให้เอาเข้าเลย

 เพราะเข้าเดี๋ยวมันแอบเอาวิทยุเข้ามาเสียบฟังได้

เอาเทปเข้ามาเปิดได้ เอาอะไรเข้ามาเล่นได้

 ท่านเลยก็ต้องห้าม ถ้าเราอยากจะภาวนาให้ได้ผล

เราต้องหาที่ห่างไกลจากแสงสีเสียง

ห่างไกลจากรูปเสียงกลิ่นรส

 ห่างไกลจากคนนั้นคนนี้ แล้วเวลามาอยู่ที่เดียวกัน

 ที่ปฏิบัติ ก็อย่ามารวมกันอย่ามาคุยกัน

อย่ามาจับกลุ่มคุยกัน ต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างปฏิบัติ

ใจถึงจะสงบได้ ถ้าสงบแล้วใจจะมีความสุขมาก

แล้วใจจะเลิกพึ่งคนนั้นคนนี้ พึ่งสิ่งนั้นพึ่งสิ่งนี้ได้

ตอนนี้เราต้องพึ่งคนนั้นคนนี้เพื่อให้ความสุขกับเรา

 พึ่งสิ่งนั้นสิ่งนี้มาให้ความสุขกับเรา

 แต่ถ้าเราทำใจให้สงบ ทำใจให้มีความสุขได้

 เราไม่ต้องพึ่งใครแล้ว.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 24 กันยายน 2560
Last Update : 24 กันยายน 2560 11:08:00 น.
Counter : 492 Pageviews.

0 comment
<<< “ รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง” >>>











“ รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง”

มรรคขั้นแรกคือทาน เราทำทานเพื่อที่เราจะได้

ไม่ต้องไปหาเงินหาทอง เราจะได้มีเวลามารักษาศีล

มาภาวนาได้ ถ้าเรายังใช้เงินใช้ทองซื้อของ

ตามความอยากต่างๆ เราก็จะต้องซื้ออยู่เรื่อยๆ

เพราะความอยากจะไม่มีวันหมด

ซื้ออะไรมาแล้วเดี๋ยวเห็นของอะไรใหม่ก็อยากจะซื้อใหม่

 ถ้าไม่ได้ซื้อก็ทรมานทุกข์ทรมานใจ ก็ต้องซื้อ

เพราะทนไม่ไหว ทนกับความทุกข์ทรมานใจไม่ไหว

 เวลาเกิดความอยากใช้เงินแล้วถ้าไม่ได้ใช้เงินนี้

มันจะตายให้ได้มือไม้สั่นไปหมด

 แต่พอได้ใช้เงินแล้วสบายใจ แต่สบายเดี๋ยวเดียว

 เดี๋ยวความอยากใช้เงินใหม่ก็โผล่ขึ้นมาอีก

 แล้วถ้าไม่มีเงินก็ต้องไปหาเงินมาต้องทำงานมากขึ้น

ถ้ายิ่งใช้มากก็ต้องยิ่งทำงานมากขึ้น

 เวลาก็จะหมดไปกับการหาเงิน

กับการใช้เงินซื้อความสุขปลอมที่มีทุกข์ติดตามมาด้วย

 พระพุทธเจ้าจึงสอนให้ผู้ที่ยังใช้เงินใช้ทอง

ซื้อความสุขต่างๆ ให้เอามาทำบุญทำทานแทน

 เพราะการทำบุญทำทาน

ก็เป็นการซื้อความสุขอีกรูปแบบหนึ่ง

แต่เป็นการซื้อความสุขแบบไม่ได้ทำตามความอยาก

แต่เป็นการฝืนความอยากเป็นการหยุดความอยาก

ทำให้เวลาเราทำบุญความอยากที่จะไปเที่ยว

มันก็จะหมดกำลังไป แล้วต่อไปเราก็ไม่ต้องไปเที่ยว

เราก็จะได้ไปบำเพ็ญรักษาศีลไปภาวนาได้

นี่คือข้อที่ ๑. คือทาน ถ้าเรามีทรัพย์มีเงินทอง

ที่เราจะเอาไปซื้อความสุข ทางร่างกาย

ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ซื้อของฟุ่มเฟือยต่างๆ

 ซื้อของที่ไม่จำเป็น ก็ให้เราหยุด เอาเงินนี้มาทำบุญ

 เพราะไม่มีเงินแล้วต่อไปมันก็ไม่เดือดร้อน

 ไม่มีเงินไปซื้อของต่างๆ ตามความอยากก็จะไม่เดือดร้อน

 เพราะความอยากมันจะหมดไป

ทุกครั้งที่เราอยากแล้วเราไม่ทำตามความอยาก

ความอยากมันก็จะหมดกำลังไปในที่สุด

 แล้วต่อไปเราไม่มีเงินทองเราก็จะไม่เดือดร้อน

 ถ้าเราต้องมีก็มีเฉพาะเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้นเอง

 ซึ่งถ้าเราใช้แบบมักน้อยสันโดษก็ไม่ต้องใช้มาก

 เงินทองค่าแรงขั้นต่ำวันละสามร้อยนี้เหลือกินแล้ว

 มื้อละร้อย ถ้าอยู่แบบประหยัดอยู่แบบมักน้อยสันโดษ

 เราจะไม่ต้องใช้เงินทองมาก

 เราก็ไม่ต้องเสียเวลาหาเงินทองให้มาก

 เราจะได้มีเวลามารักษาศีล รักษาศีล ๘ แล้วก็ภาวนากัน

นี่คือหน้าที่ของการทำทานเพื่อเปิดทาง

ให้เราได้ไปรักษาศีลและไปภาวนา

ถ้าเราไม่ทำบุญทำทาน เอาเงินไปเที่ยวกัน

เอาเงินไปซื้อของฟุ่มเฟือยกัน

เราจะไม่มีเวลามารักษาศีล ๘ มาภาวนา

 เพราะเราจะต้องเสียเวลาไปกับการหาเงินหาทอง

เพื่อมาซื้อของต่างๆ เพื่อมาซื้อความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วพอเงินทองหมด

ก็ต้องไปหาเงินใหม่ ต้องทำงานอยู่เรื่อยๆ

 จะไม่มีเวลาที่จะมาบำเพ็ญรักษาศีล

บำเพ็ญจิตตภาวนาได้แบบเต็มรูปแบบ

 ทำได้ก็แบบมือสมัครเล่น นานๆ ก็มาสักครั้งหนึ่ง

 ปีหนึ่งมาสักครั้งหนึ่ง มาอยู่วัดสักสามวัน

 มันจะไปได้อะไร มันก็ได้เพียงแต่ของชิมเท่านั้น

 เหมือนกับไปชิมอาหาร จะไม่ได้กินอาหาร

 เพียงแต่ได้ชิม เพราะเวลาไม่พอ

ถ้าอยากจะกินอาหารอยากจะสัมผัสกับรสแห่งธรรม

ที่ชนะรถทั้งปวง จำเป็นจะต้องให้เวลากับการบำเพ็ญ

คือการรักษาศีลกับการบำเพ็ญจิตตภาวนา

ให้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่องเท่านั้น

ถึงจะสามารถสัมผัสกับรสแห่งธรรมที่ชนะรถทั้งปวงได้

 ฉะนั้นผู้ที่บรรลุธรรมนี้เป็นผู้ที่ปฏิบัติแบบมืออาชีพทั้งนั้น

 ไม่ได้เป็นมือสมัครเล่น ไม่ได้ปฏิบัติปีละสามวันเจ็ดวัน

แต่ปฏิบัติทุกวันถึงจะสามารถเข้าถึง

รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวงได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต


................................

ธรรมบนเขา

วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐

“ฝึกจิตให้อยู่กับความว่างเปล่า”






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 23 กันยายน 2560
Last Update : 23 กันยายน 2560 9:46:14 น.
Counter : 375 Pageviews.

0 comment
<<< “ฐานของจิต” >>>











“ฐานของจิต”

จุดยืนของใจหรือฐานของจิต เราต้องดึงจิตเข้าไปที่ฐาน

ถ้าจิตยืนอยู่บนฐานแล้ว จิตจะมีความมั่นคง

 มีความหนักแน่น ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว

กับรูปเสียงกลิ่นรสโผสฐัพพะ

ที่ใจมาสัมผัสรับรู้ เท่านี้เอง นี่คือเคล็ดลับของชีวิต

 เคล็ดลับของความสุขใจ อยู่ตรงนี้แหละ

 ดึงใจให้มันไปอยู่ตรงจุดนั้นให้ได้

ตรงจุดที่เป็นอุเบกขา สักแต่ว่ารู้

 แล้วเวลาอะไรมากระทบนี้มันจะสักแต่ว่ารู้แค่นั้นเอง

 มันจะไม่ดีใจไม่เสียใจ ไม่วิตกไม่กังวล ไม่ห่วงใย

ใจของเราตอนนี้มันถูกกิเลสตัณหาโมหะอวิชชา

หลอกให้ออกจากจุดนั้น

หลอกให้เรามาอยู่กับรูปเสียงกลิ่นรส

 แล้วก็ไปดีใจเสียใจกับรูปเสียงกลิ่นรสกัน

 เราต้องดึงใจเราให้กลับไปอยู่ที่ฐาน อยู่ที่อุเบกขา

 แล้วเวลารับรู้รูปเสียงกลิ่นรสแล้วก็จะไม่เดือดร้อน

 ไม่วุ่นวาย ไม่หนักอกหนักใจ

สิ่งที่จะดึงใจให้เราไปที่ฐานได้ ไปที่อุเบกขาได้

 นั่นก็คือ สติและปัญญา ขั้นต้นนี้ใช้สติ

เพราะสตินี้ เป็นธรรมที่ง่ายกว่าปัญญา

สตินี้เพียงแต่ระลึกรู้อยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

 ไม่ให้จิตไปคิดเรื่องอื่น มันก็จะเข้าสู่อุเบกขาได้

 เช่นอยู่กับกรรมฐานใดกรรมฐานหนึ่งกรรมฐาน

มีอยู่ ๔๐ ชนิด อนุสติก็มีอยู่ ๑๐ ชนิดด้วยกัน

เช่นพุทธานุสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า

จะระลึกโดยวิธีเจริญบทพุทธคุณก็ได้

ท่องอิติปิโสฯ ไปภายในใจ ท่องอยู่เรื่อยๆ

อย่าปล่อยให้ใจคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

หรือจะใช้คำบริกรรมพุทโธพุทโธไปก็ได้

พุทโธพุทโธไป อย่าปล่อยให้ใจคิด

ถ้าใจไม่คิดก็หยุดพุทโธก็ได้

ถ้าใจไม่คิดใจรู้เฉยๆ ก็หยุดพุทโธ

 แต่ถ้าใจคิดเราก็ต้องพุทโธพุทโธจนกว่ามันจะหยุดคิด

 ถ้ามันหยุดคิดเราก็หยุดพุทโธได้

 นี่อนุสติก็มีอยู่ ๑๐ พุทธานุสติ ธรรมมานุสติ

 ก็บทธรรมคุณหรือบริกรรมสังโฆ สังโฆ

 สังฆานุสติก็ระลึกถึงพระสังฆคุณ

หรือสังโฆสังโฆไป เทวานุสติหลับตา

เราก็ดูลมหายใจเข้าออกไป แต่ถ้าเราไม่ได้นั่งเฉยๆ

 เราก็ใช้พุทธานุสติ เช่นเราเดินหรือทำอะไรอยู่แล้ว

ใจมันยังคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ เราก็ใช้พุทธานุสติ

หรือบริกรรมพุทโธพุทโธ ดึงใจให้หยุดคิด

ให้กลับมาอยู่กับเรื่องที่เรากำลังทำอยู่

 อยู่กับงานที่เรากำลังทำอยู่ นี่เป็นวิธีเจริญสติ

 พุทธานุสติก็ได้ หรือกายคตาสติก็ได้

กายคตาสติก็ให้ดูร่างกาย ดูร่างกายก็ดูได้สองแบบ

 ดูการเคลื่อนไหวของร่างกาย

ตอนนี้ร่างกายกำลังทำอะไรอยู่

ก็ให้อยู่กับการกระทำของร่างกายเพียงอย่างเดียว

 ไม่ให้ใจไปคิดถึงเรื่องอื่น กำลังเดินก็ให้อยู่กับการเดิน

 กำลังรับประทานก็ให้อยู่กับการรับประทาน

 กำลังดื่มก็ให้อยู่กับการดื่ม ไม่ว่าร่างกายทำอะไร

ก็ให้ใจเราดูร่างกายเพียงอย่างเดียว

อย่าปล่อยให้ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

เรียกว่ากายคตาสติ กายคตาสติอีกแบบหนึ่ง

ก็ ให้ดูอาการ ๓๒ ของร่างกาย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 22 กันยายน 2560
Last Update : 22 กันยายน 2560 9:37:02 น.
Counter : 506 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ