Group Blog
All Blog
<<< "การพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น" >>>










"การพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น"

ถ้าเรามาพบกับพระพุทธศาสนา

แต่ไม่ได้มาพบในรูปของความเป็นมนุษย์

 เช่นเรามาเกิดเป็นเดรัจฉานอยู่ในป่านี้

 เดรัจฉานนี้เขาอยู่ในป่านี้เขาก็ได้พบ

กับพระพุทธศาสนาเหมือนพวกเรา

 แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะเอาประโยชน์

ของพระพุทธศาสนาทำประโยชน์ให้กับเขาได้

 เพราะเขาไม่เข้าใจภาษาของมนุษย์

 มนุษย์นี้พระพุทธศาสนานี้ปรากฏขึ้นในคราบของมนุษย์

 คือพระพุทธเจ้านี้เป็นมนุษย์พูดภาษามนุษย์

 สัตว์เดรัจฉานนี้เขาไม่สามารถเข้าใจภาษามนุษย์ได้

 เขาจึงไม่มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้

เรื่องของการพัฒนาแบบถาวรแบบยั่งยืนได้

 เขาจึงไม่ได้รับประโยชน์จากการที่เขาได้มาเกิด

มาพบกับพระพุทธศาสนาคือไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์นั่นเอง

พวกเรานี้จึงถือว่าโชคดีมากที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์

และได้พบกับพระพุทธศาสนา ได้ยินได้ฟังพระธรรม

คำสอนอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า

 ที่จะสอนให้เรารู้จักวิธีการพัฒนาแบบยั่งยืนแบบถาวร

 คือการพัฒนาจิตใจ พัฒนาจิตใจของพวกเรา

ซึ่งตอนนี้อาจจะเป็นมนุษย์อยู่

หรืออาจจะเป็นต่ำกว่ามนุษย์ก็ได้

 ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา

ถ้าเรากระทำบาปอยู่เรื่อยๆ จิตใจของเรานี้

ก็จะเสื่อมลงไปไม่ได้เจริญขึ้นมา

จะเสื่อมลงไปสู่ความเป็นเดรัจฉานก็ได้

เป็นเปรตก็ได้ เป็นอสุรกายก็ได้ เป็นสัตว์นรกก็ได้

ขึ้นอยู่กับการกระทำบาป ๕ ข้อด้วยกัน

ถึงแม้ว่าร่างกายจะเป็นร่างกายของมนุษย์

แต่จิตใจนี้สามารถเปลี่ยนจากการเป็นมนุษย์ได้

ด้วยการกระทำบาป และเปลี่ยนไปในขณะที่

มีร่างกายเป็นมนุษย์อยู่นี้ จึงมีคำพูดว่า

ร่างกายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นเดรัจฉานไปแล้ว

 ร่างกายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นเปรตไปแล้ว

 ร่างกายเป็นมนุษย์แต่ใจเป็นอสุรกายเป็นสัตว์นรกไปแล้ว

 ใจนี้เปลี่ยนไปตามบุญตามบาปที่ได้กระทำในขณะนั้นเลย

ถ้าทำบาปด้วยความหลงด้วยความไม่รู้

ใจก็จะเป็นเดรัจฉานไป ถ้าทำบาปด้วยความโลภ

ใจก็จะเป็นเปรต ถ้าทำบาปด้วยความกลัว

ใจก็จะเป็นอสุรกาย ถ้าทำบาปด้วยความอาฆาต

พยาบาทโกรธเกลียดเคียดแค้นอันนี้ก็จะเป็นสัตว์นรกไป

 ทั้งๆ ที่ยังมีร่างกายของมนุษย์อยู่

แต่ใจนี้ไม่ได้เป็นมนุษย์แล้ว

คนที่ทำบาปจึงมักจะถูกจับไปขังคุกขังตาราง

เพราะเป็นเหมือนสัตว์เดรัจฉานนั่นเอง

 เวลาที่เรามีสัตว์ป่าหลงเข้ามาอยู่ในบ้านในเมือง

 เช่นมีเสือสิงห์กระทิงแรดหลงเข้ามาอยู่ในบ้านเมือง

เราก็ต้องจับมันเข้าไปขังไว้ในกรงกัน

เพราะถ้าปล่อยให้มันอยู่ข้างนอกกรง

มันก็จะไปทำร้ายผู้อื่นได้จิตใจของผู้ที่ทำบาป

ก็เป็นเหมือนพวกที่เป็นเสือสิงห์กระทิงแรดนี่เอง

 ถึงต้องจับไปขังไว้ในคุกในตาราง

คนที่ไปติดคุกติดตารางนี้ก็แสดงว่า

ร่างกายนี้เป็นมนุษย์แต่ใจนี้ไม่ได้เป็นมนุษย์แล้ว

 เป็นเดรัจฉานบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง

เป็นสัตว์นรกบ้างขึ้นอยู่กับเหตุผลของการกระทำบาป

ว่าทำมากทำน้อยทำด้วยเหตุผลอันใด

นี่คือการปล่อยให้สภาพจิตใจเสื่อมลงไม่ได้พัฒนา

 ถ้าปล่อยให้ใจก็ทำบาปอยู่เรื่อยๆ

พระพุทธศาสนาจึงสอนให้พวกเราละเว้น

จากการกระทำบาปทั้งปวง

 เพื่อที่จะได้ป้องกันจิตใจของพวกเราไม่ให้ตกต่ำ

ลงไปสู่ภพของเดรัจฉาน ของเปรต ของอสุรกาย

 ของสัตว์นรกนั่นเอง ถ้าพวกเราสามารถรักษาศีล ๕

 ได้อย่างต่อเนื่อง ใจของเราก็จะไม่ตกต่ำ

ใจของเราก็จะเป็นมนุษย์ตามที่ร่างกายของเราเป็นอยู่

 ร่างกายเป็นมนุษย์ใจก็เป็นมนุษย์ เพราะใจมีศีล ๕

 เป็นที่คุ้มครองป้องกัน คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่รักทรัพย์

ไม่ประพฤติผิดประเวณี ไม่พูดปด ไม่ดื่มสุรายาเมา

 ใจก็จะปลอดภัยจากการที่จะเสื่อมลงไปเป็นเปรต

เป็นอสุรกาย เป็นเดรัจฉาน เป็นสัตว์นรก

แล้วถ้าอยากจะพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น

กว่าการเป็นมนุษย์คือขึ้นไปเป็นเทวดาชั้นต่างๆ

 พระพุทธศาสนาก็สอนให้พวกเราทำบุญทำทานกัน

 นอกจากรักษาศีลแล้วก็ต้องทำบุญทำทานกัน

 เราถึงจะพัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้น

จากการเป็นมนุษย์ให้ขึ้นไปสู่การเป็นเทวดา

 เทวดานี้ก็มีหลายชั้นด้วยกัน มีชั้นต่ำถึงชั้นสูง

 เหมือนกับโรงเรียนที่มีชั้นต่างๆ

 มีชั้นประถม ชั้นอนุบาล ชั้นมัธยม ชั้นอุดมศึกษา

 เทวดาก็มีชั้นต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่า

ได้ทำบุญมากทำบุญน้อย ถ้าทำบุญมากกว่า

จะได้ขึ้นสู่ชั้นที่สูง ทำบุญน้อยก็จะอยู่ชั้นต่ำ

 นี่คือการพัฒนาจากการเป็นมนุษย์ไปสู่การเป็นเทวดา

และถ้าอยากจะไปสู่สวรรค์ที่สูงกว่าสวรรค์ของเทวดา

 คือสวรรค์ชั้นพรหม ก็จำเป็นที่จะต้องมีการบำเพ็ญ

สมถะภาวนา คือการนั่งสมาธิทำใจให้สงบ

 ด้วยการสวดมนต์ไหว้พระด้วยการบริกรรมพุทโธๆ

ด้วยการดูลมหายใจเข้าออก

เพื่อยุตติความคิดปรุงแต่งของใจ ถ้าใจหยุดคิดได้

ใจก็จะสงบนิ่ง แล้วก็จะมีความสุข

มากกว่าความสุขที่ได้จากการทำบุญทำทาน

 จากการรักษาศีล ก็จะขึ้นสู่สวรรค์ชั้นพรหม

 ที่มีอยู่สองระดับด้วยกัน รูปพรหม กับ อรูปพรหม

 นี่คือการพัฒนาจิตใจขึ้นไปสู่ขั้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ

 จากขั้นพรหมนี้เราก็สามารถพัฒนาให้สูงกว่านี้ได้

สวรรค์ชั้นพรหมสวรรค์ชั้นเทพ

 ยังถือว่าเป็นการพัฒนาที่ยังเสื่อมได้

เพราะยังไม่ได้ขึ้นไปสู่ระดับที่เรียกว่ามรรคผลนิพพาน

 คือระดับของพระอริยเจ้า หรือระดับที่เรียกว่าโลกุตรธรรม

สวรรค์ชั้นต่างๆ นี้ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ชั้นเทพ

สวรรค์ชั้นพรหมนี้ยังถือว่าอยู่ในโลกีย์อยู่

 เป็นโลกียธรรม คือธรรมที่ยังตกอยู่ภายใต้กฎ

ของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่

คือมีการเจริญได้แล้วก็ยังต้องมีการเสื่อมลงมา

 แต่มันก็เป็นทางผ่านที่เราจะดำเนินไป

เพื่อให้เราได้ก้าวเข้าสู่ธรรมระดับโลกุตระ

คือธรรมระดับที่ไม่มีวันเสื่อม

คือระดับของพระอริยเจ้าขั้นต่างๆ

 ถ้าเราได้เข้าสู่ขั้นโสดาบันไป การพัฒนาจิตใจของเรานี้

จะไม่เสื่อมลงมา ถ้าเป็นโสดาบันแล้ว

ก็จะไม่เสื่อมลงมาเป็นพรมหรือเป็นปุถุชน

 เป็นโสดาบันก็จะมีแต่จะขึ้นไปสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

จะไม่กลับลงมาต่ำกว่าที่เป็นโสดาบันอยู่

ฉะนั้นถ้าเราอยากจะพัฒนาให้ไปถึงจุดที่ยั่งยืนที่ถาวร

นอกจากการรักษาศีลนอกจากการทำบุญทำทาน

นอกจากการนั่งสมาธิทำใจให้สงบแล้ว

 เราก็ยังต้องปฎิบัติธรรมขั้นสูงต่อไปอีกขั้นหนึ่ง

ก็คือการวิปัสสนา หรือขั้นปัญญา

 ขั้นวิปัสสนานี้คือการศึกษาความเป็นจริง

ของสภาวะธรรมทั้งหลาย ที่ใจของเราได้มาสัมผัสกับรู้

 และมาเกี่ยวข้องมาครอบครอง เช่นลาภยศสรรเสริญ

 รูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ และตาหูจมูกลิ้นกาย

สภาวะธรรมเหล่านี้อยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์

 คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ถ้าไปอยากให้มันเที่ยง เป็นอนัตตา

ไม่ใช่เป็นของใครไม่ใช่เป็นของเราเป็นของธรรมชาติ

 ทุกสิ่งทุกอย่างสภาวะธรรมทั้งปวงนี้เป็นของธรรมชาติ

ไม่ได้เป็นของเรา เป็นของที่ทำมาจากธาตุทั้ง ๔

คือดินน้ำลมไฟ มารวมตัวกันให้เป็นร่างกาย

เป็นตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 เป็นลาภยศสรรเสริญ รวมตัวแล้วเดี๋ยวมันก็เสื่อมลง

 มันก็แยกกลับไปสู่ที่เดิม คือกลับไปสู่ธาตุดินน้ำลมไฟ

ฉะนั้นการพัฒนาสิ่งเหล่านี้
จึงเป็นการพัฒนาแบบชั่วคราว

 ถ้าเห็นด้วยปัญญาก็จะได้ไม่ไปมีความอยาก

ที่จะได้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพราะได้สิ่งต่างๆ เหล่านี้มาแล้ว

แทนที่จะให้ความสุขไปตลอดก็ต้องพบกับความทุกข์

 เพราะความสุขที่ได้นี้จะเป็นความสุขชั่วคราว

จะต้องมีวันสูญไปหมดไป จะต้องมีวันพลัดพรากจากกัน

 นี่คือธรรมขั้นวิปัสสนาที่จะสอนให้ใจตัดความอยากต่างๆ

 ตัดความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ตัดความอยากได้ลาภยศสรรเสริญ

ตัดความอยากที่จะได้ความสุขในระดับต่างๆ

ให้หมดไปจากใจ ถ้าตัดความอยากได้หมดไปจากใจ

 ใจก็พัฒนาขึ้นไปจากขั้นโสดาบัน

ก็ขึ้นไปสู่ขั้นสกิทาคามี ขึ้นไปสู่ขั้นอนาคามี

 และขึ้นไปสู่ขั้นพระอรหันต์

ตามความสามารถในการกำจัดความอยากต่างๆ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐

"การพัฒนาชีวิต"






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 สิงหาคม 2560
Last Update : 19 สิงหาคม 2560 6:23:37 น.
Counter : 482 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ