Group Blog
All Blog
<<< “ เรื่องของธรรม” >>>










“ เรื่องของธรรม”

การฟังธรรมกับการแสดงธรรม ก็ต้องอาศัยสถานที่สงบ

 ถ้ามีเสียงอึกทึกครึกโครม มันก็รบกวนทั้งผู้แสดงทั้งผู้ฟัง

 เพราะฟังธรรม แสดงธรรมก็ต้องมีใจที่สงบ

 ถ้าใจไม่สงบแล้ว มันสับสน แสดงด้วยเหตุด้วยผลไม่ได้

แทนที่จะเห็นเหตุผลรู้เหตุผล ต้องมีใจที่สงบ

ถ้าใจไม่สงบมันจะมองไม่เห็นเหตุมองไม่เห็นผล

นี่พอเสียงเข้ามา มันก็ดึงใจไปจากเรื่องที่ว่ากำลังจะพูด

 เสียงมามันก็ดึงออกไป เดี๋ยวคนเดินเข้ามาอีก

บางทีต้องปิดตาหลับตา แล้วไม่รับรู้ไม่เห็น

เห็นแล้วใจมันไปแล้ว มันรับรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ขึ้นมา

 มันก็เลยไม่ได้อยู่กับเรื่องที่กำลังพูดอยู่การฟังธรรม

 เพื่อให้เกิดประโยชน์ เกิดอานิสงส์ เกิดผล

 ก็จำเป็นจะต้องฟังในที่ที่สงบ ถึงจะได้ผลเต็มร้อย

 ผลที่เกิดจากการฟังธรรมก็มีอยู่ห้าประการด้วยกันคือ

 หนึ่งจะได้ยินได้ฟังธรรมที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน

 สองธรรมที่เราเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วถ้าได้ฟังซ้ำอีก

ก็จะเกิดความเข้าใจดีขึ้นไปตามลำดับ

 สามจะกำจัดความลังเลสงสัยต่างๆ ความขัดข้องใจ

สิ่งที่ขัดข้องใจต่างๆให้หมดไปได้

สี่จะทำให้มีความเห็นที่ถูกต้อง

 ห้าจะทำให้จิตใจผ่องใส สงบ มีความสุข

ถ้าจะฟังให้ได้ผลนี่ ต้องนั่งเฉยๆ กายวาจาใจต้องสงบ

 นอกจากสถานที่ต้องสงบแล้ว

กายวาจาใจของผู้ฟังก็ต้องสงบ

กายก็คือร่างกายไม่เคลื่อนไหวนั่งเฉยๆไม่ทำอะไร

วาจาก็ไม่พูดคุยกัน ใจก็ไม่คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

คิดอยู่กับเสียงธรรม คิดอยู่กับเรื่องธรรมที่กำลังฟังอยู่

 ถ้ามีกายวาจาใจที่สงบ ฟังแล้วก็จะได้ผลดี

กายวาจาที่สงบก็เรียกว่าศีล

คือตอนนี้ผู้ฟังได้เฉยๆนี้

ถือว่ามีศีลแล้ว ร่างกายไม่ได้ทำบาป

 ไม่ได้ฆ่าสัตว์ ไม่ได้ลักทรัพย์

ไม่ได้ประพฤติผิดประเวณี ไม่ได้พูดปด

 วาจาก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่ได้ดื่มสุรายาเมา

มีกายวาจาที่สงบ เรียกว่าศีล

 ใจถ้าไม่ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

มีความตั้งใจที่จะฟังธรรม

 ก็เรียกว่ามีสมาธิใจตั้งมั่น คำว่าสมาธิก็คือ

ใจที่ตั้งมั่นอยู่ในความสงบ ไม่คิดปรุงแต่ง

ถ้าฟังธรรมด้วยศีลหรือสมาธิ ผลก็คือปัญญาก็จะเกิด

 ปัญญาก็คือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง

 เห็นว่าบุญมีจริง บาปมีจริง ผลของบุญคือสวรรค์มีจริง

 ผลของบาปคือนรก อบายมีจริง ตายแล้วไม่สูญ

 ตายแล้วไปเกิดใหม่ ถ้าได้ปฏิบัติได้ชำระ

ได้กำจัดกิเลสตัณหาให้หมดไปจากใจ

ใจก็ไม่ต้องไปเกิดใหม่ ใจก็ไปสู่นิพพาน

นี่คือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง

โดยปกติแล้ว ถ้าไม่ได้ฟังเทศน์ฟังธรรม

จะไม่รู้เรื่องบุญเรื่องบาป เรื่องผลของบุญผลของบาป

ไม่รู้ว่าตายแล้วไม่สูญ ตายแล้วต้องไป

รับผลบุญผลบาปต่อ ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดต่อ

ถ้ายังมีกิเลสตัณหาอยู่ภายในใจ

 ถ้าชำระกิเลสตันหาให้หมดไปจากใจได้

ตายไปก็ไม่ต้องไปเกิด ไม่ต้องไปรับผลบุญผลบาป

 นี่คือความเห็นที่ถูกต้อง

ที่จะได้จากการฟังเทศน์ฟังธรรม

 เพราะเวลาแสดงธรรมก็จะแสดงเรื่องราวเหล่านี้

เรื่องบุญเรื่องบาป อธิบายว่าบุญเป็นอย่างไร

บาปเป็นอย่างไร ผลของบุญเป็นอย่างไร

ผลของบาปเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้รับ

ผลของบุญผลของบาป ใครไปเกิดใหม่

นี่คือเรื่องของธรรม ธรรมที่จะแสดง

เรื่องของบุญของบาป

เรื่องของผู้ไปรับผลบุญผลบาป

 เรื่องของผู้ไปเกิดแก่เจ็บตายใหม่

 เรื่องของผู้ไปที่นิพพาน.

อาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 ตุลาคม 2560
Last Update : 11 ตุลาคม 2560 9:16:46 น.
Counter : 231 Pageviews.

0 comment
<<< โอวาทธรรม >>>









“ โอวาทธรรม”

หลวงพ่อ: มาจากวัดมาบจันทร์เหรอ

บวชกันนานหรือยัง ก็นั่งกันตามสบาย

 ใครเป็นหัวหน้า ท่านเหรอ

พระ : แปดพรรษาครับ

หลวงพ่อ : แล้วที่เหลือมีกี่พรรษาบ้างล่ะ

พระ : สี่พรรษา สามพรรษา ที่เหลือเป็นนวกะครับผม

หลวงพ่อ : จะสึกกันหรือเปล่าหรือจะอยู่กันต่อ

สึกเหรอ อ๋อมาชิมรสแห่งธรรมก่อน

รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง ถ้าชิมแล้วถูกใจ

ก็อาจจะอยู่ต่อถ้าชิมยังไม่ถูกใจก็แสดงว่ายังไม่ได้ผล

ปฏิบัติยังไม่ได้ผลถ้าปฏิบัติได้ผล

ถ้าจิตสงบเมื่อไหร่นี้จะติดใจทันที แล้วจะไม่อยากสึก

อยากจะอยู่ต่อไป เพราะว่าออกไปแล้วมันวุ่นวาย

ออกไปแล้วต้องดิ้นรนต่อสู้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

 ทำมาหากิน หาอะไรต่างๆมาให้ความสุข

แต่ถ้าอยู่ บวชแล้วนั่งสมาธิทำใจให้สงบได้

 ก็ไม่ต้องไปหาความสุขอย่างอื่น

 ความสุขจากความสงบนี้ เป็นความสุขที่ดีที่สุด

 และง่ายที่สุด ไม่ยุ่งยากเหมือนกับความสุขทางร่างกาย

 ความสุขทางร่างกาย ต้องมีร่างกาย

ต้องมีรูปเสียงกลิ่นรสมาให้ร่างกายสัมผัสรับรู้

ต้องมีเงินมีทองเพื่อที่จะได้ไปหาสิ่งต่างๆมา

ก็ต้องดิ้นรนกันก็ต้องไปหากันแทบเป็นแทบตาย

 หามาได้ก็เดี๋ยวเดียวก็หมดไปแล้ว

 ได้ความสุขเดี๋ยวเดียวก็หมดไป แล้วก็ต้องไปหาใหม่

 แล้วต่อไปร่างกายก็หาไม่ไหว

ร่างกายก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ แล้วก็ต้องตาย

ตอนนั้นก็หาความสุขไม่ได้ มีแต่ความทุกข์

แต่ถ้าหาความสุขทางใจได้ ก็ไม่ต้องใช้ร่างกาย

ร่างกายแก่ร่างกายเจ็บร่างกายตายก็ไม่เดือดร้อน

 ฉะนั้นพยายาม นักบวชเรานี้

ต้องการมาหาความสุขทางใจ หาความสงบกัน

 เพราะสุขอื่นที่เหนือกว่าความสงบไม่มี

นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง ถ้าได้พบกับความสุข

ที่เกิดจากความสงบแล้ว ก็จะสละความสุข

ทางลาภยศสรรเสริญ

ทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไปได้

 ก็จะอยู่ในผ้าเหลืองได้

 ไม่ต้องไปเป็นฆราวาส ไปทำมาหากิน

ฉะนั้นถ้าออกไปก็อย่าทิ้งวิธีปฏิบัตินะ

 พยายามฝึกนั่งสมาธิไปเรื่อยๆ ฝึกสติบ่อยๆ

 แล้ววันดีคืนดีอาจจะได้ความสงบ

 แล้วก็อาจจะได้กลับมาบวชใหม่ มีอะไรอยากจะถามไหม

 หรือวันนี้ได้ฟังพอแล้วพอดีมีญาติโยมมา

เลยไม่สะดวกให้เข้ามาก่อน

วันนี้เลยได้นั่งฟังเทศน์ไปก่อนนะ

เพราะว่าที่มันแคบแล้วก็คนละเรื่องกัน

 เรื่องพระกับเรื่องโยมมันคนละเรื่องกัน

 จะมาปนกันมันก็ยุ่งยาก

เกี่ยวกับพระวินัยด้วยอะไรด้วยนะ

พระ : เรียนพยายามเนสัชชิกนะครับ

พอในช่วงเดือนแรกๆก็จะเหมือนกับมีกำลัง

พอเริ่มนานๆมันเริ่มลามันก็จะ

หลวงพ่อ : เรียนอุบายใหม่ๆก็ได้สลับกัน

 มันอาจจะชินแล้วมันเบื่อก็ได้

ลองไปเปลี่ยนเป็นอดอาหารดูบ้างก็ได้

 หรือพักเสียบ้าง เนสัชชิกสักพักแล้วก็หยุด

 แล้วก็กลับมาอยู่ปฏิบัติตามปกติดู

 เขาไม่ได้ให้ปฏิบัติไปตลอด เขาให้จัดเป็นช่วงๆ

ทีละสามวันห้าวัน เจ็ดวันอย่างนี้ สลับกันไปสลับกันมา

แล้วก็ดูว่ามันได้ผลดีไหม

ถ้าไม่ได้ผลดีก็อาจจะไม่ถูกกับเรา

เคยอาจจะลองมาเปลี่ยนเรื่องการอดอาหารดู

หรือถ้ามีโอกาสไปอยู่คนเดียว ไปอยู่ที่เปลี่ยวๆที่น่ากลัวดู

 นี่มันมีอุบายหลายอย่างด้วยกัน

 ที่เราอาจจะต้องสลับผลัดเปลี่ยนดู

เพราะว่ากิเลสพอมันชินแล้วมันก็ด้านแล้ว

เราก็เลยต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่

มันรู้ทันแล้วมันไม่กลัวแล้ว

 เราก็ต้องเปลี่ยนอุบายใหม่หาวิธีใหม่นะ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การเจริญสติ

ต้องสติดีตลอดเวลา พยายามฝึกสติตลอดเวลา

ตั้งแต่ตื่นขึ้นมานี้เรามีพุทโธหรือมีสติ

ดูอาการเคลื่อนไหวของร่างกายทันทีเลย

 ว่าร่างกายกำลังทำอะไรอยู่ ต้องอยู่กับมัน

อย่าปล่อยให้มันไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

ถ้าเรามีสติเวลานั่งสมาธิมันจะสงบได้ง่าย

 และพอมันสงบแล้ว มันจะมีพลัง

มันจะมีกำลังสู้กับกิเลส สู้กับความอยากต่างๆได้

 ถ้าไม่มีแล้ว กิเลสมันรุมเร้าหมด

 เดี๋ยวใจก็รุ่มร้อนขึ้นมา ฟุ้งซ่านขึ้นมา

ดิ้นรนอยากได้โน่นอยากได้นี่ อยากไปโน่นอยากมานี่

 อยากมากๆเดี๋ยวก็ลาสิกขา ฉะนั้นสตินี้สำคัญที่สุด

 เป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระพุทธเจ้าทรงตรัส

 ยิ่งใหญ่เหมือนกับรอยเท้าช้าง

รอยเท้าช้างนี่เป็นรอยเท้าที่ใหญ่กว่า

รอยเท้าของสัตว์ทั้งหมดในป่า ไม่ว่าสัตว์ชนิดไหน

นี้รอยเท้าช้างครอบได้หมดเลย

ธรรมทั้งหลายก็เหมือนกัน

 ธรรมทั้งหลายจะมีความสำคัญขนาดไหน

 ก็สู้ความสำคัญของสติไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีสติ

 ธรรมอย่างอื่นก็เกิดไม่ได้ สมาธิก็เกิดไม่ได้

 ปัญญาก็เกิดไม่ได้วิมุตติหลุดพ้นก็เกิดไม่ได้

ฉะนั้นพยายามฝึกสติให้มากๆ เจริญสติให้มากๆก่อน

แล้วก็นั่งสมาธิให้จิตรวมเป็นหนึ่ง

 เป็นอัปนาสมาธิให้ได้ พอได้รวมแล้ว

ทีนี้ก็ออกจากสมาธิมาก็ให้มาพิจารณาทางปัญญา

พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาร่างกายก่อน ร่างกายไม่เที่ยงเกิดแก่เจ็บตาย

 ร่างกายไม่สวยไม่งามเป็นอสุภะ

มีอาการ 32 ตายไปก็กลายเป็นซากศพ

ดูทุกสัดทุกส่วน ทุกรูปแบบของร่างกาย เราจะได้ไม่หลง

 ไปหลงใหลคลั่งไคล้ เรากำลังบ้ากับศพกัน

 นี่เห็นไหมร่างกายทุกร่างกาย

ต่อไปมันก็กลายเป็นศพกันทั้งนั้น

 ผัวเมียจะรักกันขนาดไหน พอตายไปนี้

ก็ไม่เก็บเอาไว้ในบ้านแล้ว ใช่ไหม

ยกให้สัปเหร่อแล้ว ส่งไปวัดแล้ว

 ฉะนั้นถ้าอยากจะกำจัดความกำหนัดยินดีในร่างกาย

ก็ต้องหมั่นคิดถึงว่ามันเป็นซากศพ

สมมติซิว่ามันเป็นศพเมื่อไหร่นี้

 เรายังอยากจะอยู่กับมันหรือเปล่าพิจารณาว่าไม่มีตัวตน

 ดินน้ำลมไฟ ทำมาจากดินน้ำลมไฟ

ร่างกายตายไปมันก็กลับคืนสู่ดินน้ำลมไฟ

 ปล่อยวาง และก็เวทนาก็พิจารณาว่า มันไม่เที่ยง

 เราควบคุมบังคับมันไม่ได้ เป็นอนัตตา

มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มีสุขมีทุกข์ มีไม่สุขมีไม่ทุกข์

 ถ้าเราไปอยากให้มันสุขเราก็จะเดือดร้อนเวลามันไม่สุข

 ถ้าเราอยากให้ทุกข์หายไป เวลามันไม่หายไป

เราก็จะเดือดร้อน ฉะนั้นเราต้องรู้ว่า

เราไปควบคุมบังคับมันไม่ได้ เราต้องหัดอยู่กับมัน

มันสุขก็ปล่อยให้มันสุขไป มันทุกข์ก็ปล่อยมันทุกข์

 ไปอย่าไปเปลี่ยนมัน

ปล่อยมันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน

แล้วใจเราจะไม่ทุกข์ ถ้าใจเราไปเปลี่ยนมัน

แล้วเปลี่ยนไม่ได้มันจะทำให้เราทุกข์

นี่คือธรรมะ ปัญญาที่เราจะต้องมาสอนใจ

หลังจากที่เราได้สมาธิแล้ว

 แล้วต่อไปเราก็จะปล่อยวางร่างกายได้

 ปล่อยวางความเจ็บได้ ปล่อยวางความแก่ได้

ไม่เดือดร้อนกับความแก่เจ็บตายของร่างกาย

เอ้าวันนี้ก็เย็นแล้ว เอาแค่นี้ก่อนดีไหม

 ถ้าเปลี่ยนใจได้ก็เปลี่ยนใจนะพวกที่จะสึก

ลองต่อสักพรรษาหนึ่งซิ (ยิ้ม)

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

สนทนาอบรมพระ ธรรมะบนเขา

วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 ตุลาคม 2560
Last Update : 10 ตุลาคม 2560 9:16:20 น.
Counter : 357 Pageviews.

1 comment
<<< “ กำลังของสติ” >>>











“ กำลังของสติ”

จิตมันไม่แน่นอน สภาพของจิตใจมันไม่แน่นอน

 แล้วก็กำลังสติของเราก็ไม่แน่นอน

 บางวันถ้าเรามีสติดี ใจก็จะสงบง่าย

 บางวันถ้าสติไม่ดีก็จะสงบยาก จุดตัวสำคัญก็คือสติ

 กุญแจสำคัญในการฝึกสมาธิก็คือสติ

ถ้าสติไม่ดี ก็เหมือนกับรถเบรคไม่ดี

 เบรคไม่ดีก็จะเบรคไม่ค่อยได้ผล

แหกโค้งตกข้างถนนลงคู ชนกับรถคันนั้นรถคันนี้

 แสดงว่าเบรคไม่ดี ถ้าเบรคไม่ดีมันก็เหมือนสติไม่ดี

 จิตก็ไม่ยอมหยุดคิด คิดเรื่องนั้นแล้วก็มาคิดเรื่องนี้

 คิดไปคิดมาอยู่เรื่อยๆ ถ้ามีการคิดอยู่เรื่อยๆมันจะไม่สงบ

 นั่งแล้วจะไม่ได้ผล แต่มาใหม่อาจจะต้องทนหน่อย

เพราะสติของเรายังเป็นเหมือนเด็กทารกอยู่

ยังล้มลุกคลุกคลานอยู่บางทีก็ไม่เผลอมาก

บางทีก็เผลอมากเราต้องฝึกสติก่อนที่มานั่งด้วย

สติดีจะช่วยได้มากถ้าเราฝึกสติ

อยู่ในชีวิตประจำวันของเราไม่ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่

ให้มีพุทโธ พุทโธ พุทโธ อยู่ในใจ

 ถ้าสิ่งที่เราทำไม่ต้องใช้ความคิด

ถ้าเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความคิดก็หยุดพุทโธไว้ก่อน

 แล้วก็มีสติอยู่กับความคิด อยู่กับงานที่เรากำลังทำอยู่

 พอไม่ต้องคิดแล้วเราก็หยุดคิด

 ถ้ามันไม่ยอมหยุดคิดจะไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

ก็ใช้พุทโธ หยุดมัน

ถ้ามันไม่คิดมันรู้เฉยๆก็ไม่ต้องพุทโธ

 ถ้ารู้ว่ากำลังเดิน กำลังยืน กำลังนั่ง กำลังนอน

 กำลังทำอะไรอยู่ ก็ไม่ต้องใช้พุทโธก็ได้

 ตราบใดที่มันไม่คิดมีแต่รู้

ใจเรานี้มีสองส่วน คือคิดกับรู้

การฝึกสมาธินี้เราต้องการหยุดความคิดให้เหลือแต่ตัวรู้

 แล้วใจจะสงบ จะมีความสุข

ถ้าเราอยู่กับตัวรู้ได้ ใจของเรานี้จะปลอดภัย

 แต่ถ้าเราไปอยู่กับความคิด ใจเราจะเดือดร้อนได้

 เพราะความคิดของเรามันคิดไปได้

ทั้งทางที่ดีหรือทางที่ไม่ดี

 ส่วนใหญ่มันจะคิดไปในทางที่ทำให้เราเดือดร้อนกัน

 คิดไปตามความอยากต่างๆ พอคิดไปตามความอยาก

ใจก็จะร้อนขึ้นมา จะทำให้ดิ้นรน วุ่นวาย

 กระสับกระส่าย เพราะเวลาเกิดความอยากแล้ว

 ถ้ายังไม่ได้สิ่งที่อยากอยู่นี้ มันจะเฉยไม่ได้

 มันต้องผลักดันตัวเองไปหาสิ่งที่อยากได้

 ถ้าไม่ได้ก็เสียใจน้อยใจ โกรธ ถ้าได้ก็ดีใจเดี๋ยวเดียว

เดี๋ยวก็มีความอยากใหม่ขึ้นมาอีก

 ถ้าเราหยุดความคิดได้ ความอยากต่างๆก็จะหยุด

 เพราะว่าความอยากต้องมีความคิดเป็นตัวนำหน้า

 ถ้าไม่มีความคิดแล้วความอยากก็เกิดขึ้นมาไม่ได้

 ที่เรามาฝึกนั่งสมาธินี้ก็เพื่อหยุดความคิด

หยุดความอยากแล้วใจของเราก็จะเป็นปกติสุข

ใจของเราใจเย็นจะสบายใจ

เราร้อนใจเราวุ่นวายก็เพราะความคิดของเรา

ความอยากของเรานี้เองวิธีที่จะหยุดความคิด

หยุดความอยากได้ก็ต้องใช้สติฝึกสติไปให้มากๆ

อย่าฝึกสติเฉพาะตอนที่เรามานั่งสมาธิกัน

 ฝึกมันทั้งวันเลย ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา

ถ้าเราไม่ต้องใช้ความคิดกับเรื่องอะไร

 ก็ให้มันอยู่กับพุทโธ

หรือว่าให้มันอยู่กับงานที่เรากำลังทำอยู่

 กำลังล้างหน้าแปรงฟันอาบน้ำ

ให้มันอยู่กับการล้างหน้าแปรงฟันอาบน้ำ

 อย่าให้มันทำสองอย่าง ร่างกายอาบน้ำ

แต่ใจกลับกำลังไปคิดถึงว่าจะไปทำอะไรดีไปหาใครดี

 อย่างนี้ เรียกว่าไม่มีสติ มีสติต้องอยู่กับเรื่องเดียว

อยู่กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น อยู่กับการทำงาน

การเคลื่อนไหวต่างๆของร่างกาย

 หรือไม่เช่นนั้นก็อยู่กับพุทโธ พุทโธไป

ถ้าเราฝึกแบบนี้ไปได้เรื่อยๆแล้ว เราจะมีสติ

 เวลานั่งสมาธิ ใจของเราจะสงบได้

ใจสงบแล้วเราจะมีความสุข

เพราะไม่มีความสุขอื่นใดที่ดีกว่า

ความสุขที่เกิดจากความสงบ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 ตุลาคม 2560
Last Update : 9 ตุลาคม 2560 8:00:16 น.
Counter : 313 Pageviews.

0 comment
<<< "สร้างความสงบของใจ" >>>











"สร้างความสงบของใจ"

ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะดีเท่าที่จะมีคุณค่าเท่ากับ

ความสงบของใจ เพราะความสงบของใจนำความสุข

ที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวงมาให้แก่พวกเรา

 และเป็นความสุขที่จีรังถาวร

 เป็นความสุขที่จะอยู่ไปกับใจไปตลอด

เป็นบรมสุข เป็นปรมัง สุขัง เป็นความสุขที่

ไม่ใช่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ไม่เหมือนกับความสุขต่างๆ

 ที่พวกเรากำลังมีอยู่ในขณะนี้

ความสุขที่พวกเราได้รับจากลาภยศสรรเสริญ

 ความสุขที่เราได้รับจาก รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะต่างๆ

 ล้วนเป็นความสุขที่เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 เพราะเป็นความสุขที่ไม่จีรังถาวร เป็นความสุขชั่วคราว

 จะต้องมีวันเสื่อมมีวันหมดไป

จะต้องมีวัน พลัดพรากจากกันไป

เวลาที่เกิดความเสื่อมเกิดการพลัดพรากจากกัน

 ก็เป็นเวลาของความทุกข์ใจ

แต่ความสุขที่ได้จากความสงบของใจนี้

 เป็นความสุขที่ถาวร เป็นความสุขที่ไม่มีเสื่อมไม่มีหมด

 อันนี้เป็นความสุขที่ไม่มีความทุกข์ตามมา

 เป็นความสุขที่ไม่มีวันสิ้นสุด

นี่คือสิ่งที่พวกเรากำลังมาหากันกำลังมาสร้างกัน

 คือความสงบของใจ ที่เป็นความสุขที่เหนือกว่า

ความสุขทั้งปวง นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง

 ไม่มีสุขอันใดในโลกนี้ ที่จะดีเท่ากับความสุข

ที่เกิดจากความสงบ การที่พวกเราจะได้ความสุข

ที่เกิดจากความสงบนี้ เราต้องศึกษาว่าทำอย่างไร

เราถึงจะได้ความสงบได้ความสุข

ที่เกิดจากความสงบนี้ ฉะนั้นขั้นตอนขั้นแรก

 ของการไปสู่ความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

 ก็อยู่ที่การศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 อยู่ที่การฟังเทศน์ฟังธรรม อยู่ที่การอ่านหนังสือธรรมะ

 เพราะถ้าเราไม่ศึกษาเราไม่อ่านเราไม่ฟังธรรม

เราจะไม่รู้จักวิธีที่จะสร้างความสุข

ที่จะทำให้ใจของเราสงบ

ที่จะทำให้เราได้พบกับความสุข

ที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๐

"วิธีสร้างความสงบของใจ"





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 ตุลาคม 2560
Last Update : 8 ตุลาคม 2560 12:55:24 น.
Counter : 444 Pageviews.

0 comment
<<< “วิปัสสนา เห็นความจริง รู้แจ้งเห็นจริง” >>>









“วิปัสสนา เห็นความจริง รู้แจ้งเห็นจริง”

ความรู้สึกสุขทุกข์เรียกว่าเวทนา มีสามแบบ

 มีทุกขเวทนา มีสุขเวทนา มีไม่สุขไม่ทุกขเวทนา

 มันก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามร่างกาย

ร่างกายไปอดอาหารขาดอาหารขึ้นมา

ก็ทุกขเวทนา อดน้ำหิวน้ำก็ทุกขเวทนา

พอได้ดื่มน้ำได้รับประทานอาหาร

ก็สุขเวทนาปรากฎขึ้นมา นอนไม่พอก็ทุกข์ก็เวทนา

 เห็นไหมเวลานอนไม่พอรู้สึกยังไง สุขไหม

 เวลานอนได้อิ่มเต็มที่ตื่นขึ้นมาแล้วสุขเวทนาไหม

นี่ก็เวทนา บางทีเราก็สั่งมันได้บางทีเราก็สั่งมันไม่ได้

 บางทีอยากจะให้มันนอนแต่มันนอนไม่หลับ

ก็มีเครียดกังวลกับเรื่องนั้นกังวลกับเรื่องนี้

ให้นอนนอนเท่าไหร่ก็ไม่หลับ

พอไม่นอนก็ต้องลุกมาทำโน่นทำนี่

ก็ไม่สุขแล้วเพราะนอนไม่หลับ

 นอนมีความรู้สึกไม่ดีนี่คือเวทนา รูปเวทนานี้

หรือสังขารความคิดของเราก็เหมือนกัน

 คนที่คิดไปในทางทำให้เราสุขก็มี

คิดไปในทางทำให้เราทุกข์ก็มี

ถ้าคิดไปในทางความอยากนี้มักจะทำให้เราทุกข์กัน

 อยากให้เป็นอย่างนั้นอยากให้เป็นอย่างนี้

อย่างฝนนี้อยากจะให้มันหยุดไม่อยากให้มันตกตอนนี้

 ถ้าไปอยากแล้วมันก็จะไม่สบายใจ

 แต่ถ้าคิดไปในทางว่ามันเป็นอนัตตา

 ไปสั่งมันไม่ได้ ดินฟ้าอากาศมันจะตกก็ตก

 มันไม่ตกจะไปสั่งให้มันตกก็ไม่ได้

มันตกแล้วจะห้ามมันไม่ให้มันตกก็ไม่ได้

 ก็อย่าไปคิดทางความอยาก ก็จะไม่ทุกข์

สัญญาความจำก็เหมือนกัน ชอบไปจำผิด

จำของที่ไม่ใช่เป็นของเราว่าเป็นของเรา

 เราว่าคนนั้นคนนี้เป็นของเรา สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของเรา

พอมันไม่ได้เป็นของเราขึ้นมาก็ทุกข์ขึ้นมา

 กลายเป็นของคนอื่นไป เงินนี้เป็นของเรา

อยู่ดีๆ มันก็กลายเป็นของคนอื่นไป ก็ทุกข์

 เพราะไปคิดว่าเป็นของเรา มันเป็นของเขาแล้ว

 จะเป็นของเราได้อย่างไร

 ถ้าเป็นของเรามันก็ต้องอยู่กับเรา

 ถ้ามันไม่ได้อยู่กับเราก็แสดงว่ามันไม่ได้เป็นของเรา

 และของทุกอย่างที่อยู่กับเราตอนนี้

ต่อไปมันจะอยู่กับเราไปตลอดไหม

แล้วมันจะเป็นของเราได้อย่างไร

 เราต้องมาแก้ความจำ

 เปลี่ยนความจำให้จำว่ามันไม่ได้เป็นของเรา

แล้วมันเที่ยงหรือไม่เที่ยง แล้วมันสุขหรือมันทุกข์

ให้มาแก้ความจำ แก้ว่าทุกอย่างมันเป็นทุกข์

เพราะว่ามันไม่เที่ยงเพราะว่ามันไม่ได้เป็นของเรา

 เราไปสั่งมันไม่ได้ไปควบคุมบังคับมันไม่ได้ตลอดเวลา

 สั่งได้บางเวลาควบคุมได้บางเวลา

อย่างตอนนี้ ลูกนี่สั่งมันได้ควบคุมมันได้

เพราะตอนนี้มันยังต้องพึ่งเราอยู่

 มันยังหากินของมันเองยังไม่ได้

เดี๋ยวต่อไปพอมันหากินเองได้ มันไปแล้ว

 มันไม่อยากจะให้เราสั่งมันแล้ว

 มันไม่อยากจะอยู่กับเรา มันอยากจะเป็นอิสระแล้ว

 นี่คือแก้ความจำเสียใหม่ สัญญาจำผิด

 เคยจำว่ารูปเสียงกลิ่นรส เที่ยงเป็นสุขเป็นของเรา

 เห็นอะไรก็ว่าเที่ยงเห็นอะไรก็ว่าสุข

 เห็นอะไรก็ว่าจะเป็นของเราไปตลอด

ได้มาแล้วก็ต้องเป็นของเราตลอด

 เห็นกระเป๋าในร้านนี้เห็นแล้วสุข

 พอได้มาแล้วเดี๋ยวเดียวสุขนั้นก็หายไป

 แล้วถ้ากระเป๋าหายก็ทุกข์ก็ตามมา

 เพราะมันไม่ได้เป็นของเราเสียแล้ว

 เงินพอได้มาก็สุข พอหายไปก็ทุกข์ มันเที่ยงไหม

 ถ้ามันเที่ยงก็ต้องอยู่กับเราไปตลอด

เป็นของเราไปตลอด

 เราสั่งมันได้ สั่งให้มันอยู่กลับเราสั่งให้มันไป

 ตอนนี้เราสั่งให้มันไปได้ สั่งให้มันอยู่ไม่ได้

เงินนี่เราสั่งให้มันไปได้

 ไปซื้อของที่ร้านแป๊บเดียวหมดแล้ว

 แต่สั่งให้มันมาไม่ได้ และนี่ให้หัดคิดอย่างนี้นะ

 แล้วการบรรลุธรรมจะรวดเร็ว เห็นทุกอย่างว่าไม่เที่ยง

 ไม่ใช่ของเรา ถ้าไปอยากให้เที่ยง

อยากให้เป็นของเราแล้วจะทุกข์

 เราไม่ได้มาเปลี่ยนอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิม

 เรามาเปลี่ยนใจเราตัวเดียว เปลี่ยนความหลงของเรา

ให้เป็นความจริง ให้เห็นความจริง

วิปัสสนาแปลว่าการเห็นความจริง รู้แจ้งเห็นจริง

นี่วิปัสสนา อันนี้เราเห็นตามความหลง

 เหมือนเราใส่แว่นตาสีแดงสีชมพู

คนชอบใส่แว่นตาสีชมพู เวลาเห็นภาพ

มันเป็นชมพูไปหมดเลย

 มันไม่ได้เป็นเขียวเป็นแดงเป็นขาว

 เห็นอะไรนี้มันจะมีสีชมพูอยู่

ก็มองไม่เห็นตามความเป็นจริง สีจริงไม่เห็น

 เห็นสีผสมชมพูไปหมด คือความหลง

 มันก็เหมือนกับแว่นที่มันมาครอบใจเรา

 ทำให้เราเห็นกลับตาลปัตร

ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง

 เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นทุกข์ว่าเป็นสุข

เห็นของที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง

 เห็นของที่ไม่ใช่เป็นของเราว่าเป็นของเรา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 ตุลาคม 2560
Last Update : 7 ตุลาคม 2560 11:29:01 น.
Counter : 361 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ