Group Blog
All Blog
<<< “ต้องมีความเพียร” >>>










“ต้องมีความเพียร”

ปัญหาของพวกเราส่วนใหญ่

ก็อยู่ตรงที่การไม่มีความเพียรนี้เอง

 เราไม่มีความเพียรพยายาม

เราจึงไม่สามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานกันได้

 ผู้ใดที่มีความเพียรผู้นั้นก็จะสามารถ

บรรลุมรรคผลนิพพานได้ ดังเช่นพระสาวกทั้งหลาย

ท่านเหล่านี้ท่านมีความเพียรพยายามมาก

ท่านทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการเจริญมรรค

 ท่านมีอะไรสมบัติข้าวของเงินทอง

มีความสุขทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย

 ท่านโยนทิ้งหมดเลยท่านไม่เอา

ท่านเห็นแล้วว่ามันไม่ใช่ทางไปสู่ความสุขที่แท้จริง

 ไม่ได้เป็นทางไปสู่ความดับทุกข์

 แต่เป็นทางไปสู่ความทุกข์

ไปสู่ความสุขที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

 เป็นความสุขชั่วคราว ท่านจึงสลัดทิ้งหมด

แล้วทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการสร้างมรรค

เพียรพยายามสร้างมรรคทุกเวลานาที

ตั้งแต่ตื่นจนหลับ บางท่านถึงกับถือข้อเนสัชชิกเลย

คือไม่ยอมนอนเลย กลัวจะเสียเวลา

ถ้าจะนอนจะหลับก็ให้หลับในท่ายืน

 ท่าเดินหรือท่านั่ง แต่จะไม่ยอมเอนหลังลงไปนอน

ถ้าจะหลับก็ให้มันหลับอยู่ใน ๓ ท่านั้น

เพราะมันจะหลับไม่นานนั่งสับปะหงกไปได้สักชั่วโมง

 สองชั่วโมงก็จะตื่น พอตื่นท่านก็จะเร่ง

เจริญความเพียรทันที เจริญสติทันที

เดินจงกรมนั่งสมาธิทันที

แล้วถ้าออกมาจากสมาธิแล้วก็สอนใจ

ให้เห็นไตรลักษณ์อยู่เรื่อยๆ ให้เห็นอสุภะอยู่เรื่อยๆ

นี่แหละผู้ที่มีความเพียรแบบนี้แหละ

จึงสามารถที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้

พวกเราถ้าต้องการบรรลุมรรคผลนิพพาน

ก็ต้องมีความเพียรเช่นเดียวกัน

 เพราะความเพียรเป็นเหตุเมื่อมีเหตุแล้ว

 ผลคือมรรคผลนิพพานก็จะตามมาอย่างแน่นอน

 ถ้าไม่มีความเพียรผลก็จะไม่ตามมา

 นี่คือความแตกต่างระหว่างพระอริยบุคคลกับปุถุชน

 แตกต่างกันตรงที่ความเพียรนี่เอง

อย่างอื่นไม่แตกต่าง อย่างอื่นมีเหมือนกันหมด

มีอาการ ๓๒ เหมือนกัน มีตา หู จมูก ลิ้น กายเหมือนกัน

 มีร่างกายมีจิตใจเหมือนกัน ต่างตรงที่ว่า

มีความเพียรหรือไม่มีความเพียร

ถ้ามีความเพียรที่จะเจริญมรรค

มรรคผลนิพพานมันก็จะต้องตามมา

 การบรรลุเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆก็จะตามมา

 ถ้าไม่มีความเพียรมันก็จะวนเวียนว่ายอยู่กับ

การเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 ดังนั้นขอให้พวกเราปลุกความเพียรของเราขึ้นมา

ด้วยการระลึกถึงเวลาของเราที่จะมีน้อยลงไปเรื่อยๆ

วันเวลาของเราผ่านไปๆเรากำลังเดินเข้าหาความแก่

หาความเจ็บ เข้าหาความตายกัน

 เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังสร้างมรรค

หรือกำลังสร้างลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อยู่

ถ้าเราถามอย่างนี้บ่อยๆ เราจะได้รู้ทิศทางของเรา

ว่าเรากำลังเดินไปในทิศทางใด

ถ้าเราเดินไปในทิศทางที่สวนกับ

ทางที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนิน

เราก็ควรที่จะยูเทิร์นเลี้ยวกลับ

 ถ้าเรายังเดินไปหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุขอยู่

เราก็ควรที่จะยูเทิร์นเลี้ยวกลับมาหาการเจริญมรรค

 เลี้ยวกลับมาหาการทำทานหาการรักษาศีล หาการภาวนา

 แล้วเราจะได้ไปถูกทางแล้ว

เราจะได้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่ดี

 ที่แท้จริงไม่ใช่เป็นความสุขปลอม

อย่างทางของลาภ ยศ สรรเสริญ

จะให้กับเราเป็นความสุขปลอม

เป็นความสุขที่เคลือบความทุกข์เอาไว้

 เป็นความสุขชั่วคราวเดี๋ยวเดียว

แล้วก็จะเกิดความทุกข์ตามมา

 แต่ถ้าไปทางมรรคจะมีแต่ความสุขถาวร

แต่จะมีความทุกข์เคลือบไว้อยู่

เพราะเป็นการเดินขึ้นภูเขา การปีนป่ายขึ้นภูเขานี้

มันต้องเป็นเรื่องทุกข์ยากลำบากอย่างแน่นอน

 แต่เมื่อถึงยอดเขาแล้วมันสบาย มันจะสบายไปตลอด

 ทางมรรคนี้เรียกว่าทุกข์ต้นแต่สุขปลาย

ทางลาภ ยศ สรรเสริญ สุข

นี้เรียกว่าสุขต้นแต่ทุกข์ปลาย

เราจะเอาอย่างไหนดี เอาสุขต้นทุกข์ปลายดี

 หรือว่าเอาทุกข์ต้นแล้วสุขปลายดี

 เราจะเอาแบบพระพุทธเจ้าดีหรือเอาแบบปุถุชนดี

ปุถุชนตอนที่เขามีกำลังวังชาเขามีความสามารถ

เขาก็หาความสุขต่างๆผ่านทางลาภ ยศ สรรเสริญ

 ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กายได้

แต่พอเวลาที่ร่างกายเขาหมดสภาพไม่

สามารถหาได้ เขาจะหาอะไร

เขาก็จะหาแต่ความทุกข์ใส่ใจของเขาเท่านั้น

 แต่ทางของพระพุทธเจ้านี้

ถึงแม้ว่าร่างกายจะแก่ จะเจ็บ จะตาย

ใจก็ยังเป็นปรมัง สุขังอยู่.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๗






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 01 ตุลาคม 2560
Last Update : 1 ตุลาคม 2560 9:12:45 น.
Counter : 564 Pageviews.

0 comment
<<< “กฎกติกาของผู้ที่จะสู้กับกิเลสตัณหา” >>>











“กฎกติกาของผู้ที่จะสู้กับกิเลสตัณหา”

การทำงานของกิเลสตัณหาโมหะอวิชชา

มันหลอกให้จิตออกมาข้างนอกตลอดเวลา

หลอกให้มาหาความสุขปลอมกัน

 ได้มาแล้วเดี๋ยวก็หมดไป เวลาสูญเสียสิ่งที่ได้มา

ก็เสียอกเสียใจร้องห่มร้องไห้กัน แต่ก็ไม่เข็ด พอเสียแล้ว

 พอหายจากความเศร้าโศกเสียใจก็หาใหม่ต่อไป

 หาไปเรื่อยๆ จนวันตาย ตายแล้วก็กลับมาหาใหม่

กลับมาเกิดใหม่ นี่คือวิธีของโมหะอวิชชา

ของกิเลสตัณหาที่จะหลอกให้จิตนี้ออกไป

หาความทุกข์หาการเวียนว่ายตายเกิด

 เพราะไม่มีความสุขภายในใจ

เพราะไม่ต้องหาความสุขภายในใจ

 ก็เลยต้องหาความสุขภายนอก

ที่ไม่มีวันที่จะอยู่กับจิตไปได้ตลอด

 ได้แล้วเดี๋ยวก็ต้องหมดไป หมดไปก็ต้องหาใหม่

 ตายแล้วก็ต้องกลับมาเกิดใหม่

เพราะความอยากยังไม่หมด ความสุขในใจยังไม่เกิด

ก็เลยต้องไปหาความสุขภายนอกอยู่เรื่อยๆ

ดังนั้นเวลาบำเพ็ญจึงจำเป็น

จะต้องบำเพ็ญอย่างตลอดเวลา

ตั้งแต่ตื่นจนหลับถึงจะได้ผล ทุกคนสามารถบำเพ็ญได้

 อย่าไปอ้างคนนั้นคนนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้

ถ้าอ้างแล้วก็บำเพ็ญไม่ได้ ต้องดูคนที่เขาบำเพ็ญได้

 ดูพระพุทธเจ้าดูพระสาวกทั้งหลาย ท่านก็เป็นเหมือนเรา

 ท่านก็มีครอบครัวเหมือนเรา มีพี่มีน้อง มีพ่อมีแม่

 มีสามี มีภรรยา มีกิจการ มีทรัพย์สมบัติ

มีอะไรต่างๆ เหมือนกันหมด

 แต่ท่านเห็นว่ามันเป็นของปลอม เป็นความสุขปลอม

 ท่านเชื่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นองค์แรก

ที่ทรงเห็นความสุขต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้

ว่าเป็นความสุขปลอม และทรงค้นพบความสุขจริง

 ที่เกิดจากการดึงจิตเข้าสู่ข้างใน ให้จิตอยู่กับความว่าง

 ไม่ให้อยู่กับลาภยศสรรเสริญ

ไม่ให้อยู่กับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ไม่ให้อยู่กับคนนั้นคนนี้ ไม่ให้อยู่กับสิ่งนั้นสิ่งนี้

 ให้อยู่กับความสงบ ความสงบก็คือความว่าง

การดึงจิตเข้าข้างในได้จึงต้องดึงทั้งวันทั้งคืน

 เพราะว่ามันเป็นเหมือนการชักเย่อกัน

ระหว่างกิเลสกับธรรม กิเลสก็จะดึงจิตออกข้างนอก

 ธรรมก็จะดึงจิตเข้าข้างใน

 ถ้าฝ่ายใดมีกำลังมากกว่าฝ่ายนั้นก็จะชนะ

 ตอนเริ่มต้นใหม่ๆ นี้ฝ่ายกิเลสจะเป็นฝ่ายชนะอยู่เรื่อย

 กิเลสจะดึงใจให้ไปหาลาภยศสรรเสริญ

 ให้ไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายอยู่เรื่อยๆ

 พอเริ่มปฏิบัติสิ่งที่จะดึงใจให้เข้าข้างในได้ก็คือสติ

 ผู้บำเพ็ญต้องใช้สติ ก่อนจะใช้สติได้ก็ต้องใช้ศีล ๘ ก่อน

 เพราะถ้าไม่มีศีล ๘ ก็จะไม่มีกติกา

ที่จะห้ามจิตไม่ให้ไปหาความสุขภายนอก

 เราต้องตั้งกฎกติกาบังคับจิตไว้

 ต่อไปนี้เราจะไม่หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายแล้ว

 เช่นเราจะไม่ร่วมหลับนอนกับใคร

 เราจะไม่รับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น

ความต้องการของร่างกาย

 เราจะไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว

 เราจะไม่ไปหาความสุขจากมหรสพบันเทิงต่างๆ

 ไม่ไปหาความสุขจากการเสริมสวยความงามทางร่างกาย

 เสริมหน้าเสริมตาทำเผ้าทำผม

ใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ที่วิจิตรพิสดารสวยงาม

 เป็นความสุขปลอมเป็นความสุขชั่วคราว

 เดี๋ยวเวลานอนก็ต้องล้างหน้าล้างตา

 เผ้าผมที่ทำไว้ก็หายไปหมด

ความสวยความงามทางร่างกายก็หายไปหมด

 เวลาที่จะต้องหลับนอน

เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ใส่ก็ต้องถอดทิ้งไป

เวลาแม้แต่การนอนก็ไม่ให้นอนมากเกินไป

 ให้นอนพอพักผ่อนร่างกายได้ก็พอ

 วิธีจะนอนไม่มากก็ต้องนอนบนพื้นแข็งๆ

 อย่าไปนอนบนฟูกหนาๆ เพราะนอนบนฟูกหนาๆ

เวลาที่ร่างกายได้พักผ่อนพอแล้ว

 พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาก็จะไม่อยากลุกเพราะมันยังสบาย

 ก็จะนอนต่อไปอีกสามสี่ชั่วโมง

 ทำให้เสียเวลาอันมีค่าที่จะเอามาบำเพ็ญ

เอามาดึงจิตให้เข้าข้างใน

นี่คือกฎกติกาของผู้ที่จะสู้กับกิเลสตัณหา

 ต้องมีกรอบกติกา ไม่เช่นนั้นแล้ว

กิเลสมันหลอกให้ไปทำอะไรต่างๆ ได้หมด

เช่นถ้าถือศีล ๕ นี่มันก็ไม่มีข้อห้าม

ทางด้านกิจกรรมต่างๆ

 อยากจะไปนอนกับแฟนก็นอนได้

อยากจะกินอาหารวันละกี่ครั้งก็กินได้

อยากจะไปดูหนังฟังเพลง อยากจะไปเที่ยวที่นั่นที่นี่

ไปงานเลี้ยงก็ไปได้ อยากจะแต่งเนื้อแต่งตัว

ทำหน้าเสริมความงามต่างๆ ด้วยวิธีการต่างๆ

ก็สามารถทำได้ จะนอนกี่ชั่วโมงก็นอนได้

แต่มันเป็นความสุขปลอม

 เป็นความสุขที่ได้มาแล้วเดี๋ยวก็หมดไป

 และเวลาอยากได้แล้วไม่ได้

 เวลานั้นก็จะกลายเป็นความทุกข์ไป

เวลาอยากจะไปนอนกับแฟน

แฟนไม่อยู่หรือแฟนจากไป ต้องนอนคนเดียว

 ที่นี้ความสุขที่เคยได้จากการร่วมหลับนอนกันก็หายไป

 สิ่งที่ได้มาก็คือความเหงา ความว้าเหว่

 ความสร้อยเศร้า เศร้าสร้อย ไม่มีความสุข

เพราะว่าสิ่งที่เราอาศัยให้ความสุขกับเรามันไม่เที่ยง

 ท่านเรียกว่าอนิจจา เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วดับไป

 อนัตตาห้ามมันไม่ได้สั่งมันไม่ได้

สั่งให้มันอยู่กับเราไปตลอดจนวันตายไม่ได้

 สั่งให้มันไม่ตายไม่ได้ สั่งให้ร่างกายของเรา

ที่ให้ความสุขกับเรา ที่เราใช้กันหาความสุขนี้

ไม่ให้มันแก่ไม่ให้มันเจ็บไม่ให้มันตายไม่ได้

 มันต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย

นี่คือวิธีการหาความสุขของกิเลส

 มันจะหลอกให้เราไปหาความสุขปลอมกัน

ความสุขชั่วคราวกัน

ความสุขที่ไม่มีวันสิ้นสุดวันหมดไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐

“ฝึกจิตให้อยู่กับความว่างเปล่า”





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 30 กันยายน 2560
Last Update : 30 กันยายน 2560 7:48:57 น.
Counter : 443 Pageviews.

1 comment
<<< “ธรรมเป็นที่พึ่งของใจอย่างแท้จริง” >>>








“ธรรมเป็นที่พึ่งของใจอย่างแท้จริง”

มีใครอยากจะถามอะไรไหม ถามได้นะ

คนถามไม่ได้ว่าคนโง่นะ คนถามเรียกว่าคนฉลาด

ฟังแล้วยังไม่เข้าใจหรือยังไม่แจ่มแจ้ง

ถามแบบนี้ไม่ใช่ว่าเป็นคนโง่

 คนเราจะฉลาดได้ต้องยอมรับว่าเราโง่ก่อน

 ถ้าเราคิดว่าเราฉลาดแล้วเราก็จะเป็นคนโง่ตลอด

เพราะเราจะไม่สนใจที่จะศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

 แต่ท่านบอกว่าคนที่คิดว่าตนเองยังโง่อยู่นี้

ท่านบอกยังมีโอกาสที่จะเป็นคนฉลาดได้

 แต่คนที่คิดว่าตนเองฉลาดแล้วเนี่ย

ท่านบอกเป็นคนโง่ที่แท้จริง

เพราะคนที่ฉลาดจริงนี้จะไม่มาเกิดอีก

 ถ้ายังมาเกิดอีกแล้วยังคิดว่าตนเองฉลาดอยู่

นี่แสดงว่ายังโง่อยู่ พระพุทธเจ้าเนี่ยฉลาดจริง

 เพราะจะไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว คนโง่นี่ยังกลับมาเกิด

ทำไมถึงว่าการกลับมาเกิดเป็นโง่

 เพราะการกลับมาเกิดก็เหมือนกับ

การเดินเข้ากองไฟนั่นเอง การมาเกิดนี่

ก็เดินเข้าหากองทุกข์เท่านั้นเอง

 มาเกิดให้เรามาหาความทุกข์กันใช่ไหม

 ทุกข์กับคนนั้นคนนี้ ทุกข์กับเรื่องนั้นเรื่องนี้

ทุกข์กับความแก่ความเจ็บความตาย

ทุกข์กับการสูญเสียพลัดพราก

จากสิ่งที่เรารักบุคคลที่เรารัก ถ้ายังกลับมาเกิดอยู่

นี่ก็แสดงว่าโง่ ไม่รู้จักวิธีออกจากกองไฟ

มีแต่จะเดินเข้าหากองไฟ คนฉลาดนี้รู้ว่า

การเกิดนี้เป็นทุกข์ ท่านถึงไม่กลับมาเกิดกัน

แล้วท่านก็ค้นหาวิธีที่จะทำให้ไม่กลับมาเกิด

 ก็คือไอ้ความอยากเนี่ยแหละ

ความอยากที่จะไปโน่นมานี่

ไปดูนั่นดูนี่ ไปฟังโน่นฟังนี่

มันก็ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกาย

 มีร่างกาย พอไม่มีร่างกายอันนี้

มันก็ไปหาร่างกายอันใหม่

พอร่างกายนี้ตายไปแล้ว

จที่ไม่ได้ตายไปกับร่างกายนี้

 ใจผู้มีความอยากเนี่ยแหละ

ที่ต้องไปหาร่างกายอันใหม่ พอได้ร่างกายอันใหม่

ก็มาทำอย่างที่เราทำกันอยู่อย่างนี้เหมือนเดิม

 อยากดูก็ไปดู อยากฟังก็ไปฟัง

อยากไปเที่ยวก็ไปกัน แล้วก็ต้องมาทุกข์กัน

 เพราะว่ากว่าจะเที่ยวได้นี้ก็ต้องเหนื่อย

 ต้องหาเงินหาทอง ต้องทำอะไรมากมายก่ายกอง

 แล้วก็เที่ยวก็ได้ความสุขเดี๋ยวเดียว

 พอไม่ได้เที่ยวก็ทุกข์ขึ้นมาอีกแล้ว

พออยากจะเที่ยวไม่ได้เที่ยวก็ทุกข์อีกแล้ว

 เนี่ยเป็นการเดินเข้าหากองไฟกองทุกข์

 คนฉลาดนี้จะไม่มาเกิดกัน คนฉลาดที่แท้จริงคือ

พระพุทธเจ้าพระอริยสงฆ์สาวกนี้ ท่านบอกไม่เอาแล้ว

เกิดไม่เอาแล้ว เกิดเป็นทุกข์ ท่านก็เลยตัดความอยาก

ที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์ของการเกิดให้หมดไป

ฉะนั้นพยายามศึกษาอย่าไปคิดว่าตนเองฉลาด

 ตอนนี้เราอาจจะไม่ทุกข์มากเพราะยังไม่ถึงเวลา

 ตอนที่เราเป็นหนุ่มเป็นสาว ตอนที่เรามีกำลังวังชา

 มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง แล้วยังมีเงินทอง

หาเงินทองได้คล่องแคล่วว่องไว อยากจะเที่ยว

อยากจะกินอยากจะดื่มอยากจะทำอะไร

อยากจะซื้ออะไรก็สามารถทำได้หมด

 แต่มันจะไม่เป็นอย่างนี้ไปทุกวัน

จะไม่เป็นอย่างนี้ไปตลอด

 เดี๋ยวสักวันนึงมันจะต้องสะดุด

 เดี๋ยววันนึงเงินทองอาจจะขาดมือขึ้นมา

 หรือสิ่งที่เรารักบุคคลที่รักนี้จากเราไป

เวลานั้นน่ะถึงจะรู้ว่าคำว่าทุกข์ว่าเป็นอย่างไร

 บางคนพอเจอทุกข์แบบกระทันหันนี่ทนอยู่ไม่ได้

ฆ่าตัวตายไปก็มี ฉะนั้นอย่าประมาท

 ความทุกข์กำลังรอเราอยู่ เตรียมหาอาวุธสู้กับมัน

 เราสามารถฟันฝ่าความทุกข์ทุกอย่าง

ที่รอเราอยู่ได้อย่างไม่สะทกสะท้าน

อย่างไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน ถ้าเรามีอาวุธ

 อาวุธก็คือธรรมะ เรียกว่า ธรรมาวุธ

 ถ้ามีธรรมะแล้วใจเราจะไม่ทุกข์กับเหตุการณ์ต่างๆ

 ใครจะจากเราไปจะไม่ทุกข์ ใครจะมาโกงเราไม่ทุกข์

 จะสิ้นเนื้อประดาตัวก็ไม่ทุกข์ กลับไปทำงาน

เขาอาจจะบอกว่าสิ้นเดือนนี้บริษัทจะปิดแล้วนะ

ดูซิว่าจะทุกข์หรือไม่ทุกข์กัน

 เพราะฉะนั้นอย่าประมาท

ถ้าเราทุกข์อยู่แสดงว่าเรายังไม่ฉลาด

 รีบศึกษา ธรรมะให้มากๆ เพราะธรรมะเนี่ยแหละ

ที่จะช่วยทำให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

 ไม่มีอะไรในโลกนี้จะช่วยให้เราหลุดพ้น

จากความทุกข์ได้ มีแต่จะทำให้เรา

ติดอยู่ในกองทุกข์กัน ฉะนั้นพยายาม

อย่าไปหาอะไรอย่าไปพึ่งอะไร

ให้มาพึ่งธรรม พึ่งธรรมะ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

 ธรรมนี้แหละเป็นที่พึ่งของใจอย่างแท้จริง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 กันยายน 2560
Last Update : 29 กันยายน 2560 11:54:05 น.
Counter : 483 Pageviews.

0 comment
<<< “ เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ” >>>










“ เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ”

ให้รู้จักประมาณก็ให้รู้จักความพอดี

มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี

โดยเฉพาะเรื่องของปัจจัยสี่

ที่เราใช้ดูแลเลี้ยงดูร่างกาย

 อาหารกินมากเกินไปก็เกิดโทษ

 กินน้อยเกินไปก็เกิดโทษ ต้องกินให้มันพอดี

กินมากเกินไปก็เกิดน้ำหนักเกิน

 เดี๋ยวก็โรคภัยไข้เจ็บเข้ามา

 ถ้ากินน้อยเกินไปซูบผอมขาดสารอาหาร

นี้ก็เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เหมือนกัน

 ก็ต้องรู้จักความพอดี เหมือนใส่รองเท้านี่

รองเท้าก็ต้องขนาดพอดีใช่ไหม

ถ้าใหญ่เกินไปก็หลวม ใส่ไม่สบาย

 ถ้าเล็กเกินไปใส่ก็คับก็เจ็บเท้า

 ต้องหารองเท้าที่ขนาดพอดี

เสื้อผ้าก็เหมือนกัน ถ้าใช้เสื้อผ้า

ก็ต้องรู้จักปริมาณความพอดีว่าเราต้องการมีกี่ชุดกัน

ร่างกายเรามีร่างกายร่างเดียว

 เราต้องการมีเสื้อผ้าไว้สักกี่ชุดถึงจะพอ

 มีมากเกินไปก็จะทำให้เราเสียเงินเสียทอง

ไปเปล่าประโยชน์ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรมากขึ้นมา

 เพราะหน้าที่ของเสื้อผ้าก็มีไว้เพื่อหุ้มห่อร่างกาย

อันนี้เท่านั้นเอง ปกปิดร่างกายป้องกันร่างกาย

 จะเป็นเสื้อผ้าราคาแพงหรือราคาถูก

มันก็ทำหน้าที่ได้เหมือนกัน

ทำไมต้อง ไปเสียเงินเยอะๆ

เพื่อมาเอาเสื้อผ้าที่ทำหน้าที่

 ที่เสื้อผ้าราคาถูกก็ทำได้เหมือนกัน

เช่นเสื้อตัวละ 200 กับเสื้อตัวละ 2000

มันต่างกันตรงไหน มันก็ทำหน้าที่ได้เท่ากัน

มันปกปิดร่างกายหรือหุ้มห่อร่างกาย

ปกป้องร่างกายได้เหมือนกัน

นี่เราต้องรู้จักประมาณว่าเราควรจะใช้แบบไหน

 อย่าไปหลงกับรสนิยมของสังคม

 เสื้อผ้าบางทีมาจากโรงงานอันเดียวกัน

เพียงแต่อันหนึ่งมีตราอันหนึ่งไม่มีตรา

 พอมีตราก็ราคาแพงพอไม่มีตรา

ขายตามตลาดนัดก็ราคาถูก แต่มันก็เหมือนกัน

 เอามาเปรียบเทียบกันมันก็เหมือนกัน

 เรื่องอะไรเราต้องไปเสียเงินมากๆ

บางทีก็ต้องมีรสนิยม ถ้าใส่เสื้อถ้าไม่มีตราแล้ว

รู้สึกมันเชยไม่มีหน้าไม่มีตา

กระเป๋าถ้าไม่มีตราแล้วใส่แล้วมันรู้สึกมันไม่มีหน้ามีตา

 กระเป๋าเขามีไว้ใช้ใส่ของไม่ใช่เหรอ

 มันไม่จำเป็นจะต้องมาเชิดหน้าชูตาเราหรอก

 กระเป๋าเขามีไว้เพื่อใส่ของ ให้เรารู้จักประมาณ

 รู้จักเหตุผลของการใช้สิ่งต่างๆ ว่าเราใช้เพื่ออะไร

ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป

ให้พอดีกับเเหตุกับผลที่เราต้องการมัน

 แล้วชีวิตเราจะสบายไม่ถูกกดดัน

นี่ทุกวันนี้เราถูกกดดันด้วยรสนิยมของสังคม

 สังคมเขาเป็นคนวัดเรา วัดตัวเราว่าดีหรือไม่ดี

 เขาวัดอยู่ที่กระเป๋าที่เราใช้ วัดที่รองเท้าที่เราใส่

 วัดที่รถที่เราขับ ความจริงนี่ไม่ใช่เป็นเครื่องวัดคน

 เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ

 ทางกาย ทางวาจา ว่ามีศีลมีสัจย์หรือเปล่า

 ว่าทำบาปหรือทำบุญ

อันนี้แหละคือเครื่องวัดคนไม่ใช่เสื้อผ้า

 พระถึงไม่จำเป็นจะต้องมีเสื้อผ้าเหมือนญาติโยม

 พระสมัยพุทธกาลนี้ผ้าทำมาจากผ้าห่อศพ

ผ้าที่ไม่มีใครต้องการแล้ว

เพราะเสื้อผ้าไม่ใช่เป็นเครื่องวัดตัวพระ

 เครื่องวัดตัวพระก็คือ

ตัวศีลธรรมที่มีอยู่ในใจของพระ

 พระที่มีศีลธรรมมากก็มีคุณค่ามาก

พระพุทธเจ้านี่มีคุณค่ามากที่สุด

รองลงมาก็พระอรหันตสาวก

รองลงมาก็พระอนาคามี

พระอริยบุคคลขั้นต่างๆ มีอยู่สี่ขั้น

 เพราะมีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน

 นี่ก็คือเรื่องของการรู้จักประมาณ

 รู้จักความพอดี อย่ามีมากเกินไป

 อย่ามีน้อยเกินไป ร่างกายนี้ต้องมีปัจจัยสี่

ที่เหมาะสมกับฐานะของแต่ละคน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพด่ะ




Create Date : 29 กันยายน 2560
Last Update : 29 กันยายน 2560 11:28:49 น.
Counter : 387 Pageviews.

0 comment
<<< “ ทำใจเราเป็นเหมือนต้นเสา” >>>











“ ทำใจเราเป็นเหมือนต้นเสา”

ใจเรานี่นะ ถ้าเราไปโต้ตอบมันจะไม่มีวันสิ้นสุด

มันจะวุ่นวาย ถ้าใครเขาพูดอะไรไม่ชอบใจเรา

 เราก็เฉยๆ พุทโธ พุทโธเราไป ปล่อยเขาพูดไป

 ทำใจเราเป็นเหมือนต้นเสานี้

ลองไปคุยไปด่าต้นเสาดูสิ

 ด่าสักพักเดี๋ยวก็เหนื่อยเองแหละ

ต้นเสามันไม่ตอบโต้ มันไม่มี อะไร

ถ้าเราทำใจให้เฉยๆ ไม่ตอบโต้ได้

เขาจะพูดอะไรก็ปล่อยเขาพูดไป

เดี๋ยวเขาก็หุบปากเองแหละ

 ไม่ต้องไปสั่งให้เขาหุบปากหรอก

 ไม่ต้องไปขอร้องให้เขาหุบปาก

 เดี๋ยวเขาเมื่อยเขาก็หยุดเอง

ไอ้สิ่งที่ทำให้เขาไม่เมื่อยก็คือ

 เราไปตอบโต้เขานี่สิ พอเขาด่าเรา เราก็ด่ากลับ

มันก็ยิ่งทำให้เขามีกำลังขึ้น มีคำพูดมากขึ้น

 ด่าได้แรงขึ้น ด่าขึ้นอีก เดี๋ยวก็ตีกัน

เดี๋ยวก็ฆ่ากัน ทำใจให้นิ่งเถอะ จะปลอดภัย

 จะมีความสุข ไม่ว่าเราจะไปสัมผัส

รับรู้กับเรื่องอะไร เฉยให้มันเฉยอย่างเดียว

 อย่าไปตอบโต้อะไรกับใครทั้งนั้น

ใครจะชมก็เฉย ไม่ต้องยิ้ม ไม่ต้องดีใจ

ไม่ต้องบอกขอบคุณค่ะ (หัวเราะ)

เดี๋ยววันไหนเขาไม่ได้บอกว่าสวยหน่อย

ก็จะเสียใจ แล้วทำไมวันนี้ไม่บอกว่าหนูสวย

 ไม่ชอบหนูแล้วเหรอ คิดมากไปอีกแล้ว.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................

สนทนาธรรม

วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 กันยายน 2560
Last Update : 29 กันยายน 2560 11:10:13 น.
Counter : 249 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ