Group Blog
All Blog
<<< “ วัดป่า พระปฏิบัติ” >>>










“ วัดป่า พระปฏิบัติ”

ถ้ามีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ก็จะมีทานศีลภาวนา

 ท่านก็จะสอนทานศีลภาวนา

ถ้าไปหาพระที่ไม่ใช่เป็นพระสงฆ์ไม่สอนหรอก

 สอนอย่างมากก็ครึ่งเดียว

ทานศีล ภาวนานี้ไม่ค่อยมี ใช่ไหม

เพราะท่านไม่ภาวนาเอง

 แล้วท่านจะเอาภาวนาที่ไหนมาสอน สอนไม่ได้หรอก

คนถ้าไม่ทำแล้วจะไปสอนคนอื่นทำได้ยังไง

ตัวเองต้องทำก่อน ถึงจะสามารถสอนคนอื่นได้

ส่วนใหญ่ไปวัดไหนจะไม่ค่อยได้ยินเรื่องภาวนา

จะได้ยินแค่ทาน ทานเยอะ

 ยิ่งบางวัดนี้บอกให้ทำเยอะๆจะได้รวย ยิ่งทำยิ่งรวย

 ศีลก็แค่ศีลห้าก็พอ ยังไม่ต้องรักษาศีลแปดหรอก

สุดโต่งเลย สุดโต่ง พวกรักษาศีลแปดน่ะพวกสุดโต่ง

 พวกอกหัก (หัวเราะ)

คนที่อกหักเลยต้องไปรักษาศีลแปด (หัวเราะ)

 รักษาศีลห้าทำบุญก็พอแล้ว

ตายไปก็ได้ไปเป็นเทวดา กลับมาก็ร่ำรวย

เรื่องเวียนว่ายตายเกิด เรื่องนิพพานนี้มันยังเกินไป

 ไม่มีใครทำได้หรอก สมัยนี้หมดยุคหมดสมัยแล้ว

ส่วนใหญ่จะคิดกันอย่างนั้น

ก็เลยไม่มีใครเรียนไม่มีใครสอน

ก็มีไม่กี่คนน่ะพระที่สนใจเรื่องภาวนา

นับจำนวนได้เลยในเมืองไทยนี้

พระมีกี่แสน พระที่ภาวนาที่สอนภาวนานี้มีไม่มาก

 ส่วนใหญ่ก็เป็นพระป่า

เพราะพวกพี่ภาวนาต้องไปอยู่ป่า

อยู่บ้านแล้วมันภาวนาไม่ได้หรอกมันวุ่นวาย

 พระอยู่บ้านพระวัดบ้านก็วุ่นวายกับชาวบ้าน

วุ่นวายกับงานศพ สวดศพเห็นไหม

สมัยที่เราบวชนี้ เราคิดอยู่ในใจแล้ว

ถ้าวัดไหนมีศพมีสวดนี้เราไม่ไป ไม่บวชแล้ว

 จะไปหาวัดที่มีปฏิบัติ แต่ไม่มี

สมัยนั้นวัดบ้านไม่มีใครปฏิบัติกัน

 ก็พอโชคดีตอนนั้นพระครูบัวเกตุ

ท่านเพิ่งไปกราบพระป่ามา

 ไปกราบหลวงปู่ฝั้นที่สกลนคร แล้วท่านเห็นวัดป่าร่มรื่น

ท่านศรัทธาอยากจะภาวนา ท่านเลยกลับมาซื้อที่ข้างวัด

 ที่ข้างทางรถไฟที่เป็นวัดป่าสุทธิภาวันนี่

 ท่านก็ซื้อที่ ที่เป็นสวนมะพร้าวแล้วก็ปลูกกระต๊อบเล็กๆ

 ก็คงให้ญาติโยมชวนกันซื้อทำนองนั้น

ครูบาอาจารย์พอพูดอะไรลูกศิษย์ก็ เราก็ไม่รู้ว่าซื้อยังไง

 แต่ก็ท่านได้ที่มาก็แล้วกัน ไม่รู้กี่ไร่

ไม่ใหญ่ 10 ไร่หรือไม่ถึงอะไรประมาณนั้น

ตอนนั้นยังไม่มีทางรถไฟ

 ตอนนั้นเราก็กำลังหาที่บวชพอดี

เขาก็บอกว่าวัดแถวนี้ที่เคร่งที่สุดก็วัดช่องลมนั่นแหละ

 ก็เลยเอาช่องลมก็ไป ไปก็ไปพบท่าน

ไปเล่าว่าเรากำลังภาวนากำลังปฏิบัติสติปัฏฐานสี่

พูดอย่างนี้ท่านก็ตกใจ ยังไม่มีใครพูดเรื่องเหล่านี้กัน

 เราก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องแปลก

 เพราะเราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของส่วนหนึ่งของศาสนา

 เราไปพูดท่านบอกว่าบวชที่วัดท่านไม่มีการปฎิบัติหรอก

 วัดท่านก็มีแต่เรียน เรียนแล้วก็สวดกิจนิมนต์

 ตอนที่เล่าให้ท่านฟังเราก็บอกว่าหาวัดที่ปฏิบัติ

 วัดที่สวดก็ขอไม่สวด วัดที่เรียนก็ขอไม่เรียนแล้ว

 เรียนพอแล้ว เรียนพอรู้แล้วว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร

 ตอนนี้สิ่งที่ขาดก็คือที่ปฏิบัติ หนังสือนี้อ่านมาเยอะแล้ว

 รู้แล้วว่าต้องทำอะไร แต่หาที่ปฏิบัติไม่มี

ปฏิบัติในบ้านมันก็ได้เหมือนปลูกต้นไม้ในกระถาง

มันก็โตได้แค่ขนาดของกระถาง

มันจะให้ต้นไม้ใหญ่กว่านั้นไม่ได้แล้ว

 เพราะกระถางที่มันแคบ

รากไม่สามารถที่จะขยายออกไปได้

ต้องหาที่ลงต้นไม้ ต้องเอาต้นไม้ออกจากกระถาง

ตอนนั้นเราปฏิบัติอยู่ปีหนึ่งแล้วรู้สึกว่า

มันเหมือนต้นไม้อยู่ในกระถาง มันโตได้แค่นั้นแหละ

 ก็เลยต้องบวช บวชแล้วเหมือนเอาต้นไม้ลงดินเลย

 พอลงดิน นี่ดูต้นไม้ลงดินและต้นไม้ในกระถางสิ

ใช่ไหม มันใหญ่โตขนาดไหนมันห่างกันขนาดไหน

และเราก็บอกแล้วว่า

เราไม่สนใจเรื่องเรียนเรื่องสวดแล้ว

 เพราะเราไม่เห็นผลประโยชน์อะไร

 มันมีประโยชน์แค่ในระดับที่สอนให้เรารู้จักวิธีปฏิบัติ

 พอเรารู้จักวิธีปฏิบัติ เราไม่ปฏิบัติก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

 เรียนให้จบพระไตรปิฎกมันก็เหมือนกัน

 พระไตรปิฎกมีตั้ง 84,000 ข้อ

ก็สอนสามตัวนี้ ศีลสมาธิปัญญา

สอนทานศีลภาวนาทั้งนั้นแหละ

 ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น สอนให้ปฏิบัติ

ท่านก็เลยบอกว่าท่านไปกราบพระป่ามา

พระปฏิบัติแต่อยู่ทางภาคอีสานโน่น

 และท่านกำลังทำสวนทำวัดปฏิบัติอยู่

เราก็เลยขอไปดู ขออนุญาตไปดู พอเห็นเราก็เลยชอบ

 เพราะปฏิบัติในบ้านแล้วรู้สึกมันอึดอัดนะ

พอเห็นสวนถึงแม้จะไม่ได้เป็นป่า

 แต่มันก็เป็นที่ ที่ไม่มีบ้านช่องล้อมรอบ

 ก็เลย ตอนนั้นยังไม่ได้บวช กำลังเตรียมตัวจะไปบวช

 ยังไม่ได้ตัดสินใจ ก็เลยขออนุญาต

อยู่ปฏิบัติที่สวนนั่นเลย ท่านก็ให้อยู่

 เมตตาให้กินข้าวก้นบาตร แล้วท่านก็แนะนำว่า

ถ้าจะบวชต้องไปบวชที่วัดบวรฯ

สมเด็จพระญาณสังวรฯ ท่านก็สนใจเรื่องปฏิบัติ

ท่านก็ไปกราบครูบาอาจารย์ทางภาคอีสานมาเหมือนกัน

 กราบครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น ศิษย์หลวงปู่มั่น

 ถ้าไปบวชกับท่านแล้ว ท่านจะอนุญาตให้ไปอยู่

ไปปฏิบัติกับครูบาอาจารย์สายปฏิบัติได้

 เพราะตามหลักพระวินัยนี้ ถ้าบวชกับใครแล้ว

ต้องอยู่กับพระองค์นั้นห้าปี

พระครูบอกว่าถ้าบวชกับพระครูบัวเกตุ

ก็ต้องอยู่วัดช่องลมห้าปี ก็จะไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้

 ก็จะมีแต่งานสวด งานกิจนิมนต์ งานสวดศพ

แล้วก็เรียนหนังสือ บอกว่าไปที่วัดบวรฯ ดีกว่า

 เพราะที่นั่นมีชาวต่างชาติไปขอบวช

บวชแล้วท่านก็อนุญาตให้ไปอยู่ปฏิบัติ

กับวัดของครูบาอาจารย์ทางสายวัดป่า

นี้เราก็เลยยังไม่ได้ตัดสินใจ จะบวชหรือไม่บวช

ตอนนั้นยังสองจิตสองใจ รักพี่เสียดายน้อง

 ใจหนึ่งก็อยากจะบวช อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากจะบวช

 บวชแล้วมันเหมือนกับถูกจับเอาไปขังในกรงเลย

 ไปไหนก็ไม่ได้ ถ้าเป็นฆราวาสอยู่นี้

ถ้าเบื่อก็ยังเปลี่ยนที่ไปโน่นมานี่ได้

แต่ถ้าบวชนี่ห้าปีไปไหนไม่ได้ติดคุกห้าปี

ก็เลยยังสองจิตสองใจ ตอนนั้นแหมฝัน เพ้อฝันว่า

ถ้ามีใครให้เงินมาสักก้อนก็ดีจะได้ไม่ต้องไปทำงาน

จะได้ปฏิบัติต่อโดยที่ไม่ต้องบวช

แต่ไม่มีใครให้มาเงินก็หมด ก็เลยต้องเลือก

 ถ้าไม่บวชก็ต้องไปทำงาน เพราะไม่มีเงินซื้อข้าวกินแล้ว

 บ้านมีอยู่ บ้านฟรีแต่ข้าวไม่มี

ถ้าไปทำงานก็ เวลาก็จะไม่มีปฏิบัติได้เต็มที่

 ถ้าไปบวชก็สบาย บ้านฟรีข้าวฟรี

แล้วก็มีเวลา มีที่ปฏิบัติด้วย วัดป่าเป็นป่า

 ก็เลยต้องยอมจำนนด้วยเหตุผล

เพราะใจยังอยากปฏิบัติอยู่ ยังอยากภาวนาอยู่

ก็เลยตัดสินใจบวชก็บวช

 พอตัดสินใจนี้เหมือนยกภูเขาออกจากอกเลย

ใจนี้โล่งเลย เบาใจ ดีใจ สบายใจ

ใจนี้เห็นอะไรสดใสไปหมดสวยงามไปหมด

ตอนที่กำลังตัดสินใจนี้ โอ้โหยทุกข์ทรมานใจ

 จะไปทางไหนดี ถ้าเราเจอปัญหาแบบนี้รีบตัดสินใจ

 เอาทางใดทางหนึ่งไป แต่ต้องเอาให้ถูกทางนะ (หัวเราะ)

 เอาผิดทางเดี๋ยวก็น้ำตาตกในอีก.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ 






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2560 9:15:04 น.
Counter : 395 Pageviews.

0 comment
<<< การอุทิศบุญ >>>










“ การอุทิศบุญ”

แผ่กันมาไม่รู้กี่ปีแล้วหลงแผ่กัน

 พอเวลาเจอกันก็ด่ากันแยกเขี้ยวใส่กัน

แก่งแย่งชิงดีกัน ใช่ไหม แก่งแย่งชิงดีกันหรือเปล่า

 แย่งโน่นแย่งนี่กันหรือเปล่า ด่ากันหรือเปล่า

ทะเลาะกันหรือเปล่า นี่ไม่ใช่วิธีแผ่เมตตา

 เวลาอยู่คนเดียวสวด สัพเพ สัตตาก็ไม่ได้แผ่อีก

 เวลาเจอกันก็ด่ากัน ทะเลาะกัน หน้าบึ้งใส่กัน

อันนี้ก็ไม่ได้แผ่อีก เวลาแผ่เวลาเจอกันก็ทักทายกัน

 พี่สบายดีเหรอ เป็นยังไง ถามสารทุกข์สุกดิบ

 ยิ้มให้กัน บางทีไม่ต้องพูดอะไร

 เพียงแต่ยิ้ม เขาก็สุขแล้ว

 เวลายิ้มให้เขานี้ เขาก็แฮปปี้แล้ว

ไม่ใช่เจอหน้ากันก็บึ้งตึง

 นี่กิริยามันบอกความรู้สึกทางใจ ว่ารู้สึกอย่างไร

 ถ้ายิ้มนี่แสดงว่ามีความเมตตา มีไมตรีจิต

ถ้าบึ้งตึงนี่แสดงว่าโกรธแล้ว เกลียดแล้ว

 ฉะนั้นขอให้เรารู้จักวิธีแผ่เมตตา

รู้สึกชาวพุทธเรานี้โง่ขึ้นไปทุกวันทุกวัน

 ของง่ายๆเรื่องแผ่เมตตายังแผ่ไม่เป็น

 ยังไปหลงคิดว่าแผ่ เวลาแผ่นั่งอยู่คนเดียว

 แล้วก็มักจะหลง ไปปนการแผ่เมตตา

กับการอุทิศบุญอีก นั่งสมาธิเสร็จ

อยากจะอุทิศบุญอีก เอาบุญที่ไหนมาอุทิศล่ะ

 นั่งสมาธิจิตยังไม่สงบ

 มันจะได้บุญยังไง อยากจะอุทิศบุญก็นี่ ทำทานนี่

ทำทานปั๊บมันได้บุญแล้ว สำเร็จแล้ว

ทำแล้วเกิดความอิ่มใจสุขใจขึ้นมา

 นี่แหละสิ่งที่เราอุทิศก็คือความอิ่มใจสุขใจนี้เอง

 แต่นั่งสมาธิจิตยังไม่อิ่มยังไม่สุข

 แล้วจะเอาอะไรไปแผ่

 นั่งแล้วกลับมีความรู้สึกอึดอัดอย่างนี้

 จะแผ่ความอึดอัดไปให้เขาเหรอ

นั่งสมาธิมันต้องมีความสุขก่อน

 ถึงจะแผ่ความสุขนั้นได้

 ซึ่งยาก คนที่จะได้สมาธินี้หายาก

คนที่นั่งสมาธิมีเยอะ นั่งแต่นั่งแล้วยังไม่ได้ผล

เหมือนกับคนที่ปลูกต้นไม้น่ะ ปลูกเยอะ

 แต่ต้นไม้ที่ปลูกมันไม่โต มันตายเสียก่อน

ปลูกแล้วมันไม่โต ปลูกแล้วไม่รดน้ำ

คนที่จะนั่งสมาธิแล้วได้ผลนี้จะต้องปฏิบัติทั้งวัน

 ทั้งวันทั้งคืน จิตถึงจะรวมเป็นสมาธิ

เป็นหนึ่งและเป็นสมาธ แล้วอยากจะอุทิศก็ได้

 แต่เราไม่นิยมสอนให้อุทิศแบบนี้ เพราะมันยาก

เดี๋ยวคนรออุทิศกลับมาเกิดเสียก่อน (ยิ้ม)

 เพราะคนที่จะอุทิศบุญ ด้วยสมาธิไม่เคยได้สมาธิเลย

 แล้วจะเอาสมาธิที่ไหนไปอุทิศล่ะ ใช่ไหม

สวดมนต์ก็คิดว่าสวดแล้วได้บุญแล้ว ยังไม่ได้

บุญที่เกิดจากการสวดก็คือ จิตต้องสงบรวมเป็นสมาธิ

ถึงจะเรียกว่าบุญ ถึงจะเรียกว่าผลบุญ เกิดขึ้นแล้ว

ถ้ายังอยากจะอุทิศบุญก็ไปทำบุญเสีย ไปทำทาน

ทำกับใครก็ได้ ทำกับพระก็ได้ ทำกับโรงเรียนก็ได้

ทำกับโรงพยาบาลก็ได้

ทำแล้วมันเกิดความสุขใจอิ่มใจขึ้นมา

ก็อุทิศบุญไปเลย ไม่ต้องให้มีพระมาสวดด้วย

 บางคนคิดว่าจะอุทิศบุญนี้

ต้องมีพระมาสวดก่อนถึงจะอุทิศได้

 ถ้างั้นพระก็ตายวันนึงนั่งสวด

 โอ้โหถ้ามา 10 คนมาถวายทาน 10 ครั้ง

ก็ต้องสวดกัน 10 ครั้ง

ที่นี่เลยสวดหนเดียว ให้พรหนเดียวพอ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2560 8:40:07 น.
Counter : 152 Pageviews.

0 comment
<<< "ผูกใจไว้ด้วยบทภาวนา" >>>











"ผูกใจไว้ด้วยบทภาวนา"

การนั่งสมาธิ ก็นั่งเพื่อให้ใจสงบ ไม่ให้คิดอะไร

ใจจะไม่คิดอะไรก็ต้องมีเครื่องกำกับ

 เช่นคำบริกรรมพุทโธๆ หรือการดูลมหายใจเข้าออก

 เอาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

บริกรรมพุทโธไปโดยที่ไม่ต้องดูลมหายใจเข้าออกก็ได้

 ให้อยู่กับคำบริกรรมพุทโธๆ ไป

หรือจะดูลมหายใจอย่างเดียวก็ได้

 ดูลมหายใจเข้าหายใจออก ที่ปลายจมูก

หรือจะเอา ๒ อย่างปนกันก็ได้ หายใจเข้าก็ว่าพุท

 หายใจออกก็ว่าโธก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ

 แล้วแต่ความถนัด หรือถ้าเรายังดูลมไม่ได้

 หรือพุทโธไม่ได้ จะสวดมนต์ไปภายในใจก่อนก็ได้ 

สวด อิติปิโส สวด อะระหังสัมมา สวากขาโต สุปะฏิปันโน

 สวดไปเพื่อป้องกันไม่ให้ใจไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ

 แล้วพอใจรู้สึกเบาเย็นสบาย ถ้าดูลมได้ก็ดูลมต่อไป

 ถ้าพุทโธได้ก็พุทโธต่อไป แล้วใจก็จะเข้าสู่ความสงบ

เข้าสู่ความสุขความสบายใจ โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไร

 ไม่ต้องมีเงินทอง ไม่ต้องมีสิ่งของต่างๆ

 มาให้ความสุขกับเรา เราสามารถหาความสุข

ภายในตัวของเราได้ แล้วต่อไปเราจะได้ไม่ต้องพึ่งใคร

ไม่ต้องพึ่งเงินทอง ไม่ต้องพึ่งสิ่งของ

ไม่ต้องพึ่งบุคคลต่างๆ และไม่ต้องพึ่งร่างกายของเรา

 จะได้ไม่ต้องทุกข์กับเขา เพราะไม่ช้าก็เร็ว

เขาก็จะต้องมีวันจากเราไปนั่นเอง

ดังนั้น ตอนนี้เรามาหัดทำใจให้สงบกัน

 เราได้ยินได้ฟังมามากมายพอสมควรแล้ว

 ตอนนี้ถูกบังคับให้นั่ง ถ้ามันไม่ถูกบังคับ

 มันก็จะไม่นั่งกัน กิเลสมันไม่ยอมให้นั่งง่ายๆ

เวลานั่งแล้วก็ไม่ต้องกังวลกับร่างกาย

 ร่างกายจะเอนไปทางไหนก็ไม่ต้องไปสนใจ

 คันตรงไหนก็ไม่ต้องไปสนใจ

มีอะไรมาให้รู้ก็อย่าไปสนใจ ให้รู้อยู่กับลม

หรืออยู่กับพุทโธ หรืออยู่กับการสวดมนต์ของเราไป

ใจจะได้เป็นสมาธิเป็นหนึ่ง ถ้าไปสนใจเรื่องนั้นเรื่องนี้

 มันก็จะทำให้ใจแตก ใจไม่รวมเป็นหนึ่ง

 เราต้องการให้ใจรวมเป็นหนึ่ง เราต้องอยู่กับเรื่องเดียว

 อยู่กับพุทโธ หรืออยู่กับลม หรืออยู่กับการสวดมนต์ 

ขอให้เราพยายามทำกัน

แล้วเราจะได้พบกับสิ่งที่ดีที่วิเศษ

 ที่มีอยู่ในตัวของเราเอง ที่จะอยู่กับเราไปตลอด

ไม่มีวันสิ้นสุด แม้ร่างกายนี้จะตายไป

 เราก็ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 และความสงบที่เราได้ก็จะไม่จากเราไป

 เพราะมันอยู่กับเรา "อยู่ที่ใจ".

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................................

หนังสือสติธรรม











ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2560 9:26:28 น.
Counter : 228 Pageviews.

0 comment
<<< “ ซ้อมฝึกปฏิบัติไปในตัว” >>>









“ ซ้อมฝึกปฏิบัติไปในตัว”

ทำอย่างพระนี้ มีอาชีพก็เพียงวันละชั่วโมง

 ไปบิณฑบาตกัน บิณฑบาตก็เป็นอาชีพของพระ

อาชีพหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

บิณฑบาตเสร็จกลับมา ฉันเสร็จก็หมดแล้ว

ทีนี้ก็ซ้อมปฏิบัติกัน พระที่อยู่บนเขานี้

 ตอนเช้าก็เดินลงไปตีสี่กว่า เดินไปให้ทันสว่างที่วัดข้างล่าง

 เพื่อที่จะได้ขึ้นรถไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน

บิณฑบาตที่หมู่บ้านเสร็จ กลับมาก็มาฉันที่ศาลา

ขณะที่บิณฑบาตขณะที่ฉันก็ปฏิบัติ ปฏิบัติด้วยสติ

 ที่คอยควบคุมจิตตลอดเวลา ไม่ให้จิตคิดโน่นคิดนี่

 คิดเรื่องนั้นคิดเรื่องนี้ ให้อยู่กับงานที่กำลังทำ

 เดินบิณฑบาตก็เหมือนเดินจงกรมไป

 ถึงเวลาเปิดฝาบาตรก็เปิดถึงเวลาปิดก็ปิด

 แต่ไม่ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ คนนั้นคนนี้

ไม่ไปมอง เดินไปมองร้านโน้นมองร้านนี้

มองคนนั้นมองคนนี้ พระจะเดินแบบ

ทอดสายตาลงไปข้างหน้า มองแค่เฉพาะเวลาโยมใส่บาตร

 ให้โยมใส่บาตรก็เปิดฝาบาตร ไม่มองหน้าโยม

 โยมใส่บาตรเสร็จก็ไป นี่เรียกว่าเป็นการปฏิบัติ

ทำไปในตัว ฝึกสติ สตินี้มีไว้เพื่อหยุดความคิด

ถ้าไม่มีสติมันก็จะคิดเพ้อเจ้อ คิดเพ้อฝัน คิดเรื่อยเปื่อย

 คิดแล้วก็เกิดอารมณ์ เกิดความอยากต่างๆขึ้นมา

 ทำให้ใจร้อน นักปฎิบัติอาชีพนี้ ไม่ว่าเขาทำอะไร

ที่จำเป็นต้องทำ เขาก็ทำไปแบบปฏิบัติไป

ควบคู่กันไป บิณฑบาตก็บิณฑบาตไป

 แต่ใจก็ปฏิบัติสติไป ฝึกสติคอยควบคุมความคิด

ไม่ให้คิด ให้อยู่ในปัจจุบัน ให้อยู่ที่งานที่กำลังทำ

 เวลากลับมาถึงวัด ฉันก็ไม่คุยกัน

 ต่างคนต่างฉันกัน เวลาฉันก็ดูอาหารพิจารณาอาหาร

พิจารณาใจ ดูว่ามีความอยากกับอาหารหรือเปล่า

 ถ้ามีความอยากก็ต้องพิจารณาด้วยปัญญา

 ให้มันไม่อยาก ให้กินแบบไม่อยากกินแบบกินยา

 ยานี้เรากินเราไม่ค่อยอยากกิน แต่เราต้องกิน

 กินแบบกินยายังไง ก็ให้นึก มันอยากก็ให้นึกถึงอาหาร

ที่มันน่ากินแล้วเวลามันเข้าไปในปากแล้วมันน่ากินไหม

 อาหารที่อยู่ในจานเห็นแล้วน้ำลายไหล

นี่แสดงว่าอยากแล้ว เวลามันเข้าไปในปาก

เคี้ยวผสมกับน้ำลาย แล้วคายออกมานี้

ยังอยากจะกินเข้าไปไหม

ให้นึกถึงภาพของอาหารที่อยู่ในปาก

อย่าไปคิดถึงอาหารที่อยู่ในจาน

ถ้านึกถึงอาหารในจานแล้วมันอยากกิน

 แต่คิดถึงอาหารที่อยู่ในปากแล้ว

ถ้าคายออกมาแล้วมันกินไม่ลง

หรืออยู่ในท้อง หรือเวลาถ่ายออกมา

นี่คือวิธีพิจารณาอาหารเพื่อไม่ให้กินด้วยความอยาก

 พิจารณาว่าในที่สุดมันก็ต้องกลายเป็นอุจจาระไป

 อาหารอันวิเศษราคาแพงๆ ไปนั่งตามร้านอาหาร

สั่งอาหารชนิดนั้นชนิดนี้มา

เดี๋ยวก็มากลายเป็นอุจจาระไป

หน้าที่ของอาหารก็มีเพื่อเลี้ยงดูร่างกายเท่านั้นเอง

 ไม่ให้ร่างกายมันหิว หรือดับความหิว

ที่เกิดจากการขาดอาหาร

 แต่ยังไปรับประทานอาหารด้วยการติดรสชาติอาหาร

 ติดรูปของอาหาร มันจะเป็นกิเลส

มันจะทำให้อยากกินมาก กินเท่าไหร่ก็ไม่พอ

 ทั้งๆที่ร่างกายไม่ต้องการ แต่เราก็ยัดอาหารเข้าไป

ให้ร่างกายมันพองขึ้นมา

เห็นไหมคนที่พองก็เพราะกินอาหารด้วยความอยาก

นึกถึงอาหารเห็นอาหารที่อยู่ในจานแล้วอดไม่ได้ ต้องกิน

 บางทีร่างกายมันอิ่มแล้วแต่ใจมันไม่อิ่ม

กินแบบนี้มันก็จะเป็นโทษ เพราะมันจะหิวอยู่เรื่อยๆ

 แต่ถ้ากินแบบกินยานี้ มันจะไม่หิว กินหนเดียว

 พระวัดนี้ฉันมื้อเดียว ไปบิณฑบาตเสร็จ

กลับมาพิจารณาอาหารฉันไป ฉันเสร็จก็ล้างบาตร

เสร็จแล้วก็ช่วยกันกวาดถูศาลาให้เรียบร้อย

เก็บข้าวเก็บของให้เรียบร้อย

แล้วก็ขึ้นรถขึ้นมาอยู่บนเขา พอมาถึงก็แยกกัน

ไปอยู่ตามที่พักของตน ไปเดินจงกรม ไปนั่งสมาธิ

 ไปควบคุมจิตต่อไปด้วยสติ

เบื้องต้นนี้ต้องฝึกสติให้มาก

เพื่อทำจิตให้สงบ เป็นสมาธิก่อน

พอควบคุมจิตได้ สั่งให้จิตเข้าสมาธิได้แล้ว

 ทีนี้เวลาไม่ได้อยู่ในสมาธิก็มาใช้ปัญญา

 มาพิจารณาสภาวะธรรมต่างๆที่เราไปเกี่ยวข้องด้วย

 ว่าสิ่งต่างๆที่เรามีอยู่นี้ มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ของเรา

 สักวันหนึ่งก็ต้องจากเราไป แล้วสิ่งต่างๆที่เราอยากได้

ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน ได้มาแล้ว

เดี๋ยวมันก็จากเราไปเหมือนกัน

พิจารณาเพื่อให้เราไม่อยากได้อะไร

 เพราะเวลาที่จากเราไป มันทำให้เราทุกข์กัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2560 10:09:28 น.
Counter : 318 Pageviews.

0 comment
<<< ทานบารมี >>>








“ทานบารมี”

ทานก็คือการเสียสละแบ่งปันทรัพย์สมบัติ

ข้าวของเงินทอง ประโยชน์สุข

ที่เรามีเกินกว่าความต้องการของเรา

เช่นมีเงินมากกว่าที่เราจะใช้ได้

เงินที่เราต้องใช้กับสิ่งที่จำเป็นเช่นปัจจัยสี่

 เรามีพอเพียงมีเหลือเฟือ เงินที่เหลือนั้นเราไม่ได้ใช้อะไร

 เก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้

ท่านก็บอกว่าให้เรามาเปลี่ยนเป็นทานดีกว่า

 เอามาทำทานแล้วจะได้บุญติดตัวไป

บุญนี้ก็เป็นเหมือนทรัพย์ที่เราจะใช้

เวลาที่ร่างกายของเรานี้ตายไปแล้ว เวลาเราตายไป

ร่างกายนี้ตายไป เราไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 เราเป็นดวงวิญญาณ ตอนนี้เราเป็นดวงใจดวงจิต

เวลาเราอยู่กับร่างกายเราก็เรียกตัวเราว่าจิตใจ

 จิตใจก็คือผู้คิดผู้รู้ ผู้มีความรู้สึกนึกคิดต่างๆ คือจิตใจ

 พอจิตใจไม่มีร่างกายเขาก็เรียกว่าดวงวิญญาณ

 ดวงวิญญาณก็ต้องไปท่องเที่ยวอยู่ในโลกทิพย์ต่อไป

 โลกทิพย์นี้ก็ต้องมีเงินทองเหมือนกับโลกธาตุที่เราอยู่กัน

 แต่เงินทองของโลกทิพย์นี้ไม่ใช่เป็นธนบัตร

 แต่เป็นบุญที่เราทำกัน ที่เกิดจากการทำทาน

 ที่เกิดจากการสร้างทานบารมี การสร้างทานบารมีนี้

เป็นเหมือนกับการเปลี่ยนสกุลเงิน

 เหมือนกับเวลาที่เราจะเดินทางไปต่างประเทศ

 เราก็จะเปลี่ยนเงินบาทไปเป็นเงินสกุลของประเทศที่เราจะไป

 ไปญี่ปุ่นเราก็เปลี่ยนเป็นเงินเยน

 ไปสหรัฐเราก็เปลี่ยนเป็นเงินดอลล่าร์

 เพราะเงินบาทใช้ไม่สะดวกถ้าเราไปอยู่ต่างประเทศแล้ว

 เขาจะไม่ไปซื้อของไม่ได้ ไปจ่ายเงินให้ทางโรงแรมไม่ได้

แต่ถ้าเรามีเงินของสกุลประเทศนั้น

เราก็สามารถใช้จ่ายได้ทันทีไม่ยุ่งยากไม่ลำบาก

 ฉันใดเวลาเราตายไปนี้ เวลาร่างกายตายไปนี้

เราต้องไปเดินทาง เราต้องย้ายไปอยู่ในโลกทิพย์

 โลกทิพย์นี้เขาใช้บุญเป็นสกุลเงิน

ถ้าไม่มีบุญก็ต้องไปเป็นขอทานบุญ

อย่างที่เวลาที่เราทำบุญแล้วเรากรวดน้ำอุทิศบุญ

ให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเนี่ยเรากำลังส่งเงินสกุลบุญ

ไปให้แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว เพราะเงินบาทที่เราใช้กันอยู่นี้

ไม่สามารถเอาไปใช้ในโลกทิพย์ได้

ต้องเปลี่ยนเป็นเงินบุญ สกุลบุญ

 เขาถึงจะเอาไปซื้อข้าวซื้อของซื้ออาหารซื้อของจำเป็นได้

 นี่คือเรื่องของการทำทานบารมี

ทำด้วยการแปลงเงินทองที่เรามีอยู่นี้ให้เป็นบุญ

 แล้วมันจะติดตัวไปกับเราเวลาที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

แต่เราไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

เราก็เหมือนกับเดินทางออกไปนอก

ประเทศไปต่างประเทศ เราก็ต้องมีเงินสกุล

ของประเทศที่เราจะเดินทางไป

ประเทศที่เราจะไปก็คือโลกทิพย์ โลกทิพย์นี้ก็ต้องใช้บุญ

 นอกจากการได้เงินติดตัวไปใช้ในโลกทิพย์แล้ว

 เงินทองที่เราใช้ในการทำบุญทำทานนี้

ยังเป็นเหมือนเงินที่เราฝากไว้ในธนาคาร

สำหรับภพหน้าชาติหน้าอีกด้วย

 เวลาที่เรากลับมาเกิดภพหน้าชาติหน้า

เราก็จะมีเงินทองรอเราอยู่ เหมือนกับมีเงินทอง

ที่เราฝากไว้ในธนาคารนี่แหละ

 คนเราทำไมถึงมาเกิดแล้วจึงรวย รวยมากรวยน้อยต่างกัน

 เพราะทำทานมาไม่เท่ากัน คนทำทานมามาก

กลับมาเกิดก็รวยมากกว่าคนที่ทำทานน้อย

 นี่ก็คือเรื่องของทานบารมี การทำทานนี้ก็ไม่จำเป็น

ที่จะต้องทำกับพระสงฆ์องค์เจ้ากับวัดวาอารามเท่านั้น

 สามารถทำได้กับสัตว์ทั้งปวง

ที่ไหนมีความทุกข์ยากเดือดร้อนลำบาก

เราก็เอาเงินทองนี้ไปช่วยบรรเทาความทุกข์ยากลำบาก

 ไปที่วัดก็ได้ ไปที่โรงพยาบาลก็ได้ ไปที่โรงเรียนก็ได้

 ไปที่บ้านคนชราก็ได้ ไปที่สภากาชาดไทยก็ได้

ไปที่ป่อเต็กตึ๊งก็ได้ร่วมกตัญญูก็ได้

 หรือให้ขอทานข้างถนนก็ได้ ให้เพื่อนฝูงก็ได้

ให้ญาติพี่น้องก็ได้ ให้บิดามารดาก็ได้

เป็นทานทั้งนั้นเป็นการทำบุญทั้งนั้น

ให้พ่อให้แม่ก็เป็นการทำบุญทำทาน

 ให้พี่ให้น้อง ให้ขอทาน ให้นกให้ปลา

ปล่อยนกปล่อยปลา อันนี้อยู่ในทานบารมีทั้งนั้น

 หรือไปไถ่ชีวิตวัวควายที่เขาจะฆ่า

อันนี้ก็เป็นการให้ทานเหมือนกัน

 เพราะเราต้องเสียสละเงินทองของเรา

ไปเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น เรียกว่าทาน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐

“เพียรสร้างบุญบารมี”






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2560 9:59:43 น.
Counter : 276 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ