Group Blog
All Blog
<<< "ขั้นตอนของการดำเนินมรรค" >>>










“ขั้นตอนของการดำเนินมรรค”

ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นที่ร่างกายของเรา

สิ่งแรกที่เราได้คือร่างกายของเรา

 และสิ่งสุดท้ายที่เราจะเสียก็คือร่างกายของเรา

พอเราได้ร่างกาย เราก็มาหารูปเสียงกลิ่นรสกัน

มาหาลาภยศสรรเสริญกัน แล้วเราก็ดิ้นรนต่อสู้

รักษาสิ่งที่เราหามาได้ พร้อมๆ กับการหาสิ่งใหม่ๆ

มาเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ ชีวิตของเราก็เลยมีแต่การดิ้นรน

มีการต่อสู้ เป็นชีวิตที่ค่อนข้างจะเหน็ดเหนื่อย

ความเหน็ดเหนื่อยนี้ก็เรียกว่าความทุกข์นั่นเอง

อยู่เฉยๆ ไม่ได้ ถ้าอยู่เฉยๆ แล้ว กลัวจะลำบาก

กลัวจะทุกข์ เพราะอยู่เฉยๆ

 เดี๋ยวจะไม่มีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะให้เสพ

 จะไม่มีลาภยศสรรเสริญมาให้ความสุข

ก็เลยต้องดิ้นรนคอยหามาอยู่เรื่อยๆ

 พอหามาแล้วมันก็หมดไปตามลำดับของมัน

ชีวิตก็เลยเป็นชีวิตที่ต้องต่อสู้อยู่ตลอดเวลา

 ต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่กับการหาสิ่งต่างๆ

 เหน็ดเหนื่อยเกี่ยวกับการดูแลรักษาสิ่งต่างๆ

 และมาวุ่นวายมาเศร้าโศกเสียใจ

เวลาที่ต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ ไปในที่สุด

คือ เวลาที่ร่างกายนี้ตายไป

 สิ่งต่างๆ ที่หามาได้หายไปหมด

 ความสุขที่ได้จากสิ่งต่างๆ ก็หายไปหมด

 เหลือแต่ความทุกข์ที่ต้องเสียสิ่งต่างๆ ไป

นี่คือสาเหตุที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะมีความคิดว่า

จะต้องหาวิธีให้หลุดจากการมาเกิด

มาแก่ มาเจ็บ มาตาย ให้ได้

 จึงทำให้เจ้าชายสิทธัตถะนี้ที่อยู่ท่ามกลางความสุข

ของลาภยศสรรเสริญ ของรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 จำเป็นจะต้องสละราชสมบัติสละสิ่งเหล่านี้

 เพราะทรงเห็นด้วยปัญญาว่า ในอนาคต

พระองค์ก็จะต้องสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไป

 เมื่อสังขารร่างกายเริ่มแก่ลง เริ่มเจ็บไข้ได้ป่วย

 เริ่มเข้าสู่ความตาย ก็จะไม่สามารถมีความสุขกับสิ่งต่างๆ

 ที่มีอยู่ในโลกนี้ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในตอนนั้น

ก็จะมีแต่ความทุกข์ พระองค์จึงตัดสินพระทัยว่า

จะต้องไปหาวิธีที่จะทำให้จิตใจ

ไม่ต้องมาทุกข์กับเรื่องราวต่างๆ

ที่กำลังจะประสบในอนาคต จึงได้ทรงออกบวช

 ไปศึกษากับผู้ที่รู้ว่าจิตใจนี้เป็นสิ่งที่ไม่ตาย

 เป็นสิ่งที่มายึดติดมามีร่างกายเพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง

 ที่ยังไม่มีใครค้นพบว่าเป็นอะไร

 มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวที่ทรงเป็นผู้ทรงค้นพบว่า

 เหตุที่ดึงดูดจิตใจให้มามีร่างกายกันนี้ก็คือ

 ตัณหาทั้ง ๓ นี้ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

 ที่เป็นตัวสร้างความทุกข์ให้กับจิตใจ เป็นตัวที่บีบคั้นจิตใจ

 ทุกครั้งที่เกิดความอยากเหล่านี้ขึ้นมา

 จิตใจนี้เหมือนถูกบีบ ทำให้ปวดร้าวในจิตใจ

 ทำให้มีความทุกข์ทรมานใจ

พระองค์จึงทรงค้นหาวิธีที่จะทำให้จิตใจไม่ต้องมาทุกข์

กับเหตุการณ์ต่างๆ กับความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสิ่งต่างๆ

ของการดับของสิ่งต่างๆ ก็ทรงค้นพบวิธีทำใจให้สงบนี้เอง

 เมื่อทำใจให้สงบได้ ใจก็จะระงับความอยากได้

ความอยากที่คอยบีบคั้นจิตใจให้ทุกข์ทรมานใจ

 ก็จะยุติลงชั่วคราว การฝึกในเบื้องต้นนี้

ทรงค้นพบวิธีที่จะยุติความอยากได้ชั่วคราว

คือ การฝึกสติ สมาธิ ที่เป็นองค์ประกอบของมรรค ๘ นี้เอง

คือ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ และทรงพบว่า

ก่อนที่จะมาฝึกสัมมาสติ สัมมาสมาธิได้

ก็ต้องมีสัมมาอาชีโว สัมมากัมมันโต สัมมาวาจา

 เพราะถ้าไม่มีการกระทำที่ถูกต้อง

ไม่มีการพูด วาจาที่ถูกต้อง

ไม่มีการกระทำความเพียรที่ถูกต้อง

ไม่มีอาชีพที่ถูกต้อง ก็จะไม่สามารถมาดำรง

 มาเจริญสัมมาสติ สัมมาสมาธิได้นั่นเอง

ผู้ที่จะมาเจริญสัมมาสติ สัมมาสมาธิได้นี่

จำเป็นจะต้องมีศีลนั่นเอง ศีลก็ต้องเป็นศีลของนักบวช

สัมมากัมมันโตก็คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์

 ไม่ร่วมหลับนอนกับใคร ไม่พูดปด ไม่พูดคำหยาบ

ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่อเสียด

 สัมมาอาชีโวก็อาชีพที่มีไว้

เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้นเอง

ไม่ได้ทำอาชีพเพื่อให้ร่ำให้รวย

 เพื่อให้มีสมบัติมากมาย เพื่อที่จะได้ซื้อสิ่งต่างๆมาเสพ

 ซื้อรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะมาเสพ

 สัมมาอาชีพคืออาชีพสุจริต ที่ไม่ผิดกฎหมาย

ไม่ไปสร้างความเสียหายเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น

 แล้วก็เป็นอาชีพที่มีไว้เพื่อเลี้ยงชีพจริงๆ

 เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง วิธีที่เลี้ยงชีพที่ถูกต้องที่สุดก็คือ

 การบิณฑบาต นี่เอง อันนี้เป็นการเลี้ยงชีพของมรรค ๘

อย่างแท้จริง คือ สัมมาอาชีโว

พระภิกษุมาบวช พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนให้รักษาศีล

 ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ เพื่อให้เกิดสัมมากัมมันโตขึ้นมา

 สัมมาวาจาขึ้นมา เพราะเมื่อมีสัมมากัมมันโต

 สัมมาวาจา ก็จะไม่มีเรื่องมีราวกับใคร

จะไม่ต้องไปเสียเวลากับการไปแก้ปัญหาต่างๆ

ที่เกิดจากการกระทำที่ไม่ถูกต้อง

 เช่นถ้าไปลักทรัพย์ เดี๋ยวก็ต้องไปติดคุกติดตะราง

 ต้องคอยหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจ

 ทำบาปแล้วมันก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมา

 ก็จะไม่มีเวลามาเจริญสัมมาสติ เจริญสัมมาสมาธิได้

ดังนั้น ผู้ที่ต้องการจะมาหยุดความอยาก

ในระดับของสัมมาสติ สัมมาสมาธิ

ก็ต้องมีสัมมากัมมันโต สัมมาวาจา

 คือ มีศีล ๘ ขึ้นไป ถ้ามีศีล ๕ นี้

มันยังทำให้จิตใจไปเถลไถลทำกิจกรรมอย่างอื่นได้

 จะไม่มาทำสัมมาสติ สัมมาสมาธิ จะไม่มีสัมมาวายาโม

 คือความเพียรที่ถูกต้อง เพราะจะไปเพียร

อยู่กับการหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 ถ้าถือเพียงศีล ๕ ก็ยังไปร่วมหลับนอนกับแฟนได้

 ยังไปเสพกามตัณหาได้

การร่วมหลับนอนกับคู่ครอง

ก็เป็นการเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ เสพกามนี่เอง

 แล้วก็การไปรับประทานอาหาร

มากเกินความต้องการของร่างกาย

 ก็เป็นการเสพกามผ่านทางรสชาติ

 ก็รูปเสียงกลิ่นรสเหมือนกัน

 เสพกาม แล้วก็ไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ

 ไปงานบันเทิงต่างๆ ไปดูมหรสพต่างๆ

 ต้องแต่งเนื้อแต่งตัว แต่งกายไว้ให้งาม

ก็จะเอาเวลามาทำกิจกรรมเหล่านี้หมด

ถ้าสัมมากัมมันโต สัมมาวาจา เป็นเพียงศีล ๕

 ก็จะไม่พอเพียงที่จะทำให้เกิดสัมมาวายาโม

 คือ ความเพียรที่ถูกต้อง

 ความเพียรที่ถูกต้องคือความเพียรที่จะเจริญสติ

สัมมาสมาธินั่นเอง ดังนั้น ผู้ที่ต้องการจะสร้างมรรค ๘

 ต้องเริ่มต้นที่สัมมากัมมันโต สัมมาวาจา และสัมมาอาชีโว

ก็ต้องถือศีล ๘ อาชีพก็เพียงแต่หาปัจจัย ๔

มาเลี้ยงชีพก็พอ ไม่หามากเกินไป

 เพราะถ้าหามากก็จะไม่มีเวลามาเจริญสติ

เจริญสัมมาสมาธิ เช่น คนที่ทำงานบินไปบินมา

 อันนี้หาเงินมากกว่าเงินทองที่จะเอามาใช้

กับการเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มาซื้อกระเป๋าซื้อรองเท้า

ซื้อเสื้อผ้า ซื้อคอนโด ซื้อรถ ซื้ออะไรต่างๆ

 อันนี้ไม่ถือว่าเป็นสัมมาอาชีโวในระดับของมรรค ๘

 แต่สำหรับของฆราวาสผู้ครองเรือน

 ผู้ถือศีล ๕ นี่ ยังถือว่าเป็นสัมมาอาชีโวอยู่

 คือเป็นอาชีพที่ไม่ผิดศีลผิดธรรม ไม่ผิดกฎหมาย

“สัมมาอาชีโว” ก็มีหลายระดับด้วยกัน

 วันนี้พูดถึงระดับสูงสุด ระดับที่เป็นระดับของมรรค ๘ จริงๆ

 ต้องมีอาชีพเพียงเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น

 ตัวอย่างที่ถูกต้องที่สุดก็การบิณฑบาต

ญาติโยมบางคนที่มาอาศัยอยู่กับพระก็ทำแบบเดียวกัน

 ไปช่วยพระเดินบิณฑบาต พระได้อาหารมา

 พระก็แบ่งอาหารจากการที่ได้บิณฑบาต

ให้ญาติโยมที่มาถือศีล ๘ มาปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด

ก็กินมื้อเดียวเหมือนกับพระ ปฏิบัติเหมือนกับพระ

 กินแล้วก็จบ แล้วก็จะได้ไม่มาวุ่นวาย

 ต้องทำงานทั้งวันทั้งคืน อันนี้ทำแค่ชั่วโมงเดียวก็ได้แล้ว

 ได้อาหารมาพอเพียง แล้วก็มารับประทานมื้อเดียว

 ฉันเสร็จแล้วทีนี้ก็หมดแล้วกิจกรรมสำหรับทางร่างกาย

 ต่อจากนั้นก็เป็นกิจกรรมของจิตใจของมรรค ๘

ของการเจริญสัมมาสติ เจริญสัมมาสมาธิ

เพื่อให้เข้าสู่การเจริญสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโปต่อไป

นี่คือการเจริญมรรค

ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงนำเอามาเผยแผ่สั่งสอน

แต่ก็แบ่งไว้เป็น ๒ ระดับ ระดับของนักบุญ

และระดับของนักบวช ระดับของนักบุญก็สัมมากัมมันโต

 สัมมาวาจา ก็อยู่แค่ศีล ๕

 สัมมาอาชีโวก็ทำอาชีพไม่ผิดกฎหมาย

ไม่ผิดศีลธรรม ไม่เบียดเบียนชีวิตของผู้อื่น

 แต่จะหามามากน้อยเพียงใดก็ไม่ห้าม

 อยากได้ ๑๐๐ ล้าน ๑,๐๐๐ ล้านก็หาได้

 ก็ยังถือว่าเป็นสัมมาอาชีโวอยู่

ได้เงิน ๑๐๐ ล้าน ๑,๐๐๐ ล้าน

 จะไปซื้ออะไรก็ไม่เสียหายตรงไหน

 เสียหายตรงที่ว่าจะทำให้ไม่มีเวลาที่จะมาสร้างสัมมาสติ

 สร้างสัมมาสมาธิ ที่จะเป็นตัวที่จะหยุดตัณหาความอยาก

 ตัวที่จะกำจัดความอยากต่างๆ

ที่เป็นตัวดึงดูดให้ใจต้องติดอยู่ในวัฏสงสาร

อยู่ในการเวียนว่ายตายเกิดในไตรภพนี้

สำหรับนักบุญก็เป็นผู้ที่ยังถือว่ามีอินทรีย์น้อย

“อินทรีย์ ๕” คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ยังมีน้อย

 เปรียบเทียบก็เหมือนเด็กที่เรียนอยู่ในระดับประถม

ระดับมัธยม ไม่เหมือนกับเด็กที่เข้าสู่ระดับปริญญา

 อุดมศึกษา มีความสามารถเรียนรู้ไม่เท่ากัน

 มีความสามารถที่จะปฏิบัติไม่เท่ากัน

 แต่ก็เป็นขั้นตอนของการดำเนินมรรค

คือ ก็ต้องเริ่มจากระดับต่ำขึ้นไปสู่ระดับสูงก่อน

 เพราะทุกคนเกิดมาก็เกิดมาเป็นฆราวาส

เป็นผู้ครองเรือนกัน ก็จะถนัดกับการเป็นนักบุญก่อน

 เมื่อได้เป็นนักบุญแล้ว ต่อไปก็จะมีกำลังที่จะพัฒนา

 จากการเป็นระดับนักบุญนี้ขึ้นไปสู่การเป็นนักบวช

 เช่นนักบุญบางท่านก็ในวันหยุด

 เช่น ๓ วันนี้ แทนที่จะไปหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 แทนที่จะไปเพิ่มพลังแรงดึงดูด

ให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิด

ก็มาฝึกวิธีลดพลังแรงดึงดูด

ที่จะดูดให้กลับมาเวียนว่ายตายเกิด

ด้วยการไปอยู่วัดกัน ไปอยู่แบบนักบวชกัน

 ไปหัดเป็นนักบวชกัน เป็นนักบวชชั่วคราวก่อน ๓ วัน

 หยุด ๓ วันนี้ก็ไปเป็นนักบวชชั่วคราว

เคยถือศีล ๕ ก็เปลี่ยนเป็นการถือศีล ๘

แล้วก็เคยดูหนังฟังเพลง

 เคยเที่ยวเคยกินเคยดื่มตามความอยาก

 ทีนี้ก็ต้องกำจัด ถ้าจะกินจะดื่ม

ก็ต้องกินดื่มแบบสัมมาอาชีโว

 กินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น

ไม่กินไม่ดื่มเพื่อตอบสนองตัณหาความอยาก

 แล้วก็จะได้มีเวลาที่จะมาเจริญสัมมาสติ สัมมาสมาธิ

 มาเจริญสัมมาวายาโม ความเพียรชอบ

 ความเพียรชอบก็มาเจริญสติกัน

 มาเพียรเจริญสมาธิ มาเพียรเจริญปัญญากัน

 เพราะนี่คือองค์ประกอบของมรรคที่สำคัญ

 ในการที่จะกำจัดแรงดึงดูดที่ดูดให้จิตใจ

ต้องติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดกันมาอย่างโชกโชน

 และจะติดอยู่ต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

 ถ้าไม่สามารถสร้างสัมมาสติ สร้างสัมมาสมาธิ

สร้างสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ขึ้นมาได้

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา
วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 มีนาคม 2562
Last Update : 5 มีนาคม 2562 10:37:09 น.
Counter : 89 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "ความหมายของพระอรหันต์" >>>










“ความหมายของพระอรหันต์“

ในพระพุทธศาสนานี้ มีคำศัพท์ความหมาย

ที่เราอาจจะยังไม่เคยได้ยินมาก่อน

 เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีในโลกนี้

 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับดวงวิญญาณดวงจิต

ดวงใจที่เป็นของต่างจากร่างกาย

 ต่างจากสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้

 เวลาเราได้ยินได้ฟังเราก็อาจจะไม่เข้าใจ

ว่าหมายถึงอะไร พูดถึงอะไร เช่น คำว่า “พระอรหันต์”

คำว่าพระอรหันต์คือใคร ใครคือพระอรหันต์

พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เรากราบไหว้กันนี้

 ท่านเป็นใคร ทำไมท่านถึงเรียกว่า

 “พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”

 คำว่า “พระอรหันต์” คือ ผู้ที่สิ้นกิเลส

กิเลสคืออะไร กิเลสก็คือความโลภความโกรธความหลง

 ที่มีอยู่ในใจของพวกเราทุกคน

 ถ้าเรายังมีกิเลสมีความโลภความโกรธความหลง

เราไม่ได้เรียกเราว่าเป็นพระอรหันต์ เรียกไม่ได้

 จะเรียกตนเองเป็นพระอรหันต์ได้ต่อเมื่อ

 ไม่มีความโลภไม่มีความโกรธไม่มีความหลง

 พระนี่คือพระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลส แล้วพอจิตของท่านสิ้นกิเลส

 เราก็เรียกจิตนี้ว่า “นิพพาน” คนเดียวกันแต่มีหลายชื่อ

 สิ้นกิเลสคือพระอรหันต์ พระอรหันต์คือจิตที่สิ้นกิเลส

จิตสิ้นกิเลสเรียกว่า “นิพพาน”

ผู้ที่จะไปนิพพานต้องสิ้นกิเลส

ต้องฆ่ากิเลสให้หมดไปจากจิตจากใจ

 นี่คือคำว่า “พระอรหันต์” เป็นจุดหมายปลายทาง

ของการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา

การปฏิบัติ เช่น การทำบุญทำทาน การรักษาศีล

การภาวนา จะพาเราไปสู่พระนิพพาน

จะพาเราไปสู่พระอรหันต์ จะพาเราไปสู่การสิ้นกิเลส

เรื่องของพระพุทธศาสนาก็คือ

เรื่องของการยกระดับจิตใจของพวกเรา

ที่ตอนนี้ยังอยู่ในระดับต่ำ ระดับของพวกเราเรียกว่า “ปุถุชน”

 ผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ผู้ที่ยังมีความโลภความโกรธ

ความหลงความอยากต่างๆ อยู่ เราเรียกว่า “ปุถุชน”

 เป็นผู้ที่ยังติดอยู่ในไตรภพ

เป็นผู้ที่ยังไปเกิดอยู่ในภพทั้ง ๓ คือ

กามภพ รูปภพ และอรูปภพ นี่คือจิตของปุถุชน

ที่มีความโลภความโกรธความหลง

 ความอยากหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ความอยากได้ลาภยศสรรเสริญ

 ความอยากไม่สูญเสียลาภยศสรรเสริญไป

 ความอยากเหล่านี้จะเป็นเหตุที่จะพาให้จิตของปุถุชน

 ไปเกิดไปอยู่ในภพทั้ง ๓ ภพใดภพหนึ่ง

 ขึ้นอยู่กับกรรมคือการกระทำทางกาย

ทางวาจา และทางใจ จะเป็นผู้ส่งไป

ถ้าทำกรรมคือทำบาปก็จะไปเกิดในกามภพส่วนต่ำ

 ส่วนที่มีความทุกข์เรียกว่า “อบาย ๔”

 อบาย ๔ คือ เกิดเป็นเดรัจฉาน สัตว์ ๔ เท้า

พวกสัตว์ที่อยู่ในป่านี้ เขาเป็นเดรัจฉาน

เพราะขณะที่เขาเป็นมนุษย์ เขาทำบาปทำกรรม

 คือ เขาฆ่าสัตว์ เขาลักทรัพย์ เขาประพฤติผิดประเวณี

 เขาพูดปดโกหกหลอกลวง เขาดื่มสุรายาเมา

 พอร่างกายเขาตายไป

 จิตของเขาที่ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 ก็จะไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ถ้าเขาทำบาปด้วยความหลง

 ด้วยความไม่รู้ว่าเป็นโทษกับเขา

 เขาทำเพราะเขาคิดว่าจำเป็นต้องทำ

 จำเป็นต้องดำรงชีพ

 เขาก็เลยใช้การทำบาปเป็นวิธีดำรงชีพ

พวกที่ฆ่าเป็นอาชีพ พวกฆ่าเป็ดฆ่าไก่ฆ่าวัวฆ่าควาย

ฆ่าสัตว์อะไรต่างๆ หรือฆ่าชีวิต

พวกที่เป็นเพชฌฆาตนี่

พวกนี้เขาก็ทำอาชีพฆ่าด้วยการฆ่า

 เพราะเขาไม่รู้ว่าจะมีโทษตามมา เขาคิดว่าไม่มีโทษ

 พอร่างกายตายไปก็สูญ ร่างกายตายไป

เขาก็ตายไปกับร่างกาย เขาก็เลยไม่กลัวผลบาป

 เขาไม่คิดว่าจะมีผลบาปหลังจากที่เขาตายไปแล้ว

 และเมื่ออาชีพที่เขาทำไม่ผิดกฎหมาย

 เขาก็ไม่ถูกจับไปลงโทษ

เช่น อาชีพเพชฌฆาตนี้ก็เป็นอาชีพที่ฆ่าคนได้

อาชีพตำรวจ ทหาร ก็ฆ่าคนได้

ไม่มีการถูกไปลงโทษเพราะทำตามหน้าที่

 หรือพวกชาวประมงพวกที่ฆ่าปลาฆ่าสัตว์ในน้ำ

จับสัตว์น้ำมาขาย

อันนี้ก็เป็นพวกที่เขาทำบาปโดยอาชีพ

 เพื่อดำรงชีพ เขาไม่รู้ว่าหลังจากที่เขาตายไปแล้ว

ใจของเขาไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 ใจของเขาจะต้องไปเกิดในอบาย

 จะต้องไปเป็นเดรัจฉาน

 ฆ่าปลาก็กลับไปเกิดเป็นปลาให้เขาฆ่า

 ฆ่าวัวฆ่าควายก็กลับไปเกิดเป็นวัวเป็นควายให้เขาฆ่า

 กงเกวียนกำเกวียนสลับกันทำ

นี่คือการทำบาปด้วยความหลง

ด้วยความไม่รู้ว่ามีผลมีโทษตามมาหลังจากที่ตายไปแล้ว

ถ้าทำบาปด้วยความโลภอยากได้มากๆ

อยากมีมากๆ อยากเป็นใหญ่เป็นโต

ทำบาปด้วยความโลภก็จะไปเป็นเปรต

 ทำบาปด้วยความกลัว กลัวว่าจะถูกเขาทำร้าย

 ก็เลยทำร้ายเขาก่อน กลัวจะถูกยุงกัดก็เลยฆ่ายุงก่อน

 กลัวจะถูกมดมาทำร้ายข้าวของ

 ทำร้ายมากัดมาอะไรก็เลยฆ่ามด

 การทำบาปด้วยความกลัวก็จะไปเป็นอสุรกาย

การทำบาปด้วยการอาฆาตพยาบาท

ด้วยความโกรธความเกลียดเคียดแค้น

 นี่ก็จะไปนรก นี่คืออบายอยู่ในกามภพ

กามภพนี่แบ่งเป็น ๒ ส่วน

ส่วนที่เป็นสุขกับส่วนที่เป็นทุกข์

 แล้วก็เป็นส่วนที่อยู่ระหว่างส่วน

ที่เป็นสุขและส่วนที่เป็นทุกข์ มีส่วนที่คั่นอยู่ระหว่างอบาย

กับส่วนที่เป็นสุขซึ่งเรียกว่า “สวรรค์”

ส่วนที่คั่นอยู่เราเรียกว่า “มนุษย์”

ภพของมนุษย์นี้อยู่ระหว่าง

ภพของอบายกับภพของสวรรค์

 แต่อยู่ในกามภพเหมือนกัน

 “กามภพ” คือภพที่จิตยังเสพกามอยู่

 คำว่า “กาม” ก็คือเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 อย่างที่พวกเรากำลังเสพกันอยู่ในตอนนี้

พวกเราต้องมีรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะจึงจะมีความสุข

 นี่เห็นไหมเวลาลิ้นได้สัมผัสกับรสนี่มีความสุขขึ้นมา

 เวลาจมูกได้ดมกลิ่นที่ชอบก็เกิดความสุขขึ้นมา

 เวลาตาเห็นภาพที่ชอบก็เกิดความสุขขึ้นมา

 เวลาหูได้ยินเสียงที่ชอบก็เกิดความสุขขึ้นมา

 เวลาร่างกายได้สัมผัสกับโผฏฐัพพะที่ชอบ

ก็จะเกิดความสุขขึ้นมา

นี่คือการอยู่ของจิตที่ต้องมีกามคุณ ๕

คือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะมาให้ความสุข

จิตที่เสพกามก็จะต้องเกิดในกามภพ

จิตทุกดวงที่อยู่ในกามภพนี้จะเสพกามกัน

 สัตว์เดรัจฉานเขาก็เสพกาม

สัตว์เดรัจฉานเขาก็มีตาหูจมูกลิ้นกาย

 เขาก็หาความสุขผ่านทางตาหูจมูกลิ้นกาย

มนุษย์ก็เหมือนกัน มนุษย์ก็มีตาหูจมูกลิ้นกาย

 ภพของมนุษย์นี่เป็นภพที่มีความสุข

กับความทุกข์พอๆ กัน ๕๐ : ๕๐

 ถ้าต่ำกว่ามนุษย์ก็มีความทุกข์มากกว่าความสุข

 ถ้าสูงกว่ามนุษย์คือภพของเทวดา

ก็มีความสุขมากกว่าความทุกข์ นี่คือกามภพ

 หนึ่งในสามภพที่จิตที่ยังไม่สิ้นกิเลส

ที่ยังมีความโลภความอยากจะเสพกามอยู่

จะต้องกลับมาเกิดอยู่เรื่อยๆ

 จะเกิดสูงเกิดต่ำก็อยู่ที่บุญที่ทำเอาไว้

เวลาตายไป ถ้าทำบาปมากกว่าทำบุญ

บาปจะดึงจิตให้ลงไปสู่อบายก่อน

แล้วก็ไปใช้บาปจนกว่าบุญกับบาปจะเท่ากัน

 พอบาปกับบุญเท่ากันก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

 มาทำบุญทำบาปใหม่ แล้วพอตายไป

ถ้าบุญมีมากกว่าบาป บุญก็จะดึงไปสวรรค์

ไปเป็นเทพชั้นต่างๆ เทวดานี้ก็มีหลายชั้น

 เพราะการทำบุญมีมากมีน้อยไม่เท่ากัน

 จึงไม่ได้ไปเกิดที่ชั้นเดียวกัน

 เหมือนมีเงินไปจ่ายค่าโรงแรม

โรงแรมมันก็มีหลายชั้น ชั้น ๑ ดาว ๒ ดาว ๓ ดาว

 มีเงินมากก็ไปอยู่โรงแรมที่มีดาวมากได้ ๕ ดาว

มีเงินน้อยก็อยู่โรงแรมดาวเดียว

หรือถ้ามีน้อยกว่านั้นก็ไปอยู่ตามเกสต์เฮ้าส์ (guest house)

 ไปอยู่ตามหอพัก อันนี้ก็เป็นเรื่องของบุญที่ทำไว้

 ทำบุญมากก็จะได้สวรรค์ชั้นสูง

 สวรรค์ยิ่งสูงขึ้นไปก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นไป

 แต่สวรรค์ก็ต้องเสื่อม พอบุญหมดเหมือนกับเงินหมด

 ไปอยู่โรงแรมเงินหมดก็ต้องออกจากโรงแรม

 เขาไม่ให้อยู่ต่อ ก็ต้องกลับมาเป็นมนุษย์ใหม่

 เวลาบุญกับบาปมีกำลังเท่ากัน บุญก็ดึงไปสวรรค์ไม่ได้

 บาปก็ดึงไปอบายไม่ได้

จิตก็เลยต้องมาอยู่ตรงกลางระหว่างสวรรค์กับอบาย

คือภพของมนุษย์ มาเกิดใหม่ มาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตาย

มาทำบุญทำบาปใหม่

นี่คือที่มาที่ไปของพวกที่มาเกิดในกามภพอย่างพวกเรา

 ตอนนี้พวกเราบุญกับบาปมีกำลังพอๆ กัน

 เราก็เลยมาเกิดเป็นมนุษย์กัน พอเรามาเกิดเป็นมนุษย์

เดี๋ยวเราก็เริ่มทำบุญทำบาปกันใหม่

เวลาอยากได้อะไรถ้าซื้อเองไม่ได้

ก็อาจจะไปขโมยของคนอื่นมา นี่ก็เริ่มทำบาปแล้ว

 เวลาพูดปดก็เริ่มทำบาปแล้ว เวลาฆ่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย

 ฆ่ามดฆ่าแมลง อันนี้ก็เริ่มทำบาปแล้ว

 บาปก็จะเป็นบัญชี “บัญชีบาป”

 ก็จะมีตัวเลขบวกขึ้นไปเรื่อยๆ ทำบาปครั้งหนึ่งก็มีตัวเลข

 บาปแต่ละชนิดก็มีตัวเลขไม่เท่ากัน

 มีบาปหนักบาปเบา บาปหนักก็เป็นการกระทำ

ที่สร้างความเสียหายมากบาปก็มาก

ถ้าสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่นน้อยบาปก็น้อย

 อยากจะรู้ว่าเราทำบาปหนักไม่หนัก

ก็ดูที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเรา

 การสูญเสีย เช่น การฆ่านี่มีหนักมีเบา

 คนที่เราฆ่า สิ่งที่เราฆ่านี้มีคุณค่าไม่เท่ากัน

 เช่น เราฆ่าคนที่ไม่รู้จัก

 เช่น ขโมยมาขึ้นบ้านแล้วเราป้องกันตัว

 เราฆ่าเขายิงเขาตาย อันนี้บาปไม่หนักเท่าฆ่าพ่อฆ่าแม่

 พ่อแม่มีพระคุณมาก มีคุณค่ามากสำหรับเรา

 มีพระคุณกับเรามาก ส่วนขโมยนี้ไม่มีพระคุณกับเรา

 มีแต่โทษ ฆ่าสิ่งที่เป็นโทษกับเรานี้

บาปน้อยกว่าสิ่งที่มีบุญคุณกับเรา

 ฆ่าขโมย ฆ่างู พวกนี้เป็นสิ่งที่มีพิษมีภัยกับเรา

 ฆ่าเขาไม่หนักเท่ากับฆ่าคนที่มีบุญคุณ

ฆ่าครูบาอาจารย์อย่างนี้ ท่านมีพระคุณกับเรา

 สั่งสอนเรา ฆ่าคนที่เขามีบุญคุณกับเรา

ถึงแม้ไม่ได้เป็นพ่อเป็นแม่ คนที่เขามีพระคุณกับเรา

 คนที่ช่วยเหลือเรา เวลาเราเดือดร้อนเขาช่วยเหลือเรา

 แล้วเราไปฆ่าเขานี้ บาปจะหนักกว่า

คนที่ไม่มีบุญคุณกับเรา บาปจะหนักหรือไม่หนัก

ขึ้นอยู่กับความเสียหาย

 คนที่เขามีบุญคุณกับเรานี้เสียหายมากกว่า

คนที่ไม่มีบุญคุณกับเรา นี่บาปจึงมีต่างกัน

 นรกจึงมีหลายขุม เหมือนคุก มีโทษติดกี่ปีกี่ปีต่างกันไป

 โทษเบาก็ติดแค่ ๑ ปี โทษหนักหน่อยก็ ๕ ปี ๑๐ ปี

ว่าไปตามความหนักเบาของโทษ

การฆ่าก็เหมือนกัน การฆ่าที่มีน้ำหนักมากที่สุด

เท่ากันมีอยู่ ๕ ข้อ คือ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ๓ ข้อ

 อีก ๒ ข้อที่หนักเท่ากับฆ่าพ่อฆ่าแม่ก็คือ

 ทำให้สงฆ์แตกแยก ทำลายศาสนาพุทธ

พูดง่ายๆ ผู้ที่ทำลายศาสนาพุทธ ทำให้สงฆ์แตกแยกนี้

ถือว่าบาปหนักเท่ากับฆ่าพ่อฆ่าแม่

หรือทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด ไม่ถึงกับฆ่า

เพียงแต่ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อเลือด

 เพราะอะไร เพราะพระพุทธเจ้านี้

มีพระคุณมากยิ่งกว่าพ่อกับแม่อีก

 เพราะพ่อแม่เพียงแต่ให้กำเนิดเรา เลี้ยงดูเรา

แต่ยังไม่ทำให้เราหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้

 แต่พระพุทธเจ้านี้เป็นคนเดียวเท่านั้น

ที่จะช่วยเราให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้

พระคุณของพระพุทธเจ้าจึงยิ่งใหญ่

 ยิ่งใหญ่กว่าพระอรหันต์ เพราะพระอรหันต์นี้

ต้องมีพระพุทธเจ้ามาสอน

 ถึงจะเป็นพระอรหันตสาวกขึ้นมาได้

อันนี้ก็กลับมาที่คำว่า “พระอรหันต์” ที่เมื่อกี้พูดถึง

 พระอรหันต์ก็มีอยู่ ๒ ชนิด ผู้สิ้นกิเลสนี่มี ๒ แบบ

สิ้นกิเลสด้วยตนเอง เรียกว่า

“พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”

 หรือพระพุทธเจ้าโดยย่อ

สิ้นกิเลสด้วยการเรียนจากพระพุทธเจ้า

เรียกว่า “พระอรหันตสาวก”

“สาวก” แปลว่าผู้ฟังผู้ศึกษา

 พระอรหันต์ก็มี ๒ แบบ พระอรหันต์แบบที่ ๑ ก็คือ

เรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น สมณโคดม

 ไปศึกษากับอาจารย์ต่างๆ ก็ไม่มีองค์ใดรู้วิธี

ที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้

เมื่อไม่สามารถหาคนสอนได้ ก็เลยต้องพึ่งตนเอง

 ต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

จนในที่สุดก็ค้นพบอริยสัจ ๔ ความจริงที่ทำให้สัตว์โลก

ติดอยู่และหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

ก็เลยเรียกตนเองว่า “พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”

 เป็นพระอรหันต์ด้วยตนเอง

เราก็จะเรียกสั้นๆ ว่าเป็นพระพุทธเจ้า

 ถ้าเป็นพระอรหันต์เพราะได้เรียนจากพระพุทธเจ้า

 เราก็เรียกว่า “พระอรหันตสาวก”

 เราก็เรียกสั้นๆ ว่า “พระอรหันต์”

ความจริงพระอรหันต์นี้ก็หมายถึงพระพุทธเจ้าด้วย

 หมายถึงพระอรหันตสาวกด้วย

เพราะเป็นผู้สิ้นกิเลสเหมือนกัน

เป็นจิตที่ถึงพระนิพพานเหมือนกัน

 เป็นจิตที่ถึงพระนิพพาน คำว่า “นิพพาน” ก็คือ

อยู่นอกโลกของการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง

 พระนิพพานนี่เป็นจิตที่ไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิด

 ไม่ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ต้องเป็นเทวดา

 ไม่ต้องเป็นเดรัจฉาน ไม่ต้องเป็นเปรตเป็นอะไร

อันนี้ก็คือคำว่า “พระอรหันต์”.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2562
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2562 7:31:15 น.
Counter : 61 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< " ผลที่เราต้องการจากการนั่งสมาธิ" >>>











“ผลที่เราต้องการจากการนั่งสมาธิ”

การนั่งสมาธิ นั่งเพื่อให้ได้อุเบกขา ได้ความนิ่ง

 ได้ความสบาย ได้ความเบาอกเบาใจ ได้ความอิ่มใจ

 นี่แหละคือผลที่เราต้องการจากการนั่งสมาธิ

 จะได้ผลก็ต้องนั่งแบบมีสติ ถ้านั่งแบบไม่มีสติ

เดี๋ยวมีผลแปลกๆมาให้เราเห็น เดี๋ยวไอ้นั่นโผล่ขึ้นมา

 เดี๋ยวไอ้นี่โผล่ขึ้นมา แล้วก็ไปคิดว่าเป็นโน่นเป็นนี่

 แล้วก็เป็นบ้าไปกับสิ่งที่เห็น พวกหลงนิมิต

 พวกนั่งสมาธิแล้วเป็นบ้านี่ นั่งแบบไม่มีสติ

พอมีอะไรปรากฏขึ้นมาก็ไปคิดปรุงแต่งว่า

 โอ๊ย พระพุทธเจ้ามาเยี่ยมแล้ว นิพพานมาถึงแล้ว

อะไรต่างๆ ก็คิดปรุงแต่งไป ทั้งๆสิ่งที่ปรากฏ

ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรสักอย่าง เราไปว่ามันเอง

 ไปบอกมันเอง ไปปรุงแต่งมันเอง

 หรือไอ้สิ่งที่ปรากฏขึ้นมา

 เราก็เป็นคนปรุงแต่งมันขึ้นมา

 แล้วก็ให้มันปรุงแต่งบอกเราว่ามันเป็นโน่นเป็นนี่

 บางคนนั่งแล้วก็บอกว่ามีท้าวมหาพรหมมาเยี่ยม

 มีเทวดาองค์นั้นองค์นี้มาเยี่ยม

 มีบุรุษในอดีตคนนั้นคนนี้มาเยี่ยม นั่งแบบไม่มีสติ

มันจะมีเรื่องราวต่างๆปรากฏมาหลอกให้ใจเราหลง

 หลอกให้วุ่นวายไม่สงบ นั่งแบบนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไร

 เพราะไม่สามารถที่จะมากำจัดความอยาก

ดับความทุกข์ต่างๆ ได้

ถ้าต้องการที่จะมากำจัดความทุกข์

 ดับความอยาก ต้องนั่งแบบมีสติ

 อย่าปล่อยให้ใจผลิตอาการต่างๆขึ้นมาหลอกใจ

 ถ้ามันมีก็อย่าไปสนใจ

ใหม่ๆ สติของเราอาจจะยังไม่มีกำลังมากพอ

ที่จะไปยับยั้งการปรุงแต่งของใจ

ให้มันผลิตอะไรแปลกๆให้เราเห็น อย่าไปสนใจ

ให้กลับมาอยู่ที่พุทโธ พุทโธ พุทโธ

ให้มาอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก

แล้วเดี๋ยวอาการต่างๆเหล่านั้นก็จะหายไป

เพราะกำลังสติเราจะมีมากขึ้นๆ

 เมื่อกำลังสติมีมากขึ้น อาการต่างๆก็จะสงบตัวลง

 แล้วเดี๋ยวใจก็จะรวมเป็นหนึ่ง

 สักแต่ว่ารู้ขึ้นมา เป็นอุเบกขาขึ้นมา

พอมันเป็นอย่างนั้นก็ใช้สติประคับประคอง

ให้มันอยู่ไปนานๆ อย่าปล่อยให้มันคิด

อย่าไปออกทางปัญญา ยังไม่ใช่เวลา

 ปัญญายังอีกไกล ตอนนี้เพิ่งหัดยืน

 อย่าเพิ่งไปคิดถึงการวิ่ง หัดยืนอย่าให้มันล้มก่อน

 เด็กหัดยืนใหม่ๆ ยืนได้ ๒-๓ ก้าว เดี๋ยวก็ล้มลงแล้ว

 ต้องหัดยืนแบบให้มันแข็งก่อน

 ยืนแบบไม่ล้มก่อน แล้วค่อยหัดเดิน

 แล้วค่อยหัดวิ่งต่อไป

ดังนั้น บื้องต้นเวลาทำจิตให้สงบนี้

 อย่าเพิ่งไปทางปัญญา พยายามฝึกสมาธิให้ชำนาญ

 ให้สามารถหยุดความคิดหยุดความอยาก

ได้ทุกเวลาที่เราต้องการก่อน พอหยุดได้แล้ว

 ทีนี้ เวลาไม่ได้อยู่ในสมาธิ เราค่อยมาเจริญปัญญา

 สอนใจว่าทุกอย่างที่เราอยากนี้

เป็นทุกข์เป็นภัยกับจิตใจ

 เพราะมันไม่เที่ยง เพราะเราไปสั่งให้มันเที่ยงไม่ได้

 แต่เราอยากให้มันเที่ยง แต่มันไม่เที่ยง

 พอไปอยากมันก็จะทำให้เราทุกข์ ให้คิดอย่างนี้

สอนใจอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วต่อไปเวลาเกิดความอยาก

 มันก็จะรู้ทันทีว่ากำลังไปหาความทุกข์.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 กุมภาพันธ์ 2562
Last Update : 15 กุมภาพันธ์ 2562 9:07:37 น.
Counter : 52 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "การปฏิบัติอานาปานสติ" >>>











“การปฏิบัติอานาปานสติ”

ถาม: กราบขออนุญาตเรียนถามพระอาจารย์

เรื่องการปฏิบัติเจ้าค่ะว่า ในการปฏิบัติอานาปานสติ ๑๖ ขั้น

ในขั้นของฐานจิตที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

 ให้ยังจิตให้บันเทิง กับการที่อยู่ในขั้นของเวทนา

ที่รู้ถึงปีตินี้ มันแตกต่างกันอย่างไรเจ้าคะ

พระอาจารย์: อ๋อ ขั้นเหล่านี้มันจะไปของมันเอง

 ขอให้เราอยู่ที่สติตัวเดียว

ให้มีสติรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออกเพียงอย่างเดียว

ดูอยู่ที่ปลายจมูก ดูที่จุดที่ลมสัมผัสเข้าออก

ให้รู้อยู่ตรงนั้น ลมเข้าก็รู้ว่าเข้า ลมออกก็รู้ว่าออก

 ลมหยาบก็รู้ว่าหยาบ ละเอียดก็รู้ว่าละเอียด

 สั้นก็รู้ว่าสั้น ยาวก็รู้ว่ายาว

ไม่ต้องไปควบคุมบังคับลม

 แล้วลมมันก็จะค่อยๆละเอียดลงไป

จิตก็จะสงบมากขึ้นไป แล้วอาการต่างๆที่ได้กล่าวถึง

มันก็จะปรากฏขึ้นมาของมันเอง

 แล้วก็จะผ่านไปได้อย่างสบาย ฉะนั้นไม่ต้องไปกังวล

 อันนี้เป็นการเล่าว่า เวลาเราขับรถจากที่นี่ไปกรุงเทพฯ

 จะผ่านที่ไหนบ้าง ผ่านพัทยา ผ่านศรีราชา ผ่านชลบุรี

 แต่เวลาเราขับรถ เราอยู่ที่การขับรถอย่างเดียวก็พอ

 ถ้าเรามัวไปสนใจกับพัทยาหรือศรีราชา

 เดี๋ยวเราก็จอดรถ ไม่ได้ไปต่อ

 ดังนั้นไม่ต้องไปสนใจกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ในระหว่างที่เรากำลังดูลมหายใจเข้าออก

 ให้เรามีสติอยู่กับลมอย่างต่อเนื่อง

แล้วมันจะพาเราไปสู่อัปปนาสมาธิในที่สุด

 พาไปสู่อุเบกขาคือความสงบเต็มที่

ถาม: ถ้าเป็นอย่างนั้นจำเป็นจะต้องมีคำบริกรรม

พระอาจารย์: ไม่จำเป็น ถ้าดูลมไม่ต้องบริกรรม

ดูลมเฉยๆ นอกจากว่าถ้าดูลมแล้วมันไม่ยอมอยู่กับลม

 ก็ต้องใช้คำบริกรรมช่วย ใช้บริกรรม พุทเข้า โทออกก็ได้

 แต่ถ้าดูลมได้เฉยๆ ไม่ต้องบริกรรมก็จะดีกว่า

เพราะจิตจะได้ไม่ต้องทำงานสองต่อ

ไหนต้องดูลม ไหนต้องพุทโธ

 แต่ถ้าเราดูลมอย่างเดียวก็มันจะเบา

 มันจะสบายกว่าดูเฉยๆ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๒








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 30 มกราคม 2562
Last Update : 30 มกราคม 2562 8:54:34 น.
Counter : 65 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "สุดยอดของกรรมฐาน" >>>











" สุดยอดของกรรมฐาน"

ตอนหลังเมื่อท่าน(หลวงปู่เจี๊ยะ)สอน

จนผู้ปฏิบัติตามชำนิชำนาญบ้างแล้ว

การพิจารณาแบบนี้ก็ไม่กลัวกัน พิจารณาได้

 พิจารณาให้ตายเป็นเถ้าถ่านดินไปเลย

ในตอนหลังเมื่อพระเหล่านั้นพิจารณาเป็นแล้ว

 จิตอยู่นิ่งๆ ได้ ในจิตนั้นก็ปรากฏ

"เราไม่กลัวตายแล้ว" มันบอกไม่ถูกมันสบาย

 ก็เกิดความมหัศจรรย์ครั้งแรก

ด้วยการพิจารณาตัดอย่างนั้น

เชื่อในพระอาจารย์เจี๊ยะผู้สอนอย่างเต็มใจ

 เมื่อพิจารณามากๆ เข้า ท่านก็แสดงอาการพอใจ

ที่ได้อบรมสั่งสอนมา ท่านถามให้พระตอบท่าน

 ท่านอยากฟังเรื่องราวที่พระรูปใดปฏิบัติก็ต้องเล่าถวาย

 ท่านจึงจะชี้แจงข้อถูกผิด ท่านบอกว่า ไม่พอ

การพิจารณาเท่านี้ยังไม่พอ

 การพิจารณาอะไรเป็นอสุภะคือ ความไม่งามได้

ทีนี้ลองพิจารณาเป็นสุภะ คือความสวยงานหน่อยซิ

ท่าน(หลวงปู่เจี๊ยะ)ก็เล่าการพิจารณาขั้นสุดท้าย

สำหรับการพิจารณาให้ฟังว่า

"อะไรๆ ทั้งหมดรวมลงมาอยู่ที่การพิจารณากาม

 สุดยอดของกรรมฐานคือกาม

 ผู้ชายเรา สงสัยข้องใจอะไรมาก

ก็เป็นเพศของผู้หญิง

เมื่อพิจารณา หน้า ตา เนื้อ หนัง อะไรๆ อื่น

ก็เหมือนกันหมด มันเหมือนกันหมด

ทั้งชายและหญิงตลอดจนสัตว์อื่น

 แต่เมื่อพิจารณาหันมามองอวัยวะของผู้หญิง

 นี่ข้องใจจะสะดุดมาก การพิจารณาอย่างนี้

พิจารณาได้ยาก แต่จะแก้กาม ต้องพิจารณาตัดที่ตรงนี้"

ท่านสอนเด็ดขาดแปลกกว่าใครๆ ที่เคยสอนมา

 แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใครๆ ก็หลงอย่างนี้ทั้งนั้น

 บางคนถึงกับนั่งฟังไม่ได้

ท่านสอนผู้หญิงให้กำหนดตัดอวัยวะเพศชาย

 สอนพระผู้ชายให้กำหนดตัดอวัยวะเพศหญิง

 ท่านสอนพูดออกมาเป็นคำที่โลกรังเกียจ

แต่พากันหวงแหนนั้นแหละ นำมาเล่าคงไม่ดี

 ท่านบอกว่าการพิจารณาอย่างนี้เอาให้หนัก

ของอย่างนี้สำหรับผู้ต้องการแก้กิเลสเอามันไว้ไม่ได้

พระอาจารย์เจี๊ยะบอกว่า

 "เมื่อพิจารณาอวัยวะเพศของหญิง จิตยังสะดุ้งสะเทือน

 แสดงว่าใช้การไม่ได้ อ่านตำรายังไม่จบ

ให้ไปเรียนคัมภีร์มาใหม่"

พระทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังเช่นนั้นก็กลัว

 ไม่กล้าพิจารณา บางองค์สั่นทั้งตัว ไม่กล่าทำ

 ทำไม่ได้ ท่านก็ดุเอาว่า

"ไอ้! กลัวอะไรประสา...เอาเลย ...พิจารณาเลย"

ถ้าพระอาจารย์เจี๊ยะไม่สอนทางด้านปัญญา

 พวกพระคงภาวนาพุทโธอยู่ตลอดปีตลอดชาติไม่รู้เรื่อง

 นี่ท่านมาตีออกชี้แจงแสดงเปิดเผยออกเป็นชิ้นส่วน

 พวกเรานักภาวนาก็พิจารณาตามท่าน

 เก่งบ้างไม่เก่งบ้าง ชนะบ้างไม่ชนะบ้าง

 มันลากเราบ้างเป็นครั้งคราว

กิเลสตัวนี้สำคัญมากสำหรับพระใกล้ชิดท่านจริงๆ

 ท่านจะสอนเน้นเรื่องนี้ตลอด ก็คือเรื่องกามกิเลส

 ต้นเหตุแห่งกามกิเลส ต้นตอมันอยู่ไหน

ท่านให้พิจารณาตรงนั้น อย่าอ้อมค้อม

ให้ตีให้แตกด้วยอริยสัจ อย่างอื่นท่านก็สอน

 แต่ไม่เน้นเท่ากับเรื่องกามกิเลส

ชนะอันนี้ได้ชนะได้หมดท่านว่า

 ไม่ชนะอันนี้อย่ามาคุย คุยได้ก็ไม่รู้เรื่อง

 นี้แหละสุดยอดแห่งกรรมฐาน

มนุษย์สร้างภพสร้างชาติก็เพราะตัวนี้แหละ

ไม่พิจารณาตัวนี้ จะพิจารณาอะไร.

หลวงปู่เจี๊ยะ

..........

จากบางส่วน หนังสือ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท

พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง






ขอบตุณที่มา fb. ไม้ขีดครับ
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 มกราคม 2562
Last Update : 18 มกราคม 2562 9:02:00 น.
Counter : 93 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ