Group Blog
<<< • นาทีชีวิต กับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ >>>









 เขาชื่อ ธานินทร์  พันธ์ประภากิจ

 

• นาทีชีวิต กับการใช้ชีวิต
ที่เหลืออยู่


ทันทีที่กระสุนปริศนาทะลุผ่านศีรษะ

 ร่างของเขาล้มฟุบลงทันที แต่ก่อนสติจะดับวูบ

เขาก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยโทรศัพท์

พอจับใจความได้ว่า... ตัวเขาคง ไม่รอด!!

แต่เหมือนปาฏิหาริย์

 หมอสามารถยื้อชีวิตเขาไว้ได้

 และแม้จะต้องนอนอยู่ในห้องไอซียูนานนับเดือน

 ต้องทำการผ่าตัดสมองถึง 6 ครั้ง

 แต่ช่วงนาทีที่เส้นแบ่งระหว่าง

ความเป็นและความตายอยู่ใกล้กัน

แค่ชั่วพริบตานี่เองที่ทำให้

 ‘ธานินทร์ พันธ์ประภากิจ’

นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทุกด้าน

 ตระหนักว่า ชีวิตนี้สั้นนัก

และเขาขอใช้เวลาที่เหลืออยู่ทำความดี

เพื่อช่วยเหลือผู้คน ทดแทนคุณแผ่นดิน

อันเป็นที่มาของการเปิดศูนย์ผ่าตัดต้อกระจก

 บริการแก่ผู้ป่วยที่ยากไร้โดย ไม่คิดค่าใช้จ่าย

 ภายใต้ชื่อโรงพยาบาลบ้านแพ้ว(องค์การมหาชน)

 และ ‘บริษัท ทาสของแผ่นดิน จำกัด’

“ตอนที่ผมถูกลอบทำร้าย

 ผมก็ได้ยินเสียงคนคุยโทรศัพท์ว่าผมถูกยิง

ปลาย สายคงถามว่า ผมเป็นยังไงบ้าง

 ทางนี้บอกเลยว่า คิดว่าอาจจะไม่เกินครึ่งชั่วโมง

 แต่หลังจากนั้นผมต้องนอนอยู่ห้องไอซียู 45 วัน

เข้ารับการผ่าตัดที่ศีรษะถึง 6 ครั้ง

 ผมคิดว่ามันคงเป็นเวรกรรม

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้มันทำให้เราได้คิดนะ

 คือมีอยู่วันหนึ่งช่วงที่ผมอยู่ระหว่าง การฟื้นฟู

 พยาบาลพาเดินออกไปทำกายภาพบำบัด

 ตอนขาไปผมยกมือไหว้อาม่าเตียงข้างๆ

 แต่พอกลับเข้ามาปรากฏว่าอาม่าเสียชีวิตไปแล้ว

 ทำให้เราเห็นว่า ชีวิตของมนุษย์มันนิดเดียวเอง

แล้วตอนอยู่ไอซียูก็มีคนเสียชีวิตทุกวัน

 เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ..เมื่อไรจะถึงเตียงเรา

 ก็เลยเริ่มตระหนักว่า

เงินไม่สามารถซื้อชีวิตคนได้

 ผมเลยคิดว่าหลังจากรอดตาย

 ชีวิตที่เหลือจะลงไปช่วยพี่น้อง

ประชาชนที่ยากไร้ในแผ่นดินนี้”

• แรงบันดาลใจ จาก “ในหลวง”
เปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยต้อกระจก

นักธุรกิจหนุ่มเล่าถึงแรงบันดาลใจ

ที่ทำให้เขาตั้งใจอุทิศตน

เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้

ที่มีปัญหาด้านดวงตา ว่า

“แรงบันดาลใจอย่างหนึ่งของผม

มาจากการทรงงาน

ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 คือตั้งแต่โตมาเราก็เห็นภาพพระองค์ท่าน

เสด็จไปช่วยเหลือประชาชนที่ยากไร้

ในชนบทมาตลอด

สมัยหนุ่มๆผมเคยเดินตาม

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์

ซึ่งท่านพูดเสมอว่า

ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน

ทุกข์ของแผ่นดินคือทุกข์ของพระเจ้าแผ่นดิน

 พระองค์ทรงเหนื่อยยากเพื่อพวกเรามามาก

ผมจึงอยากเดินตามรอยพระบาทขององค์ท่าน

ช่วยเหลือคนที่เขาด้อยโอกาสเท่าที่เราจะทำได้

ซึ่งปณิธานตรงนี้ทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมาว่า

 เราจะต้องเดินให้ได้ ต้องอดทน

 เพราะมีสิ่งสำคัญรอเราอยู่ และก็มาตกผลึกว่า

 จะเปิดศูนย์รักษาผู้ป่วยต้อกระจก

 เพราะบ้านเรามีคนที่เป็นโรคนี้เยอะ”

• ปณิธานอันแน่วแน่
ดำเนินรอยตามพระราชดำริ


หลังจากนั้นธานินทร์จึงไปปรึกษา

กับ นพ.วิทิต อรรณเวชกุล

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้วในขณะนั้น

 ว่าเขาอยากจะเปิดศูนย์ผ่าตัดต้อกระจก

 โดยไม่คิดค่ารักษา ซึ่งคุณหมอวิทิตย้ำว่า

จะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล

แต่ธานินทร์ก็ไม่ลังเลใจที่จะนำเงินเก็บ

 ที่สั่งสมทั้งชีวิตมาใช้ทำโครงการนี้

ด้วยมองว่า การช่วยให้คนคนหนึ่ง

กลับมามอง เห็นได้เป็นปกติอีกครั้งนั้น

เป็นสิ่งที่มิอาจประเมินค่าได้

เขาจึงได้สั่งซื้ออุปกรณ์การผ่าตัดดวงตา

จากต่างประเทศ และสั่งซื้อรถห้องผ่าตัดเคลื่อนที่

หลายสิบล้านบาท และโชคดีที่ได้รับความร่วมมือ

จากโรงพยาบาลบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

จัดทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกทำการรักษาผู้ป่วย

ในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้มากมาย

 และภายหลังธานินทร์ได้เปิดเป็นศูนย์

ผ่าตัดผู้ป่วยต้อกระจกที่กรุงเทพฯ

 โดยใช้ชื่อว่าโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

 (องค์การมหาชน)

 ซึ่งตั้งอยู่ที่สุขุมวิท ซอย 24

ในละปีที่นี่สามารถให้การรักษาผู้ป่วย

 ได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย

 โดยนอกจากจะรักษาฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายแล้ว

ยังมีที่พัก และอาหารไว้บริการผู้ป่วย

ที่มาจากต่างจังหวัด รวมทั้งแจกแว่นตา

และเครื่องใช้จำเป็นให้ผู้ป่วย

นำติดตัวกลับบ้านอีกด้วย

และไม่เพียงแต่จะรับผู้ป่วยในเท่านั้น

 ศูนย์แห่งนี้ยังให้บริการเชิงรุก

โดยจัดรถผ่าตัดเคลื่อนที่ออกไปให้บริการ

แก่ผู้ป่วยต้อกระจกในพื้นที่ห่างไกล

เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างทั่วถึง

 เพราะธานินทร์ มองว่า

ยังมีผู้ป่วยอีกจำนวนไม่น้อยที่อดมื้อกินมื้อ

 ไม่มีแม้กระทั่งค่ารถที่จะเดินมารับการรักษา

 หรือเป็นผู้สูงอายุที่ไม่ใครดูแล

ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาผ่าตัด

ที่ศูนย์ในกรุงเทพฯได้

“ต้องเข้าใจว่า คนที่ยากจนเนี่ยะเขาจนจริงๆนะ

 จะกินให้ครบ 3 มื้อยังลำบาก

หรือบางคนลูกหลานมาทำงานกรุงเทพฯ

อยู่กันสองคนตายาย ไม่มีใครพามารักษา

 เราเลยต้องออกไปหาพวกเขา

ก็ไปมาเกือบทั่วประเทศแล้ว ไปถึงเชียงราย

 ด้านที่ติดกับพม่า ไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 ไปหมด โดยเราจัดรถไปรับผู้ป่วยเข้ามาผ่าตัด

ที่ศูนย์ในกรุงเทพฯ มาถึงที่โรงพยาบาล

เราก็จัดอาหารการกินให้ มีที่พักให้ฟรีหมด

 รักษาเสร็จ ตอนเช้าเปิดดวงตา

แจกแว่นตา แจกเสื้อ แจกอะไรเสร็จ

ให้เขารับประทานอาหาร

 แล้วก็เอารถกลับไปส่งถึงบ้านเลย

โดยในระหว่างเดินทางเราทำประกันชีวิตให้ด้วย

 พอเขาถอดรองเท้าเข้าบ้านปุ๊บ

ถือว่าภารกิจของเราเสร็จ

อีกหนึ่งอาทิตย์เรากลับไปตรวจอีกที

แล้วอีกหนึ่งเดือนก็กลับไปตรวจซ้ำ

เพื่อให้แน่ใจว่าดวงตาเขาเป็นปกติจริงๆ

ตอนแรกก่อนลงไป เราจะส่งทีมสำรวจไปก่อน

 ดูว่าจุดนั้นมีผู้ป่วยมากน้อยเพียงใด

แล้วก็ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่

ให้แจ้งกับชาวบ้านว่า

เราจะลงไปรับผู้ป่วยวันไหน

แต่บางกรณีที่สามารถผ่าตัดในพื้นที่ได้

 ก็ทำในพื้นที่เลย โดยเราจะประสาน

กับโรงพยาบาลในพื้นที่ ขอใช้สถานที่

เพื่อทำการผ่าตัด ซึ่งแพทย์ส่วนหนึ่ง

ก็จะเป็นทีมของเราที่ไปจากกรุงเทพฯ

 อีกส่วนก็จะเป็นแพทย์จากโรงพยาบาลในพื้นที่

หรือในจังหวัดใกล้เคียง

 แต่เครื่องไม้เครื่องมือเรามีพร้อมอยู่แล้ว

ปณิธานของเราคือ

การดำเนินรอยตามพระราชดำริ

ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

คือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา

 จะเห็นว่า พระองค์ไม่ได้รอให้พสกนิกร

ที่เดือดร้อนเดินทางมาหาพระองค์นะ

แต่พระองค์เสด็จออกไปหาประชาชน

 พระองค์เป็นถึงพระเจ้าแผ่นดิน

แล้วเราเป็นใครล่ะ”

ธานินทร์เล่าถึงการช่วยเหลือผู้ป่วย

ที่ได้ทำตลอดหลายปีที่ผ่านมา

• ทุกวันและทุกวินาที
จะทำความดีเพื่อแผ่นดิน


เนื่องจากการผ่าตัดให้แก่ผู้ป่วย

ที่เป็นต้อกระจกแต่ละราย ต้องมีค่าใช้จ่าย

ไม่ต่ำกว่ารายละ 5,000-6,000 บาท

ทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้มีค่าใช้จ่าย

เฉพาะในส่วนของการรักษาสูงถึงปีละ 60 ล้านบาท

 ทำให้หลายคนสงสัยว่า

อะไรที่ทำให้นักธุรกิจหนุ่มอย่างธานินทร์

ทุ่มเทเงินทองมหาศาลเพื่อทำโครงการนี้

และไม่เพียงแต่กำลังเงินเท่านั้น

 เขายังทุ่มเททั้งแรงกายและเวลา

ในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยากไร้อย่างเต็มที่

ชนิดที่เรียกได้ว่า

 งานที่โรงพยาลบาลบ้านแพ้วเป็นงานหลัก

 ส่วนการทำธุรกิจส่งออกเป็นงานรอง

“ตอนที่ผมเริ่มทำโครงการนี้ใหม่ๆ

ทุกคนมักจะถามว่า คุณเอาเงินมาจากไหน

 ผมอยากบอกว่า เงินที่ผมได้มานั้นไม่ใช่ของผม

ไม่ใช่ของใคร แต่เป็นเงินของ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ เพราะแบงก์ทุกใบ

 มีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน

ถามว่าวันนี้ผมพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่ไหม

 โอโห...ทุกวันนี้ผมดีใจมากที่ได้อยู่ในแผ่นดินนี้

 ผมดีใจมากที่ได้กินข้าวจากแผ่นดินนี้

ผมต้องกตัญญูต่อชาวนาที่ปลูกข้าวให้ผมกิน

 การที่ผมพาทีมแพทย์ออกไป รักษาดวงตา

ให้กับประชาชนในชนบทนั้น

 มันเท่ากับแค่เสี้ยวของบุญคุณที่เขามีต่อผม

 เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเสียเงินเสียทองไปเท่าไร

ในการช่วยเหลือคนจนในแผ่นดินนี้

ผมไม่เคยเสียดาย

เราดำเนินรอยตามเศรษฐกิจพอเพียง

 วันนี้ผมพอแล้วกับทรัพย์สินเงินทอง

 มันปลื้มนะเวลาที่เราสามารถช่วยให้คนที่ดวง

 ตามืดมัว กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง

มีอยู่เคสหนึ่งเป็นคุณครู อายุ 82 แล้ว

อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ท่านดีใจมาก

ท่านบอกว่ารอมา 6 ปีแล้ว ได้แต่อุ้มหลาน

 แต่ไม่เคยเห็นหน้า วันนี้ได้เห็นหลานแล้ว...

คือสิ่งที่เราทำ มันมีคุณค่ามากมาย มหาศาล

 จนไม่สามารถตราลงในเอกสารใดๆได้

ผมไม่ได้ต้องการชื่อเสียงหรือคะแนนนิยมอะไร

 เพราะผมไม่ใช่นักการเมือง

 ผมไม่ได้อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร

 แต่ผมอยู่ในสภาประชาชน

 ผมเป็นคนที่อยู่ใต้เบื้องพระยุคลบาท

ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 เพราะฉะนั้นทุกวันและทุกวินาที

 ผมจะทำความดีเพื่อแผ่นดิน”

ธานินทร์กล่าวด้วยประกายตาแห่งความปลื้มปีติ

• พระเจ้าในดวงใจ คือ
‘พระเจ้าแผ่นดิน’

ธานินทร์เป็นคนไทยอีกคนหนึ่ง

ที่รักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และสถาบันเป็นอย่างมาก

เมื่อก้าวเข้าไปในสำนักงานของเขา

 จะเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของแต่ละพระองค์

เรียงรายอยู่บนฝาผนัง

นอกจากนั้นเขายังเปลี่ยนชื่อถนนส่วนบุคคล

 ซึ่งเป็นถนนของเขาเอง

 จาก ‘ถนนพระพรหมพานิช’ เป็น ‘ถนนเรารักในหลวง’

 เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อองค์

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย

“ที่ผมเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ถนนเรารักในหลวง’

เพราะผมอยากให้ทุกคนตระหนักว่า

 แผ่นดินนี้เป็นของพระเจ้าแผ่นดิน

 พระเมตตาของพระองค์

ทำให้คนไทยอยู่ เย็นเป็นสุข

จะเห็นว่า ประเทศไทยมีคน หลายเชื้อชาติ

หลายศาสนา แต่ในหลวงของเรา

ดูแลพสกนิกรของพระองค์ท่าน

เท่าเทียมกันหมด ไม่แยกสีไม่มีเหล่า

ดังนั้น คนไทยไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด

 แต่เรามีพระเจ้าองค์เดียวกันคือ

 ‘พระเจ้าแผ่นดิน’

 เป็นพระเจ้าที่เราเห็นได้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

 คือ ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช’

พระองค์ทรงเป็น พระเจ้า

ที่ลงมาช่วยเหลือประชาชน

 โดยที่เราไม่ต้องอธิษฐานหรืออ้อนวอนร้องขอ

เพราะฉะนั้นผมคิดว่า

 สิ่งเดียวที่เราจะตอบแทนพระองค์ได้ก็คือ

การช่วยแบ่ง เบาภาระของพระองค์ท่าน

 ในการช่วยเหลือ คนไทยที่ยังลำบากยากจน

และด้อยโอกาส”

ธานินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น

ผู้ที่ประสงค์จะผ่าต้อกระจกฟรี!

ติดต่อไปยังโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

หรือบริษัท ทาสของแผ่นดิน จำกัด

 อาคารพระมหากรุณาธิคุณ

 เลขที่ 98 ซอยสุขุมวิท 24 ถ.สุขุมวิท

 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กทม. 10110

สอบถามรายระเอียด

 โทร.0-2262-9454-5,0-2261-8213-7

เวลาทำการจันทร์-วันศุกร์ 08.00-17.00 น.

 

..........................


(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 135

 มีนาคม 2555 โดย วิบูลย์ สุขใจ)

ขอบคุณที่มา fb. "พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง"
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ





Create Date : 17 มีนาคม 2560
Last Update : 17 มีนาคม 2560 10:47:34 น.
Counter : 825 Pageviews.

0 comment
### เพราะถุงศพไม่มีกระเป๋าใส่เงิน ###





















"เพราะถุงศพไม่มีกระเป๋าใส่เงิน"

ชายชราที่ดูธรรมดา

: แต่สิ่งที่เขาทำ มหาเศรษฐีของโลกยังต้องเอาอย่าง

Bill Gates และ Warren Buffett

ได้รับอิทธิพลจากเขาเช่นเดียวกัน

: ชายชราวัย76 ปี เช่าบ้านอาศัยอยู่

ในเมืองซานฟรานซิสโกกับภรรยา 

เขาไม่เคยสวมเสื้อผ้าแบรนด์เนม ใช้แว่นตาเก่าๆ

 ใส่นาฬิกาธรรมดา เขาไม่ชอบทานอาหารหรู

 ที่เขาชอบที่สุดคือ

แซนวิชชีสย่างมะเขือเทศที่ราคาไม่แพง

เขาไม่มีรถขับ มักใช้บริการรถโดยสาร

กระเป๋าที่เขาใช้ก็เป็นกระเป๋าผ้าถูกๆ

ยากจนไม่พอ แต่ยังมัธยัทมาก!


: หากคุณไปทานอาหารด้วยกัน

เขาจะตรวจสอบบิลอย่างละเอียด

 หากคุณอาศัยอยู่ในบ้านของเขา ก่อนที่จะเข้านอน

เขาจะเตือนให้คุณปิดไฟอย่างแน่นอน

: คนจนที่มัธยัทเช่นนี้ คุณรู้ไหม

ก่อนเขาอายุ 76 เขาได้ทำอะไรมาบ้าง?

เขาได้บริจาคเงิน 588,000,000 เหรียญสหรัฐ

ให้มหาวิทยาลัยคอเนล

บริจาค 125,000,000 เหรียญสหรัฐ

ให้มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

และบริจาค 60,000,000 เหรียญสหรัฐ

ให้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ต

เขายังได้ลงทุน 1,000,000,000 เหรียญสหรัฐ

 เพื่อปรับปรุงมหาวิทยาลัยอีก 7 แห่ง

และอีก 2 แห่งในไอร์แลนด์เหนือ

เขาจัดตั้งกองทุนการกุศล ให้ค่ารักษาพยาบาลฟรี

สำหรับเด็กปากแหว่ง ในประเทศที่กำลังพัฒนา

เขาได้บริจาคเงินทั้งสิ้น 4,000,000,000 เหรียญสหรัฐ

 และยังมีอีก 4,000,000,000 เหรียญสหรัฐ รอที่จะบริาค

: ชายชราผู้นี้ เป็นผู้ก่อตั้งกองทุน DFS ที่ใจกว้างมาก

 เขารักการหาเงิน แต่จะใช้เงินอย่างประหยัดมาก

: ขณะนี้ Chuck Feeney มีความปรารถนาว่า

ก่อนปี 2016 เขาจะบริจาคเงินที่เหลือให้หมด

เพื่อจะได้ตายตาหลับ ขณะนี้เงินที่เหลืออยู่

ได้กระจายไปทั่วโลกให้พื้นที่จำเป็น

ในอัตรา 400,000,000 เหรียญสหรัฐ ต่อปี

เขาเป็นตัวอย่างสำหรับคนรวยที่ว่า

"ในขณะที่มีความสุขกับชีวิต

 ให้แบ่งปันความสุขนี้ให้กับผู้อื่นด้วย"

: การกุศลของChuck Feeney เป็นที่โด่งดังมาก

ผู้สื่อข่าวจำนวนมากเดินทางมาถึงบ้านของเขา

 ทุกคนล้วนแปลกใจ

 และถามว่า "Chuck Feeney มีทรัพย์สินมากมาย

 ทำไมถึงไม่ไปมีชีวิตที่สวยหรู..."

เพื่อเผชิญกับข้อสงสัยของทุกคน

 Chuck Feeney ยิ้มและบอกเล่าเรื่องราว:

"สุนัขจิ้งจอก พบไร่องุ่นที่เต็มไปด้วยผลไม้

 อยากจะเข้าไปในไร่ เพื่อกินองุ่นให้เต็มที่

 แต่มันอ้วนเกินไป เลยมุดผ่านรั้วไปไม่ได้

ดังนั้นมันจึงไม่กินไม่ดื่ม อยู่สามวัน

และแล้วตัวมันก็ผอมลง และมุดผ่านรั้วไปได้!

เมื่อกินอิ่มเป็นที่พึงพอใจแล้ว แต่…ตอนที่จะกลับออกไป

กลับออกไม่ได้ ทำอย่างไรก็ไม่ได้ เมื่อไม่มีทางเลือก

มันเลยต้องอดน้ำอดอาหาร อีกสามวันสามคืน

สุดท้ายแล้วท้องของมันตอนที่ออกมา

ก็เหมือนกับตอนที่มันเข้าไป"

เมื่อเล่าเสร็จ Chuck Feeneyกล่าวว่า

"บนสวรรค์นั้นไม่มีธนาคาร

ทุกคนเกิดมากับความว่างเปล่า

ในที่สุดก็ จากไปมือเปล่า

ไม่มีใครสามารถนำความมั่งคั่งกลับไปได้ "

สื่อถาม Chuck Feeney ทำไมบริจาคไปทั้งหมด

: คำตอบของเขาง่ายมาก และไม่มีใครคาดถึง เขากล่าวว่า

"เพราะถุงศพไม่มีกระเป๋า"

ที่จริงแล้วความจนของเขา เกิดจากการบริจาคเงินมหาศาล

เขาช่างเป็นคนที่ยิ่งใหญ่จริงๆ สิ่งที่เขาได้มา

 ได้ส่งคืนกลับไปสู่สังคมทั้งหมด มันทำให้มีความสุขมากกว่า.

Giving While Living

//www.atlanticphilanthropies.org/history-and-founder













ขอบคุณที่มา, ขอบคุณเจ้าของภาพ









Create Date : 10 กรกฎาคม 2558
Last Update : 22 มิถุนายน 2559 11:55:58 น.
Counter : 759 Pageviews.

1 comment
### พระอาจารย์บัณฑิตสุปัณฑิโต ###















ขอไว้อาลัยแด่ ‪#‎พระอาจารย์บัณฑิตสุปัณฑิโต‬

เจ้าอาวาสวัดป่าตอสีเสียด จ.อุดรธานี

เนื่องจากถูกคนร้อยลอบยิงในขณะบิณฑบาตร

เมื่อเช้าวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๘

ประวัติพระอาจารย์บัณฑิต สุปัณฑิโต

ท่านเป็นผู้ที่ใฝ่ใจในการศึกษาเล่าเรียนมาแต่เล็ก

การเล่าเรียนทางโลก

ท่านเข้าเรียนมัธยมต้นที่ ‪โรงเรียนสวนกุหลาบ

‬ และมัธยมปลายที่ ‪โรงเรียนเตรียมอุดม

‬ จากนั้นท่านสอบเข้า ‪คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาฯ‬

จากนั้นท่านได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล

อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี


ชีวิตในวัยเยาว์ของท่านเนื่องจากบิดาของท่าน

มีศรัทธาในองค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

จึงทำให้ท่านมีโอกาสใกล้ชิดกับหลวงตาท่านมาแต่เด็ก

 ต่อมาวันหนึ่งบิดาของท่านตั้งใจจะให้ลูกได้บวชเณร

อยู่กับองค์พระหลวงตามหาบัว

แต่ปรากฏว่าองค์หลวงตาไม่รับพร้อม

ทั้งบอกว่าโน้นให้ไปโน้น ไปหาหลวงปู่เกล้า วัดถ้ำเกีย จ.อุดร

 เมื่อพ่อของท่านพาท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่เกล้า

หลวงปู่เกล้าก็ทักท่านว่า อดีตชาติเป็นหลานของหลวงปู่มาก่อน

 ส่วนแม่ของท่านเคยเป็นลูกสาวขององค์หลวงปู่

และพ่อของท่านก็เคยเป็นลูกเขยมาแต่อดีตชาติ

ในตอนที่ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่อ.ไชยวาน

 มีโอกาสเข้ากราบหลวงปู่บุญจันทร์ กมโล

แห่งวัดป่าสันติกาวาส จ.อุดรธานี

คราวนั้นหลวงปู่บุญจันทร์กล่าวกับท่านว่า

 "ดูซิพ่อแม่ครูอาจารย์มีแต่ละสังขารลงไปทุกวัน

น้อยลงไปทุกที ทางโลกสร้างเท่าไหร่ไม่จบ

 ให้มาสร้างทางธรรม

ตบท้ายที่ว่าให้อาจารย์หมอมาออกบวชมาสร้างทางธรรมซะ"

ประโยคนี้ทำให้ท่านอาจารย์หมอบัณฑิตในขณะนั้น

รู้สึกตื้นตันในหัวอกแต่ก็ยังไม่ตัดสินใจที่จะออกบวช

ท่านเล่าให้ผมฟังว่าจิตใจมันเหมือนมีหอกมาปักคาอกไว้

 วันที่คิดปลงได้ว่า "เราจะบวช"

เหมือนกับว่าหอกเล่มนั้นหลุดจากอก

พระอาจารย์บัณฑิต สุปัณฑิโต ได้บวช

กับองค์หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี

 หลังจากที่บวชแล้วมีโอกาสเข้าศึกษาธรรม

กับหลวงปู่บุญ จันทร์ กมโล, หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ,

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปัณโณ, หลวงปู่ลี กุสลธโร ,

พระอาจารย์อินทร์ถวาย เป็นต้น

ในพรรษาที่สามหลังจากที่ท่านได้ปฏิบัติภาวนามาอย่างยิ่งแล้ว

 ในเช้าวันหนึ่งท่านได้เทศนาธรรมให้โยมมารดาของท่านฟัง

 โยมมารดาของท่านนึกว่าท่านธรรมแตก

ถึงกับร้องห่มร้องไห้รีบโทรแจ้งพระอาจารย์อินทร์ถวาย

เช้าวันนั้นพระอาจารย์อินทร์ถวายรีบมาโดยยังไม่ได้ฉันเช้า

เพราะเป้นห่วงพระอาจารย์บัณฑิตเข้าไปสอบอารมณ์อยู่นาน

พอพระอาจารย์อินทร์ถวายสอบอารมณ์เสร็จ

ก็บอกกับโยมแม่ของพระอาจารย์ว่า

 ลูกโยมนะผ่านแล้วมีแต่โยมแหละที่ยังบ้าอยู่ !

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพระอาจารย์บัณฑิต

 มีโอกาสปรนนิบัติรับใช้

องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนอย่างใกล้ชิด

รวมทั้งองค์หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป

ท่านเป็นผู้ดูแลการสร้างพระธรรมเจดีย์ วัดโพธิสมภรณ์

 และยังเป็นผู้ดูแลโครงการหอผู้ป่วยวิกฤติ

ของโรงพยาบาลอุดรธานีอีกด้วย

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

ท่านได้ประพฤติพรหมจรรย์ได้อย่างเยี่ยมยอด

เป็นครูบาอาจารย์ที่ดี เป็นผู้ที่มีเมตตา

และให้คติเตือนใจแก่ทุกคนเสมอ

ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีนายทุน

ที่พยายามมากว้านซื้อที่ดินรอบบริเวณวัดท่าน

เพื่อไปทำประโยชน์ แต่ชาวบ้านไม่ขาย

และขอให้พระอาจารย์ท่านเป็นเสาหลัก

ที่ไม่ให้นายทุนมารุกรานผืนที่ทำมาหากิน

จนนายทุนถึงกับพยายามไม่ให้คนเข้าวัด

เริ่มด้วยการโรยตะปูเรือใบ

ทำให้รถที่จะเข้าวัดยางแตกมาแล้ว

แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่านายทุนจะมีกิเลสหนา

ถึงกับจ้างวานฆ่าเพียงเพื่อผลประโยชน์ที่ดินเพียงเล็กน้อย

ซึ่งหากเทียบกับบาปกรรมที่ต้องเสวยแล้วเทียบกันไม่ได้เลย

Cr: Line Group
ขอขอบคุณ ที่มา fb. Ta Suporn








Create Date : 04 มีนาคม 2558
Last Update : 4 มีนาคม 2558 19:12:23 น.
Counter : 3670 Pageviews.

3 comment
### สานฝันสู่วันใส เด็กๆควรอ่านนะจ๊ะ ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ###


















~ ลิซ เมอร์เรย์ : จากเด็กจรจัด สู่ฮาร์วาร์ด

..Homeless to Harvard ~

จากเด็กข้างถนน ไร้ที่อยู่อาศัย

ไม่มีเงินแม้แต่เพนนีเดียวในกระเป๋า

แต่ด้วยหัวใจใฝ่ดี เธอสามารถเข้าไปเป็นนักศึกษา

 มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด


ลิซ เมอร์เรย์ ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจใ

ห้แก่วัยรุ่นผู้ด้อยโอกาสจำนวนมาก

เธอเกิดเมื่อวันที่ 23 กันยายน ปี ค.ศ. 1980

 อาศัยอยู่กับพี่สาวและพ่อแม่ขี้ยา

ในอพาร์ตเม้นท์สกปรกในย่านชุมชนแออัด

เขตบร็องซ์ รัฐนิวยอร์ก

เมื่ออายุ 9 ขวบ เธอต้องหาเลี้ยงครอบครัว

ด้วยการตระเวนขออาหารตามร้านชำ

 ขณะที่พ่อและแม่เสพโคเคนอยู่กับบ้าน

เมื่ออายุ 15 ปี พ่อย้ายเข้าไปอยู่สถานพักพิง

สำหรับผู้ไร้ที่อยู่อาศัย ส่วนแม่ตายเพราะติดเชื้อเอดส์

ลิซกลายเป็นเด็กข้างถนน ไม่มีที่ซุกหัวนอน

กลางคีบแอบงีบหลับบนม้ายาวในสวนสาธารณะ

สถานีรถไฟใต้ดิน หรือโชคดีก็ได้นอนโซฟาบ้านเพื่อน

ในวันฝังศพแม่ ลิซยืนดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยความอนาถใจ

ร่างของแม่ถูกใส่ในโลงกระดานไม้อัด

แม้แต่ป้ายหน้าหลุมศพก็เขียนด้วยปากกาเคมี

เธอเริ่มครุ่นคิดถึงอนาคตของตัวเอง

บางคนอาจท้อแท้กับชีวิต

บางคนอาจใช้เป็นข้ออ้างที่จะเลือกทำชั่ว

แต่ลิซ เมอร์เรย์ ใช้ความล้มเหลวของพ่อแม่

เป็นเครื่องเตือนใจ ถ้าเธอใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย

 อนาคตของเธอคงไม่ต่างจากผู้ให้กำเนิด

เธอตั้งปณิธานว่าเธอจะต้องสร้างชีวิตที่ดีกว่าด้วยตัวเอง

::::::::::::::::::

โชคดีที่ลิซคบเพื่อนสูงวัยที่ฉลาดคนหนึ่ง

ซึ่งมองเห็นศักยภาพภายในตัวเธอ

 เขาใช้อุบายกระตุ้นพลังแห่งการเรียนรู้

ด้วยการมอบสารนุกรมเก่า ๆ ชุดหนึ่งให้เป็นของขวัญ

ลิซจะหยิบมันขึ้นมาพลิกดูภาพประกอบ

อย่างสนใจทุกครั้งที่มีเวลา อยากรู้ว่า

ตัวอักษรที่บรรยายใต้ภาพบอกอะไร

ต่อมาเพื่อนสูงวัยผู้นั้นยังซื้อตั๋วพาลิซไปทัวร์

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

สิ่งที่ได้พบเห็นสร้างแรงบันดาลใจ

ให้ลิซอยากเรียนหนังสือ และตั้งความหวังว่า

สักวันหนึ่งเธอจะต้องเข้ามายืน

ในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้ได้

หลังกลับจากทัวร์ ลิซตัดสินใจ

สมัครเข้าเป็นนักเรียนในโปรแกรมพิเศษ

สำหรับผู้ด้อยโอกาส

เธอทุ่มเทเพื่อการเรียนอย่างมุมานะ

และบริหารเวลาอย่างเป็นระบบ

เพราะต้องทำงานเลี้ยงชีพ

พร้อมกับการลงวิชาเรียน

เป็นสองเท่าของเพื่อนร่วมชั้น

เธอต้องทำถึงขนาดเอาหนังสือเรียนห้อยติดผนัง

และอ่านไปด้วยขณะรับจ้างล้างจาน

ลิซตระหนักดีว่าการศึกษาเท่านั้น

ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิต

ในเวลาเพียงสองปี

ลิซสามารถสอบข้ามชั้นแบบก้าวกระโดด

จนไล่ทันเพื่อนวัยเดียวกัน

และอีกสองปีเธอจะจบไฮสกูลได้สำเร็จ

พร้อมจะเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย

ครูที่รับผิดชอบการเรียนของลิซเอ่ยชมว่า

เธอเป็นนักเรียนที่ฉลาด

และตั้งใจที่สุดเท่าที่เห็นมา

::::::::::::::::::

การเรียนจบไฮสกูลในสี่ปี

เป็นความสามารถอันน่ามหัศจรรย์

แต่ไม่ใช่บัตรผ่านประตู

สู่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่มีชื่อเสียงก้องโลก

ถ้าดูพื้นฐานครอบครัว ประวัติการศึกษา

และเงินออมที่เตรียมไว้เพื่อการศึกษา

 โอกาสที่คณะกรรมการ

ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจะคัดเลือกเธอ

เข้าเป็นนักศึกษาแทบจะเป็นศูนย์

แต่ลิซไม่ยอมแพ้ เธอสมัครชิงทุนการศึกษา

ทุกแห่งที่ทำได้

วันหนึ่งเธอได้ยินว่า

หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทม์ส

 มีโครงการมอบทุนการศึกษา

แก่เด็กยากจนที่เรียนดี

จำกัดเพียงหกทุนเท่านั้น

 โดยส่งไปเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

เธอจึงมุมานะเรียนหนักขึ้นเพื่อจะชิงทุน

 เป็นความฝันที่สูงมากสำหรับเด็กข้างถนน

การเรียนหนังสือโดยใช้ริมถนนนิวยอร์ก

เป็นโต๊ะเรียนไม่ใช่เรื่องง่าย

การชิงทุนการศึกษา นิวยอร์ก ไทม์ส

 ยิ่งยากเย็นแสนเข็ญ

โดยเฉพาะสำหรับเด็กด้อยโอกาสอย่างเธอ

 ต้องใช้ความมุ่งมั่นและกำลังใจแรงกล้า

ที่จะฝ่าอุปสรรคของประโยคที่ว่า

 “เรียนไปทำไม ยังไงก็ไม่มีอะไรดีขึ้น”

บ่อยครั้งเธอต้องนอนบนขบวนรถไฟสายบี

จากเขต เดอะ บรองซ์, สถานีรถไฟ

และสวนสาธารณะ แต่เธอไม่ทิ้งการเรียน

บนถนนในนิวยอร์ก

เธอมองเห็นผู้หญิงถือกระเป๋ากุชชี ชาแนล

เดินผ่านวัยรุ่นที่สวมเสื้อผ้าสกปรก

เที่ยวขอเศษเหรียญ

ความแตกต่างทางชนชั้นถ่างกว้างเหลือเกิน

เมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กวุ่นวายเกินกว่า

จะมีใครก้มลงมองเด็กจรจัดข้างถนนคนหนึ่ง

ในฤดูหนาวสภาพแวดล้อมยิ่งทารุณ

 เมื่อป่าคอนกรีตปกคลุมด้วยน้ำแข็ง

ไม่ใช่สวรรค์สำหรับคนจรจัดแน่นอน

แต่เธอก็ยังฮึดสู้ต่อไป

เธอบอกว่า “ฉันต้องการมากเหลือเกิน

ที่จะประสบความสำเร็จ เข้าฮาร์วาร์ด

ได้เงินทุนจาก นิวยอร์ก ไทม์ส…

สิ่งที่ต้องการคือความศรัทธานิดหน่อย

และการลงมือทำ”

:::::::::::::::::::

เมื่อเธอรู้สึกตัวอีกครั้ง

 เธอกำลังนั่งอยู่ในห้องพักของเธอ

ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่ออายุสิบเก้า

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้เปิดประตูต้อนรับ

เด็กสาวจากกองขยะให้เข้าศึกษาต่อ

ทางด้านจิตวิทยาคลินิก

ภายหลังเธอเล่าความรู้สึก

ยามนั่งในหอพักนักศึกษาวันนั้นว่า

“…ความเปล่าเปลี่ยวเฆี่ยนตีฉันอย่างหนัก

มันไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านที่ง่ายดายเลย”

อย่างไรก็ตาม เธอก็จำต้องหยุดเรียนพักใหญ่

เมื่อพ่อตายระหว่างที่เธอเรียนฮาร์วาร์ด

ก่อนจากโลกไป พ่อทิ้งโน้ตให้เธอว่า

“พ่อทิ้งความฝันของพ่อไว้เบื้องหลังนานมาแล้ว

แต่พ่อรู้ว่าความฝันเหล่านั้นปลอดภัยในมือลูกแล้ว”

และเธอก็สานฝันของพ่อสำเร็จ

ระหว่างการศึกษา ลิซใช้เวลาว่างเดินทาง

ไปบรรยายตามแหล่งสลัม

เพื่อให้เด็กวัยรุ่นได้เห็นตัวอย่างว่า

 แม้จะเป็นเด็กจรจัดไร้ที่พักพิง ไม่มีเงิน

 กินอาหารจากกองขยะ

ทุกคนอาจมีชีวิตที่ดีได้ถ้าตั้งใจจริง

::::::::::::::::::

• บทสรุป

ลิซ กล่าวว่าเธอไม่รับพรจากนางฟ้าองค์ใด

 ความสำเร็จเกิดจากการมีเป้าหมายชีวิตที่แน่นอน

เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง

บวกกับความอุตสาหะ

อย่ามัวแต่มองคนอื่นและคิดว่าพวกเขาทำได้

เพราะเขามีบางอย่างเหนือคุณ

 มนุษย์ทุกคนมีเท่ากัน เพียงจะใช้สิ่งที่มี

ให้เกิดประโยขน์เต็มร้อยหรือไม่

 คุณต้องเชื่อว่าอนาคตอยู่ในกำมือของคุณ

 และคุณเป็นผู้กำหนดเอง

เธอบอกว่า “ฉันอยากให้คุณมองภาพกว้าง

 เราทุกคนเชื่อมโยงกัน มันเป็นวงจร

ผู้คนสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตผู้คน

ความฝันที่ปราศจากการเกื้อหนุน

ก็เหมือนเครื่องบินไร้ปีก…

ฉันอยากให้วิสัยทัศน์ของฉัน

เป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในโลก”

เธอพยายามบอกให้คนอื่นหัดมองว่า

 ต่อให้ชีวิตทนทุกข์ทรมานเพียงไร

จงอย่าสิ้นหวัง

“เมื่อทุกข์ทรมาน ฉันต้องมองว่า

สิ่งต่างๆ สามารถที่จะไม่เหมือนเดิมได้

ฉันเริ่มไขว่คว้าคุณค่าของบทเรียน

ซึ่งฉันเรียนจากการอาศัยอยู่ตามข้างถนน”

ครั้งหนึ่งเธอพูดให้คนอื่นฟังว่า

“เหตุผลที่ฉันกำลังยืนที่นี่

ต่อหน้าพวกคุณในวันนี้

ก็เพราะฉันเลือก ‘ทางสายบน’

ซึ่งเป็นทางสายที่ทุกคนเลือกได้”

คนบางคนสามารถสร้างชีวิตจากศูนย์

บางคนสร้างจากชีวิตติดลบ

และบางคนไม่ยอมสร้างอะไรเลย

จากสิ่งที่มีมากมาย

บางทีความแตกต่างของทางสายบน

กับทางสายล่างอยู่ที่การมองเห็นคุณค่า

ของชีวิตของตัวเองหรือไม่

ง่าย ๆ พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่

ที่ควรศรัทธาอันดับแรก...อยู่ในตัวคุณเอง

หมายเหตุ : ในปี 2003 ชีวิตของ ลิซ เมอร์เรย์

ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง

 Homeless to Harvard

::::::::::::::::::

Credit : นิตยสารแพรว

 โดย สรจักร / winbookclub.com

โดย วินทร์ เลียววาริณ

[ผู้ช่วยป้าศรี]

ขอบคุณที่มา  fb.จำนงศรี หาญเจนลักษณ์

Chamnongsri Hanchanlash ป้าศรี





Create Date : 18 มกราคม 2558
Last Update : 18 มกราคม 2558 9:52:02 น.
Counter : 662 Pageviews.

2 comment
### คนดีที่ทิ้งไว้แต่ความดีให้คนรุ่นหลังจดจำ ###




พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา (จ่าเพียร)









ครูสมชายตั้งกติกาว่าถ้าใครมาสายจะถูกครูเฆี่ยน
ปรากฏว่าสมเพียรมาสายทุกวัน
แม้จะถูกครูเฆี่ยนทุกวัน ๆ ละสามที
แต่สมเพียรก็ยังมาสายไม่หยุด
ราวกับไม่รู้จักเข็ดหลาบ
เขาทนถูกครูตีทุกวันจนเรียนจบ

๓๐ ปีต่อมา........
โรงเรียนต้องการทำป้ายโรงเรียนใหม่ให้สมศักดิ์ศรี
ผู้อำนวยการจึงขอให้ครูสมชาย โทรไปหาลูกศิษย์คนนี้
ซึ่งตอนนั้นเป็นตำรวจคุ้มครองเหมืองหินอ่อน
ครูสมชายรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เพราะมั่นใจว่า.......
ลูกศิษย์คนนี้ไม่มีวันลืมรอยไม้เรียวของครู
แต่เมื่อออกปากขอความช่วยเหลือ
เขากลับตอบทันทีว่า “ได้เลยครับ ไม่มีอะไรขัดข้อง”
ครูสมชายถึงกับอึ้งไปเลย
จากนั้นก็บอกความในใจว่า

“ครูขอโทษนะที่สมัยเรียน ครูตีเธอทุกวันเลย”

แต่เขาไม่โกรธครูเลย
แล้วเขาก็เล่าความจริงให้ฟังว่า ตอนนั้นเขาเป็นเด็กวัด
ต้องตามหลวงพ่อไปบิณฑบาต

หลวงพ่อท่านชรามากจึงเดินช้า
กว่าเขาจะกลับถึงวัดและได้กินข้าวก้นบาตร

ก็ได้เวลาเรียนแล้ว แต่เขายังต้องเก็บข้าวไว้กินตอนเย็น

 ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่มีอะไรจะกิน
เลยต้องมาสายทุกวัน

ครูสมชายเพิ่งถึงบางอ้อตอนนั้นเอง
แล้วเขาก็พูดต่อว่า...........
“ครูครับ ไม่ต้องเสียใจ ถ้าครูไม่เฆี่ยนผม

ป่านนี้ผมเป็นโจรไปแล้ว
ไม่ได้ใส่เครื่องแบบตำรวจอย่างนี้”

เวลาผ่านไปนานถึง ๓๐ ปี
ครูสมชายถึงเพิ่งรู้ว่าลูกศิษย์คนนี้ไม่ได้เกกมะเหรกเกเร
หากเพียงแต่ครูถามเขาสักคำว่าทำไมเขามาสายเป็นประจำ
ก็คงจะไม่ลงโทษเขามากมายขนาดนั้น

ทางด้านสมเพียร แม้ชีวิตจะดูเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด
ลำบากยากแค้นแล้วยังไม่วายถูกครูเฆี่ยนทุกวัน

ราวกับเป็นเด็กเหลือขอ
แต่เขาก็ไม่ได้ก่นด่าชะตากรรม
แต่ยังขอบคุณครูที่ตีเขาจนได้ดี

น่าเสียดายที่คนที่เห็นความดีของเขานั้น

มิใช่ผู้บังคับบัญชาชั้นสูง
มิเช่นนั้นเขาคงมีชีวิตที่สุขสงบในบั้นปลาย

สมเพียร แซ่เจ่ง คนนี้ ต่อมาเปลี่ยนนามสกุลเป็น

 สมเพียร เอกสมญา
คนเดียวกับ “จ่าเพียร” ของชาวบ้านที่บันนังสตา
ซึ่งได้รับเลื่อนยศจาก พ.ต.อ. เป็น พล.ต.อ.
หลังจากที่ชีวิตเขาหาไม่แล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก //goo.gl/BPWKOr
#DemocratTH









Create Date : 18 สิงหาคม 2557
Last Update : 19 สิงหาคม 2557 10:09:36 น.
Counter : 490 Pageviews.

1 comment
1  2  

Valentine's Month



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 48 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....