Group Blog
### เราจะทราบได้อย่างไรว่ามีตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งแอบซ่อนอยู่ในตัวเรา ###







เราได้นำเสนอข้อเขียนเรื่องตับ
ของคุณหมอ นพ.ดร. ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์
 ไปหลายตอนแล้ววันนี้คุณหมอท่านจะบอกเราว่า
เราจะทราบได้อย่างไรว่า
มีตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งอยู่ในตัวเราหรือไม่


ก่อนอื่นต้องขอแจ้งให้ทุกท่านได้ทราบว่า
ยังมีอีกหลายอย่างเกี่ยวกับโรคตับที่เราไม่รู้
เรายังไม่อาจนำเสนอให้ท่านทราบได้หมด
เพราะยังไม่ได้ขออนุญาตจากคุณหมอ
ผู้เขียนว่าท่านจะให้เราเผยแพร่หรือไม่
ถ้าท่านอยากรู้มีทางเดียวคือ
ต้องไปหาซื้อหนังสือของอาจารย์หมอ
นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ มากอ่านกันเอง
หนังสือชื่อ "ไขรหัสตับอักเสบเรื่อรังและตับแข็ง"
  เพราะยังมีคุณหมอท่านอื่นๆเขียนไว้ด้วย


"จะทราบได้อย่างไรว่ามีตับอักเสบเรื้อรัง
และตับแข็งซ่อนอยู่"

โดย.....นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์
อายุรแพทย์โรคตับและการเปลี่ยนตับ
ศูนย์โรคตับและการปลูกถ่ายตับ
 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์




เมื่อทราบทุกข์จากโรคตับที่ซ่อนอยู่ในตัวแล้ว
  ถ้าเข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ดูแล้วชีวิตไม่น่าจะภิรมย์มากนัก
สำหรับผู้ที่จะต้องมีชีวิตอยู่กับภาวะแทรกซ้อน
ในระยะท้ายของโรคตับแข็ง
 ฉะนั้นมรรควิถีในการหยุดความทุกข์เหล่านั้น
ก็เริ่มด้วยการตรวจหาโรคเสียแต่เนิ่นๆ 
 รู้เร็วก็รักษาได้ตั้งแต่ตับยังไม่แข็ง
 ถ้าโรคที่พบสามารถรักษาได้
โรคก็จะหยุดตรงนั้นแล้วตับก็ดีขึ้น
  ถึงแม้ตับแข็งไปแล้วก็รักษาให้คืนกลับได้เช่นกัน



ใครบ้างที่ควรไปตรวจหาโรคตับ 
 ตอบง่ายๆก็คือผู้ใหญ่ทุกคนควรที่จะตรวจเช็คว่า
มีโรคตับซ่อนอยู่หรือไม่ 
 ถ้าตอบให้ละเอียดกว่านั้นขอให้ดูในตารางข้างล่าง











ท่านควรจะไปตรวจอะไรบ้างเวลาไปเช็คโรคตับ


ประการแรก
คุยกับแพทย์ก่อน แจ้งให้แพทย์ทราบ
ถึงอาการที่รู้สึกผิดปกติ เล่าให้แพทย์ฟัง
ถ้ามีข้อมูลเข้ากับข้อใดข้อหนึ่งในตารางข้างต้น
  ให้แพทย์ถามเราบ้าง ซอกแซกถามหาว่า
มีอะไรเกี่ยวเนื่องกับโรคตับหรือไม่

ประการที่สอง
 ขอให้แพทย์ตรวจร่างกาย ถ้าพูดถึงโรคตับ
แพทย์ควรตรวจดูผื่นแดงบริเวณหน้าอก สะบัก แขน คอ
เป็นผื่นที่กดแล้วจางได้ ปล่อยนิ้วแล้วเลือดวิ่งกลับมาใหม่
หรือที่เรียกว่า "ผื่นแมงมุม"
ยกมือให้แพทย์ดูว่ามี "ฝ่ามือแดง"
 แบบคนเป็นโรคตับแข็งหรือไม่ 
 ขอให้แพทย์ตรวจดูว่ามีตับ ม้ามโตหรือไม่

ประการที่สาม
ตรวจเลือดดูสิ่งเหล่านี้ในเบื้องต้น









เมื่อแพทย์พบค่าผิดปกติในเบื้องต้น 
 ก็จะมีการส่งตรวจเลือดเพิ่มเติมตามความเหมาะสม


ประการที่สี่
  ตรวจตับด้วยคลื่นเสียง หรือที่เรียกว่า
 "อัลตราซาวนด์ (Ultrasound)
เป็นการตรวจเบื้องต้นแบบคัดกรอง
จะช่วยบอกลักษณะของเนื้อตับ
  หยาบมาก หยาบน้อย
 สงสัยมีไขมันในตับหรือไม่   ตรวจหาก้อนในตับ
  ตรวจท่อทางเดินน้ำดีและถุงน้ำดี
 ข้อดีของอัลตราซาวนด์ คือ ราคาไม่แพง ไม่เจ็บตัว
  ไม่ต้องฉีดอะไรเข้าไปในเลือด
จึงไม่ต้องกลัวแพ้สารต่างๆ แต่ต้องเข้าใจไว้ก่อนว่า
เป็นการตรวจแค่คัดกรอง ไม่ละเอียดมาก
ยังขึ้นกับเครื่องว่าดีหรือไม่ เห็นภาพชัดหรือไม่
  และที่สำคัญมากที่สุดคือ
 ขึ้นกับอารมณ์ความเร่งรีบของผู้ทำในวันนั้นพอควร



ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการตรวจคัดกรอง 
 เมื่อแพทย์เริ่มสงสัยว่ามีโรคตับบางอย่าง
  ก็จะตรวจหาสาเหตุของโรคต่างๆ
ด้วยการตรวจเลือดบ้าง
 หรือขอให้ตรวจตับเพิ่มเติม
ด้วยเครื่องเอ็กซเรย์ คอมพิวเตอร์
หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ซึ่งจำเป็นต้องมีการฉีดสารคอนทราสท์ชนิดต่างๆ
เข้าไปในหลอดเลือด ตามความเหมาะสม



ปัจจุบันเริ่มมีการใช้เครื่องวัดความหนาแน่นของตับ 
 ที่ใช้อยู่คือ "ไฟโบรสแกน"
 จะช่วยบอกว่าตับมีความแน่นมากน้อยเท่าใด
   สงสัยตับแข็งหรือไม่
 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระยะต้นของการพัฒนา
ของเครื่องมือและมาตรฐานการวัดในโรคต่างๆ



ถ้าวิธีการทั้งหลายในขั้นต้น
ยังสรุบไม่ได้ว่าตับแข็งหรือไม่
  หรือสงสัยโรคตับบางอย่าง
การเจาะเอาเนื้อตับมาตรวจเป็นวิธีที่ดีที่สุด
    ในการวินิจฉัยโรคตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็ง
อย่างไรก็ตามการเจาะตับ
อาจจะก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้
 เช่น เลือดออกในช่องท้อง 
 เข็มเจาะไปโดนอวัยวะอื่นๆเป็นต้น
ฉะนั้นคงจะต้องคุยกับแพทย์ผู้ดูแลว่า
  สมควรเจาะหรือไม่  เจาะเพื่อจะดูอะไร
 มีความเสี่ยงมากน้อยอย่างไร
ในมือของแพทย์ท่านนั้นๆ






♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥♥






สุดท้ายนี้ต้องขอขอบพระคุณคุณหมอ
นพ.ดร ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ เป็นอย่างสูง
ที่กรุณาให้เรานำความรู้เรื่องโรคตับ
นี้มาเผยแพร่ให้พวกเราได้รู้
  อย่างน้อยก็เพื่อช่วยให้เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย
ที่ไม่สนใจในตัวเอง
ย้อนกลับมาสนใจและดูแลตัวเองมากขึั่้น
ชีวิตที่เขาให้เรามานั้น เราจะรักษาให้อยู่ได้นาน
และยืนยาวเพียงใดมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองเท่านั้น
เราใช้ร่างกายนี้มานานแล้ว 
  เมตตาและสงสารเขาบ้างนะ
 พาเขาไปตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ
  เขาก็จะอยู่กับเราไปได้อีกนานเชียวละ

อีกสักครั้งสำหรับคุณหมอผู้มีเมตตา
  ขออำนาจบารมีแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
ที่มีอยู่ในโลกนี้
จงดลบันดาลให้คุณหมอและครอบครัว 
  ประสบแต่ความสุข
  มีโชคดีและสมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนานะคะ
คุณความดีที่คุณหมอมีเมตตาต่อคนไข้ 
 จงช่วยส่งเสริมให้คุณหมอประสบโชคดี
และก้าวหน้าในหน้าที่การงานยิ่งๆขึ่้นไปนะคะ







Create Date : 31 กรกฎาคม 2556
Last Update : 22 กันยายน 2561 16:26:29 น.
Counter : 2542 Pageviews.

2 comment
### ถ้าตับคุณแข็งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ###










วันนี้เราคงนำเสนอเรื่อง โรคตับ 
 ของคุณหมอ นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ 
 ต่อจากตอนที่แล้ว
ครั้งนี้คุณหมอท่านยกเป็นคำถามไว้ว่า
 "ตับแข็งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น"
 เรารีบตอบในใจทันทีว่า "ก็ตายซิคะคุณหมอขา...."
มันไม่ใช่อย่างที่เราคิดเลยสักนิด
  คนอย่างคุณหมอน่ะรึ
 จะยอมปล่อยให้คนไข้ของท่านตายง่ายๆ...
ไม่มีทางแน่นอน
เพราะคนไข้เมื่อมาถึงคุณหมอทุกราย
   ท่านจะให้กำลังใจ
และพร้อมกับชักชวนให้เข้าร่วมยุทธจักร์กับท่าน
ในการต่อสู้กับเจ้าโรคนี้ทุกราย
ท่านคงจะถือคติของซุนวู ที่ว่า
  "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" เป็นแน่แท้
 ท่านถึงได้เขียนบรรยายอาการของโรคตับ
ให้เราได้รู้กัน
ท่านลองอ่านดูท่านจะรู้จักเจ้าโรคนี้
ที่แอบแฝงเข้ามาอยู่ในตัวเราได้
 และเมื่อรู้จักเจ้าโรคนี้แล้ว 
 และคิดว่ามันแอบเข้ามานอนเล่นในตัวเราแน่
เราต้องรีบไปพบกับคุณหมอ
พร้อมกับสมัครเข้าเป็นศิษย์จอมยุทธ์ 
 ของท่านทันที
 ท่านจะช่วยบอกเราว่าควรทำอย่างไร
ท่านจะชี้แนะแนวทางให้กับเราต่อสู้กับเจ้าโรคนี้
จนกว่าจะได้ชัยชนะ
 และเราก็คิดว่าเราต้องเป็นผู้ชนะแน่นอน
ทำอะไรข้อยบ่ได้ดอก
  เพราะข้อยรู้สาเหตุของเจ้าซะแล้ว
 รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้งอย่างแน่นอน 
  ถ้าไม่ด่วนท้อใจซะก่อน




### ตับแข็งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ###


โดย นพ.ดร. ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์
อายุรแพทย์โรคตับและการเปลี่ยนตับ
ศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับ
 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์




ในบทก่อนเราเรียนรู้ สมุทัย หรือเหตุแห่งทุกข์ 
 คือเริ่มรู้แล้วว่า  ตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งเป็นอย่างไร
อะไรเป็นสาเหตุของโรคตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็ง
 ปัญหาจริงๆของคนที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง
และตับแข็งก็คือ...
จะมาหาแพทย์ก็เมื่อเกิดทุกข์ ทุกข์อย่างไร 
 ทุกข์เมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง
 เป็นโรคตับแข็งระยะท้ายหรือเป็นมะเร็งตับแล้วค่อยมา
 ที่จริงก็คือมาเมื่อค่อนข้างสายเสียแล้ว
  แต่อย่างไรก็ตาม เรามาเรียนรู้ให้ซึ้งว่า
ภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็งเป็นอย่างไร 
 เมื่อรู้แล้วจะได้เกิดความระมัดระวัง
รีบตรวจหาโรคกันแต่เนิ่นๆปัญหาย่อมเบาบางลง




ตับอักเสบเรื้อรังจากสาเหตุใดก็ตาม
  มักจะไม่มีอาการ   เป็นสนิมกัดกร่อนตับไปช้าๆ
อย่างมากไปตรวจร่างกายประจำปีก็พบว่า
มีค่าการอับเสบสูงเกินค่าปกติ 
 เมื่อผ่านไป 20 ปี หรืออาจจะเร็วกว่านั้น
 ขึ้นกับสาเหตุจะความรุนแรงของโรคก็เข้าสู่
 "ตับแข็งระยะต้น"
 ที่เรียกว่าระยะต้นก็เพราะไม่มีอาการอะไรแสดงทั้งสิ้น
ผู้ที่มีตับแข็งระยะต้นเมื่อไม่มีอาการก็ไม่มาพบแพทย์
ที่แย่กว่านั้น มาพบแพทย์แล้วเพราะตับอักเสบ
  แพทย์ยังบอกไม่ได้เลยว่าตับแข็งไปแล้ว
 ถ้าแพทย์ไม่ตั้งใจตรวจโดยละเอียด
เมื่อนับหนึ่งจากวันแรกที่ตับแข็ง
 ผ่านไปอีก 5 ถึง 10 ปี
ก็จะเข้าสู่"ตับแข็งระยะท้าย" 
 ถึงเวลานี้ไม่ต้องถึงมือแพทย์
ผู้ป่วยก็จะรู้ตัวเองว่าผิดปกติแล้ว 
 บทนี้จะเล่าให้ฟังถึงภาวะแทรกซ้อน
ของโรคตับแข็งบางประการที่ควรทราบ ดังนี้




1. อาการเท้าบวมขาบวม ตับแข็งระยะท้าย 
 ตับทำงานลดลงอย่างมาก
จนสร้างโปรตีนอัลบูมินลดลงโปรตีนชนิดนี้
ช่วยดึงน้ำไว้ในหลอดเลือด เมื่อโปรตีนลดลง
  น้ำก็เริ่มซึมออกจากหลอดเลือด 
 สังเกตได้จากอาการหลังเท้าบวม
แล้วค่อยตามมาด้วยขาบวม
 เป็นอาการบวมชนิดกดบุ๋ม 
 คือเอานิ้วกดแล้วยกนิ้วขึ้น
  บริเวณที่ถูกกดจะยังเป็นรอยกดค้างอยู่




2. ท้องมาน เมื่อตับทำงานลดลงไปอีก 
 โปรตีนอัลบูมินลดต่ำลงมาก
ร่วมกับเลือดจากทางเดินอาหารวิ่งผ่านตับไม่ได้
เนื่องจากท่อหลอดเลือดตีบตันจากตับแข็ง
ทำให้ความดันในหลอดเลือดที่เข้าสู่ตับสูงขึ้น
จึงช่วยกันส่งเสริมให้น้ำซึมออกจากหลอดเลือด
   หลอดน้ำเหลือง ไปสะสมอยู่ในช่องท้อง
แพทย์ใช้คำเรียกว่า "แอสไซดี่ส์ (Ascites)
 น้ำในช่องท้องอาจมีปริมาณน้อยหรือมาก
จนเกิดอาการแน่นท้อง หายใจลำบาก
เมื่อเจาะน้ำระบายออกอาจมีน้ำออกมามากกว่า 20 ลิตร









3. ติดเชื้อในช่องท้อง เมื่อมีน้ำในช่องท้อง
ก็จะเป็นแหล่งของการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดต่างๆ
โดยมากจะหลุดมาจากลำใส้
เพราะลำใส้คนที่เป็นโรคตับแข็ง
มักจะมีแผล มีรอยถลอก
เชื้อโรคจากอุจจาระจะผ่านเข้าทางผนังลำใส้
ไปยังกระแสเลือด
แล้วไปเพิ่มจำนวนอยู่ที่เยื่อบุช่องท้อง
เกิดการอักเสบปวดท้อง ท้องโตขึ้น และเป็นไข้ 
 ถ้าเจาะน้ำในท้องมาตรวจ
จะพบเม็ดเลือดขาวจำนวนมาก 
  พบเชื้อแบคทีเรียจากการเพาะเชื้อ




4. หลอดเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร
และกระเพาะอาหาร 
  หลอดเลือดจากทางเดินอาหาร
เมื่อไหลผานเข้าตับไม่ได้
ก็ต้องหาทางออกไปทางอื่น 
 หลายๆทาง ทางหนึ่งคือ
ย้อนออกไปทางม้าม 
แล้วอ้อมขึ้นไปบริเวณหลอดอาหาร
และกระเพาะอาหาร
ถ้าส่องกล้องลงไปดู จะเห็นเป็นหลอดเลือดขอด
  โป่งพองในบริเวณหลอดอาหารส่วนล่าง
และกระเพาะส่วนบนวันดีคืนดี
เมื่อความดันของหลอดเลือดเหล่านี้สูงมาก
ก็จะแตกออก
ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด
 ถ่ายเป็นเลือด หรือถ่ายดำ
ถ้ามาโรงพยาบาลไม่ทันก็จะเสียชีวิต
เพราะเสียเลือดมากจนช็อค









5. กระเพาะอาหารอักเสบ
 หรือเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
  ลำใส้ คำอธิบายจะคล้ายกับข้อ 4
เมื่อความดันของหลอดเลือด
ในกระเพาะอาหาร 
 หรือบริเวณผิวของกระเพาะอาหารสูงมากๆ
 จะทำให้ผิวของกระเพาะบวม แดง
ซึ่งมักจะเกิดบริเวณส่วนบน
ของกระเพาะอาหาร
 ถ้าเป็นมากก็จะมีเลือดไหลซึม
ออกมาจนมีอาการเสียเลือด 
 ถ่ายเป็นสีดำ อาเจียนเป็นสีดำคล้านน้ำกาแฟ 
 คนเป็นโรคตับแข็งมักจะเกิดมีแผล
ในกระเพาะอาหาร
หรือลำใส้เล็กส่วนต้นได้ง่าย
ด้วยเหตุหลายประการ 
 ฉะนั้น จะต้องคอยระวังรักษาให้ดี




6. อาการทางสมองจากโรคตับ 
 ภาษาแพทย์เรียกว่า
 "เฮ็บปาติกเอ็นเซ็บฟาโลพาตี้
(Hepatic encephalopathy)
เนื่องจากตับแข็งที่เสียการทำงานไปมาก 
 เสียหน้าที่ในการทำลายของเสีย เช่น สารแอมโมเนีย 
 และสารอื่นๆ ร่วมกับเลือดนำของเสียเข้าตับไม่ได้
 แต่นำของเสียออกทางลัด  ผ่านไปทางหลอดเลือด
ของกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร แล้วเข้าสู่หัวใจ
จากนั้นของเสียต่างๆ
ก็จะถูกสูบฉีดไปยังสมองได้โดยตรง
 เมื่อของเสียไปคั่้งในสมองมากๆเข้า
จะเริ่มเกิดอาการทางสมอง
ผู้ป่วยจะเริ่มด้วยอาการอารมณ์ผิดปกติ อารมณ์ดี 
 หรืออารมณ์ร้าย  นอนไม่หลับตอนกลางคืน
แต่มาหลับตอนกลางวันแทน     ความจำเริ่มลดลง 
 การเขียนตัวหนังสือหรือลายมือผิดไปจากเดิม
 คิดคำนวนตัวเลขง่ายๆไม่ได้
 เมื่อเป็นมากเข้าจะมีอาการซึมลง
หรือเอะอะโวยวาย จนในที่สุดก็ถึงขั้นหมดสติ 
 บางระยะของโรคจะสังเกตว่า  มีอาการมือสั่น ขาสั่น
เวลาที่พยายามชันมือ หรือชันเข่าให้อยู่กับที่




7. เลือดออกง่าย สาเหตุจากตับสร้างโปรตีน
ที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวลดลง
ร่วมกับผู้ป่วยโรคตับแข็ง
มักมีเลือดไหลย้อนทางไปที่ม้าม
ที่อยู่บริเวณช่องท้องซีกซ้ายบน
 ทำให้ม้ามโตมากขึ้น  ม้ามจะจับกินเกล็ดเลือด 
 ทำให้เกล็ดเลือดที่มีหน้าที่
ทำให้เลือดแข็งตัวมีจำนวนลดลง
  สองประการนี้ร่วมกันทำให้เลือดออกง่าย




8. เลือดแข็งตัวง่ายในที่ที่ไม่ควร 
 ในทางตรงกันข้ามกับข้อ 7
  ตับที่เสียไปทำให้มีการสร้างโปรตีน
ที่ป้องกันเลือดแข็งตัวลดลงผลเลยออกมาอีกทาง
 มีผลทำให้เลือดแข็งตัวง่ายขึ้น 
เช่น ไปเกิดก้อนเลือดแข็งตัว
ในหลอดเลือดที่วิ่งเข้าตับ
ทำให้ตับยิ่งขาดเลือดมากขึ้น ตับเสียมากขึ้น




9. ติดเชื้อง่าย คนที่เป็นโรคตับแข็ง
ภูมิต้านทานต่างๆจะลดลง
 การจับกินเชื้อโรคที่เข้่าสู่ร่างกายลดลง
ผู้ป่วยบางคนอยู่ดีๆก็เกิดติดเชื้อ
ในกระแสเลือดขึ้นมาเอง
 โดยเชื้อแบคทีเรียเหล่านี้หลุดมาจากบริเวณลำใส้




10. โรคไตจากภาวะตับแข็งที่รุนแรง
  เป็นเรื่องแปลกแต่จริง 
 ถ้าตับทำงานแย่ลงไปมากๆ
จะไปมีผลทำให้ไตทำงานผิดปกติ
ไปด้วยจนเกิดภาวะไตวาย
  ดูได้จากค่า BUN และ Creatinine ที่สูงขึ้น
แต่ถ้าไปเจาะไตมาตรวจ
กลับไม่พบความผิดปกติของเนื้อไต
หรือท่อไตแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า
เฮ็บปาโตรีนอล ซินโดรม
 (Hepatorenal syndrome)
ภาวะแทรกซ้อนนี้มักเกิดในคนที่ตับเสียไปมากๆ
มีค่าความเหลืองในเลือดสูงมาก 
 ค่าเกลือโซเดียมในเลือดต่ำ 
 มีน้ำในท้อง  เมื่อเกิดแล้วรักษายาก
เสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว
ต้องแก้ด้วยการเปลี่ยนตับ 
หลังการเปลี่ยนตับแล้ว
ไตจะกลับมาทำงานเป็นปกติเอง




11. การขาดสารอาหาร 
 ผู้ป่วยโรคตับแข็งระยะกลางถึงระยะท้าย
มักจะมีอาการเบื่ออาหาร ทานอาหารน้อยลง
แน่นท้องจากมีน้ำในท้อง
ก็ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง
 ทำให้ขาดทั้งโปรตีนและพลังงาน 
 ที่แย่ไปกว่านั้น ผู้ป่วยมักได้รับคำแนะนำ
จากคนรอบข้าง
ให้งดอาหารประเภทนั้นประเภทนี้ 
 ลดอาหารโปรตีนจากสัตว์ทุกชนิดบ้าง
ทานได้แต่ผักกับโปรตีนจากพืช
ซึ่งมีคุณค่าน้อย กากเยอะ
  เกิดท้องอืด ท้องเฟ้อ จากลมในท้องมาก
  จากอาหารประเภทถั่วต่างๆ




12. โรคแทรกทางปอด 
  ผู้ป่วยโรคตับแข็งยิ่งเข้าสู่ระยะท้าย
มักจะมีอาการเหนื่อยเพลีย
  ออกซิเจนในเลือดต่ำ
จากสาเหตุที่มีความดันในหลอดเลือด
ของปอดสูงขึ้น
ซึ่งเป็นผลจากโรคตับแข็ง
บางคนนอกจากมีท้องมานแล้ว
น้ำจากในท้องอาจมีการรั่วซึมผ่านช่องกะบังลม
เข้าไปอยู่ในช่องปอด ยิ่งทำให้เกิดอาการอึดอัด
เพลีย เหนื่อยง่ายมากยิ่งขึ้น




13. มะเร็งตับ ชนิดที่เกิดจากเชลล์ตับ ที่เรียกว่า
เฮ็บปาโตเซลลูล่า คาร์ชิโนมา
(Hepatocellular carcinoma)
หรือเรียกย่อๆว่า "เฮ็บปาโตมา (Hepatoma) 
 ผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะตับแข็ง ถ้าตามไป 10 ปี
หนึ่งในสามคนจะเกิดมีมะเร็งตับแทรกขึ้นมา
ฉะนั้นแพทย์จึงต้องคอยติดตามทำอัลตราซาวนด์ตับ
ร่วมกับตรวจหาค่ามะเร็งตับ (AFP)
อย่างน้อยทุกๆ 6 เดือน


เหล่านี้เป็นความทุกข์
ที่จะค่อยๆคืบคลานมาเยี่ยมเยียนผู้ป่วย
โรคตับแข็งไม่ใครก็ใครต้องเลือกเอาสักโรคสองโรค
หรือเกือบทั้งหมดที่เขียนมา
 ฉะนั้น ยังไม่สายที่จะจัดการกับโรคตับอักเสบเรื้อรัง
หรือตับแข็งเสียตั้งแต่ยังจัดการได้




********************




อ่านจบแล้วก็คงรู้แล้วซินะว่า 
 ตับแข็งแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา 
  คุณหมอท่านกรุณาเขียนให้เราอ่าน
เพื่อเราจะได้นำมาพิจารณาตัวเราว่า
เรามีอาการเช่นนี้บ้างหรือไม่
  แต่ที่แน่ๆ อาการมักจะไม่ค่อยแสดงให้เราเห็น
ในระยะแรกๆเท่าไร
มารู้ก็ต่อเมื่อเห็นทางเดินไปหายมพบาลซะแล้ว
  ดังนั้นจึงไม่ควรประมาท
  เมื่อไปตรวจร่างกายก็ควรขอหมอเช็คเลือดด้วย
ค่าของเลือดที่เกี่ยวกับตับมีหลายตัว 
 เมื่อเกิดความสงสัยก็อย่าปล่อยให้ผ่านเลยไป
  ไปให้คุณหมอเฉพาะทางตรวจซ้ำอีกที
เพื่อความแน่ใจ
  เพราะถ้าหากเป็นแล้วจะได้รักษาได้ทันท่วงที


สุดท้ายนี้ก็คงต้องขอกราบงามๆเพื่อขอบพระคุณ
คุณหมออีกสักครั้งที่กรุณาเผยแพร่เล่ห์กล
ให้รู้ทันโรคตับกัน
เราขออัญเชิญบารมีแห่งหลวงพ่อพุทธโสธร
  โปรดคุ้มครองคุณหมอและครอบครัว
ให้ได้พบแต่ความสุข  สมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนา
และเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานตลอดไป









Create Date : 23 กรกฎาคม 2556
Last Update : 22 กันยายน 2561 16:23:25 น.
Counter : 1558 Pageviews.

1 comment
### สาเหตุของโรคตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็ง ###









หลังจากที่ท่านได้ทราบว่า
 ตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งเป็นอย่างไรแล้ว 
 วันนี้เราจะขอนำเสนอถึงสาเหตุ
ของโรคตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งให้ท่านได้รู้
ซึ่งคุณหมอ นพ.ดร ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ 
 ท่านได้กรุณาเขียนให้เราได้อ่านง่ายๆ
และได้ทราบถึงสาเหตุของโรคนี้
คุณหมอท่านมีจิตใจประเสริฐยิ่งนัก 
  นอกจากจะเป็นหมอรักษาโรคนี้เก่งแล้ว
ท่านยังห่วงใยเราทุกคน 
  ไม่อยากให้ประสบเคราะห์กรรมกับโรคนี้กัน
 ท่านจึงบอกสาเหตุให้เราทราบ
   เพื่อจะได้สังเกตุและป้องกัน
กันก่อนที่โรคจะรุกรานเรา
เราต้องขอกราบขอบพระคุณคุณหมอ
มา ณ. โอกาสนี้ด้วย
 ผลบุญที่คุณหมอได้กระทำในครั้งนี้
จงดลบันดาลให้คุณหมอและครอบครัว
ประสบแต่ความสุข สมปรารถนา
ในทุกสิ่งที่คุณหมอต้องการ
 และขอให้มีความเจริญก้าวหน้า
ในหน้าที่การงานยิ่งๆขึ้นไป



สาเหตุของโรคตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็ง
โดย นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์
อายุรแพทย์โรคตับและการเปลี่ยนตับ 
 ศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับ
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์



คนทั่วไปเวลาได้ยินคำว่าตับอักเสบหรือตับแข็ง
  มักจะคิดถึงการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด
ก่อนอื่นช่วยกันล้างสมอง
เอาความคิดนี้ทิ้งไปก่อน  แล้วเริ่มกันใหม่
 จริงๆแล้วมีโรคมากมาย
โรคอะไรก็ตามที่ไปทำลายตับแบบเรื้อรัง
 ย่อมทำให้เกิดเป็นโรคตับอักเสบเรื้่อรังได้ 
  เมื่อเป็นไปนานๆหลายๆปีก็จะกลายเป็นตับแข็ง 
เพราะฉะนั้น ตับแข็งก็ไม่จำเป็น
ต้องเกิดจากเหล้าเสมอไป
 บ้านเราสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ ไวรัสตับอักเสบบี 
ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินขนาด
 ไวรัสตับอักเสบซี ไขมันตับ 
  นอกนั้นยังมีสาเหตุอื่นๆที่พบรองๆลงไป
ดูได้จากตารางข้างล่าง สาเหตุของตับอักเสบเรื้อรัง 
 พอจะแบ่งเป็นกลุ่มโรคได้หลายกลุ่ม ดังนี้









เมื่อท่านอ่านมาถึงตรงนี้ 
  สำหรับท่านที่ต้องการความรู้เบื้องต้น
ก็อ่านผ่านตาที่ตารางข้างต้น
สำหรับหลายท่านที่ประสบปัญหา
กับโรคตับอักเสบเรื้อรัง
 ขอให้อ่านต่อเฉพาะโรคที่แพทย์ให้การวินิจฉัย
หรืออ่านไปถามแพทย์
เผื่อว่าแพทย์ยังไม่ได้ทำการวิเคราะห์
หาสาเหตุเหล่านั้น
  และที่สำคัญก็เพื่อทำความเข้าใจ
ในแต่ละสาเหตุที่ท่านเป็นอยู่
ผู้ป่วยหลายท่านที่เป็นโรคประหลาดๆ
ก่อให้เกิดปัญหากับตับท่านนั้น
จะหาอ่านข้อมูลที่เป็นภาษาไทยได้ค่อนข้างยาก
แพทย์ก็ยังไม่รู้จะบัญญัติศัพท์ภาษาไทย
อะไรมาบอกท่าน
 ได้แต่พูดเป็นภาษาอังกฤษ
ที่ไม่ได้สื่อความหมายอะไร



###โรคตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัส ###


ไวรัสบี และ ไวรัสซี เป็นปัญหาใหญ่
สำหรับบ้านเราและทั้งโลก
 ว่าไปแล้วถ้านับไปเรียงตัว ท่านทราบหรือไม่ว่า 
คนไทยทุกๆ ๑๒ คนจะมี ๑ คน
ที่มีไวรัสตับอักเสบบี หรือซี ซ่อนอยู่ ๑ คน 
 คนไทย ๖๕ ล้านคน
มีไวรัสบี ประมาณ ๓ ล้านกว่าคน
มีไวรัสซี ประมาณ ๑ ล้านกว่าคน 
 ปัญหาใหญ่ของไวรัสสองตัวนี้คือ
 แอบซ่อนอยู่แบบไม่แสดงอาการ 
หรือบางท่านรู้ทั้งรู้แต่ไม่ได้ใส่ใจรักษา
 ปล่อยไวรัสทำลายตับไปนานๆ
คล้ายๆเป็นสนิมอยู่ในตับ
ตับก็ถูกกัดกร่อนไปเรื่อยๆ ผ่านไป ๒๐ - ๓๐ ปี
ก็จะเข้าสู่ระยะตับแข็งแบบไม่รู้ตัว
 ตับแข็งต่อไปอีก ๑๐ ปี  จึงค่อยๆแสดงอาการ
บวมที่ขา ท้องโต สับสน อาเจียนเป็นเลือด
 หรือบางคนก็เกิดเป็นมะเร็งตับแทรกขึ้นมา  
สำหรับท่านที่ต้องการอ่านรายละเอียดของไวรัสบี
ขอให้หาหนังสือเล่มที่ ๒ ของผู้แต่ง
 เรื่อง "จับเข่าคุยกันเรื่องไวรัสตับอักเสบบี"









### โรคตับจากแอลกอฮอล์ ###



ส่วนใหญ่ท่านที่ดื่มแอลกอฮอล์จัดจนเกิดปัญหา 
 อ่านถึงบรรทัดนี้ก็คงรีบปิดหนังสือ
 เพราะอย่างไรก็ไม่ยอมหยุดดื่มนี่สิเรื่องใหญ่ 
 พวกที่ยอมเชื่อก็จะลองหยุดเหล้า
แล้วไปดื่มไวน์แทน
  เพราะหลอกตัวเองว่าไวน์มันเบากว่าเหล้า
ว่าเข้าไปนั่น
ยกคำที่หมอหัวใจชอบเอามาโฆษณาว่า
ช่วยเรื่องหัวใจและหลอดเลือดสุขภาพดีอีกต่างหาก
แพทย์ก็บอกว่าไม่ได้ต้องหยุดไวน์ 
 ท่านเหล่านั้นก็หลบไปดื่มเบียร์
 เพราะอ้างว่าเบียร์มีแอลกอฮอล์น้อย
  ไม่สร้างปัญหา
แพทย์ก็ต้องขอร้องต่อไปว่า เบียร์ก็ไม่ได้ 
 เพราะดื่มมากๆก็ได้แอลกอฮอล์เข้าไปเยอะเช่นกัน
ท่านรู้มั้ย กิเลสที่สิงสู่ในคนติดเหล้า
บอกให้เจ้าตัวทำอย่างไรต่อท่านเหล่านี้ 
ก็จะกลับมาด้วยการดื่มไลท์เบียร์
ภาษาอังกฤษคำว่า ไลท์ (Light) แปลว่าเบา
 ก็คือเบียร์เบาๆ เบียร์บางๆ
 ทราบหรือไม่ไลท์เบียร์ ของไทย
 ปริมาณแอลกอฮอล์ใกล้เคียง
กับเบียร์มาตรฐานทั่วไป


โรคตับจากแอลกอฮอล์
เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มาก 
 และดื่มมานาน ระยะหนึ่ง
นานขนาดไหนประมาณ ๕-๑๐ ปีขึ้นไป
ก็ขึ้นกับปริมาณที่ดื่มด้วย
เห็นอย่างนี้ไม่ใช่ชี้โพรงให้กระรอก 
 เดี๋ยวก็บอกตัวเองว่า 
 ดื่มแค่ ๒ - ๓ ปีก็พอให้สะใจแล้วจะหยุด
อย่าลองแบบนี้นะ เพราะลองแล้วจะหยุดไม่ได้ 
 ผู้หญิงโชคไม่ดี เกิดโรคตับจากแอลกอฮอล์
ได้ง่ายกว่าผู้ชาย
ไม่ว่าท่านจะดื่มแอลกอฮอล์ชนิดใดก็ตาม
 จะเป็นเหล้าขาว เหล้าแดง วอสก้า ไวน์ขาว 
 ไวน์แดง เบียร์ ลาร์คเกอร์
ถ้าดื่มมากถึงระดับหนึ่ง
ก็เกิดปัญหากับตับได้เช่นกัน
ถ้าจะดื่มก็ขอให้เป็นการดื่มเวลาเข้าสังคม
ดื่มพอตึงๆให้สนุกสนาน ดิ่มแบบนี้่ไม่เป็นอะไร
แต่ก็อย่าอ้างว่าต้องเข้าสังคมทุกวัน
  เพื่อนคะยั้นคะยอ ผิดธรรมเนียมถ้าไม่ดื่ม 
 เหล่านี้มักจะเป็นข้ออ้างของคนติดแอลกอฮอล์


ดื่มได้เท่าไรจะไม่เกิดโรคตับ
  เป็นคำถามที่พบบ่อย เพราะคนอยากดื่ม
ถ้าพูดตามมาตรฐานโลกมีสถิติบอกไว้ว่า
ผู้ชายดื่มได้ไม่เกิน ๒๑ ยูนิต(ดริ๊งค์) ต่ออาทิตย์ 
 ผู้หญิงดื่มได้ไม่เกิน ๑๔ ยูนิต(ดริ๊งค์) ต่ออาทิตย์
คำว่า ๑ ยูนิต เทียบเท่ากับแอลกอฮอล์ ๘ กรัม
 ถ้าเทียบให้ง่ายขึ้น
เหล้าแดง (วิสกี้ ๔๐ %) ๒๕ ซีซี เท่ากับ ๑ ยูนิต
ไวน์ (๑๒%) ๑ แก้วเล็ก ๑๗๕ซีซี เท่ากับ ๒ ยูนิต
ไวน์ (๑๒%) ๑ แก้วใหญ่ ๒๕๐ ซีซี เท่ากัย ๓ ยูนิต
เบียร์ (๕%) ๑ แก้วใหญ่ หรือ ๑ ไพน์(pint=๕๖๘ซีซี)
เท่ากับ๓ ยูนิต


ถึงตรงนี้ก็คงจะทำให้บางท่านสับสนมากขึ้น 
 เอาเป็นว่าให้ดูจากตารางข้างล่าง
เป็นเกณฑ์ จะง่ายกว่า 
ว่าในหนึ่งอาทิตย์ ผู้ชาย และ ผู้หญิง
 ไม่ควรดื่มเกินกว่าเท่าใด


ตารางแสดงปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์แต่ละชนิด
ไม่ควรเกินเท่าใดของผู้หญิงและผู้ชาย
ภายในหนึ่งอาทิตย์









แอลกอฮอล์ เมื่อดื่มเกินขนาด
ที่ควรนานถึงระยะเวลาหนึ่ง 
 จะก่อปัญหากับตับ ๔ ประการ
เริ่มแรกจะมีไขมันแทรกในตับมากขึ้น
  ตับค่อยๆโตขึ้น  เมื่อดื่มมากต่อไปอีก
จะเริ่มมีการอักเสบของตับแทรกอยู่ในเนื้อตับ
เรียกว่า ตับอักเสบจากแอลกอฮอล์
   ถ้ายังไม่หยุดดื่มก็จะเริ่มเข้าทาง
แบบโรคตับอักเสบเรื้อรังจากสาเหตุอื่นๆ คือ
จะมีแผลเป็นหรือพังผืดแทรกกระจายไปทั่วๆตับ 
 คือในตับจะมีทั้งไขมัน การอักเสบ และพังผืด
เมื่อถึงระยะที่มีพังผืดกระจายทั่วตับ
จะเข้าสู่ระยะตับแข็ง
 และท้ายที่สุดก็จะมีมะเร็งตับเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่ง
คนที่ดื่มเหล้าจนตับแข็ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มมีขาบวม 
 ถ้ายังไม่หยุดดื่มภายใน ๕ ปี
  มากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านี้จะเสียชีวิต
หรือแปลได้ง่ายเข้า ถ้ามี ๒ คน
 หนึ่งใน ๒ คนจะเสียชีวิตในระยะ ๕ ปี
  หรือเอาให้ง่ายขึ้นอีกท่านลองหยิบเหรียญขึ้นมา 
 แล้วก็โยนหัวโยนก้อยได้เลยว่า
จะเสียชีวิตหรือไม่ในระยะ ๕ ปี


รีบหยุดแอลกอฮอล์เสียตั้งแต่ระยะแรกๆ 
 หรือแม้จะเกิดตับแข็งมากแล้วก็ตาม
ถ้าหยุดแอลกอฮอล์ได้ทัน
 ท่านก็โชคดี ตับฟื้นตัวได้ 
 แข็งแล้วก็คืนกลับได้อย่าหมดหวัง 
 แต่ในชีวิตจริงแล้ว หลายคนยินดีไปเกิดใหม่
อย่างทุกข์ทรมานมากกว่าที่จะหยุดแอลกอฮอล์



###โรคตับจากไขมันแทรกตับ ###



ปัจจุบันโรคไขมันแทรกตับ
กลับเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากขึ้น
 เนื่องจากการทานอาหารที่ผิดวิธี
  ขาดการออกกำลังกาย
ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่น้ำหนักเกิน 
 เป็นโรคอ้วน และโรคเบาหวาน
 ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ในอดีตเราคิดกันว่า 
 ไขมันแทรกตับไม่มีผลเสียต่อการทำงานตับ
 ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบของตับ
  ปัจจุบันเป็นที่ทราบแล้วว่า
คนที่มีไขมันแทรกตับมากๆ 
 จะก่อให้เกิดภาวะการอักเสบของตับ
แบบเรื้อรัง ตับแข็ง และอาจมีมะเร็งตับตามมา




### โรคตับอักเสบเรื้อรังจากภูมิต้านทานต่อตับ ###


มนุษย์เรามีภูมิต้านทานอยู่ในร่างกาย
  เอาไว้ทำหน้าที่หลายๆอย่าง
 ที่สำคัญก็คือคอยป้องกันร่างกายจากเชื้อโรคต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ 
 ไม่ให้เข้ามาภายในกระแสเลือด
 หรืออวัยวะต่างๅ หรือแม้แต่มีเชื้อโรค
หลุดเข้ามาจากบาดแผล
จากเข็มฉีดยา จากอะไรก็ตาม 
 พอเข้ามาในเนื้อเยื่อหรือกระแสเลือด
ภูมิของเราก็จะรู้ทันทีว่า
เชื้อโรคเป็นสิ่งแปลกปลอม
   เมื่อร่างกายรู้
ภูมิต้านทานก็จะส่งสารต่างๆ
และเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ
เข้าไปทำลายเชื้อโรคเหล่านั้น


แต่ชีวิตไม่สวยหรูเช่นนั้นเสมอไป 
 บางครั้งภูมิของร่างกายก็เกิดเพี้ยนขึ้นมา
ดันไปรับรู้ว่าร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง
เป็นสิ่งแปลกปลอม
เช่นไปเห็นว่าผิวหนัง ไต หลอดเลือด
   ข้อกระดูก และอวัยวะหลายๆแห่ง
เป็นสิ่งแปลกปลอมก็จะส่งเม็ดเลือดขาว
ไปทำลายอวัยวะนั้นๆ
ท่านคงจะได้ยินจากข่าวสารอยู่บ้าง มีดารา นักร้อง 
 หรือผู้มีชื่อเสียงเป็นโรคที่เรียกว่า ลูปัส เป็นต้น


กลับมาที่ตับ มีโรคภูมิต้านทานต่อตัวเอง 
 ที่ภูมิของร่างกายไปเห็นว่า
เนื้อเยื่อบางส่วนของตับ
เป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย
ก็จะทำแบบที่กล่าวข้างต้น คือ
ส่งสารต่างๆ หรือเม็ดเลือดขาว
เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อตับส่วนนั้นๆ
มีโรคตับเรื้อรังหลายชนิด
ที่จัดอยู่ในโรคภูมิต้านทานต่อตับ ได้แก่

โรคภูมิต้านทานไปทำลายเนื้อเซลล์ตับ 
 เรียกภาษาแพทย์ว่า
 ออโต้อิมมูน เฮ็บปาไตติส
(Autoimmune hepatitis)
"ออโต้" แปลว่า ต่อตัวเอง
 "อิมมูน" แปลว่า ภูมิต้านทาน 
 "เฮ็ปปาไตติส" แปลว่า ตับอักเสบ
เมื่อแปลโดยรวมก็คือ 
 โรคตับอักเสบที่เกิดจาก
ภูมิต้านทานของตัวเองต่อตับ
 ผู้ที่เป็นก็จะเกิดมีตับอักเสบแบบเรื้อรัง
เป็นส่วนใหญ่
เป็นแบบกัดกร่อนไปทีละน้อย
  หรือเกิดอักเสบแบบรุนแรง
 บ้างก็รุนแรงจนเกิดภาวะตับวาย
 โรคนี้มักจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
แพทย์จะให้การวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจเลือด
หาค่าเลือดบางอย่าง
  ที่ช่วยชี้แนะว่าอาจจะมีโรคนี้ซ่อนอยู่ ได้แก่
Antinuclear Antibody (ANA)
และ Anti-smooth muscle antibody เป็นต้น
  และต้องตรวจหาว่าไม่มีโรคอื่นๆ
จากนั้นจะต้องตรวจดูเนื้อตับ
ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ว่า
มีลักษณะจำเพาะที่เข้าได้กับโรคนี้
โรคนี้รักษาได้ด้วยยากดภูมิ
  ได้แก่ สเตียรอยด์ เป็นต้น


โรคภูมิต้านทาน
ไปทำลายท่อน้ำดีขนาดเล็กในเนื้อตับ
  เรียกภาษาแพทย์ว่า ไพรมารี่ บิลิอารี่ เซอร์โรสิส
(Primary biliary cirrhosis)
แพทย์จะใช้คำย่อว่า พีบีซี (PBC)
คำว่า "ไพรมารี่" ในความหมายนี้แปลว่า
 ไม่ทราบสาเหตุ
"บิลิอารี่" แปลว่าท่อน้ำดี "เซอร์โรสิส"
 แปลว่า ตับแข็ง
เมื่อแปลโดยรวมก็คือ 
 โรคตับแข็งที่เกิดจากการอักเสบของท่อน้ำดี
โดยไม่ทราบสาเหตุ
 โรคชนิดนี้พบได้ในคนไทยเช่นกัน
ที่คลินิกโรคตับของจุฬาฯ พบเกือบทุกเดือน
 เนื่องจากเป็นที่รวมของโรคตับ
ที่แพทย์ทั่วไปวินิจฉัยไม่ได้ในเบื้องต้น
ผู้ป่วยมักจะมาด้วยอาการคันตามร่างกาย 
 เนื่องจากตับขับของเสียออกทางน้ำดีไม่ได้
ค่าการทำงานตับจะมีความผิดปกติ
เมื่อตรวจเลือดจะพบ
มีค่าที่เรียกว่า AMA (เอ เอ็ม เอ) ให้ผลบวก
  การเจาะตับตรวจเนื้อเยื้่อจะช่วยในการวินิจฉัย
และบอกถึงความรุนแรงของโรคได้
 โรคนี้สามารถให้การรักษาด้วยยา
 เออโซดีออกซี่ โคลิก แอสิด(ursodeoxycholic acid)
ซึ่งก็เป็นน้ำดีชนิดหนึ่งในร่างกาย 
 ผู้ป่วยจะต้องทานยาไปตลอดชีวิต
 จะช่วยชะลอการทำลายของตับไปได้มากพอสมควร


โรคภูมิต้านทานไปทำลายท่อน้ำดีขนาดใหญ่
 เรียกภาษาแพทย์ว่า
 ไพรมารี่ สเกลอโรสซิ่ง คอแลงไจติส
(primary sclerosing cholangitis)
  แพทย์มักจะใช้คำย่อว่า พีเอสซี (PSC)
  คำว่า "ไพรมารี่"
ในความหมายนี้แปลว่า ไม่ทราบสาเหตุ
"สเกลอโรสซิ่ง" แปลว่า เกิดพังผืด
 ในที่นี้คือพังผิดบริเวณท่อน้ำดี
"คอแลงไจติส" แปลว่า ท่อน้ำดีอักเสบ
เมื่อแปลโดยรวมหมายถึง 
 โรคท่อน้ำดีอักเสบ
จนเกิดเป็นพังผืดบริเวณท่อน้ำดี
โดยไม่ทราบสาเหตุ
โรคนี้พบค่อนข้างน้อยในประเทศไทย
ผู้ป่วยจะมาด้วยการติดเชื้อ
แบคทีเรียบริเวณท่อน้ำดี
หรืออาจเข้าสู่กระแสเลือด
  ตรวจพบค่าการทำงานตับผิดปกติ
ส่องกล้องตรวจท่อน้ำดี
จะพบการตีบตันของท่อน้ำดี
ในบริเวณต่างๆของท่อน้ำดีขนาดใหญ่
ทั้งในและนอกตับ
การรักษาต้องใช้การส่องกล้อง
ขยายท่อน้ำดีที่ตีบ
 ใส่ท่อระบายช่วย
 หรือแม้แต่กระทั่งต้องเปลี่ยนตับ
เมื่อเป็นมากๆเข้า
ยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษาได้ผลดี




### โรคตับที่เกิดจากความผิดปกติ
     ทางพันธุกรรม ###



ยีนเป็นองค์ประกอบที่อยู่บนสายพันธุกรรม
ที่อยู่ในใจกลางของเซลล์
เป็นตัวควบคุมกลไกทุกอย่าง
ทางกายภาพของการเป็นเราเป็นเขา
เช่น ความสูงต่ำดำขาว เป็นชาย เป็นหญิง
 บางครั้งยีนเหล่านี้เกิดการผิดปกติ
มีการเรียงตัวขององค์ประกอบของยีนผิดปกติไป
 มีโรคหลายชนิดที่เกิดจากการผิดปกติของยีน 
 ทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรัง ในที่สุกก็ตับแข็ง
โรคแรกเรียกตามชื่อผู้ค้นพบว่า 
 โรควิลสัน (Wilson'sdisease)
  ในประเทศไทยก็พบได้พอสมควร
เกิดจากการที่ร่างกายขับถ่าย
ธาตุทองแดงออกจากตับไม่ได้
 ในที่สุดธาตุทองแดงไปสะสม
ในส่วนต่างๆของร่างกาย ที่สมอง ที่ตับ
มักพบในวัยเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ที่อายุไม่มาก
มาด้วยอาการตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง ซีด มือสั่น
มีการเคลื่อนไหวของร่างกายบางส่วนผิดปกติ 
 การรักษาของโรคก็มียาขับธาตูทองแดงออก
หรือลดการดูดซึมของธาตุทองแดง
โรคที่สองเรียก เฮียริติทารี่ ฮีโมโครมาโตสิส
 (Hereditary hemochromatosis)
 เกิดจาการมีธาตุเหล็กถูกดูดซึม
เข้ามาทางร่างกายมากกว่าปกติ
นานเข้าก็ไปสะสมตามส่วนต่างๆของร่างกาย 
 จนมีผิวหนังสีบรอนด์
 กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ ตับอ่อนผิดปกติ
จนเกิดเบาหวานและตับแข็ง บ้านเราพบน้อยมาก 
 มักจะเป็นในคนยุโรป อเมริกา และ ออสเตรเลีย
การรักษาต้องใช้การเจาะเลือดทิ้งเป็นระยะๆ
  เพื่อเอาธาตุเหล็กออกจากร่างกาย
คนไทยจะพบโรคธาตุเหล็กสะสม
ในร่างกายมากๆ 
 ก็ในโรคซีดจากพันธุกรรม
ที่เรียกว่า ธาลัสซีเมีย(Thalassemia)
นิดที่รุนแรงแต่เด็ก 
โรคนี้แก้ด้วยการเจาะเลือดทิ้งไม่ได้ 
 เพราะซีดมากอยู่แล้ว
โรคตับมักเป็นส่วนหนึ่งของอาการหลายๆอย่าง
 มักจะแก้ไม่ได้เปลี่ยนตับก็ทำไม่ได้




### โรคตับที่เกิดจากท่อเส้นเลือดออกจากตับอุดตัน ###


โรคนี้พบได้ประปรายในบ้านเรา 
 ภาษาแพทย์เรียกตามชื่อแพทย์ ๒ ท่าน
 ที่ค้นพบโรคนี้ว่า
บัดด์ เคียรี่ ซินโดรม (Budd Chiari syndrome) 
 เอาเป็นว่าเส้นเลือดเส้นใหญ่
ที่ออกจากตับเพื่อไปยังหัวใจ
เกิดการอุดตันด้วยเหตุอะไรก็ตาม
เช่น มีก้อนเลือดไปอุด
  มีผนังเนื้อเยื่อยื่นไปในเส้นเลือด
ทำให้เลือดไหลผ่านไม่ได้เป็นต้น
เมื่อเกิดการอุดตัน เลือดก็จะท้นอยู่ในต้บ
  ความดันในตับสูงมากขึ้น
เลือดต้องหาทางออกไปทางอื่น
ตับหลายส่วนขาดเลือดไปเลี้ยง
 ในที่สุดเซลล์ตับก็ตายเกิดการอักเสบแบบรุนแรง
ถ้าเป็นเร็ว เกิดตับอักเสบแบบช้าๆ จนตับแข็ง
  ถ้าค่อยๆอุดตัน มีตับโต ม้ามโต มีน้ำในท้อง
 การรักษาต้องใส่สายสวนไปขยายหลอดเลือด
ทำทางเดินเลือดให้ใหม่เพื่อลดความดันในตับ
ที่เรียกว่า ทิปส์ (TIPS)
อาจจะผ่าตัดเปลี่ยนทางเดินเลือด 
 หรือสุดท้ายต้องเปลี่ยนตับ




### โรคตับจากหัวใจวายเรื้อรัง ###



โรคนี้เกิดจากโรคหัวใจวายชนิดเรื้อรัง
โดยเฉพาะอยางยิ่งมีหัวใจซีกขวาวายมากๆ
 ด้วยเหตุใดก็ตามในที่สุดเลือดก็จะคั่งอยู่ในตับ 
 ตับขาดสารอาหารจากเลือด
 ความดันในตับสูง ตับโต
  ม้ามโต ตับอักเสบเรื้อรัง
จนเกิดตับแข็งในที่สุด 
 โรคนี้ต้องแก้ที่โรคหัวใจ
ถึงจะผ่อนหนักให้เป็นเบาได้




### โรคตับที่เกิดจากท่อน้ำดีอุดตัน
      แบบมีสาเหตุ ###



โรคนี้คล้ายกับโรคพีเอสซี(PSC)
ที่เกิดจากภูมิต้านทาน แพทย์ใช้คำเรียกว่า
เช็คกันดารี่ สเกลอโรสซิ่ง คอแลงไจติส
(Secondary sclerosing cholangitis)
ใช้คำว่า เช็คกันดารี่ ในความหมายคือ
เกิดขึ้นจากสาเหตุที่หาได้
 โรคนี้จะเกิดที่ท่อน้ำดีขนาดใหญ่
ทั้งในและนอกตับ 
 มีพังผืดยึดในท่อน้ำดี
จนเกิดการตีบตันของท่อน้ำดี
สาเหตุที่พบได้เกิดจากการติดเชื้อ
ในท่อทางเดินน้ำดีอย่างรุนแรง
 เช่น มีนิ่วในท่อทางเดินน้ำดี
 มักเกิดในคนที่ภูมิต้านทานไม่ดี
 เป็นเบาหวานเป็นต้น
 เมื่อท่อน้ำดีตีบ ก็จะเกิดการติดเชื้อซ้ำซาก
ในที่สุดก็จะมีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง
ตับแข็ง และตับวายในที่สุด




### โรคตับอักเสบเรื้อรัง
             และตับแข็งโดยไม่ทราบสาเหตุ ###



จริงๆแล้ว สาเหตุของโรคตับยังมีอีกมาก 
  ยังมีไวรัสตับอักเสบที่มนุษย์ยังไม่รู้จัก
มีโรคอีกหลายชนิดที่ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุ
ภาษาแพทย์เราใช้คำรวมๆ
เป็นกระโถนท้องพระโรง เรียกว่า
 คริปโตเจนนิค เซอร์โรสิส
(cryptogenic cirrhosis)
"คริปโตเจนนิค" ในความหมายนี้แปลว่า
 ไม่ทราบสาเหตุ
"เซอร์โรสิส" แปลว่า ตับแข็ง
โรคกลุ่มนี้เมื่อหาสาเหตุไม่ได้ก็แก้ไขไม่ได้
ถ้าตับอักเสบเป็นมากนานพอควร
  โรคจะเข้าสู่ระยะตับแข็ง
 และถึงระยะหนึ่งก็จะมีตับวาย 
 การรักษาทำได้ด้วยการเปลี่ยนตับ


ท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้
คงต้องเป็นคนที่สนใจโรคตับพอสมควร
 หรือไม่ก็มีโรคตับที่แพทย์ใช้คำแปลกๆ
วินิจฉัยโรคให้
ยังมีโรคตับอีกหลายชนิด
ที่ไม่สามารถนำมาเขียนไว้ในที่นี้
 ถ้าต้องการหาความรู้เพื่มเติม
คงต้องถามรายละเอียดจากแพทย์ผู้ดูแล
ยิ่งถ้าโรคยากๆ โรคตับอักเสบเรื้อรัง
ที่แพทย์ยังไม่สามารถหาชื่อโรคให้กับท่านได้
 แนะนำให้พบแพทย์โรคตับโดยเฉพาะ


........................................




ท่านผู้ได้อ่านที่รักทุกท่าน เรายินดีกับท่านด้วย
ที่ท่านยังแสดงความรักและความห่วงใย
ในตัวของท่านเองอยู่
เมื่อเราเกิดมาอยู่บนโลกอันศิวิไลนี้แล้ว
  เราอย่ามัวแสวงหาแต่ความสุขใส่ตัวอย่างเดียว 
 จงต้องแสวงหาความดับทุกข์ในตัวเอง
คู่กันไปด้วย
หากเราไม่สนใจในตัวเราเอง
  มุ่งใช้แต่ร่างกายที่ได้มาจนอ่อนล้าแล้ว
 เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง มันอาจจะสายเกิดแก้ก็ได้
สังเกตุตัวเราเองให้มากๆ
ว่าร่างกายเรามีอะไรผิดปกติ
หรือมีลางบอกเหตุอะไรบ้างก็ดีนะ
 อย่าคิดว่าไม่เป็นไรเป็นได้ก็หายได้
ท่านอาจจะเสียใจ เมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
 อย่าให้ถึงวันที่เราต้องโศกเศร้าเสียใจ
กับชีวิตร่างกายที่เขา
ให้มาและจะต้องจากไปก่อนกำหนด
เงินทองที่วิ่งตามหากันมาจนเหนื่อยน่ะ 
 ควรนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเราให้มาก
 อย่ามัวแต่ใช้แสวงหาแต่ความสุขใส่ตัวอย่างเดียว
โลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ 
 เมื่อผู้รู้มีจิตเมตตาที่จะบอกกล่าวให้ทราบ
เราก็ควรจะรีบเรียนรู้ไว้
เพื่อตัวเราเองและคนรอบข้าง
เหมือนสุภาษิตที่ว่า
  "รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม" ไงจ๊ะ
 และขอให้ทุกท่านโชคดี 
 ร่างกายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บโดยทั่วกัน







Create Date : 20 กรกฎาคม 2556
Last Update : 22 กันยายน 2561 16:14:21 น.
Counter : 4052 Pageviews.

1 comment
### ตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งเป็นอย่างไร ###





วันนี้เราก็ยังคงนำเสนอบทความของท่านอาจารย์หมอ
 นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ต่อ เป็นตอนที่สอง
การนำเสนอบทความและข้อเขียนของคุณหมอนั้น
ก็เพื่อนำความรู้ที่ท่านต้องการจะให้พวกเราได้รับรู้
มาช่วยสานเจตนารมย์ของท่าน
เพราะสิ่งที่ท่านได้บอกให้รู้นั้น มันเรื่องจริง
ที่อาจจะเกิดกับพวกเราทุกคนได้
 รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม รู้สักนิดชีวิตจะยืนยาวนะจ๊ะ
ในบทนี้ท่านจะบอกกับเราว่าตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งเป็นอย่างไร
 หากเรายังรู้ไม่จริงอย่าคาดเดาหรือวินิจฉัยโรคเองนะ
เพราะเราไม่ใช่หมอ และการบอกต่อ
หากเขียนเองคิดเองก็ไม่รู้จริงเท่ากับ
คุณหมอผู้คร่ำหวอดกับการรักษาโรคนี้ได้หรอก
ดังนั้นเพื่อไม่ประมาทและรักษาชีวิตร่างกายเรา
ให้อยู่คู่กับโลกศิวิไลนี้ต่อไปอีกนาน  ก็ควรอ่านกันนะจ๊ะ





ตับอักเสบเรื้อรังและตับแข็งเป็นอย่างไร

โดย นพ.ดร. ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์
  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย


เมื่อกล่าวถึงคำว่า "ตับอักเสบ" และ "ตับแข็ง" 
 หลายคนจะทำท่างงๆ บ้างก็ทำท่าว่ารู้ดี
 ถามไปก็รู้บ้างไม่รู้บ้างหลายคนก็ว่าเข้าใจ 
 พอกลับถึงบ้านก็เครียด เพราะหมอพูดอะไรก็ไม่รู้ 
 ภาษาแพทย์ฟังแล้วดูหรู แต่เราฟังแล้วไม่เข้าใจ
อันดับแรกเรามีข้อตกลงกันตามนี้ 
 ไม่ว่าท่านจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม
ท่องไว้ก่อนว่า "ตับอักเสบ" และ "ตับแข็ง" ไม่ใช่มะเร็งตับ
ฉะนั้นห้ามคิดมาก คิดให้พอประมาณ


ลองนึกภาพเวลาที่ท่านหกล้มเป็นแผลที่ขา 
 จะเห็นว่าบริเวณที่เป็นแผลนั้นจะบวม แดง
 สัมผัสดูจะรู้สึกร้อนทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า "อักเสบ"
 แผลที่อักเสบเมื่อผ่านไปหลายวัน หลายอาทิตย์
จะค่อยๆเริ่มมีแผลเป็นหรืออาจจะใช้คำว่าพังผืด 
 ดึงให้แผลมาติดกัน นานเข้าแผลก็หาย
แต่ยังมีร่องรอยของแผลเป็นนูนๆ


ในตับก็เช่นกันเวลาดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปมากๆ 
 หรือติดเชื้อไว้รัสตับอักเสบ
 หรือไปทานยาสุ่มสี่สุ่มห้าก็เป็นเหตุให้อักเสบในเนื้อตับ 
 บวม แดง ร้อน ในเนื้อตับ
 แต่ขอโทษส่วนใหญ่แล้วท่านอาจจะไม่รู้สึกอะไรมากมาย
เพราะตับอยู่ในท้องมองไม่เห็น
ตับไม่ค่อยจะมีเส้นประสาทเหมือนที่ผิวหนังจึงไม่มีอาการเจ็บ
ฉะนั้นต่อให้ตับอักเสบมากมายร่างกายก็เฉยๆ
  ถ้าเป็นมากๆเข้า บางคนจะมีคลื่นใส้ อาเจียน เพลีย 
แน่นท้องส่วนบนแบบตื้อๆ ตาเหลือง ปัสสาวะสีเหลืองเข้มขึ้น
 พอไปตรวจเลือดดูค่าการทำงานตับ จะพบว่า
มีค่าการอักเสบของตับสูงขึ้น(SGOT หรือ SGPT) 
 จึงค่อยทราบว่ามีตับอับเสบ









เมื่อตับเกิดการอับเสบไปนานๆด้วยเหตุอะไรก็ตาม 
 ถ้าเมื่อไหร่ผ่านหกเดือนไปแล้วไม่หายแพทย์ก็จะเติมคำว่า"เรื้อรัง"
ไว้ข้างหลังคำว่าอักเสบ เรียกว่า "ตับอักเสบเรื้อรัง"
 เดี๋ยวเราจะค่อยตามกันต่อไปว่า อะไรเป็นเหตุให้เกิด
"ตับอักเสบเรื้อรัง"ได้บ้าง


เมื่อตับอักเสบร่างกายก็พยายามทำให้เกิดการหาย
  คล้ายๆกับแผลที่ผิวหนัง
ตับก็จะมีการสร้างพังผืดทั่วๆบริเวณของตับ
ถ้าสาเหตุของการอักเสบไม่ได้รับการแก้ไข
 ในที่สุดแผลเป็นก็จะกระจายไปทั่วตับ 
 ถึงตรงนี้แพทย์จะใช้คำเรียกว่า "ตับแข็ง"
เมื่อมีแผลเป็นเพิ่มมากขึ้น พังผืดจะค่อยๆดึงรั้งให้ตับเสียรูปร่าง
 ท่านรู้หรือไม่ตับเราเหมือนหางจิ้งจก ถูกทำลายไปก็งอกใหม่ได้
พอเกิดการอักเสบ การทำลายเนื้อตับกระจายไปทั่ว
 เนื้อตับบางส่วนก็งอกกลับขึ้นมาใหม่
แทรกไปแทรกมากับบริเวณที่เป็นพังผืด
จนในที่สุุดตับเลยมีรูปร่างเป็นตะปุ่มตะป่ำ
 เสียรูปนานๆเข้าก็หดเล็กลงจนตับทำงานไม่ได้
ผู้ป่วยก็จะเริ่มมีอาการของภาวะแทรกซ้อนต่างๆเกิดขึ้น
ถึงตรงนี้แพทย์จะใช้คำว่า
ตับแข็งระยะท้าย (Decompensated cirrhosis)
ซึ่งเราจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนของตับแข็งในบทที่ ๔









ส่งท้ายบทนี้ขอแถมอีกเรื่อง เมื่อตับเกิดพังผืด 
 เมื่อมีการงอกซ่อมแซมตับส่วนที่เสียไป
วนไปเวียนมาอย่างนี้หลายๆปีเข้า 
 ก็จะมีเซลล์ตับจำนวนหนึ่งเกิดอาการเพี้ยน
 แบ่งตัวเพิ่มจำนวนแล้วควบคุมตัวเองไม่ได้  
 เลยโตไม่หยุดเกิดเป็นก้อนโตขึ้นหรือโตแทรกไปรอบๆ
อย่างนี้เราเรียกว่า "มะเร็งตับ" หรือเป็นก้อนเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย


คนที่เป็นตับแข็งแล้วมีโอกาสเป็นมะเร็งตับได้มากขึ้น
  แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นตับแข็งจะต้องเป็นมะเร็งตับ
อ่านทบทวนตรงนี้หลายๆรอบเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง









ขึ้นต่อมา แพทย์และผู้ป่วยจะทราบได้อย่างไร
ว่าเกิดมีมะเร็งมาแอบซ่อนอยู่ในตับ
 ก็เป็นข้อตกลงกันไว้เลยว่าอย่างน้อยทุก ๖ เดือน
จะต้องมาตรวจเลือดหาค่ามะเร็งตับ ที่เรียกว่า "AFP" 
 และตรวจตับด้วยคลื่นเสียงหรือที่เรียกว่า อัลตราซาวนด์
 เป็นการตรวจเบื้องต้นที่ไม่เจ็บตัว
และที่ต้องมาตรวจกันทุก ๖ เดือนก็เพราะว่า
มะเร็งที่โตขยายขนาดเร็ว ถ้าก้อนมะเร็งเริ่มเกิดนับจากวันนี้
 อีก ๖ เดือนข้างหน้าก็อาจจะขนาดไม่เกิน ๕ - ๖ เซนติเมตร
ซึ่งยังพอจัดการได้ รักษาได้ แต่ถ้าหายตัวไปนาน 
 ปีหนึ่งมาพบกันครั้งหนึ่ง  มะเร็จอาจจะโตเต็มตับจนรักษาไม่ได้แล้ว
ถ้าหมอลืมก็ต้องเตือนหมอ ผลัดกันเตือน เพื่อตับของท่านเอง......




บทนี้ท่านอ่านแล้วคงจะเข้าใจดี 
 คุณหมอท่านเขียนให้เราอ่านเข้าใจได้ง่ายๆ
 มักจะหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์ทางการแพทย์ 
 เพราะท่านรู้ว่าเราจะเบื่อและไม่สนใจจะอ่าน
เพราะอ่านไปก็ไม่เข้าใจเพราะไม่ใช่หมอ 
 เรื่องนี้เราต้องยกความเป็นอัจฉริยะให้แก่ท่าน
จะเห็นว่าตับเรานั้นจะรู้ได้ว่าเธอยังปกติดีอยู่หรือเปล่า
ก็ต้องทำการตรวจเลือด
 อย่าคอยอาการเพราะนานวันคุณมะ(เร็ง)จะมาเยี่ยมท่านได้


ท้ายนี้เราขอเป็นตัวแทนของท่านผู้อ่านทุกท่าน
ขอบคุณคุณหมอ นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์
ขอบคุณที่คุณหมอมีน้ำใจเผื่อแผ่มายังพวกเราผู้ไม่รู้
  น้ำใจของท่านประเสริฐยิ่งนัก
 เราตื้นตันและขอให้ท่านและครอบครัว คนรอบข้าง
พบแต่ความสุข สมหวังในทุกสิ่งที่ปรารถนา
 ขอให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป







Create Date : 19 กรกฎาคม 2556
Last Update : 7 สิงหาคม 2557 12:17:35 น.
Counter : 1225 Pageviews.

0 comment
### คุณรู้จักตับของคุณหรือยัง?ระวังจะถูกล้วงตับ ###









คุณเคยรู้จักกับตับของคุณหรือยัง 
  ถ้ายัง....เรามาทำความรู้จัก
กับตับของเราก่อนเป็นไง
 คุณหมอ นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิตร์
ท่านแนะนำให้เราได้รู้จักกับตับของเรา
ได้อย่างกระจ่างแจ้งเชียวละ
  ท่านพร้อมที่จะนำเสนอตำแหน่งแห่งที่
ตับเราสถิตย์อยู่ให้ดูด้วย
ลองเข้ามาอ่านดูพร้อมๆกัน
  เพื่อประโยชน์ของตัวเราเองทั้งนั้น
 มิใช่เพื่อใครเลย
  แม้ตับจะเป็นอวัยวะภายในของพวกเรา
แต่เขาก็โดนคุณหมอคนเก่งทั้งควักทั้งล้วง
ออกมาแฉได้ไม่ยากเลยสักนิด
 มา....เรามาสร้างจินตนาการล้วงตับด้วยกันนะ




ทำความรู้จักกับตับ
(โดย นพ.ดร.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์)


ก่อนที่ท่านจะอ่านบทต่อๆไปได้เข้าใจ 
 คงไม่พ้นที่จะต้องทำความรู้จักกับตับของเราก่อน
เมื่อมีพิ้นฐานเบื้องต้นแล้ว จะได้ทราบว่า
ตับก็สำคัญต่อร่างกายไม่น้อย เมื่อตับขี้เกียจทำงาน
จากโรคที่จะเล่าให้ฟังในบทต่อๆไปแล้ว
  จะเกิดอะไรกับเรา  มีความจำเป็นหรือไม่
ที่จะต้องเก็บตับเอาไว้ใช้กันนานๆ




ตับเป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน

รู้หรือไม่ ตับของเราเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
รองจากปอด แต่หนักที่สุด คือประมาณกิโลกว่าๆ
ตามแต่ขนาดของร่างกายคนนั้นๆ
รูปร่างเป็นสามเหลี่ยมถ้ามองจากด้านหน้า 
 ท่านลองก้มหน้ามองที่หน้าท้องของตัวเอง
 เอาฝ่ามือขวาวางคร่อมตรงชายโครง
และหน้าท้องซีกขวาทางด้านหน้า
 เอาปลายนิ้วกลางไว้ตรงลิ้นปี่ ตรงแถวนั้นเอง 
 ลึกลงไปในช่องท้องใต้ฝ่ามือเป็นที่ที่ตับซ่อนอยู่
รู้หรือไม่ถ้ามีความจำเป็นต้องตรวจเนื้อตับ 
 หมอจะเจาะตับผ่านผิวหนัง
เข้าทางช่องระหว่างชายโครงขวา
ทางด้านข้างลำตัว
เมื่อตับเราใหญ่ขนาดนี้ 
 หมอเลยเจาะกันไม่ค่อยพลาด









ในตับมีอะไรอยู่


จริงๆแล้วท่านหาตับหมูมาดูก็ได้
  เพียงแต่รูปร่างไม่เหมือนกัน
 ถ้าดูด้วยตาเปล่าจะเห็นตับมีสีแดง ผิวเรียบ
มีเส้นเลือดดำใหญ่วิ่งตรงมาจากทางเดินอาหาร
ที่เรียกว่า พอร์ตอล นั่นหมายถึงสารอาหารต่างๆ
ที่เราทานเข้าไปหลังจากย่อยแล้ว
ก็จะถูกนำเข้าไปในตับทางนี้ 
 เลือดที่วิ่งเข้าไปก็มีทางออกรวมกัน
ทางส่วนบนของตับ
  วิ่งเข้าสู่หัวใจใกล้ๆเส้นเลือดทุกเส้น
ก็จะมีท่อน้ำดีขนาดเล็ก
รวมตัวกันเป็นท่อขนาดใหญ่ขึ้น
 วิ่งออกไปทางด้านล่างของตับ
ข้างๆท่อน้ำดีก็ยังมีถุงน้ำดีอยู่แถวๆใต้ตับเช่นกัน
 ซึ่งจะมีท่อเล็กๆยื่นออกมาต่อกับท่อน้ำดี 
 จากนั้นท่อน้ำดีรวมก็จะไปเปิดก๊อกให้น้ำดีออก
แถวๆลำใส้เล็กส่วนต้น 
น้ำดีที่กล่าวถึงเป็นที่รวมของของดี
และของเสียที่ร่างกายขับทิ้งออกทางตับ
น้ำดีมีสีออกเหลืองๆเขียวๆ 
 น้ำดีที่ไหลออกมาส่วนหนึ่ง จะไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี 
 ซึ่งจะถูกบีบตัวเอาออกมา
ใช้ช่วยย่อยอาหารพวกไขมันในช่วงหลังอาหาร










ข้างในตับก็จะมีเนื้อตับ 
 ถ้าหากเอากล้องจุลทรรศน์ส่องดู 
 จะเห็นส่วนประกอบเล็กๆที่เรียกว่า เซลล์
ที่จริงแล้วที่ตรงไหนของร่างกาย
ก็ประกอบด้วยเซลล์
  แต่เซลล์ของตับก็จะมีรูปร่างเฉพาะเรียงตัวกัน
เป็นแถวเป็นกลุ่มอย่างสวยงาม
เซลล์ตับก็ทำหน้าที่ของตับไปเรื่อยๆ
  นอกจากเซลล์ตับแล้ว
ยังมีเซลล์อื่นๆอีกหลายชนิดแทรกอยู่ในเนื้อตับ
เช่น เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆเป็นต้น
  มีเซลล์อยู่ชนิดหนึ่ง
อยากให้ทำความรู้จักกันไว้สักนิด
จะได้ไม่ตกข่าว
เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างพังผืด
  หรือเนื้อเยื่อระหว่างเซลล์ของตับ
ที่เรียกกันว่า สเตลเลตเซลล์ (stellate cell)
เนื่องจากมันมีรูปร่างเหมือนดาว
  มีเขนขายื่นออกมารอบๆ
ที่เอามาเล่าให้ฟังก็เพราะเนื้อหาทั้งเล่มของหนังสือนี้
เกี่ยวกับการเกิดพังผืด หรือแผลเป็นในตับจนตับแข็ง
 และเจ้าตัวร้ายของเราก็คือเซลล์ชนิดนี้นี่เอง









ตับทำหน้าที่อะไร

ประการแรก  ตับทำหน้าที่นำเอาสารอาหาร
ที่ย่อยมาแล้วจากทางเดินอาหาร
ม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต(พวกแป้ง.น้ำตาล)
ไขมัน.โปรตีน (พวกเนื้อต่างๆ) 
 วิตามิน ยา หรืออะไรก็ตาม
ที่เราทานเข้าไปมาสับเปลี่ยนให้เป็นสารอาหาร 
ที่เหมาะกับการใข้ในส่วนต่างๆของร่างกาย
 เช่นสร้างโปรตีน อัลบูมิน (โปรตีนไข่ขาว)
โปรตีนที่ช่วยการแข็งตัวของเลือด
ไขมันในเลือดชนิดต่างๆ เป็นต้น 
 ที่น่าสนใจก็คือ ยาต่างๆ
  สมุนไพร วิตามิน อาหารเสริม
 หรืออะไรก็ตามที่เราทานเข้าไป
บางครั้งตับก็เลือกไม่ถูก
ว่าที่ทานเข้าไปมีประโยชน์อะไร
  ตับก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ 
 ปรับเปลี่ยนเป็นสารที่มีพิษต่อร่างกายต่อตับเอง
จนเกิดตับอักเสบ เป็นอันตราย 
 ที่ถูกที่ควรคืออย่าไปหาอะไรทานสุ่มสี่สุ่มห้า
  อะไรที่ไม่ใช่อาหารปกติก็อย่าเที่ยวไปหาทาน
เช่ม มะรุม ที่ไปทานเป็นเม็ด เป็นแคปซูล เป็นยาต้ม
  เป็นสาเหตุของโรคตับที่รุนแรงได้เช่นกัน


ประการที่สอง ตับทำหน้าที่สะสมอาหารต่างๆ 
  เอาไว้ใช้เมื่อร่างกายต้องการ
  เช่น เก็บน้ำตาลกลูโคสในรูปของไกลโคเจน
สะสมไว้ในตับ
เมื่อร่างกายต้องการพลังงาน
ก็จะเปลี่ยนไกลโคเจน
กลับมาเป็นกลูโคส ส่งไปที่ต่างๆของร่างกาย 
 เพื่อเอาไปใช้เป็นพลังงานต่อไป
ผู้ป่วยที่ตับอักเสบขั้นรุนแรงจะมีน้ำตาลในเลือดต่ำ
  เลยเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า
 "เป็นโรคตับให้ทานน้ำหวาน"
ซึ่งที่จริงแล้วจะต้องทานต่อเมื่อตับเสียไปมากๆ
 ตอนระยะท้ายๆของโรคตับ 
 ฉะนั้่นอย่าไปทานน้ำหวานกันโดยไม่จำเป็น


ประการที่สาม 
  ตับทำหน้าที่ขับถ่ายของเสียในรูปของน้ำดี
ออกมาทางท่อน้ำดี
แล้วลงไปออกที่ลำใส้เล็กส่วนต้น
 น้ำดีนอกจากจะเป็นของเสีย
ที่ร่างกายขับออกมาแล้ว
 ยังมีน้ำที่เป็นของดีปนอยุ่ด้วย
(ด้วยเหตุฉะนี้กระมัง เลยเรียกน้ำเขียวๆเหลืองๆ
ที่ออกมาจากตับว่า "น้ำดี')
ที่ว่ามีของดีปนออกมาก็เพราะว่า
น้ำดีนั้น ใช้ช่วยในการย่อยอาหารประเภทไขมัน
 ช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ต้องใช้ไขมันร่วมด้วย
คือ วิตามิน เอ ดี อี และ เค คนที่ท่อน้ำดีอุดตัน
ก็จะมีตาเหลือง ตัวเหลือง
คันเพราะของเสียขับออกมาไม่ได้
นานๆเข้าอุจจาระจะมีสีซีด
  ท้องเสียเวลาทานของมัน
ขาดวิตามิน ที่เห็นชัดเห็นผลเร็วก็คือ
การขาดวิตามินเค (K)
เลือดจะแข็งตัวไม่ดี เลือดออกแล้วไหลไม่หยุด


ถึงเวลานี้คงจะจินตนาการ
ภาพของตับออกได้บ้าง 
 และพอจะทราบว่า
ตับสำคัญต่อร่างกายอย่างไรพอเป็นสังเขป


บทต่อไปลองดูสิว่า ตับเมื่ออักเสบแล้วเป็นอย่างไร



คุณหมอได้ให้เราทำความรู้จักกับตับของเราเอง
มาบ้างแล้วพอสังเขป เราไม่ใช่นักศึกษาแพทย์
ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเคร่งนัก
เอาแค่พอหอมปากหอมคอก็พอแล้ว
  เพื่อเราจะได้รู้หนทางป้องกันรักษาตับของเรา
ให้อยู่ยงคงกระพันตราบชั่วชีวิตก็พอ
โลกใบนี้ยังศิวิไลยิ่งนัก รักษาเนื้อรักษาตัวไว้ให้ดี 
 ปราศจากโรคก็ปราศจากทุกข์นั่นแหละเธอ








Create Date : 17 กรกฎาคม 2556
Last Update : 22 กันยายน 2561 15:54:32 น.
Counter : 962 Pageviews.

0 comment
1  2  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ