Group Blog
### เรื่องที่ลูกควรอ่าน "ก่อนแม่จะสิ้นลมหายใจ " ###





"เส้นทางที่่ผ่านไปในชีวิตแม่"










"ก่อนแม่จะสิ้นลมหายใจ"

บ้านพักคนชราที่ผมไปเยี่ยมเยืยนมา

หลังวันเกิดในเดือนที่แล้ว

เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ไม่ใหญ่โตนัก

ที่นี่ เป็นส่วนหนึ่งของวัดเล็กๆที่สมภารเจ้าอาวาส

อดีตนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผม

ท่านเอาเงินที่ญาติโยมศรัทธาถวายท่าน

มาปลูกสร้าง เพื่อให้ผู้เฒ่า ผู้ชรา

 ได้มาพักอาศัยยามเมื่อขาดที่พึ่งพิง

มีโยมผู้หญิงวัยกลางคน

ไร้ญาติและสิ่งเกาะเกี่ยวทางโลก

มาบำเพ็ญธรรมโดยไม่บวชชี

ท่วงท่าเจรจาพาทีดูสำรวมราบเรียบ

 พร้อมเด็กวัดลูกชาวบ้านแถบนั้น

 แวะเวียนผลัดเปลี่ยนกัน

เป็นผู้ดูแลผู้ชราทั้งหญิงชาย

 ที่ถูกทอดทิ้งรวม13 ชีวิต

ค่าจ้าง คนดูแล น้ำ ไฟ เสื้อผ้ายารักษาโรค

 ข้าวปลาอาหาร สมภารใจดี อดีตนักเรียนช่างกล

 ที่รอดตายมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

เหมาจ่าย คนเดียว โดยไม่เคยพิมพ์ฏีกาเรี่ยไรใคร

พูดคุยกับท่านหลายเรื่องจนตอนจะลากลับ

ผมควักเงิน 500 บาทใส่ซอง ถวายท่านเป็นค่าใช้จ่าย

ท่านจึงนึกอะไรขึ้นมาได้

ชวนผมเดินลงจากศาลา ไปที่บ้านพักคนชราแห่งนั้น

 เปิดนรกบนดินอีกขุมหนึ่ง ให้คนบาปอย่างผม

มีดวงตาเห็นธรรม

โดยไม่ต้องฟังเทศน์เทียบชาดกบทใดๆ

หญิงชรารูปร่างเล็ก ผิวสองสีบอบบาง

ทอดกาย เหยียดตรงบนเตียงเล็กๆ แต่สะอาด

มีผ้าห่มผืนบางๆ ห่มปิดทรวงอกที่ยังกระเพื่อมเบาๆ

ราวเครื่องยนต์ใกล้ดับอย่างเหนื่อยหน่าย

แม่เฒ่าพยายามยกมือขึ้นประนมไหว้

เมื่อท่านสมภารพาผมมานั่งอยู่ข้างขอบเตียง

 กังวานน้ำเสียงแห่งพุทธบุตรผู้เมตตา

เปล่งวาจา ถามไถ่อาการ

 และให้ศีลให้พรเบาๆ แต่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์

หยาดน้ำตาแห่งความปิติ ท่วมท้นดวงตาสีขาวขุ่น

 แล้วค่อยๆ ซึมเซาะรินไหลไปตามร่องขอบตา

 ที่เหี่ยวย่นบนใบหน้า

เวทนาบังเกิดจนผมต้องเบือนหน้าหนี

ผู้เฒ่าอายุ 91 ปี อาวุโสสูงสุด

ในจำนวน 13 คนชราของที่นี่

เรื่องราวทั้งหลายในอดีตยังเจิดจ้า

อยู่ในความทรงจำ เหมือนเพิ่งเกิด เมื่อวาน.......

แม่เฒ่ามีลูกชายสองคนและหญิงหนึ่งคน

60 ปี ที่ผ่านมาครอบครัวแม่เฒ่า

จัดอยู่ในระดับผู้มีอันจะกินของจังหวัด

สามี ของแม่เฒ่ามีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง

ก่อร่างสร้างตัวจากกรรมกรกินค่า แรงรายวัน

โดยแม่เฒ่ารับจ้างทอผ้าอยู่ในโรงงานแห่งหนึ่ง

อดออมสะสมจนฐานะดีขึ้น สามารถสร้างหลักฐาน

จนมีที่ดินบ้านช่องสมฐานะ

 แต่สามีก็ยังทำงานหนัก ไม่ยอมพัก

หวังจะฟูมฟักลูก 3 คนให้อยู่อบอุ่น

กินอิ่ม โดยไม่ต้องลำบาก

 ช่วงนั้นแม่เฒ่าเลิกทอผ้าแล้ว อยู่บ้านเลี้ยงลูก 3คน

 ที่อยู่ในวัยซนไล่เรียงตามลำดับ

เช้าวันหนึ่งเมื่อลูกชายคนโตอายุได้ 6 ขวบ

สามีของแม่เฒ่าก็หลับไปไม่ตื่นมาร่ำลา

หมอที่โรงพยาบาลบอกว่าสามีตับแข็งตาย

ทั้งๆ ที่ไม่เคยแตะเหล้าซักหยด

แม่เฒ่าเปลี่ยนสภาพบ้านพักเปิดเป็นร้านค้าโชห่วย

ขายของสารพัดชนิด อดทนอดออมเลี้ยงลูกทั้ง 3 คน

ให้ร่ำเรียน จนจบปริญญา

 ครอบครัวอบอุ่น พี่น้องรักใคร่กันดี

ไม่มีเค้าลางว่าจะแตกหัก ดั่งหนึ่งคนละสายเลือด

ลูกชายคนโตแต่งงานไป

กับลูกสาวเจ้าของร้านขายทองในตลาด

ในชีวิตของแม่เฒ่า ไม่เคยมีความสุขครั้งไหน

เหมือนวันที่ลูกชายแต่งงาน

สมบัติที่มี แม่เฒ่าจัดแบ่งเป็นสามส่วน

ให้ลูกชายคนโตเปิดร้านขายทอง

 ตามที่สะใภ้ต้องการ

ปีต่อมา ลูกคนที่สองแต่งสาวเข้าบ้านอีกคน

แม่เฒ่ายกบ้านและที่ดิน

ที่เปิดร้านขายของสองคูหาสามชั้น

ให้เป็นสมบัติของลูกด้วยความยินดี

โดยที่แม่เฒ่าขอสิทธิ์แค่อยู่อาศัย

สองปีถัดมา ลูกสาวคนสุดท้อง

แต่งกับข้าราชการระดับหัวหน้ากองในจังหวัด

 แม่เฒ่ายกที่ดินและเงินสดก้อนสุดท้ายของแม่เฒ่า

รับขวัญลูกเขยด้วย ความปรีดา

สัตว์โลกทั้งหลายล้วนเวียนว่ายก่อเกิด

เพื่อมาชดใช้กรรมเก่า

 สะใภ้คนที่สองเริ่มจุดประกายแห่งการแตกหัก

ตั้งแต่แต่งเข้าบ้าน ไม่เคยแม้แต่เสียบปลั๊กหม้อหุงข้าว

แม่เฒ่ากลายเป็นทาสในเรือน ซักผ้า ทำกับข้าว

จัดสำรับคับค้อนตั้งโต๊ะ คอยท่าสองผัวเมียกินก่อนจนอิ่ม

 แม่เฒ่าจึงมีโอกาสได้กินของเหลือ

ก่อนจะเก็บกวาดถ้วยชามไปล้าง

 กวาดเช็ดปัดถูบ้านช่องเรียบร้อยแล้วจึงได้พักผ่อน

ด้วยการเดินออกไปคุยกับเพื่อนบ้านในวัยไล่เลี่ยกัน

สะใภ้สองเข้มงวดแม้แต่ของสดทุกชนิด ที่ซื้อมาทำกับข้าว

 ต้องถามราคา แล้วยกไปชั่งน้ำหนักราคาสินค้า

 กับเงินทอนที่เหลือ ต้องตรงกับเงินที่ให้ไปตลาด

 แต่แม่เฒ่าก็ไม่เคยเก็บมาเป็นอารมณ์

แล้ววันหนึ่งสะใภ้สองก็จัดระเบียบการกินใหม่

หล่อนไปสั่งผูกปิ่นโต เพื่อกินกันแค่สองผัวเมีย

 แล้วสั่งให้ผัวจ่ายเงินให้แม่เฒ่าแค่วันละยี่สิบบาท

 ไปหากินเอาเองด้วยเหตุผลโง่ๆ คือต้องการประหยัด

แต่ลึกๆ ในใจ ไม่ต้องการให้แม่ผัวเม้นเส่วนเกิน

แม่เฒ่าคิดเอาเองว่าลูกๆ คงไม่อยากให้แม่เหนื่อย

 จึงน้อมรับประกาศิตลูกสะใภ้ด้วยดุษฏี

 สองสามวันต่อมาแม่เฒ่าก็ลืมสิ้น เพราะความรักลูก

หลายครั้งที่แม่เฒ่าคิดถึงลูกชายคนโต

 ที่เปิดร้านขายทองในตลาด

 แม่เฒ่าจะเจียดเงินที่เก็บออมไว้

ซื้อผลไม้ที่ลูกชอบติดมือไปด้วย

แต่ทุกครั้งที่แม่เฒ่าเดินเข้าไปในบ้าน

 สะใภ้ใหญ่จะมองอย่างเหยียดๆ

 แล้วเดินหนีเข้าห้องแอร์ ปิดประตูนอนดูโทรทัศน์

สั่งคนใช้ให้คอยสอดส่องเดินตามแม่เฒ่า

เธอกลัวแม่ผัวขโมยของในบ้าน

จะคุยกับลูกชายนั่น ก็ออกอาการไม่ว่าง

ถามคำตอบคำ เหมือนหนามตำโดนโคนลิ้น

จนอ้าปากลำบากลำบน อึดอัดแม่ เกรงใจเมีย

แกล้งถอดสร้อยคอทองคำเส้นโต

ที่ห้อยแขวนพระเครื่องราคาแพง

ในกรอบทองฝังเพชรพวงใหญ่ขึ้นมาส่อง

ทีละองค์ด้วยความเลื่อมใส

 และไม่แม้แต่จะชายตามองแม่เฒ่า

 ที่นั่งซึมอยู่ข้างตู้ทองอย่างเดียวดาย

เก้ ๆ กัง ๆ อยู่พักใหญ่

ก็เดินออกจากบ้านลูกชายคนโตอย่างเหงาๆ

 โดยมีคนใช้ของลูก หิ้วถุงผลไม้ ตามมายัดคืนใส่มือ

ระหว่างทาง ก็แวะทักทายคนรู้จักเพื่อรักษามารยาท

แต่ในใจของแม่เฒ่า มันวังเวงจนจำไม่ได้ว่า

พูดคุยกับใครไปบ้างระหว่างทาง

ลูกสาวคนเล็ก ที่แม่เฒ่าทั้งรักทั้งหวงนั่น

 แทบไม่ต้องพูดถึง เธอยื่นคำขาดกับแม่เฒ่า

ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปเยี่ยมว่า

ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปหา

 เพราะบ้านเธอมีแขกที่เป็นลูกน้องของผัว

 และพ่อค้าวานิชเข้าพบผัวของเธอ

เพื่อขออำนวยความสะดวกในทางธุรกิจบ่อยๆ

และผัวของหล่อนก็ค่อนข้างเจ้ายศเจ้าอย่าง

ถ้าแม่เฒ่ารักลูก ก็ควรจะต้องรักษาเกียรติ

รักษาหน้าตาของผัวลูกด้วย

 แม่เฒ่าไม่เข้าใจ ว่าการรักษาหน้าตาของลูกเขยนั้น

 ต้องทำอย่างไร

 แม่เฒ่ายังเคยปลื้มกับคำชมของเพื่อนบ้าน

 เขาว่าแม่เฒ่าวาสนาดี

 ลูกเขยเป็นเจ้าคนนายคน แม่เฒ่าก็ได้แต่แอบปลื้ม

ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ ว่าทำไมการเป็นเจ้าคนนายคน

 จึงเหมือนกำแพงชนชั้น ปิดกั้นระหว่างความเป็นแม่ลูก

จนหนักหนาสาหัสขนาดนั้น

ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์

โผล่ขึ้นมารายรอบร้านค้าของลูกชายคนที่สอง

กระทบธุรกิจของสองผัวเมีย จนทรวดเซ

 ของขายไม่ได้มากเหมือนเก่า

 ที่เอาอะไรมาวางก็ขายหมด

ปัญหาและวิกฤติการเงินในบ้าน ส่งสัญญาณถึงขาลง

สองผัวเมียเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง และแทบทุกครั้ง

 ลูกสะใภ้ก็จะฉวยโอกาสด่ากระทบแม่ผัว

เป็นของแถมโดยไม่มีเหตุผล

 โดยที่ลูกชายก็ไม่ออกอาการปกป้องแม่เฒ่าแต่อย่างใด...

12 มิถุนายน ประมาณ 3 ทุ่มของคืนโลกาวินาศ

 ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยพยับเมฆ

 สลับกับเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องเป็นระยะๆ

ครู่ใหญ่ๆ ต่อมาสายฝนจึงโปรยปราย

ชุ่มฉ่ำน้ำนองไปทั่วเมือง

 ลูกชายลูกสะใภ้ออกไปกินข้าวนอกบ้านยังไม่กลับ

 ปล่อยแม่เฒ่าเฝ้าร้านค้าคนเดียว

แม่เฒ่าจำได้ว่า วัยรุ่นสองคน

ขี่รถเครื่องฝ่าสายฝนมาจอดหน้าร้าน

ขอซื้อเบียร์หนึ่งขวด แม่เฒ่ารับเงิน

แล้วเดินเข้าไปเก็บในลิ้นชัก

โดยไม่ระแวงว่า สองวัยรุ่นแอบยกลังใส่บุหรี่

ที่ลูกชายสั่งมายังไม่แกะกล่อง

ช่วยกันแบกขึ้นรถขี่หายไปกับความมืด

ก่อนสี่ทุ่มเล็กน้อย

สองผัวเมียจึงขับรถกลับเข้าถึงบ้าน

 ช่วยกันเก็บของเข้าร้าน

 วางของทุกชิ้นเข้าที่ๆ เคยวาง

 เมื่อไม่เห็นลังบุหรี่ จึงหันไปตะโกนถามแม่เฒ่า

ที่กำลังจุดธูปไหว้รูปสามีบนหิ้ง

เพียงคำตอบที่แม่เฒ่าตอบว่าไม่เห็น

 ก่อนปักธูปลงกระถาง

เสียงสบถด้วยคำหยาบของลูกชาย

ก็ดังสวนสนั่นบ้าน

 ครู่เดียวทั้งลูกสะใภ้กับลูกชาย

 ก็สลับปากจิกหัวด่าแม่กึกก้อง

ประสานเสียงกับสายลมนอกบ้าน

ก่อนที่ทั้งคู่จะขับรถไปโรงพักแจ้งจับแม่ลักทรัพย์

ตำรวจพาแม่เฒ่าไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะร้อยเวร

แม่เฒ่าให้การไม่รู้ ด้วยซื่อบริสุทธิ์

โดยไม่ตัดพ้อต่อว่าลูกชายแม้แต่คำเดียว

กว่าชั่วโมงในห้องแอร์เย็นเฉียบ

แต่ในอกในใจของร้อยเวรหนุ่มร้อนรุ่ม

เหมือนถูกไฟนรกแผดเผา

ที่ต้องวิงวอนสองผัวเมียให้เห็นบาปบุญคุณโทษ

แต่สองผัวเมียกลับโยนภาระตอกย้ำ

ให้ตำรวจอบรมแม่เฒ่า

ก่อนที่จะสะบัดก้นกลับไปบ้านโดยไม่ใส่ใจแม่เฒ่า

ที่เปียกฝนนั่งสั่นสะท้าน ด้วยความหนาวเหน็บ

สายฝนยังสาดซัดกระหน่ำหนักเหมือนฟ้าแตก

ตำรวจยศนายดาบขับรถร้อยเวรมาส่งแม่เฒ่าที่บ้าน

บ้านซึ่งประตูเหล็กถูกปิดสนิท

แม่เฒ่าลงจากรถเดินฝ่าฝนถึงหน้าบ้าน

แล้วแม่เฒ่าก็ตกใจสุดขีด กับภาพเบื้องหน้า

ที่พื้นหน้าบ้าน เสื้อผ้าเก่าๆ ยัดแน่นอยู่ในถุง

ถูกโยนออกมากองเรี่ยราดเหมือนขยะ

 บนกองเสื้อผ้าของแม่เฒ่า

 กระถางธูปและรูปถ่ายของสามี

แตกกระจายเกลื่อนกราด

 หยาดฝนสาดซัดรูปถ่ายขาวดำของสามี

จนเปียกปอนขาดวิ่น

 แม่เฒ่าก้มลงหยิบรูปของสามีมากอดแนบอก

น้ำตาแห่งความรันทดทะลักล้นปนน้ำฝน ปวดร้าว

เหมือนถูกฟ้าผ่าเข้ากลางใจ

แม่เฒ่ากอดรูปนั้นไว้

เหมือนจะปกป้องจากสายฝนสุดชีวิต

สองเท้าออกก้าวช้าๆ

 เหมือนร่างไร้วิญญาณเข้าตลาดไป

 หยุดนิ่งอยู่หน้าร้านขายทองของลูกชายคนโต

 เหมือนเป็นการบอกลา

แล้วลัดเลาะฝ่าความมืดและสายฝน

 ไปยืนอยู่หน้าบ้านลูกสาวคนเล็ก

เก็บภาพแห่งความรักความทรงจำสุดท้ายเป็นครู่ใหญ่

จึงเดินจากไปท่ามกลางเสียงกึกก้องของฟ้าร้องระงม

สลับกับเสียงฟ้าผ่าแน่นหนักเป็นระยะ

ดั่งเจ้ากรรมนายเวรกำลังเร่งรีบกรีดนิ้วกัปนาท

บรรเลงเพลงกรรมในอดีตชาติ ติดตามมาทวงคืน

ให้แม่เฒ่าต้องชดใช้อย่างบอบช้ำยับเยิน

 รถกระบะเก่าๆ คันนั้นวิ่งฝ่าสายฝน

มาจอดสงบนิ่งอยู่หน้ากุฏิพระ

ของสมภารเจ้าวัดตอนตีสามเศษๆ

คนขับรถพบแม่เฒ่าเดินโซซัดโซเซ

ยู่ข้างถนนเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ด้วยใจเมตตา

เมื่อแม่เฒ่าต้องการมาที่นี่

จึงขับรถมาส่งด้วยความสังเวช

แม่เฒ่ามักคุ้นกับสมภารวัดนี้มานานแล้ว

ตั้งแต่เจ้าอาวาสองค์เก่ายังอยู่

นาทีสุดท้ายของการตัดสินใจครั้งใหญ่ของชีวิต

จึงไม่มีที่ไหนอบอุ่นให้พึ่งพิง

เหมือนร่มเงาฉัตรแก้วกงธรรมแห่งรัตนะทั้งสาม

ฟ้าเริ่มขมุกขมัวใกล้ค่ำลงทุกขณะ

 ผมจำเป็นต้องบอกลาท่านสมภาร

และแม่เฒ่า เจ้าของเรื่องราวน่าสลด

นับแต่นาทีแรกที่แม่เฒ่ามาถึงที่นี่จนวันนี้

แม่เฒ่าไม่เคยออกไปนอกวัดเหมือนๆ กับที่

ทั้งสามคนก็ไม่เคยออกติดตามถามหา

จะรู้หรือไม่ก็แล้วแต่ว่าแม่ซมซานมาอยู่วัด

แต่ก็ไม่เคยปรากฏแม้แต่เงาของลูกทั้งสาม

ผมจากลาออกมา ทั้งที่น้ำตาเปื้อนหน้า

 ประโยคสุดท้ายของแม่เฒ่าที่ฝากมา..

' แม่จำลูกได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เกิดจนโต

จะทุกข์จะสุข ก็คือลูกของแม่

 แม่ให้โดยไม่เคยวาดหวัง

จะได้จากลูกทุกคนเป็นการตอบแทน

 ลูกเอ๋ย... เมื่อลูกยังเป็นทารก

 ทุกครั้งที่แนบอกดูดดื่มน้ำนมจากเต้า

สองมือน้อยๆ ของเจ้าไขว่คว้าอยู่ไหวๆ

วันนี้แม่สิ้นแรงแทบ สิ้นใจ จะมีมือของลูกคนไหน

 เอื้อมมาปิดตาให้แม่ก่อนสิ้นลม.....


ขอขอบคุณบทความดีๆจาก fb. Preecha Chanvit







Create Date : 25 มิถุนายน 2557
Last Update : 8 กันยายน 2561 19:00:21 น.
Counter : 718 Pageviews.

1 comment
<<<......ถนน 331 เส้นทางยุทธศาสตร์เก่าที่่น่าสนใจ.....>>>





ถนนสาย ๓๓๑
 เส้นทางที่เราใช้สัญจรเดินทางไปทำงาน
เราถูกย้ายมารับราชการที่อำเภอแปลงยาว
ด้วยบ้านเราอยู่ศรีราชา และลูกก็ยังเล็ก
ยังเรียนหนังสือไม่จบชั้นมัธยม
เราไม่อยากให้ลูกเดือดร้อนต้องย้ายที่เรียน
เราจึงทนเดินทางไปกลับเองดีกว่า




เราขับรถไปทำงานทุกวัน
ถนนเส้นนี้ไม่ค่อยมีรถุเล็กวิ่งมากนัก
ส่วนมากที่มีก็มีรถบรรทุกใหญ่ๆหรือไม่ก็รถลากวิ่ง
เพราะรถพวกนี้ขนส่งสินค้าไปลงท่าเรือแหลมฉบัง
วิ่งเส้นนี้จะสะดวกเพราะในเมืองกำหนดเวลาวิ่ง
และไม่สะดวกเพราะรถมากมาย





ทุกวันเราจะตื่นตี่สี่ จัดหาอาหารให้ลูกกินตอนเช้า
ก่อนไปโรงเรียน เสร็จแล้วจึงออกเดินทาง
เพื่อไปทำงานให้ทันเวลาราชการ
เราไม่เคยไปทำงานสาย ต้องรับผิดชอบ
ที่ทำงานเราไม่มีภารโรง เมื่อเราไปถึงก่อนเวลาราชการ
เราจึงต้องไปเปิดสำนักงานและทำความสะอาดก่อน
เมื่อใกล้เวลาทำงานลูกน้องเราจะทะยอยกันมา
งานของเราเป็นงานบริการประชาชน
ดังนั้น เราจึงสั่งลูกน้องทุกคนว่า
ให้ทุกคนตั้งใจทำงาน หากงานมีปัญหา
ให้ส่งมาให้เราแก้ไขให้อย่าปะทะหรือหงุดหงิด
ใส่ประชาชนเด็ดขาด เพราะเขาไม่เข้าใจข้อกฎหมาย
หากใช้อารมณ์จะทำให้เสียภาพพจน์ข้าราชการ
ซึ่งไม่ควรจะกระทำเป็นอย่างยิ่ง




เราทำงานด้วยความสุขทุกวัน เราชอบทำงานตามอำเภอ
ไม่ชอบทำงานในจังหวัด เพราะงานอำเภอเป็นงานหลายด้าน
สำหรับงานจังหวัดเป็นงานด้านเดียว
อยู่อำเภอเราสามารถเดินทางเข้าไปตามหมู่บ้าน
ได้ไปพูดคุยและรู้จักพื้นที่ รู้จักชาวบ้าน
ได้ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกัน หากเป็นปัญหาข้อกฎหมาย
บางเรื่องที่เราทำอยู่เราก็มีโอกาสได้ชี้แจงและอธิบาย
ให้ได้รู้และเข้าใจ  ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ที่เราชอบมาก
และเต็มใจไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อได้พูดคุย
บางครั้งเราก็สงสัยในตัวเองว่าผีคงเจาะปากมาให้พูด
เป็นแน่แท้ถึงได้พูดไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย




เราใช้เวลาช่วงบ่ายสองสามชั่วโมงเข้าไปตามหมู่บ้าน
และจะต้องกลับก่อนเวลาเลิกงาน เพราะลูกน้อง
เขาต้องกลับบ้านตามเวลาด้วยมีภารกิจส่วนตัวรออยู่
ซึ่งเราไม่ว่ากัน  เมื่อเรากลับเข้ามาที่ทำงาน
เราก็จัดเก็บเอกสารต่างๆให้เข้าที่เข้าทาง
เพื่อวันรุ่งขึ้นจะได้หยิบมาใช้ได้สะดวก
บางครั้งกว่าจะเสร็จงานเวลาก็ปาไปหกโมงเย็นกว่าซะแล้ว
แต่เราก็ไม่ย่อท้อเพราะเราคิดว่ามีงานทำดีกว่าตกงาน
บางวัน นายเดินกลับบ้านพักผ่านทีทำงานเรา
เห็นว่าเย็นมากแล้วเรายังไม่กลับบ้าน
และบ้านเราก็อยู่ไกล ท่านเลยแวะเข้ามาดู
และสอบถามด้วยความเป็นห่วง
ท่านเคยถามเราว่า
 "ประเทศไทยเป็นของเราคนเดียวหรืออย่างไร"
หมดเวลาทำงานแล้วทำไมยังไม่กลัับบ้าน
ขับรถมืดๆค่ำๆมันอันตรายนะ




เราได้แต่ยิ้มรับ และคิดว่า
เราโชคดีที่มีนายดีที่ห่วงใยเราเสมอ
แต่ก็นั่นแหละความรับผิดชอบมันค้ำคออยู่
ตราบใดที่เรายังอยากรับราชการเราก็ต้องอดทน
และทำงานให้ดีที่สุด




ถนนสาย ๓๓๑  เมื่อถึงฤดูตัดอ้อย
ถนนจะมากไปด้วยรถบรรทุกอ้อยเพื่อไปส่งโรงงาน
ช่วงนี้เราขับรถลำบากหน่อยเพราะต้องระมัดระวัง
แต่ก็ไม่แคล้วเกิดอุบัติเหตุ ด้วยความเหนื่อยล้า
วันหนึ่งเราขับรถหลับใน รถตกถนนเอาสีข้างไปครูดกับต้นไม้
จนยับเยิน เราสะดุ้งตกใจตื่น
พระเจ้าคงเมตตาเราเป็นแน่แท้เพราะตัวเราไม่เป็นอะไรเลย
ยังพยุงรถให้กระเสือกกระสนขึ้นถนนและขับต่อไปได้
จนถึงบ้านด้วยร่องรอยแล้วความบุบสลายของรถ
ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณที่ยังไม่อยากได้ชีวิตเรา
ไม่งั้นเราคงได้ไปท่องเมืองนรกเมืองสวรรค์เพลินแน่แล้ว






ถนนสาย ๓๓๑ น่าจะเป็นถนนแห่งการวัดใจของเรา
เพราะเราได้ทดสอบวิ่งมาทุกเส้นทางแล้ว
จากศรีราชาไปแปลงยาว ไม่ว่าจะเดินทาง
ด้วยเส้นทางไหน เส้นทางนี้ขับสบายที่สุด
ยามที่ไม่มีรถบรรทุกอ้อยวิ่ง เพราะรถน้อย
รถบรรทุกพ่วงที่วิ่งลงมาจากภาคอีสานนั้น
เขาวิ่งอย่างมีมารยาทคอยเปิดไฟกระพริบ
บอกตลอดทางว่าข้างหน้าปลอดภ้ัย
ไร้ตำรวจทางหลวงหรือไม่ หรือแซงได้
แซงไม่ได้ เขาจะบอกทุกครั้ง
นี่แหละคือน้ำใจอันงดงามของสิงห์รถบรรทุกเขาละ
ขอบใจนะจ๊ะ





รูปที่เราใช้ประกอบนี้เป็นรูปที่เราถ่ายขณะขับรถกลับบ้าน
อยากจะเก็บไว้เป็นความทรงจำว่าครั้งหนึ่ง
เราเคยเป็นสมาชิกของถนนสายนี้
เพราะชีวิตข้าราชการไม่แน่นอน
ย้ายไปย้ายมาอยู่ไม่ค่อยเป็นสุขหรอก
หากอยากอยู่นานๆต้องมีเส้นสาย
ซึ่งเราไม่นิยม เพราะมันไม่ท้าทาย
ไม่ได้รู้จักพื้นที่มีกว้างใหญ่ไพศาล
ของประเทศไทย ซึ่งยังมีพื้นที่อีกมากมายให้เรา
ได้ศึกษาและเรียนรู้





เมื่อครั้งเรารับราชการอยู่ทางภาคเหนือ
เราเคยสอบเลื่อนตำแหน่งได้
กรมได้สอบถามเราว่าเราอยากไปบรรจุที่ไหน
ซึ่งเราก็ตอบไปว่า บรรจุที่ไหนก็ได้ขอให้เป็นเขต
ประเทศไทย ไปได้ทุกๆจังหวัด ทุกๆอำเภอ
ยกเว้นจังหวัดและอำเภอที่เคยอยู่แล้ว
ซึ่งตอนนั้นตอบแบบมุ่งมั่นและสนุกกับชีวิต
เพราะยังโสด เลยไม่มีอะไรจะห่วง
คิดไปแล้วก็ยังขำตัวเองมาจนทุกวันนี้
ว่าเรานี้น่าจะเป็นหนึ่งในคนบ้าห้าร้อยจำพวก
เป็นแน่แท้ จึงไม่คิดจะกลับมาอยู่บ้าน
หรือเพราะเราไม่มีพ่อแม่ที่ต้องห่วงแล้วก็ได้
จึงอยากมีชีวิตเหมือนนกบิน




ถนนสาย ๓๓๑ นี้เป็นถนนที่เชื่อมต่อไปยังภาคอีสาน
รถไม่ต้องวิ่งเข้าไปวุ่นวายในเมือง โดยเฉพาะรถใหญ่
และเส้นทางนี้ก็เคยเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เขาใช้
สำหรับทหารขนเครื่องมือเครื่องใช้ไปประจำชายแดน
ทางภาคอีสาน  ก็ฟังเขาเล่ามาเท่านั้น
เพราะช่วงที่เราเข้ามาเป็นสมาชิกทางเส้นนี้
เราก็เห็นน้อยมากแล้ว






ป้ัจจุบันนี้ถนนเส้นนี้เป็นถนนที่รถเล็กวิ่งน้อย
เพราะรถใหญ่มากมาย อันตรายมากกว่าเมื่อก่อน
และเส้นทางนี้ก็ไม่ค่อยเปลี่ยวเหมือนก่อนแล้ว
เพราะโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมาย





Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 8 กันยายน 2561 20:09:06 น.
Counter : 621 Pageviews.

0 comment
<<< ถนนแห่งความรุ่งเรืองด้วยโรงงานอุตสาหกรรม >>>





ถนนสายนี้เป็นถนนที่ตัดใหม่เพื่อรองรับความเจริญเติบโต
ของโรงงานอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นมากมายในอำเภอศรีราชา
เป็นถนนที่ตัดเชื่อมจากบายพาสชลบุรี และถนนสาย 331
เข้าสู่เส้นทางใหม่ออกท่าเรือแหลมฉบัง
  ผ่านตำบลหนองขาม ตำบลบ่อวิน ตำบลบึง
และอีกหลายๆตำบลซึ่งในอดีตเคยเป็นป่า
ประชาชนทำนาทำไร่
 ปัจจุบันกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรมไปหมดแล้ว














ความเจริญเติบโตนี้ทำให้ ชาวนา ชาวไร่ รวยไปตามๆกัน
หากใช้เงินเป็นก็ยังคงเป็นคนรวยต่อแต่ที่ใช้ไม่เป็นก็หมดไป
กลายเป็นคนจน ที่ยิ่งใหญ่กว่าเก่า
เพราะจนแบบไม่มีที่ซุกหัวนอน
เพราะขายที่ซุกหัวนอนไปหมดแล้ว














ผู้ปกครองท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกเทศบาล
สมาชิกทั้งหลายทั้งมวล ต่างก็ร่ำรวยมหาศาลไปตามๆกัน
เพราะทุกคนจะวิ่งเข้ามาหา
 มาขอให้ร่วมช่วยนั่นช่วยนี่ เงินทั้งนั้น
 บ้างมีอาชีพถมดินก็รับถมกันจนรวยไม่รู้จบ
ที่แน่ๆถิ่นใครถิ่นมัน ห้ามก้าวก่ายไม่งั้นเจอ.....
(ได้ขึ้นข่าวหน้าหนึ่งแน่นอน แต่ที่แน่ๆ
จับไม่ได้สักราย เหอๆๆๆ ขำว่ะ)
















นับเงินกันจนเพลินเลยลืมประชาชนคนเดินทางไปซะงั้น
ถนนเส้นนี้สังเกตุง่ายๆ รถบรรทุก รถพ่วงมากมาย
วิ่งกันจนถนนพังเละ
นอกจากไม่ได้รับความเหลียวแลแล้ว โปรดสังเกตุ
ถนนเส้นนี้ทำมาได้มาตรฐานเชียวนะ
มีเสาไฟสูงพร้อมโคมไฟส่องตลอดสาย
แต่อนิจจา กลางคืนไฟดับตลอดทาง
ปล่อยให้ผู้สัญจรไปมา
เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงตายกันเอาเอง

ยิ่งหน้านี้พายุฝนฟ้ากระหน่ำมองไม่เห็นทาง
อุบัติเหตุมีตลอดทางที่รถวิ่งผ่านเพราะมันมืดมาก
 ไฟฟ้ามีแต่ไม่เปิดหรือเสียตลอดสายไม่ทราบได้
การเกิดอุบัติเหตุมันก็ทำรายได้อีกทางหนึ่ง
ให้ใครไม่รู้เดากันเอาเอง ไม่อยากเอ่ยถึง เสนียดปาก
ไอ้ที่ตายก็ตายไป แต่คนที่อยู่น่ะซิต้องเจอดีแน่ๆ
คุณมีพวกไหม คุณมีเงินไหม อ้อ..ไม่มีเหรอ งั้นคุณผิด...
เมื่อคุณไม่มีใครเลย คุณต้องตายทั้งเป็น
เพราะคุณอยากไม่ขาดใจตายตอนอุบัติเหตุทำไมล่ะ
 เหอๆๆสมน้ำหน้า

เมื่อมีเสียงบ่นจากประชาชนก็ได้รับคำตอบที่ประทับใจยิ่งว่า
"ก็อยากเดินทางเส้นนี้ทำไมล่ะ" เส้นอื่นมีเยอะแยะทำไมไม่ไปวะ
(เสียงบ่นอย่างรำคาญใจของผู้ปกครองท้องที่เหล่านี้)
ผู้ไม่มีเวลามาสนใจความทุกข์สุขของประชาชนหน้าไหนทั้งนั้น
นอกจากเมื่อถึงคราเลือกตั้ง ก็ใช้วัตถุชนิดหนึ่งโปรยไปทั่ว
เพื่อขอให้ได้กลับมามีอำนาจเหมือนเดิม อนิจจาประเทศไทย















เราทุกคนจงภาคภูมิใจประเทศไทยเราเถิด
 เพราะความเจริญก้าวหน้านั้นไปไกล
จนบ้านใกล้เรือนเคียงตามไม่ทันกันแล้ว
และคุณไม่ต้องเสียใจหรอกนะ
ว่าคุณพูดภาษาต่างด้าวไม่ได้
เชิญมาอยู่ศรีราชา (ลิตเติ้งโอซาก้า)
 คุณจะพูดภาษาญี่ปุ่นได้
หรือหากคุณไม่ชอบภาษาญี่บุ่นไม่เป็นไร
เรามีภาษาเกาหลี (ซาราเง)ให้คุณเลือกได้
หรืออยากรู้จีนกลาง ก็ไม่ต้องห่วง เข้ามาอยู่เลย
มีคนไต้หวันมากมายมาทำมาหากินในเมืองศรีราชานี้
คุณต้องพูดได้คล่องแน่นอน (หว่ออ่ายหนี่)

ภาษาไทยต่อไปเราอาจจะไม่ได้ใช้
เพราะคนไทยมัวไปสนใจภาษาต่างด้าว
 จนเกือบลืมภาษาไทยกันแล้ว
ที่แน่ๆ เด็กไทยในอนาคตจะเขียนภาษไทยกันไม่ได้
เพราะรัฐบาลแจกแท็ปเล็ต เปิดอ่านเอาไม่ต้องเขียน
เราจะยังคงพูดภาษาไทยในครัวเรือนได้
 เพราะบรรพบุรุษยังใช้ภาษาไทยสื่อสารอยู่
แต่เมื่อออกไปข้างนอกคุณจะลืมภาษาคุณเอง
และไม่ต้องเป็นห่วงนะ ศัพย์ภาษาไทย
หรือคำพังเพยที่คนโบราณพูดกันจนติดปากน่ะ
 ต่อไปจะไม่มีแล้ว
เพราะคนมีความรู้ท่วมหัว ท่านไปเรียนเมืองนอกมา
ท่านเห็นความสำคัญและชื่นชมภาษาอื่นว่า
ดีกว่าภาษาบรรพบุรุษไทยเรามากนัก
ท่านไม่ต้องคิดใหม่หรือทำใหม่ให้มันมีมากขึ้่นหรอก
 แก้ไขของเก่าๆที่เขาทำไว้คู่ประเทศไทย
มาหลายร้อยปีนั่นแหละ
ท่านก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความสามารถ
ทำลายภาษาไทยเก่าแก่
( อู๊ย..พูดผิด ปรับปรุงภาษาไทยต่างหากเล่า ...)กันแล้วละ
ชื่อท่านจะได้จารึกไว้ในหนังหมาต่อไป ในภายภาคหน้าว่า
ท่านนั้นเก่ง ความรู้ดี มีชื่อเสียง
แต่ท่านลืมไปว่าท่านเป็นคนไทย
เฮ้อ....ถ้าโอนสัญชาติเป็นชาติตะวันตกได้
แบบไม่อายบรรพบุรุษคงโอนไปแล้ว
















แสวงหากันไปอำนาจ ชื่อเสีย(ง) เงิน เป็นธรรมดาของมนุษย์
 ไม่โดนกับตัวเองไม่รู้สึกหรอก อย่าลืมว่าคุณก็เป็นคนไทยนะ
โปรดรักคนไทย รักประเทศไทย รักพี่น้องชาวไทยด้วย
ท่านผู้มีอำนาจวาสนาทั้งหลาย
อย่าปล่อยให้ตัณหามันปิดตาท่านอยู่เลย
เวลาท่านไปรดน้ำศพคนตายท่านเห็นไม๊
ว่าเอาอะไรไปไม่ได้เลย
นอกจากชื่อเสียง คุณงามความดีเท่านั้น
ที่คนอยู่เบื้องหลังจะไม่ลืมท่านเลยตลอดอายุขัยเชียวละ

รวยมากแล้วก็พอเถอะใช้เวลาส่วนที่เหลือ
ทำนุบำรุงประเทศไทยให้เจริญด้วยจิตสำนึกกัน
ลูกหลานต่อไปจะได้ไม่ลืมบรรพบุรุษ










จบดีกว่ายิ่งเขียนยิ่งความดันขึ้น
เฮ้อ... อ่านๆกันไปเถอะ
ยังไงมันก็แก้ไขไม่ได้อยู่ดี
เพราะสิ่งแรกยังไม่ได้แก้ไขก็คือ "ใจ"
แล้วจะไปแก้ไขอะไรกันเล่า อมิตพุทธ.



Create Date : 13 ตุลาคม 2555
Last Update : 8 กันยายน 2561 20:24:47 น.
Counter : 707 Pageviews.

2 comment
<<< โอ้กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร >>>








วันที่ 31 กรกฎาคม 2555 เราได้เดินทางจากศรีราชา
เข้าไปกรุงเทพมหานคร
เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกายตามที่หมอนัดหมาย
  การเดินทางสมัยนี้ทันสมัยและรวดเร็วมาก
เพราะมีถนนมากมายรองรับเรา มีทั้งวิ่งอยู่บนดิน 
 ถนนลอยฟ้า ลอยแล้วลอยอีกซ้อนกันไปมา น่าเวียนหัว
ทุกเส้นทางถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยมากกว่าแต่ก่อน 
 ก็เมื่อก่อนไม่มีรถมากมายขนาดนี้นี่นา
สองข้างทางจากทุ่งนา ก็กลายเป็นอาคารตึกสูงๆ
  สูงจนเหยียดฟ้าน่าใจหาย ขึ้นกันเป็นแท่งๆ เต็มไปหมด














เรานั่งมองและชื่นชมความเก่งของมนุษย์ในยุคสองพันปีนี้มาก
  แต่ก็ยังอดคิดถึงความ่หลังไม่ได้
ก็คนมันแก่แล้วนี่นา คนแก่เท่านั้นที่จะมีความหลัง
คิดถึงบ้านเรือนท้องทุ่งสองข้างทาง
เมื่อครั้งเดินทางเข้ามาศึกษาหาความรู้เพื่มเติมในกรุงเทพ 
 ปัจจุบันนี้ไม่มีให้เห็นแล้ว
แทบทุกที่ถูกสร้างขึ้นเป็นตึกสูงระฟ้า 
 และใช้วิธีการเหลือที่ดินเพื่อปลูกต้นไม้ให้มีสีเขียวบ้าง
แต่ละที่ก็จัดวางซะสวยตระการตาเชียว 
 ไม่ปล่อยให้ขึ้นไปตามยถากรรมเหมือนก่อน
ก็ดีนะสวยงามและเจริญหูเจริญตาดีแท้ 
  ทุกชีวิตมีค่าแตกต่างกันไปไม่ว่าคนหรือสัตว์หรือต้นไม้
ต่างก็อาศัยอยู่กันตามฐานะของแต่ละชีวิต 
  ที่แน่ๆมีการแบ่งชนชั้นกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าชีวิตนั้นจะเป็นอะไร
สัตว์เลี้ยงของคนรวยก็อยู่กันอย่างไฮโซเหมือนเจ้าของ 
 ต้นไม้แต่ละต้นก็ต้องมีราคามีความงามอวดได้









รถบนถนนวิ่งกันขวักไขว่ แต่ละคันมีราคาไม่เท่ากัน
  มีทั้งแพงมาก และแพงน้อย (ถูกๆไม่มีหรอก)
ต่างวิ่งกันขวักไขว่อวดความงามกัน 
 แต่สำหรับความเร็วนั้นเราค่อนข้างแน่ใจว่า
เธอไม่มีโอกาสได้อวดมากนักหรอก
เพราะแค่เธอขยับ ไฟเจ้ากรรมก็พลันสีแดง
เบรคเธอให้จอดให้เราชมความงามของเธอก่อนทุกที
พวกเธอมีสีสันงดงามตาจริงๆ เหมือนลูกกวาดถูกราดไว้บนถนน
   มองแล้วสวยตระการตาน่าชมเชียวละ
มันระรานตาจริงๆ และข้างบนยังมีรถไฟฟ้าวิ่งไปมาให้ชมอีก 
 โอ๊ยมองแล้วปวดหัว แล้วเราจะขึ้นรถถูกไม๊เนี่ยะ

























เสียงเจ้าลูกชายสุดหล่อกระซิบถามว่า 
 แม่จะขึ้นลิฟ หรือ ขี้นบันใดเลื่อนดี 
 บันใดเลื่อนน่ะเขาทำใหม่เอี่ยมนะ
แน่นอนอยู่แล้วต้องขึ้นบันใดเลื่อนซิ 
  นอกจากไม่ต้องไปแออัดแย่งกันสูดเชื่อโรคในลิฟแล้ว
อากาศยังดีกว่าอีกด้วยและเราก็ชอบที่แค่ยืนเฉยๆ 
 เธอก็พาเราขึ้นไปที่หมายได้โดยเร็ว ไม่ต้องเดินให้เมื่อยน่อง
แต่ของใหม่นะไม่ยักมีคนชอบใช้ อัศจรรย์จริงๆ
  เขาอุตส่าห์ทำให้ใช้ไปแย่งกันใช้ลิฟทำไมนะ ช่างสงสัยอีกแล้วเรา














หาหมอตรวจเสร็จแล้วเราก็เดินทางกลับศรีราชากัน 
  โอ้โอกรุงเทพฯดินแดนศิวิไล
แถมการันตีด้วยรางวัลเมืองที่น่าเที่ยวที่สุดในโลกด้วย
  แค่ออกจากโรงพยาบาลก็ไปไม่เป็นซะแล้ว
รถอะไรมันมากมายก่ายกองติดกันยาวเหยียด 
  ขยับได้นิดก็ติดไฟแดง เฮ้อ...มันช่างน่าอยู่ซะจริ๊งงงง
เวลามากมายที่ต้องนำมาทิ้งไว้กลางถนนกัน 
 นี่แหละผลแห่งความเจริญรุ่งเรืองเมืองน่าอยู่ละ แต่ก็จำเป็นนะ
ใครจะเป็นคนเก่งหาทางแก้ไขเรื่องนี้ได้ 
 ยกมือขึ้น แต่อย่าบอกนะว่าให้ลดจำนวนรถยนต์ลง
เพราะรัฐบาลท่านกำลังส่งเสริมให้คนมีรถคันแรก 
 เรียกว่าหากซื้อรถคันแรกจะลดภาษีให้เชียวนา
เตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่แล้ว เอ้ารีบซื้อซะนะรีบเป็นหนี้
  การเป็นหนี้ถือว่าเป็นคนมีเครดิตนะจะบอกไห่.....เหอๆๆๆๆ









































มุ่งสู่บูรพาวิถีเพื่อกลับบ้านเรา ถนนสายนี้
เป็นถนนที่่ทำให้การเดินทางจากชลบุรีเข้ากรุงเทพรวดเร็วมาก
ต้องขอบคุณนักการเมืองของชลบุรี ที่มุ่งเน้นประโยชน์
เพื่อประชาชนโดยเฉพาะ ทำเพื่อบ้านเมืองจริงๆ
เด็กยุคใหม่หัวใจเกินร้อย "สนธยา คุณปลื้ม" น่าชื่นชม 
 ที่แน่ๆใครได้สัมผัสจะรู้ถึงความสุภาพอ่อนโยนไม่เย่อหยิ่ง
ของ "เสี่ยแปะ" ลูกกำนันเป๊าะ น่ารักและน่ายกย่องจริงๆๆ 
 สมคำที่พูด"เรารักชลบุรี" ให้ใจไปเลย





























กลับถึงศรีราชาด้วยความปลอดภัย 
 และหมดแรงเหมือนไปผจญภัยอย่างไงอย่างงั้นเชียวเรา
เหอๆๆๆๆๆ "ความแก่ไม่เคยปรานีใคร" 
  เสียงกระซิบเบาๆที่ข้างหูว่าอย่างนั้น ฮ่าๆๆๆๆๆ







Create Date : 01 สิงหาคม 2555
Last Update : 8 เมษายน 2557 20:39:10 น.
Counter : 666 Pageviews.

0 comment

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ