Group Blog
All Blog
<<< "เมตตา" >>>











"เมตตา"

ธรรมที่จะสนับสนุนให้เราคิดดีก็คือ

ความเมตตา ความกรุณา มุทิตา อุเบกขา

 ถ้าเรามีความเมตตาเราก็จะคิดดีกับคนอื่น

 เราจะไม่คิดร้าย เช่นเวลาเรารักใครนี้

เราจะไม่คิดร้ายกับเขา เราอยากจะให้เขามีความสุข

 อยากจะช่วยเขา อยากจะดูแลเขา

เราก็จะคิดแต่เรื่องดีๆ สำหรับเขา

 แต่ถ้าเราโกรธใครเกลียดใครเราก็จะคิดร้ายกับเขา

 ดังนั้นถ้าเรามีความเมตตาเราก็จะไม่โกรธ ไม่เกลียด

เพราะความเมตตาก็คือให้อภัย

ใครทำร้ายเรา ใครพูดไม่ดีกับเรา เราก็ให้อภัยเขา

 ไม่ถือโทษโกรธเคือง หรือให้คิดว่าเขาพูดไม่ดี

ก็ยังดีกว่าเขาตีเรา ถ้าเขาตีเราก็ให้คิดว่าดีแล้ว

ที่เขายังไม่ฆ่าเรา เราก็จะไม่คิดร้ายต่อเขา

ดังนั้นเราต้องมีความเมตตาต้องไม่คิดทำร้ายใคร

 ไม่ว่าเขาจะทำลายเรา เขาจะร้ายกับเราอย่างไร

เราจะไม่ตอบโต้ เราจะยอมแพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร

 พระจะไม่ตอบโต้กับใคร พระจะยอมแพ้

ใครจะด่าพระ พระก็ไม่ตอบโต้ เฉยๆ

 แล้วการที่เรามีความเมตตา

จะทำให้ใจเราเย็นมีความสุข เมื่อเรามีความสุข

เราก็จะไม่คิดร้าย คนส่วนใหญ่ที่คิดร้ายกับคนอื่น

ก็เพราะใจมันทุกข์ เวลาไม่ได้อะไรดังใจ

อยากก็โกรธ ก็จะทุกข์ ก็จะคิดร้ายกับเขา

 เพราะทำให้เราโกรธ เช่นไปขอเงินเขา

เขาไม่ให้ก็โกรธ กลับมาปล้นมาจี้มันเลย

ดังนั้นถ้าอยากจะคิดดีหัดเจริญเมตตาภาวนา

 พยายามมองว่าพวกเราเป็นเหมือนพี่น้องกัน

 เป็นเพื่อนร่วมโลกเป็นญาติกัน

ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ควรที่จะมาเบียดเบียนกัน

ต่างคนต่างอยู่ ให้ความเมตตาต่อกันดีกว่า

คนที่มีความเมตตาก็จะอยู่เย็นเป็นสุข

จะเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

 จะอยู่อย่างมีความสุขตื่นก็สุข หลับก็สุข

นอนหลับก็ไม่ฝันร้ายแล้ว

ก็ไม่ตายด้วยอาวุธด้วยยาพิษต่างๆ

 เพราะจะไม่มีใครเกลียดเราไม่มีใครคิดร้ายกับเรา

 แล้วตายไปก็ไปสู่สุคติไม่ไปอบาย

พยายามมาหัดเจริญเมตตากัน

 บทที่สวดนี้เรายังไม่แผ่เมตตานะ

 ตอนที่นั่งสมาธิเสร็จแล้ว

เราสวดบทสัพเพสัตตา อะเวรา โหนตุ

ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นการแผ่ เป็นการศึกษา

เป็นการสอนใจว่าอะเวรา แปลว่าไม่มีเวรกัน

 อัพยา ปัฌชา แปลว่าไม่เบียดเบียนกัน

อะนีฆา แปลว่าให้เขาพ้นจากความทุกข์กัน

 สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ แปลว่าให้เขามีความสุขกัน

 ไม่ให้เขามีความทุกข์จากการกระทำของเรา

 ทำอะไรก็อย่าทำให้เขาทุกข์

 ทำอะไรก็ให้เขามีแต่ความสุข อันนี้เป็นการสอน

เป็นการเตือนใจ เวลาจะแผ่จริงๆ

 ต้องเวลามาเจอกัน เวลาเจอกันก็ยิ้มให้กัน

 ไม่ใช่หน้าบึ้งใส่กันหรือด่ากันเลย

 บางทีเจอกันก็เหมือนปล่อยหมาสองตัวให้กัดกันเลย

 เจอกันก็เอาเลย มึงอย่างโน้น กูอย่างนี้ขึ้นมาเเล้ว

 เวลาเจอกันต้องยิ้มให้กัน ถามสารทุกข์สุขดิบ

สบายดีหรือเปล่าจ๊ะ หรือถ้ามีขนมเอามาฝาก

มีของมาฝากกัน ไปเที่ยวที่ไหนก็ซื้อของมาฝากกัน

 นี่เรียกว่าแผ่เมตตา

แต่เวลานั่งสวดไม่ได้แผ่ ไม่มีใครรับจะไปแผ่ให้ใคร

 อันนั้นเป็นเวลาเตือนใจสอนใจว่าเราต้องแผ่

ต้องซ้อมก่อนว่านึกถึงเวลาแผ่จะเเผ่อย่างไร

เวลาเจอคนที่เราไม่ชอบ ยิ้มได้หรือเปล่า

 ลองยิ้มให้เขาดูหน่อยซิ หรือมีขนมก็เอาไปให้เขาบ้าง

 แล้วเตรียมตัวเตรียมใจ ถ้ายิ้มให้เขา

 แล้วเขาบึ้งก็เฉยๆ อย่าไปโกรธเขา

 ถ้าให้ขนมเขาแล้วเขาโยนทิ้งก็อย่าไปถือสาเขา

 ต้องทำใจ ต้องเตรียมตัวเตรียมใจซ้อมไว้ก่อน

 ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวมันจะเเผ่ไม่ออก

พอยิ้มให้หน่อยมันหน้าบึ้งมันด่าเรา จะแผ่ไม่ออก

ให้ขนมมันก็โยนทิ้งไป


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๙






ขอบตุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 สิงหาคม 2560
Last Update : 31 สิงหาคม 2560 10:50:37 น.
Counter : 252 Pageviews.

0 comment
<<< "ศัตรูหมายเลขหนึ่ง" >>>










"ศัตรูหมายเลขหนึ่ง"

ถ้าอยากจะได้ความสุขจริง

 ต้องเอาเงินที่จะไปซื้อของตามความอยากนี้

 เอาไปทำบุญ เวลาทำบุญเวลาทำความสุขให้แก่ผู้อื่นนี้

 ใจเราจะมีความสุขนะ สุขมากกว่า

ที่เราเอาเงินก้อนเดียวกันนี้ไปใช้ตามความอยาก

 ไปซื้อของมานี้กลับมาบ้านดีใจเดี๋ยวเดียว หมดแล้ว

 แต่เอาเงินไปทำบุญนี้ใจมีความสุข

 กลับมาบ้านก็ยังสุขอยู่

 คิดถึงมันเมื่อไหร่ก็ยังมีความสุขอยู่

นี่แหละถ้าอยากจะซื้อความสุขด้วยเงิน

ต้องซื้อด้วยการทำบุญ อย่าไปซื้อของฟุ่มเฟือย

ของไม่จำเป็น ถ้าซื้อของจำเป็น ก็ถือว่าไม่กำไร

ไม่ขาดทุน เช่นซื้ออาหารมากิน ซื้อเสื้อผ้ามา

ถ้าเราขาดเสื้อผ้าซื้อเสื้อผ้ามา ซื้อของจำเป็นนี้

ก็ไม่ได้กำไรไม่ได้ขาดทุน

 ไม่มีความรู้สึกสุขทางใจแต่อย่างใด

 เพียงแต่ว่ามันทำให้ร่างกายไม่ทุกข์

 ไม่เดือดร้อนเท่านั้นเอง

ถ้าอยากจะได้ความสุขทางใจต้องเอาเงินไปซื้อบุญกัน

 ไปทำบุญกัน วิธีที่จะซื้อความสุขที่แท้จริง

ก็คือ ทำบุญ มีเงินแล้วเอาไปทำบุญเถิด

 อย่าเอาไปเที่ยวเลย อย่าเอาไปซื้อของฟุ่มเฟือย

ซื้อของไม่จำเป็น ความสุขมันเป็นแบบความสุขปลอม

 ความสุขแบบดีใจเดี๋ยวเดียว เหมือนควันไฟ

มันไม่เป็นความสุขที่จีรังถาวร

เหมือนกับความสุขที่ได้จากการทำบุญ

ทำบุญแล้วจะมีความอิ่มเอิบใจ สุขใจ

 แล้วจะทำให้ความอยากที่จะใช้เงิน

ไปซื้อของตามความอยากนี้ มันน้อยลงไป

หรือหายไปเลย ถ้าทุกครั้งเราอยากจะเอาเงินไปเที่ยว

ไปซื้อของฟุ่มเฟือยของไม่จำเป็น

เราเอาเงินนี้ไปทำบุญ ความอยากไปเที่ยว

ความอยากซื้อของฟุ่มเฟือยมันจะถูกระงับไป

แล้วมันก็จะหายไป ถ้าทุกครั้งที่เราอยากใช้เงินแบบนี้

 เราก็เอาเงินไปทำบุญแทน แล้วเราได้ความสุขดีกว่า

 ความสุขที่ได้จากการเอาเงินไปซื้อตามความอยากต่างๆ

 ใจเราก็จะต่อไปไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย

ไม่ต้องไปเที่ยว อยู่บ้านก็มีความสุข

ไม่มีเสื้อผ้าต้องมาคอยดูแลรักษามากมาย

มีไว้สวมใส่เท่าที่จำเป็นก็พอ

 สองสามชุดสี่ห้าชุดก็พอแล้ว ชุดหนึ่งไว้งานแต่งงาน

 ชุดหนึ่งไว้งานศพ ชุดหนึ่งไว้ไปทำธุระทางธุรกิจ

ชุดธุระกิจ ชุดเที่ยว ชุดอยู่กับบ้าน

 ไม่เกิน ๑๐ ชุดก็น่าจะพอ

พระนี้โชคดีใช้ได้ทุกอย่าง ชุดเดียวนี้ใช้ได้ทุกแห่งทุกหน

 ไปทำธุรกิจก็ใส่ชุดนี้ ไปงานศพก็ใส่ชุดนี้

ไปงานแต่งงานก็ใส่ชุดนี้ (หัวเราะ) ใช้ได้ทุกงานเลย

 พระเลยไม่ต้องมีหลายชุด มีชุดเดียวก็พอ

พระจึงทำบุญได้มากกว่าญาติโยม

พระที่เป็นพระนะ ท่านจะไม่ไปใช้เงินซื้อของฟุ่มเฟือย

 อย่างหลวงตานี้ ท่านได้รับเงินทอง

 เงินดอลล่าร์มาไม่รู้กี่ล้าน เงินไม่รู้กี่บาท

 ทองคำไม่รู้กี่ตัน ท่านไม่ได้เอาไว้ใช้สำหรับตัวท่านเลย

ท่านเอาไปทำบุญกับประเทศไทย

ทำบุญกับประเทศชาติ

เอาเงินให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย

 เพื่อจะได้เอามาใช้ประโยชน์กับประเทศ

 เพราะท่านไม่มีความอยากที่จะใช้เงินซื้อความสุข

เพราะท่านมีความสุขจากการทำบุญ

 ท่านทำบุญตั้งแต่วันที่ท่านออกบวชมา

วันที่ออกบวชนี้ พระทุกรูปนี้มีทรัพย์สมบัติ

ข้าวของเงินทองมากน้อยก็ทำบุญไปหมดเลย

ยกให้คนอื่นไปหมด แล้วก็ไม่มีการสะสมเงินทองอะไรไว้

อาจจะเก็บไว้สำรองเผื่อจำเป็นจะต้องใช้

ในโอกาสที่จำเป็นก็ได้ แต่ไม่ได้คิดที่จะเก็บเอาไว้

ไปใช้ตามความอยากกัน

เพราะท่านเห็นโทษของความอยาก

 รู้ว่าความอยากนี้แหละเป็นตัวร้ายกาจ

 เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของเรา

 ไม่ใช่โจรผู้ร้ายที่อยู่ตามบ้านตามช่อง

 ที่ไปขโมยตามบ้านตามช่อง

 โจรผู้ร้ายที่ไปปล้นธนาคาร หรือข้าศึกศัตรูต่างๆ นี้

ไม่ใช่เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของพวกเรา

 ศัตรูหมายเลขหนึ่งของพวกเรา

 คือความอยากของพวกเรานี่แหละ

ไอ้ตัวนี้แหละที่ทำให้เราต้องมาเกิด

มาแก่ มาเจ็บ มาตายกัน ไม่รู้จักจบจักสิ้น

น้ำตาที่ต้องร้องต้องหลั่งออกมานี้

 มากกว่าน้ำในมหาสมุทร ก็เพราะไอ้ตัวนี้แหละ

ตัวความอยากนี่ พออยากไม่ได้ดั่งใจอยาก

ก็เสียใจก็ร้องไห้ อยากให้ชีวิตมีแต่ความสุข

 พอมันกลายเป็นความทุกข์ขึ้นมา ก็ร้องไห้

 แม่เสียนี้เสียน้ำตาไปกี่หยด

 เสียแม่ เวลาแม่ตายต้องร้องไห้

 ไอ้ตัวความอยากนี่แหละทำให้เรามาร้องไห้กัน

 พออยากเที่ยว อยากดู อยากฟัง

 ก็ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ต้องมาเกิดกัน

 พอมาเกิดกันก็ต้องมาพลัดพรากจากกัน

 พลัดพรากจากคนที่เรารัก

พลัดพรากจากบิดามารดา ปู่ย่าตายาย

 พลัดพรากจากสามีภรรยา พลัดพรากจากบุตรธิดา

 จากญาติสนิทมิตรสหาย

 เวลาพลัดพรากจากกันมีใครหัวเราะบ้าง

มีแต่ร้องไห้กัน นี่แหละศัตรูหมายเลขหนึ่ง

คือความอยากของเรานี่

แต่เรากลับไปเห็นว่ามันเป็นมิตร มันมาชวนเราทีไร

ไปกับมันทุกทีเลย ชวนไปเที่ยวก็ไปกับมัน

ชวนไปซื้อรองเท้า ซื้อกระเป๋า ซื้อเสื้อผ้าก็ไปกับมัน

ไม่รู้ว่ามันกำลังพาเราไปสู่การหลั่งน้ำตาที่ไม่มีวันสิ้นสุด

 เพราะตราบใดถ้ายังไม่ได้กำจัดความอยากเหล่านี้

เรายังจะต้องกลับมาเกิดอยู่เรื่อยๆ

 กลับมาเเกิดแล้วก็ต้องมาเจอสิ่งที่เราไม่อยากเจอกัน

 เจอความพลัดพรากจากกัน เราต้องมาสร้างสัมมาทิฏฐิ

 พระพุทธเจ้าเป็นคนแรกที่เป็นคนค้นพบว่า

 ความอยากของพวกเรานี่แหละ

 เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของพวกเรา ไม่ใช่โจรผู้ร้าย

 ไม่ใช่อะไรที่ไหน แต่ศัตรูหมายเลขหนึ่งของเรา

ก็คือ ความอยากของเรา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 สิงหาคม 2560
Last Update : 31 สิงหาคม 2560 10:38:11 น.
Counter : 324 Pageviews.

0 comment
<<< "แสงสว่างแห่งธรรม" >>>










"แสงสว่างแห่งธรรม"

ท่านมุ่งไปสู่บัวที่อยู่เหนือน้ำแล้ว

 เพราะว่าเขารอแสงสว่างแห่งธรรม

จากพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง ไม่ต้องไปสอนให้นั่งสมาธิ

ไม่ต้องไปสอนให้รักษาศีลให้เหนื่อย

พวกนี้เขารักษาศีลแล้ว นั่งสมาธิแล้ว

 เขารอ เขาขาดแสงสว่างแห่งธรรมคือปัญญาเท่านั้นเอง

 พอพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ปัญญากับเขา

 เขาก็สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

 ไปถึงนิพพานได้ทันที นี่คือกลุ่มของผู้ฟังธรรมรุ่นแรกๆ

 นี้จะเป็นนักบวช ภายในระยะเวลาเจ็ดเดือน

 นับตั้งแต่วันแรกที่ทรงแสดงธรรม คือวันเพ็ญเดือนแปด

 ไปจนถึงวันเพ็ญเดือนสาม วันมาฆบูชานี้

เจ็ดเดือน จากเดือนแปดไปถึงเดือนสิบสอง

 ก็สี่เดือน จากเดือนสิบสองไปเดือนสาม

 ก็อีกสามเดือน รวมกันก็เป็นเจ็ดเดือน

พอวันมาฆบูชา ก็มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น

คือพระสาวก พระอรหันต์สาวก

ที่พระพุทธเจ้าสอนให้บรรลุนี้ ที่แยกย้ายกัน

ไปอยู่ตามสารทิศต่างๆ ได้มีความคิดถึง

พระพุทธเจ้าพร้อมกัน ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า

โดยมิได้นัดหมายกัน มีจำนวนถึง ๑,๒๕๐ รูป

คิดดูเพียงแค่สอนธรรมะเพียงเจ็ดเดือนนี้

ได้พระอรหันต์ถึง ๑,๒๕๐ รูป สมัยนี้แสดงธรรมเป็นสิบปี

ยังไม่ได้สักรูปเลย (ยิ้ม) ก็แสดงว่าคนฟังสมัยนี้

กับคนฟังสมัยพระพุทธเจ้านี้ คนละรุ่นคนละระดับเลย

คนฟังระดับนี้มันระดับที่สามแล้ว

พวกที่อยู่กลางน้ำระดับที่สอง ก็คือผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์

 เป็นนักบวช แต่ไม่มีสมาธิ ยังฝึกยังนั่งสมาธิไม่เป็น

 ยังหัดอยู่ ยังหัดนั่งสมาธิอยู่ ยังพุทโธพุทโธอยู่

 เดินจงกรมนั่งสมาธิอยู่

 แต่จิตยังไม่รวม อันนี้เป็นพวกที่สอง

พวกที่สามก็คือพวกญาติโยมนี้แหละ

พวกที่ไม่ได้บวช ศีลก็ขาดๆ เกินๆ

สมาธิก็อย่าไปพูดถึงเลย นั่งทีไรก็ฟุ้งซ่าน

 ไม่เคยพบกับคำว่า จิตรวม เป็นยังไง

 พวกนี้เป็นพวกที่สาม

สมัยนี้เทศน์ก็เทศน์ให้พวกที่สามฟัง

 ถึงต้องใช้เวลาเป็นสิบปีโน่นแหละ

 กว่าจะพัฒนาจากชนิดที่สามไปเป็นชนิดที่สอง

 คือไปบวชกัน นี่มีญาติโยมที่มาฟังธรรมที่นี่

ไปบวชกันหลายคนแล้ว

 ถ้าเป็นแม่ชีนี้ ไปบวชกันหกคนแล้ว

ญาติโยมที่มาฟังเทศน์ฟังธรรม

ตอนต้นก็เป็นญาติโยมธรรมดานี่แหละ

 ยังมีผมมีอะไรอยู่ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นแม่ชีแล้ว

 โกนศีรษะ นุ่งขาวผมขาว

พวกนี้ตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์

กำลังหัดนั่งสมาธิกันเจริญสติกัน

พวกนี้เป็นบัวชนิดที่สอง

ถ้าเขาไปพยายามปฏิบัติไปเรื่อยๆ

รักษาศีลให้บริสุทธิ์ไปเรื่อยๆ คือไม่สึก

รักษาศีลให้บริสุทธิ์ก็คือไม่สึก บวชแล้วไม่สึก

 แล้วก็พยายามฝึกนั่งสมาธิไปเรื่อยๆ

เจริญสติไปเรื่อยๆ พุทโธไปเรื่อยๆ

 เดี๋ยวสักวันหนึ่งจิตก็จะรวม พอจิตรวมแล้ว

 พอมาฟังธรรมทีนี้ก็บรรลุได้เลย

นี่ก็มีนะ ก็มีทั้งพระ โยมที่เป็นผู้ชายมาฟัง

ก็ไปบวชเป็นพระหลายคนแล้ว

มาบวชอยู่ที่วัดนี้ก็สามสี่คนแล้ว

 คนหนึ่งเป็นหมอจากขอนแก่น

คนหนึ่งทำงานโรงกลั่นน้ำมัน

อีกคนก็ทำงานธนาคาร ที่มาฟังเทศน์ฟังธรรม

 ที่ตอนเป็นโยม แล้วพอฟังแล้วก็เกิดศรัทธา

 อยากจะขยับจากบัวเหล่าที่สามขึ้นมาเป็นเหล่าที่สอง

 ก็คือมาบวชกัน ตอนนี้กำลังฝึกสมาธิกัน

ถ้าได้สมาธิเมื่อไหร่ ก็จะเป็นบัวเหล่าที่หนึ่ง

 พอเป็นบัวเหล่าที่หนึ่ง พอพิจารณาไตรลักษณ์

 พิจารณาอริยสัจสี่ พิจารณาร่างกาย

 พิจารณาเวทนา พิจารณาจิตได้

 เดี๋ยวก็บรรลุธรรมได้เป็นพระอรหันต์ได้

นี่คือความก้าวหน้าของญาติโยม

ที่มาฟังเทศน์ฟังธรรมกันที่นี่ นอกจากมาบวชที่นี่แล้ว

 ก็ไปปฏิบัติ ไปบวชที่วัดอื่นก็มี

 แต่ไม่ได้บวชชี ไปถือศีลแปด ไปอยู่วัดเป็นประจำ

ก็เหมือนกับบวชชี เพียงแต่ว่ายังไม่ได้โกนศีรษะ

 ถือศีลแปดเหมือนแม่ชี แล้วก็กำลังหัดฝึกสมาธิกัน

 อันนี้ก็มีหลายคนอยู่ ยุคนี้มันต้องเสียเวลาหน่อย

 เพราะบัวเหล่าที่หนึ่งมันหมดไปแล้ว

 ถ้าเป็นน้ำกะทิน้ำแรกมันก็ถูกบีบออกไปหมดแล้ว

กะทิน้ำแรกน้ำที่สองก็หมดแล้ว เหลือน้ำที่สาม

น้ำที่สามก็ใส มันไม่ข้น มันไม่ได้ข้นด้วยธรรมะ

ก็เลยต้องใช้เวลา สร้างความเข้มข้นขึ้นมา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรม

วันที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๖๐






ขอบตุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 สิงหาคม 2560
Last Update : 31 สิงหาคม 2560 10:23:51 น.
Counter : 302 Pageviews.

0 comment
<<< "อย่าไปทำตามความอยาก " >>>










"อย่าไปทำตามความอยาก "

ความสงบหายไปเพราะอำนาจของความอยาก

 พออยากอะไรปั๊บนี้ มือไม้สั่นใจสั่นแล้ว

เงินในกระเป๋านี้ร้อนขึ้นมาแล้ว ควักออกมาใช้

ต้องซื้อไอ้โน่นไอ้นี่ แล้วมันถึงจะหายสั่น

แต่มันหายเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวความอยากใหม่

ก็โผล่ขึ้นมาอีก ก็สั่นขึ้นอีก

 นี่คือโทษของการทำตามความอยาก

เพราะมันไม่หมดมันไม่จบ อยากได้สิ่งนี้แล้ว

เดี๋ยวก็อยากจะได้สิ่งนั้นต่อ

 ได้สิ่งนั้นแล้วเดี๋ยวก็กลับมาอยากได้สิ่งนี้อีก

กลับไปกลับมากับความอยากอยู่เรื่อยๆ

 เพราะความสุขที่ได้จากความอยากมันเดี๋ยวเดียว

ได้ขณะที่เราได้ดังใจอยาก

 แล้วสักพักนึงมันก็หายไปแล้ว

แล้วเดี๋ยวความอยากใหม่ก็โผล่ขึ้นมาอีก

วิธีที่จะทำให้เราไม่ต้องมาวุ่นวายกับความอยากก็คือ

 อย่าไปทำตามความอยาก

 เห็นไหมคนที่เขาเลิกบุหรี่เลิกสุราได้เพราะอะไร

ก็เพราะว่าเขาไม่ไปทำตามความอยาก

เวลาอยากสูบบุหรี่ เขาก็ไม่ไปสูบ

ทุกครั้งที่อยากสูบบุหรี่ก็ไม่สูบ

เดี๋ยวความอยากก็หมดไปเอง

คนที่อยากจะเลิกดื่มสุราก็เช่นเดียวกัน

พออยากจะดื่มสุราก็ต้องไม่ดื่ม พอไม่ดื่มสักพักแล้ว

 เดี๋ยวความอยากก็หายไป แต่ช่วงที่ไม่ดื่ม

ตอนนั้นแหละมันทรมานใจ

แต่คนที่มีสมาธิมีความสงบแล้ว จะไม่ทรมาน

จะสามารถสู้กับความอยากได้อย่างสบาย

 เพราะมีความสงบมีความสุขจากสมาธิ

มาคอยให้ความสุข ก็เลยไม่รู้สึกทรมานใจ

เหมือนกับคนที่ไม่มีสมาธิ

คนที่ไม่มีสมาธิจึงเลิกอะไรได้ยาก

 ติดอะไรแล้วนี้เลิกได้ยาก เวลาอยากแล้วนี้ใจมันสั่น

แต่ถ้ามาฝึกสมาธิได้ ใจสงบแล้ว

 เวลาไปเลิกอะไรนี้ใจจะไม่สั่น จะรู้สึกเฉยๆ

 แต่รู้ว่ามันอยากอยู่ เพียงแต่ว่า ถ้าเรามีปัญญา

เราก็บอกว่า ต่อไปนี้ไม่ทำแล้วทำตามความอยาก

 พอเราไม่ทำตามความอยากอีกต่อไป

 ความอยากมันก็จะไม่กลับมารบกวนใจเราอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 สิงหาคม 2560
Last Update : 31 สิงหาคม 2560 10:00:06 น.
Counter : 330 Pageviews.

0 comment
<<< "ถ้ามีธรรม" >>>











"ถ้ามีธรรม"

มีธรรมเท่านั้นที่จะทำให้ใจหลุดพ้น

จากอำนาจของกิเลสตัณหาและความทุกข์

 อยู่ที่ไหนจะมีแต่ความสุข จะยากดีมีจนไม่สำคัญ

 เพราะไม่ใช่เหตุของความสุขทุกข์ภายในใจ

เหตุคือธรรมกับกิเลส

ถ้ามีธรรมไม่มีกิเลสก็จะมีแต่ความสุข

 ถ้ามีกิเลสไม่มีธรรมก็จะมีแต่ความทุกข์

 ไม่ได้อยู่ที่ร่ำรวยหรือยากจน

ไม่ได้อยู่ที่มีตำแหน่งสูงหรือไม่สูง

 ไม่ได้อยู่ที่การยกย่องสรรเสริญ

หรือตำหนิติเตียนนินทา

 ไม่ได้อยู่ที่รูปเสียงกลิ่นรส

แต่อยู่ที่ธรรมกับกิเลสเท่านั้น

ถ้ามีธรรมใจก็จะสงบมีความสุข

จะอิ่มจะพออยู่ตลอดเวลา ไม่อยากจะได้อะไร

ไม่อยากจะมีอะไร ไม่อยากจะเป็นอะไร

 อยู่เฉยๆดีที่สุด สบายที่สุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๔









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 สิงหาคม 2560
Last Update : 27 สิงหาคม 2560 6:24:37 น.
Counter : 505 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ