Group Blog
All Blog
<<< “อยู่ที่สติเป็นหลัก” >>>










“อยู่ที่สติเป็นหลัก”

คนที่จะก้าวหน้าในธรรมนี้ อยู่ที่สติเป็นหลัก

ใครมีสติแล้วนี้ จะหลุดพ้นได้อย่างง่ายและรวดเร็ว

แต่ถ้าไม่มีสตินี้ จะไม่มีวันที่จะหลุดพ้นได้เลย

ดังนั้นผู้ปฏิบัติจึงจำเป็น

จะต้องหมั่นเจริญสติอยู่เรื่อยๆ

 ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนจะทำอะไร

อย่ามาเจริญสติเฉพาะเวลาที่นั่งสมาธิ

 เพราะถ้าทำอย่างนั้นจะไม่มีกำลัง

ที่จะหยุดความคิดปรุงเเต่งได้

ต้องหยุดความคิดปรุงเเต่งก่อนที่จะมานั่ง

 หรือทำให้ความคิดปรุงเเต่งนี้เบาบางลงไป

 เมื่อเบาบางลงไป เวลามานั่งก็จะไม่ฟุ้ง

แล้วถ้ามีใจจดจ่ออยู่กับคำบริกรรมอย่างต่อเนื่อง

ก็จะเข้าสู่ความสงบได้

 เวลาบริกรรมก็อย่าไปคาดคะเน

ว่าเมื่อไหร่จะสงบ อย่าไปสนใจกับอนาคต

 ให้อยู่กับปัจจุบันคือคำบริกรรม

ถ้าไปกังวลหรือไปคาดว่า เมื่อไหร่จะสงบ

จิตก็ไปอนาคตแล้ว ถ้าจิตไปอนาคตแล้วจะไม่มีสติ

จิตต้องอยู่ปัจจุบัน เขาเรียกว่า ปัจจุบันธรรม

สติคือปัจจุบันธรรม ต้องดึงจิตให้อยู่ในปัจจุบัน

 ต้องดึงจิตไม่ให้คิดถึงเรื่องราวต่างๆ

 ที่ผ่านมาแล้วในอดีต

 ไม่คิดถึงเรื่องราวที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต

 ให้อยู่กับปัจจุบันอยู่กับคำบริกรรม พุทโธๆ ไปเรื่อยๆ

 แล้วเดี๋ยวจิตก็จะรวมเข้าสู่ความสงบ

 ความสงบนี้ก็มีอยู่ ๒ รูปแบบ

 ที่ท่านเรียกว่า อัปปนา กับอุปจาระ

อัปปนาคือจิตรวมเข้าสู่ความสงบแล้วก็นิ่งมีอุเบกขา

มีความว่างเป็นอารมณ์ แต่สำหรับผู้ที่มีอุปจารสมาธิ

 ท่านแสดงไว้ว่า เมื่อจิตรวมลงแล้ว

จิตก็จะถอนออกมาเพื่อมารับรู้เรื่องราวต่างๆ

 รับรู้นิมิตต่างๆ รับรู้อภิญญาต่างๆ

อภิญญาคือความสามารถพิเศษต่างๆ

อ่านวาระจิตของผู้อื่น ระลึกชาติได้

เหาะเหินเดินอากาศได้ อันนี้อยู่ในอุปจารสมาธิ

แต่อุปจารสมาธินี้ไม่เป็นประโยชน์

ต่อการเจริญวิปัสสนา

 เพราะผู้ที่อยู่ในอุปจารสมาธินี้จะไม่มีอุเบกขา

 ใจยังมีความโลภ ความอยากอยู่

 เวลาเห็นนิมิตอะไรก็เกิดความอยาก

หรือเกิดความกลัวขึ้นมา ถ้าเห็นนิมิตที่น่าดู

ก็อยากให้อยู่ไปนานๆ ถ้าเห็นนิมิตที่น่ากลัว

ก็อยากจะให้มันหายไป 

ดังนั้นผู้ที่ปฏิบัติต้องระมัดระวัง

ถ้ามีจริตทางด้านอุปจารสมาธิ ซึ่งมีไม่มาก

 ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า

มีประมาณร้อยละ ๕ เท่านั้นเอง

ที่จะเป็นจิตแบบผาดโผน ก็คือจิตไม่นิ่งไม่สงบ

ถ้าเป็นแบบนี้ท่านบอกให้ใช้สติ

ดึงกลับเข้าไปในความสงบ

 อย่าตามรู้เรื่องราวต่างๆที่มาปรากฏให้รับรู้

เพราะจะเสียเวลาแล้วจะไม่ได้กำลัง

จะไม่ได้อุเบกขาที่จะต้องเอาไปใช้

ในการต่อสู้กับกิเลสตัณหา 

ผู้ที่ต้องการเจริญทางวิปัสสนานี้

ต้องดึงจิตเข้าไปสู่ความสงบ ที่เรียกว่าอัปปนาสมาธิ

 คือสักแต่ว่ารู้ แล้วก็ไม่มีอะไรให้รับรู้ มีแต่อุเบกขา

มีแต่ความว่าง สมาธิแบบนี้แหละเป็นประโยชน์

 เพราะว่า จะทำให้จิตใจมีกำลัง

 เพราะว่าเวลาอยู่ในสมาธิแบบนี้

จิตสามารถที่จะกดตัณหาต่างๆ

ไม่ให้ออกมาทำงานได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๘







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 01 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2560 12:23:21 น.
Counter : 159 Pageviews.

0 comment
<<< พระรัตนตรัย >>>









“พระรัตนตรัย”

พวกเราชาวพุทธเป็นพวกที่มีโชคมีวาสนามาก

ที่ได้มาเกิดมาพบกับพระพุทธศาสนา

เพราะพระพุทธศาสนามีที่พึ่งที่ดีที่สุด

ที่เลิศที่สุดที่ประเสริฐที่สุด ที่มีคุณค่า

มีความสามารถในการปกป้อง

รักษาจิตใจของพวกเรา

ได้มากยิ่งกว่าสิ่งต่างๆ ทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้

 สิ่งต่างๆ ทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้

 ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม จะวิเศษขนาดไหนก็ตาม

ก็ไม่สามารถทำหน้าที่

ปกป้องรักษาจิตใจของพวกเรา

ให้พ้นจากความทุกข์ต่างๆ ได้

มีแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

คือพระรัตนตรัยเท่านั้นที่จะปกป้องรักษา

คุ้มครองจิตใจของเราไม่ให้ทุกข์กับภัยต่างๆ

ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา ใจของพวกเรานี้

จะต้องมีแต่ความทุกข์ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด

แต่พอมีพระพุทธศาสนาแล้ว

 มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว

 ใจของเราก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้

ดังนั้นขอให้พวกเราจงเห็นคุณค่าของพระรัตนตรัย

 คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 ยิ่งกว่าสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้

เพราะสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้

เป็นที่พึ่งได้เพียงชั่วคราวทางร่างกาย

 แต่ทางจิตใจนี้เป็นที่พึ่งไม่ได้เลย

 ต่อให้มีความร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีระดับไหนก็ตาม

 ก็ยังต้องมีความทุกข์ใจอยู่

ต่อให้เป็นพระราชามหากษัตริย์

 เป็นประธานาธิบดี เป็นนายกรัฐมนตรี

ก็ยังจะต้องมีความทุกข์ใจอยู่

 เพราะการเป็นมหาเศรษฐี เป็นประธานาธิบดี

เป็นพระราชามหากษัตริย์นี้

ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองรักษาใจ

ไม่ให้พบกับความทุกข์ได้

ทำได้เพียงแต่รักษาร่างกาย

ให้อยู่อย่างสุขสบายเท่านั้น

 แต่ใจนี้เป็นเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐี

หรือคนยากคนจน ไม่ว่าจะเป็นพระราชามหากษัตริย์

หรือคนธรรมดาสามัญ ก็ยังตกอยู่ในความทุกข์ต่างๆ

 ที่มากระทบกับจิตใจ

แต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้เท่านั้น

 ที่จะสามารถทำให้จิตใจนี้ไม่ทุกข์กับอะไรเลย

 ไม่ทุกข์กับภัยต่างๆ ไม่ทุกข์กับความเกิดแก่เจ็บตาย

ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะมายับยั้งความทุกข์

ที่เกิดจากการเกิดแก่เจ็บตายได้

ไม่มีอะไรที่จะมาป้องกันภัยให้จิตใจ

ไม่ไปประสบกับภัยต่างๆ ภัยของใจคืออะไร

ภัยของใจก็คืออบาย ๔ สถาน

 คือการต้องไปเกิดในอบาย ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน

 เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นนรก

นี่คือภัยของใจของพวกเราทุกๆ คน

ถ้าเราไม่มี “พระรัตนตรัย” มาปกป้องคุ้มครอง

ป้องกันภัยต่างๆ เหล่านี้ ใจของพวกเราไม่ช้าก็เร็ว

ก็จะต้องไปพบกับภัยเหล่านี้ มากหรือน้อยเท่านั้นเอง

 และภัยที่เกิดจากความแก่ความเจ็บความตาย

 ก็เป็นภัยที่ไม่มีอะไรที่จะสามารถคุ้มครองป้องกัน

ให้กับจิตใจของเราได้ นอกจากพระรัตนตรัย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๐

“คุณค่าของพระรัตนตรัย”







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 01 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2560 12:00:34 น.
Counter : 199 Pageviews.

0 comment
<<< ความสุขอยู่ที่อยู่เฉยๆ” >>>









ความสุขอยู่ที่อยู่เฉยๆ”

ปฏิบัตินี้มันไม่ได้ปฏิบัติเพื่อให้มันไปถึงไหน

ปฏิบัติให้มันไม่ไปไหน ให้มันอยู่เฉยๆ

 หยุด หยุดใจ หยุดความคิด หยุดกิเลส

 ถ้าใจหยุดคิด กิเลสก็ทำงานไม่ได้

วิธีฆ่ากิเลสก็มีสองวิธี วิธีแรกก็คือหยุดความคิด

 วิธีที่สองก็ให้คิดไปในทางที่ทำให้กิเลสตาย

ตอนต้นเราหัดหยุดคิดก่อน พอเราหยุดคิดเป็นแล้ว

 วิธีที่สองก็คิดไปในทางที่ทำให้กิเลสมันตาย

 เวลากิเลสอยากจะไปไหน ก็บอกว่าไปทำไม

ไปแล้วได้อะไร ไปแล้วไม่ต้องกลับก็ไป

 ไปแล้วถ้าต้องกลับ ไปทำไม

ลองคิดอย่างนี้ดูว่าไปแล้วก็เท่านั้นแหละ

ไปแล้วก็กลับแล้วก็ไป ไปแล้วก็กลับอยู่นั่นแหละ

เหมือนลูกปิงปอง ไปๆ มาๆ แล้วได้อะไร

จากการไปการมา ก็ไม่ได้อะไร เหมือนเดิม

 สู้อย่าไปดีกว่า สู้อยู่เฉยๆ ดีกว่า

ความสุขอยู่ที่อยู่เฉยๆ ไม่ได้อยู่ที่อยากจะไป

หรืออยากจะมา หรืออยากจะได้หรือไม่อยากจะได้

 ความสุขอยู่ที่เฉยๆ เพราะได้อะไรมา

เดี๋ยวมันก็ต้องจากกันอยู่ดี

ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนหรือถาวร

 ทุกอย่างเป็นของชั่วคราวให้คิดอย่างนี้

 แล้วมันก็จะไม่อยากได้อะไร ไม่อยากไปไหน

 นี่เราตั้งแต่เกิดมาไปไหนมาไหนแล้วได้อะไรบ้าง

ทางด้านจิตใจ อย่างอื่นอาจจะได้

อาจจะได้ข้าวของเงินทอง ไปโน่นมานี่

 ไปหาเงินไปทำงานไปอะไร

 ก็ได้แต่ข้าวของเงินทองเท่านั้นแหละ

 แต่ใจไม่เคยได้ความสุขเลย ใจไม่เคยมีความสุข

ไม่เคยได้ความพอเลย ถ้ามีความพอแล้วสบาย

ได้กันมาเท่าไรก็ไม่เคยเจอคำว่าพอใช่ไหม

 สิ่งที่ใจต้องการก็คือความพอ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๖๐







ขอบตุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 01 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2560 11:46:40 น.
Counter : 174 Pageviews.

0 comment
<<< "ใช้เวลามาทำลายความอยาก" >>>










"ใช้เวลามาทำลายความอยาก"

ดังนั้นถ้าเราอยากจะต้องการ

ทำความอยากอย่างแท้จริง

 ถึงเวลารับประทานอาหาร

 ถ้าเป็นร้านอาหารก็เอาอะไรมาก็ได้

 เด็กเข้ามาถามพี่จะกินอะไร

เอาอะไรมาก็ได้ ๒-๓ อย่างพอจัดมาเลย

 อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าตัดปัญหาเรื่องของความอยากไป

 แล้วพอกินเสร็จแล้ววันนั้นก็หมดแล้วเรื่องกิน

 เรื่องของที่จะเข้าทางปาก

ของเคี้ยวของขบของฉันนี้ไม่เอาแล้ว

 ยกเว้นน้ำที่จะต้องคอยดื่ม น้ำก็ควรจะเป็นน้ำเปล่า

 เพราะมีอะไรเข้าไปเดี๋ยวมันก็เป็นรูปเสียงกลิ่นรสอีก

 มันก็เป็นกามตัณหาขึ้นมาอีก

 แต่ถ้ามีคนเขาเอามาให้เป็นกรณีพิเศษไป

ไม่ได้เป็นกรณีประจำ วันดีคืนดีมีคนมาเยี่ยม

 หิ้วกาแฟมาให้สักถ้วยหนึ่ง ก็ดื่มไปก็ได้

อย่างนี้จะไม่เป็นปัญหา แต่อย่าไปสั่งเขา

พี่มาบ่อยๆ อย่าลืมเอากาแฟมานะ

ถ้าอย่างนี้ก็เป็นความอยากอยู่

คือให้ของมันมาเอง อย่าให้มันมาตามใจเราคิด

 ถ้าเราคิดถึงมันนี้แสดงว่าใจเราอยากแล้ว

 แต่ถ้ามันมาโดย ที่ไม่ได้คิดถึงมัน

 คิดว่าเป็นบุญปากของเราไปวันนั้น เขาให้มาก็ดื่ม

 แต่ก็ต้องระวังถ้าครั้งหน้าเขามาแล้วไม่ได้หิ้วอะไรมา

 แล้วใจรู้สึกหดหู่ก็แสดงว่า ครั้งที่แล้วมันยังอยากอยู่

ถ้ามันไม่อยากแล้วมันจะรู้สึกเฉยๆ

 ถ้าจะให้ดีก็คือไม่อยากมันเลย

 ถึงแม้เคยชอบเคยอะไรมันมา

พอเขาหิ้วมาให้กินก็ไม่เอา ไม่เอาแล้วเบื่อ เข็ด

 กินแล้วเดี๋ยวกลัวจะติดมันอีก อย่างนี้จะดีกว่า 

นี่ก็คือเรื่องของการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์

กับชีวิตจิตใจของเรา คือใช้เวลามาทำลาย

ความอยากต่างๆ ที่มีอยู่ภายในใจของเราให้หมดไป

อย่าใช้เวลากับการไปสร้างลาภยศสรรเสริญ

 สร้างความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ที่จะต้องถูกเวลากลืนกินไปหมดในเวลาต่อไป

เรามาสร้างสิ่งที่เวลาไม่สามารถแตะต้องได้ดีกว่า

มาสร้างมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ กัน

 ด้วยการทำทาน ด้วยการรักษาศีล

 ด้วยการภาวนากันอย่างต่อเนื่อง

 ทำให้มันมากขึ้นไปเรื่อยๆ

 จนให้มันเต็ม ๑๐๐ ทุกขั้นตอน

ทานก็เต็ม ๑๐๐ ศีลก็เต็ม ๑๐๐ ภาวนาก็เต็ม ๑๐๐

 แล้วมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

ก็จะเต็ม ๑๐๐ เช่นเดียวกัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 01 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2560 11:15:55 น.
Counter : 171 Pageviews.

0 comment
<<< "หมั่นฟังเทศน์ฟังธรรมกันอยู่เรื่อยๆ" >>>









"หมั่นฟังเทศน์ฟังธรรมกันอยู่เรื่อยๆ"

เราสามารถที่จะฟังเทศน์ฟังธรรม

ศึกษาธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ตลอดเวลา

 ถ้าเราได้ศึกษาบ่อยๆ ศึกษามากๆ

 เราก็จะได้เข้าถึงเรื่องของบุญต่างๆ

ที่เราจะต้องบำเพ็ญกันที่เราจะต้องปฏิบัติกัน

 ถ้าเราไม่ศึกษา นานๆ ฟังสักครั้งหนึ่ง

อ่านสักครั้งหนึ่งแล้วเราก็ไปทำภารกิจอื่นๆ ต่อ

เดี๋ยวสิ่งที่เราได้ศึกษาได้ยินได้ฟัง

มันก็จะจางหายไปลืมไปได้

 ดังนั้นถ้าเรามีหนังสือธรรมะดีๆ

ของพระพุทธเจ้าก็ดี

 ของพระสาวกทั้งหลาย ของครูบาอาจารย์

ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย

ก็ขอให้เราหมั่นอ่านกัน

 อ่านฟังกัน ถ้าเป็นแผ่นซีดีถ้าเป็นเสียงก็หมั่นฟังกัน

 ถ้าเป็นหนังสือก็หมั่นอ่านกัน เพราะอ่านแล้ว

เราก็จะได้รู้ว่าเราต้องทำบุญอะไรบ้างนั่นเอง

 การฟังเทศน์ฟังธรรมนี้

จึงถือว่าเป็นบุญที่สำคัญที่สุด

ในบรรดาบุญทั้งหลาย เพราะจะเป็นจุดเริ่มต้น

ของการไปทำบุญต่างๆ ได้

 เหมือนกับการเดินทางนี้

เราต้องมีแผนที่ เราต้องดูแผนที่กัน

 ต้องรู้ทางว่าเราจะไปทิศทางไหนกัน

ถ้าเราไม่รู้ทางแล้วเราออกเดินทาง

เดี๋ยวก็ไปผิดทางได้หลงทางได้

แทนที่จะไปสวรรค์กลับไปอบาย

แทนที่จะไปนิพพาน

กลับไปเวียนว่ายตายเกิดกันได้

 การฟังธรรมนี้จึงมีคุณมีประโยชน์มาก

เป็นมงคลอย่างยิ่งแก่ชีวิต

การที่เราจะได้ประโยชน์จากการฟังเทศน์ฟังธรรม

เราต้องฟังด้วยสติ ฟังด้วยกายวาจาใจที่สงบ

 บางท่านคิดว่าเปิดธรรมะไปฟังไป

แล้วก็ทำอะไรควบคู่ไปด้วย

 ถ้าถามว่าเป็นประโยชน์ไหม ก็ตอบว่าเป็น

แต่ว่าจะไม่ได้เต็มร้อย เพราะอะไร

เพราะว่าใจนี้ไม่ได้อยู่กับการฟังธรรมตลอดเวลา

 เพราะกำลังทำอะไรอย่างอื่นด้วย

ใจก็ต้องแบ่งไปอย่างละครึ่ง

ฟังธรรมไปครึ่งหนึ่งกลับไปกลับมา

ฟังธรรมปั๊บแล้วเดี๋ยวก็กลับมาดูงานที่กำลังทำอยู่

ทำกลับไปกลับมา ก็จะได้ธรรมเพียงครึ่งเดียว

และอาจจะเป็นธรรมที่ไม่ต่อเนื่อง

ทำให้ไม่ได้เกิดความเข้าอกเข้าใจ

เพราะเรื่องของธรรมนี้เป็นเรื่องของเหตุของผล

ที่จะต้องฟังอย่างต่อเนื่องว่าทำอะไรอย่างไร

 แล้วได้ผลอะไรอย่างไร ถ้าฟังแต่เหตุแล้ว

ไปทำอะไรระหว่างที่กำลังอธิบายเรื่องผล

 ก็จะไม่เข้าใจว่าทำไปแล้วจะได้อะไร

จากการกระทำเหล่านี้

 ทางที่ดีถ้าอยากจะฟังเทศน์ฟังธรรม

ควรจะฟังด้วยกายวาจาใจที่สงบ

กายก็คือนั่งเฉยๆ ไม่ต้องเคลื่อนไหว

ไม่ต้องทำอะไร วาจาก็ไม่ต้องคุยกันอย่าคุยกัน

 ใจก็อย่าไปคิดเรื่องอื่นให้คิดอยู่กับเรื่องธรรม

ที่กำลังมาสัมผัสที่หูพิจารณาตามถ้าพิจารณาได้

 ถ้าพิจารณาไม่ได้ก็ใช้เสียงทำกล่อมใจไป

 ก็จะได้ประโยชน์สองลักษณะด้วยกัน

ถ้าพิจารณาตามก็จะได้ปัญญา ได้สัมมาทิฏฐิ

ได้รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรดีอะไรชั่ว

อะไรเป็นเหตุทำให้เกิดความทุกข์

เกิดการเวียนว่ายตายเกิด

 อะไรเป็นเหตุที่ดับความทุกข์

ดับการเวียนว่ายตายเกิด อันนี้เรียกว่าปัญญา

สัมมาทิฏฐิ พอเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร

เราก็สามารถที่จะแยกแยะมันไป

อันไหนไม่ดีเราก็โยนทิ้งไป

 อันไหนดีเราก็เก็บไว้

อันไหนที่เราควรที่จะรักษาเราก็รักษา

 อันไหนที่เราควรจะเจริญเราก็เจริญ

 เมื่อเรารู้แล้วเราทำในสิ่งที่รู้ที่ถูกต้อง

ตามหลักความเป็นจริง พอทำแล้ว

เราก็จะได้ผลอย่างที่เราต้องการ

ผลก็คือให้ใจของเรานี้เย็นสบาย

ไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อนไปกับเหตุการณ์ต่างๆ

 ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับเราโดยตรง

หรือไม่เกี่ยวกับเราโดยตรง

 เช่นร่างกายของคนอื่น

คนที่เรารักเราเป็นห่วงเป็นใย

 เวลาเขาเป็นอะไรก็ทำให้เราไม่สบายใจได้

หรือร่างกายของเราเองที่มันก็จะเริ่ม

มีวันเป็นไปในไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย

แล้วมันก็จะต้องตายไปในที่สุด

ถ้าเรามีบุญที่เกิดจากการฟังเทศน์ฟังธรรม

เราจะรู้จักวิธีที่จะปฏิบัติกับเหตุการณ์ต่างๆ

 ดังนั้นเราควรที่จะหมั่นฟังเทศน์

ฟังธรรมกันอยู่เรื่อยๆ

 อย่าเกียจคร้าน ให้เห็นการฟังเทศน์ฟังธรรมนี้

เป็นเหมือนการได้เฝ้าพระพุทธเจ้า

ได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเลย

 เพราะธรรมทั้งหมดนี้

ก็มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า

และได้รับการบันทึกจดจำกันมา

 แล้วก็นำเอามาถ่ายทอด

ให้พวกเราได้ยินได้ฟังกัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๐

"บุญ"







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 01 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2560 11:02:22 น.
Counter : 208 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ