Group Blog
All Blog
<<< "วิธีดูพระแท้พระเทียม" >>>








"วิธีดูพระแท้พระเทียม"

ปัญหาต่างๆเรื่องราวต่างๆที่เราได้ยินได้ฟังกันนี้

 ก็เกิดจากความอยากทั้งนั้น

ที่เป็นข่าวหน้าหนึ่งทุกวันนี้

ก็มาจากความอยากทั้งนั้น

 ความอยากเสพกามจึงเป็นปัญหาขึ้นมา

 อยากเสพ รูป เสียง กลิ่น รส

 อยากนั่งรถเบนซ์นี่ก็เป็นความอยากเสพกามนะ

 อยากจะนั่งเครื่องบินส่วนตัวนี้

ก็เป็นความอยากเสพกาม

ความอยากจะใส่แว่นตาหรูๆ ใช้กระเป๋าหรูๆ

ใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ

 อันนี้เป็นเรื่องของการเสพกามทั้งนั้น

นักบวชต้องไม่เสพกาม

นักบวชต้องมักน้อยสันโดษ สมถะเรียบง่าย

 ดูครูบาอาจารย์ท่านซิ ใส่แว่นตาหรูๆใช้กระเป๋าหรูๆ

 นั่งเครื่องบินส่วนตัวหรือเปล่า

 พระพุทธเจ้ามีราชรถนำขบวนหรือเปล่า

 พระพุทธเจ้าเวลาจาริกไปไหน

ไปโปรดสัตว์โลกนี้ท่านเดินไป ท่านเดินภาวนาไป

 นี่แหละคือแบบฉบับ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ

 ชาวพุทธเราไม่มอง มองไม่เห็นกัน

พอมาเจอพวกห่มเหลือง

ที่กลายเป็นผู้เหาะเหินเดินอากาศได้ก็ตื่นเต้นตกใจ

มีเงินมีทองเท่าไหร่ก็ประเคนไปให้หมดเลย

 เพราะหวังจะร่ำจะรวยจากการทำบุญ

 กับพระผู้วิเศษ เหาะเหินเดินอากาศได้

แล้วท่านก็เอาไปเสพกามอย่างสบาย

พอเป็นข่าวโผล่ขึ้นมาก็ตกใจกัน

 ก็เราเป็นคนส่งเสริมท่านเอง เอาเงินไปให้ท่านเอง

 เพราะหลงคิดว่าท่านเป็นผู้วิเศษ

ผู้วิเศษต้องแบบพระพุทธเจ้า

 แบบครูบาอาจารย์ทั้งหลาย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

 ที่ท่านเป็นพ่อแม่ของพระครูบาอาจารย์

พระป่ากรรมฐาน ในสมัยปัจจุบันนี้ ท่านอยู่อย่างไร

ท่านมีรถเก๋งมีรถเบนซ์หรือเปล่า ถ้าอ่านประวัตินี้

 ตอนที่ท่านอยู่เชียงใหม่ นิมนต์อาราธนาท่าน

ลงมาจากเชียงใหม่มาโปรดญาติโยมที่อีสาน

 ท่านก็นั่งรถไฟมา ท่านเดินทางแบบชาวบ้าน

ชาวบ้านเขาเดินทางกันอย่างไร

ก็เดินทางแบบชาวบ้าน

 เวลาที่ท่านจะไปละสังขารหรือไปตายที่สกลนคร

เขาก็ต้องแบกท่านไป ไม่มีรถ ไม่มีอะไร

 ไม่มีเครื่องบิน ท่านไม่ให้ความสำคัญกับร่างกาย

 ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเสพกาม

 เพราะท่านรู้ว่าการเสพกามนี้มันเป็นบ่วง

ที่จะรัดสัตว์โลกให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ

 แห่งการเวียนว่ายตายเกิดในกามภพนี้เอง

ผู้ที่เสพกามนี้ก็จะต้องกลับมาเกิดในกามภพ

กามภพ คือภพของใคร ก็ภพของเทวดาลงมา

 เทวดา มนุษย์ เดรัจฉาน เปรต นรก นี้

เป็นผู้ที่เสพกามทั้งนั้น ผู้ที่เป็นเปรต เป็นเดรัจฉาน

 เป็นนรก เพราะเสพกามด้วยการทำบาป

เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดประเวณี

 โกหกหลอกลวง เสพอบายมุขต่างๆ

พวกนี้ก็ต้องเกิดเป็นเดรัจฉานเป็นเปรตไปตกนรก

 ผู้ที่เสพกามด้วยการรักษาศีลได้ ก็จะไปสวรรค์

 เป็นเทพ เป็นมนุษย์ นี่เรียกว่าเป็นผู้เสพกาม

 ผู้ที่ไม่เสพกามก็จะไปเป็นพรหม

 คือผู้ที่ถือศีล ๘ ได้ผู้ที่เข้าฌาณได้

ทำจิตใจให้สงบได้

หาความสุขจากการทำใจให้สงบ

 พวกนี้ก็จะไปเกิดเป็นพรหมกัน

 พวกนี้ไม่เสพกาม นักบวช ต้องไม่เสพกาม

ถ้าเป็นนักบวชแล้วเสพกามนี้

มันไม่ใช่นักบวชแล้ว เป็นนักเบียด

ต้องบอกว่าเบียดก่อนบวชหรือบวชก่อนเบียด

 นี่ทั้งบวชทั้งเบียดไปด้วยกัน บวชด้วยเบียดด้วย

 ธรรมเนียมคนไทยก็คือต้องบวชก่อนเบียดใช่ไหม

 อายุครบยี่สิบก็บวช

 บวชแล้วก็ค่อยไปแต่งงานแต่งการ

 แต่สมัยนี้บวชแล้วก็เบียดไปพร้อมๆกันเลย

 เพราะไม่มีใครควบคุมดูแลพระเณร

 เพราะญาติโยมไม่รู้วิธีการปฏิบัติ

ของพระเณรที่ถูกต้อง ว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร

 กลับถูกพระเณรหลอกให้สนับสนุน

เรื่องการเสพกามโดยไม่รู้สึกตัว

 ออกไปข้างนอกจีวรปลิวว่อนไปหมดนี่

 เรียกว่าไปเสพกาม

นักบวชที่แท้จริงต้องไปเข้าป่า

 ต้องสำรวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่ไปหมด

ที่ไหนญาติโยมไปพี่เหลืองคือพระเราก็ไปกันหมด

 มีถ่ายรูปมาด่ากันในหนังสือพิมพ์ก็ไม่เดือดร้อน

 ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร

เพราะว่าไม่มีใครรู้เรื่องของพระ

ว่าวิถีชีวิตของพระเป็นอย่างไรกัน

 ก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วเดี๋ยวนี้

 พระออกไปข้างนอกวัดนี้เป็นเรื่องธรรมดา

 ไปช้อปปิ้งที่โน่นที่นี่เป็นเรื่องธรรมดาไปหมดแล้ว

 ไม่ใช่เป็นเรื่องตื่นตระหนก

เมื่อก่อนนี้เป็นเรื่องตื่นตระหนกนะ

มีพระไปโผล่ตามสถานอโคจรต่างๆ

 แม้แต่กิจนิมนต์พระเคร่งๆพระที่ท่านเข้มข้น

ท่านก็ไม่รับเห็นไหม

หลวงตามหาบัว ท่านไม่ให้พระรับกิจนิมนต์

 ก็เพราะท่านไม่อยากให้ออกไปข้างนอก

 ไม่ให้ออกไปเสพกามนั่นเอง

 ออกไปข้างนอกมันก็เห็นรูปฟังเสียง ได้กลิ่น

มันก็เห็นรูปเสียงของฆราวาสญาติโยม

 เดี๋ยวมันก็เกิดกามอารมณ์ขึ้นมา

กลับมาวัด ใจกว่าจะทำให้สงบได้ก็อีกหลายวัน

 เห็นรูปนั้นแล้วมันก็ยังติดตาติดใจอยู่อย่างนั้น

 ท่านจึงไม่ให้พระรับกิจนิมนต์

 เพราะว่ามันได้ไม่คุ้มเสีย

พระออกจากวัดไปโปรดญาติโยมนิดเดียว

 แต่ตัวเองกลับมานี้แทบจะตายเอา แทบจะต้องสึก

บางทีกลับมาอารมณ์วุ่นมากๆ

กว่าจะทำใจให้สงบได้

 นี่พระเณรที่ยังไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์นี้

ถ้าออกไปข้างนอกนี่รับรองได้

ไม่สึกก็อยู่แบบไม่เป็นพระ

ไม่สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย

 ไม่สำรวมกาย วาจา ใจ

 ใจมันก็จะสงบไม่ได้ เมื่อไม่สงบ

มันก็จะมีความอยาก ความโลภ

ถ้าชาวพุทธเรารู้หน้าที่ของพระ

 เวลาพระทำอะไรไม่ถูก เราก็ต้องไม่สนับสนุน

 นี่เราไม่รู้กัน เรากลัวบาปกันไปหมด

ท่านพูดอะไรก็เชื่อไปหมด ดีไปหมด

เพราะเข้าใจว่าพระโกหกไม่ได้ใช่ไหม

บอกว่าระลึกชาติได้ก็ต้องเชื่อ

 บอกว่าตัดกรรมได้ก็ต้องเชื่อ

 บอกว่าไปเที่ยวสวรรค์ ไปเที่ยวนรกมาก็ต้องเชื่อ

 แล้วใครไปพิสูจน์ได้ว่านั่นพูดจริงหรือพูดไม่จริง

 ของบางอย่างถึงแม้จะเป็นความจริงก็ไม่กล้าพูด

คนที่รู้จริงเห็นจริงเขาไม่กล้าพูดหรอก

 ถ้าคนเชื่อก็ดีไป แต่คนไม่เชื่อก็อาจจะ

มากล่าวหาได้ว่าอุตริหรือเปล่า

 หรือว่าถ้าพูดไปแล้วไม่เกิดประโยชน์

 เรื่องของเดรัจฉานวิชาต่างๆนี้พูดไปแล้ว

มันไม่เกิดประโยชน์กับคนฟัง

ทำให้คนฟังเกิดความลุ่มหลงขึ้นมา ก็ไม่ควรพูด

ควรจะพูดในเรื่องที่ทำให้เขาหูตาสว่าง

พูดเรื่องไตรลักษณ์ พูดเรื่องอริยสัจ ๔

ถ้าจะเห็นก็ให้เห็นไตรลักษณ์ เห็นอริยสัจ ๔

 แล้วจะพูดก็พูดได้เต็มปาก ไม่เป็นปัญหา

ไม่เป็นโทษกับใคร แต่ถ้าพูดเรื่องเดรัจฉานวิชา

 พูดเรื่องระลึกชาติได้

 หรือพูดเรื่องชาติก่อนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

 ชาตินี้เลยต้องมาเป็นหลวงปู่ นี่มันไม่รู้พูดไปทำไม

 พูดเพื่อสร้างยกตนเอง เพื่อให้มีความสำคัญ

ให้น่าเลื่อมใสศรัทธา

 คนที่จะเลื่อมใสศรัทธาคนแบบนี้

ก็คือคนตาบอดเท่านั้นละ คนที่ไม่รู้ธรรม

 คนที่รู้ธรรมเขาไม่เลื่อมใสศรัทธา

กับเรื่องแบบนี้หรอก ชาวพุทธเราต้องฉลาด

ต้องศึกษา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ให้รู้ว่าพระแท้จริงเป็นอย่างไร

พระปลอมเป็นอย่างไร

พระแท้ท่านอยู่อย่างไร ท่านปฏิบัติอย่างไร

ไม่มีใครศึกษาสนใจกัน เป็นชาวพุทธแท้ๆ

แต่สู้คนที่ไม่ใช่เป็นชาวพุทธไม่ได้

 พวกชาวต่างประเทศนี้เขาศึกษาถึงแก่นเลย

 เวลาเขาเข้าหาศาสนานี้

เขาเข้าไปในพระไตรปิฎกเลย

 ศึกษาพระพุทธประวัติ ศึกษาพระธรรมคำสอน

 เขาจึงไม่หลงกัน เขามาเมืองไทยนี้เขามาบวช

 เขาไม่ได้มาเพื่อจะมาหาลาภสักการะต่างๆ

พวกเราเป็นเหมือนไก่ได้พลอย

มีของดีกลับเขี่ยทิ้งไป ชอบแต่ของไม่ดีกัน

 ชอบตัวหนอนตัวไส้เดือน ชอบอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์

 ชอบวัตถุมงคล ชอบเสกชอบเป่า ชอบฟังพระสวด

พระสวดแล้วรู้สึกโอ้โห มีความสุขเหลือเกิน

 ได้บุญมาก แต่ไม่รู้ว่าสวดอะไร

ไม่เข้าใจความหมายเลย

การสวดก็คือสวดพระธรรมคำสอนเป็นการสั่งสอน

 เพียงแต่ว่าไปสอนภาษาบาลี ไม่สอนภาษาไทย

คนฟังก็เลยไม่เข้าใจ เลยไม่ได้ปัญญา

 ถ้าตั้งใจฟังก็อาจจะได้สมาธิ คือเวลาฟังพระสวด

แล้วตัวเองไม่ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

ใจจดจ่ออยู่กับการฟัง ก็จะได้อานิสงส์

ทำให้ใจสงบได้ แต่จะไม่ได้ปัญญา

 จะไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนให้เราปฏิบัติอะไรกัน

สอนให้เราร่ำรวยหรือสอนให้เรายากจน

ถ้าปฏิบัติถ้าศึกษาแล้ว จะรู้ว่าท่านสอนให้เรายากจน

 เพราะความรวยนี้เป็นทุกข์

ความรวยดับความทุกข์ไม่ได้

 ความร่ำรวยจะเป็นตัวสร้างความทุกข์ให้เกิดมากขึ้น

 เพราะรวยแล้วก็ไม่อยากจะจน กลัวความจน

 ความกลัวความจนนี้คือความทุกข์

แต่พวกเราทุกคน ในที่สุดก็ต้องจนกันหมด

เวลาตายไปก็ไม่มีสมบัติเหลืออยู่เลยแม้แต่บาทเดียว

 เวลาจะตายนี้จะทุกข์มากคนที่กลัวความจน

 ความตายมันยังไม่ค่อยกลัว

กลัวที่จะต้องจากทรัพย์สมบัติ

จากสิ่งต่างๆไปมากกว่า

 คนที่ไม่มีอะไรเลยเวลาจะจากโลกนี้ไป

 เวลาจะตายเขาไม่ค่อยเดือดร้อน

 อย่างขอทานนี้เวลาเขาตายนี้

เขาไม่มีอะไรต้องเสียใจเสียดาย

 เขากลับดีใจว่าจะได้หมดทุกข์เสียที

 อยู่มาก็ทุกข์ทรมานเหลือเกิน

ศาสนาพุทธสอนให้เราให้มีความสุขใจ

ให้รวยทางจิตใจ รวยด้วยทรัพย์ภายใน

 รวยด้วยทาน รวยด้วยศีล รวยด้วยภาวนา

รวยด้วยมรรคผล นิพพาน

 เพราะอันนี้แหละเป็นอริยทรัพย์

ที่จะให้ความสุขกับเราอย่างแท้จริง

 และจะเป็นอริยทรัพย์

ที่จะติดไปกับเราทุกภพทุกชาติ

ก็ขอให้เราศึกษาธรรมะกันให้มากๆ

 เราจะได้ไม่หลงทางกัน จะได้ไม่ถูกหลอก

นี่มันมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้ว

 พอจางหายไปสักสองสามปีก็โผล่ขึ้นมาใหม่

รายเก่าจางหายไป รายใหม่โผล่ขึ้นมาใหม่

ลองนับมาซิ เวลาโผล่ขึ้นมาใหม่ๆ ก็ตื่นเต้นกัน

 คิดว่ามีศาสดาองค์ใหม่มากันแล้ว

 แล้วเดี๋ยวก็เกิดเรื่องฉาวกันตามมา

 แล้วพอสงบตัวไปสักพัก ก็โผล่ขึ้นมาใหม่อีกแล้ว

ก็มาแนวเดิม มาแนวอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์

ชาวบ้านก็ชอบเพราะชาวบ้านไม่เคยศึกษาธรรมะกัน

ไม่รู้ว่าของที่วิเศษวิโสจริงๆนั้นเป็นอย่างไร

คิดว่าอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นี้เป็นของวิเศษ

ไม่ได้คิดว่าการดับกิเลส

ดับความทุกข์นี้เป็นของวิเศษกัน

 เวลาสอนให้ดับความทุกข์นี้ไม่ชอบกัน

 ไม่อยากให้รักษาศีลก็ไม่เอา

ให้ภาวนาให้นั่งสมาธินี้ไม่เอา ถอยหนีกันเลย

 ให้พิจารณาความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้

ยิ่งไม่เอาใหญ่เลย พอคิดคำว่าตายเท่านั้น ไม่เอาแล้ว

 ไม่มงคลแล้ว เพราะขาดการศึกษา

 เป็นพุทธก็พุทธแต่ชื่อ

พุทธในทะเบียนบ้าน ไม่ใช่พุทธแท้

พุทธแท้ ต้องรู้จักพระพุทธเจ้า

 ต้องรู้จักพระธรรมคำสอน ต้องรู้จักพระอรหันตสาวก

 นี่ไม่รู้กันเลย ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าวิเศษตรงไหน

 วิเศษอย่างไร คำสอนของพระพุทธเจ้าวิเศษอย่างไร

พระอรหันตสาวกท่านวิเศษอย่างไร

คนพวกนี้ไม่รู้จัก จะรู้จักแต่พระที่แจกวัตถุมงคลเท่านั้น

 ถ้าที่ไหนมีแจกวัตถุมงคลนี้ คนไปเป็นหมื่นเป็นแสน

 พอไปแจกธรรมะนี้หนีกระจายเลย

พอตั้งนะโมจะเทศน์สอนธรรมะเท่านั้น

ก็พากันลุกหนีกันหมดแล้ว.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................................

ธรรมะบนเขา ณ จุลศาลา

เขตปฏิบัติธรรมเขาชีโอน
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ชลบุรี
วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๖






ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าดอทคอม
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 มกราคม 2561
Last Update : 9 มกราคม 2561 11:49:18 น.
Counter : 265 Pageviews.

0 comment
<<< "เครื่องมือละตัณหาทั้ง ๓" >>>










“เครื่องมือละตัณหาทั้ง ๓”

มัชฌิมาปฏิปทา เป็นทางสายกลาง

ที่จะนำผู้ปฏิบัติผู้ที่เดินทางนี้ให้หลุดพ้น

จากความทุกข์ได้อย่างแท้จริงและถาวร

ผู้ที่ปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์

จึงต้องเดินไปในทางนี้ การจะเดินไปในทางนี้

ก็ต้องเจริญองค์ประกอบ ๘ องค์ด้วยกัน

ซึ่งมีดังต่อไปนี้ องค์ประกอบที่ ๑ เรียกว่า

 ต้องมีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบ

ความเห็นที่ถูกต้อง แล้วก็ต้องมีองค์ที่ ๒

 คือมีสัมมาสังกัปโป มีความดำริชอบ

 หรือ ความดำริที่ถูกต้อง ความดำริก็แปลว่าความคิด

 ความคิดที่ถูกต้อง แล้วก็ต้องมีข้อที่ ๓

คือมีสัมมากัมมันโต มีการกระทำที่ถูกต้อง

แล้วก็มีข้อที่ ๔ คือสัมมาวาจา มีวาจาที่ถูกต้อง

 แล้วก็ข้อที่ ๕ มีสัมมาอาชีโว มีอาชีพที่ถูกต้อง

 แล้วก็ต้องมีข้อที่ ๖ คือมีสัมมาวายาโม

 มีความเพียรพยายามที่ถูกต้อง

แล้วก็มีข้อที่ ๗ คือมีสัมมาสติ การละลึกรู้ที่ถูกต้อง

 แล้วต้องมีข้อที่ ๘ คือสัมมาสมาธิ

การตั้งมั่นที่ถูกต้องของจิต

 นี่คือองค์ประกอบของมรรค ๘

 ที่เป็นมัชฌิมาปฎิปทา

เป็นทางเดินสายกลางที่นำไปสู่

การหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

ดังนั้นผู้ที่ปรารถนาที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์

จึงต้องมีมรรคที่มีองค์ ๘ นี้ ต้องมีสัมมาทิฏฐิ

ข้อที่ ๑. อะไรคือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง

ความเห็นที่ถูกต้องที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ

ก็คือความทุกข์นี้ ความทุกข์ใจนี้เกิดขึ้นมา

เพราะว่ามีความแก่ ความเจ็บ มีการเกิด

 มีการแก่ มีการเจ็บ มีการตาย

 การเกิดแก่เจ็บตายนี่แหละคือความทุกข์ใจ

แล้วก็รู้ด้วยว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจ

ก็เพราะความอยาก เช่นอยากไม่แก่

 อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย

 หรืออยากจะหาความสุขทางร่างกาย

 หาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ

ผ่านทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ความอยากที่ทำให้มาเกิดมาทุกข์ก็คือกามตัณหา

 ความอยากได้กามคุณทั้ง ๕

ได้แก่รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

๒. ความอยากมีอยากเป็น เช่น อยากร่ำอยากรวย

 อยากเป็นใหญ่เป็นโต อยากได้ลาภยศสรรเสริญ

 อยากมีสุขภาพแข็งแรงมีอายุยืนยาวนาน

มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม อันนี้เรียกว่า ภวตัณหา

 และตัณหาข้อที่ ๓. ก็คือ วิภวตัณหา

ความอยากไม่สูญเสียสิ่งที่รักที่ชอบไป

เช่น ความอยากไม่สูญเสียลาภยศสรรเสริญ

 ความอยากไม่สูญเสียสุขภาพร่างกาย

 ความอยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย

 นี่คือความอยากที่ทำให้เกิดความทุกข์

เกิดการเกิดแก่เจ็บตายขึ้นมา

 และการที่จะทำให้ความทุกข์

คือการเกิดแก่เจ็บตายนี้หยุดไปได้หมดไปได้

 ก็ต้องหยุดที่ความอยากทั้ง ๓ ประการนี้

ละความอยาก ละกามตัณหา ภวตัณหา

และวิภวตัณหา และการที่จะละกามตัณหาทั้ง ๓ นี้ได้

 ก็จำเป็นจะต้องมีเครื่องมือที่มาสนับสนุน

ในการที่จะละตัณหาทั้ง ๓ นี้

เครื่องมือที่จะมาละตัณหาทั้ง ๓ นี้

ก็คือ มรรค ๘ นี่เอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๐

“ทางสู่การดับทุกข์”






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 มกราคม 2561
Last Update : 7 มกราคม 2561 12:22:06 น.
Counter : 245 Pageviews.

0 comment
<<< "เวลาทำบุญควรเลือกพระที่ดี" >>>









"เวลาทำบุญควรเลือกพระที่ดี"

ถาม : คนที่รู้จักได้บวชเป็นพระ

แล้วทำผิดศีลอยู่เรื่อยๆ ผมก็เลยแนะนำ

ให้ดูตัวอย่างพระที่ดี เมื่อผมแนะนำไปแล้ว

กลับไม่มีอะไรดีขึ้น ผมคงต้องทำใจใช่ไหมครับ

พระอาจารย์สุชาติ : โลกนี้ก็มีของปนกัน

มีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันทุกวงการ

 ไม่ว่าจะวงการไหนก็ตาม มีดีและไม่ดีปะปนกันไป

 ถ้าเราไปเห็นวงการไหนไม่ดี

 เราจะไปเหมารวมว่าวงการนั้นไม่ดีไปหมดก็ไม่ได้

 จะไปว่าดีไปหมดก็ไม่ได้

นอกจากวงการของพระอริยเจ้า พระอริยสงฆ์แท้เท่านั้น

ที่จะมีแต่ดีอย่างเดียว เพราะพระอริยสงฆ์แท้

คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี

 พระอรหันต์ นี้ท่านจะเป็นแต่ของดี

เวลาทำบุญ อยากทำบุญกับพระดี ก็ต้องเลือกพระ

การที่เราเลือกพระดี

ก็เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้สิ่งที่ดีจากท่าน

 ถ้าเราไปทำบุญกับพระไม่ดี เราก็จะไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่ดี

 เพราะพระที่ไม่ดีเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่ดีเป็นยังไง

 เขาก็เลยทำตัวเขาไม่ดี เขาไม่ทำตัวเขาดี

นี่คือเหตุผล เวลาเราทำบุญ ควรเลือกพระที่ดี

 เพราะเราจะได้เรียนรู้สิ่งที่ดีจากท่าน

แต่ถ้าจะทำบุญเพื่อให้ใจสบาย

ทำบุญกับพระที่ไหนก็ได้ ทำกับคน ทำกับสัตว์

 ปล่อยนก ปล่อยปลา

 ให้อาหารสุนัข ให้อาหารแมวก็ได้

 เพราะทำแล้วทำให้เราสบายใจ

 ทำให้ใครก็ได้ที่เขามีความเดือดร้อน

 เมื่อเราทำแล้วทำให้เรารู้สึกสบายใจ

อันนี้ทำโดยไม่ต้องเลือก อยู่ใกล้ที่ไหนก็ทำที่นั่นเลย

 ทำบุญกับพ่อกับแม่ก่อนเลย อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด

อย่าปล่อยให้พ่อแม่อดอยาก

โดยที่เราเดินทางไกลไปถวายอาหารชั้นดีชั้นเลิศ

ให้กับพระสงฆ์องค์เจ้าที่ไหนก็ไม่รู้

ถ้าอยากทำบุญแล้วสบายใจ ทำใกล้ๆตัวเรานี่แหละ

ทำแบบง่ายๆ ทำที่สะดวก ใครอยู่ใกล้ที่เขาเดือดร้อน

เราช่วยเหลือเขาได้ก็ช่วยเหลือเขาไป

 ทำแบบนี้ก็ได้บุญแบบสบายใจ

บุญก็คือความสบายใจ อยู่ที่ใจของเรา

ถ้าเราได้ทำคุณประโยชน์ให้กับผู้อื่น

แต่ถ้าเราอยากได้ธรรมะ

เราก็ต้องไปทำบุญกับพระที่ท่านเทศน์

ไปทำบุญกับพระที่ไม่เทศน์ ก็ไม่ได้ฟังธรรม

สิ่งที่เราจะได้จากพระ มีสิ่งเดียว

 คือ ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า

คำสอนที่กลั่นกรองจากการปฏิบัติมาแล้ว

จะได้คำสอนเหล่านี้ก็ต้องไปได้จากพระอริยสงฆ์

ที่ท่านบรรลุธรรม คือ พระโสดาบัน

 พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์

ถ้าไปได้จากพระที่ยังไม่ได้บรรลุเป็นพระอริยะ

 คำสอนก็ยังไม่ได้เป็นคำสอนที่ได้กลั่นกรอง

 อาจจะมีของปลอม ของแปลก ปนเข้ามาได้

ฟังแล้วอาจจะหลงทางได้ อาจจะสับสนไม่เข้าใจได้

นี่คือความแตกต่างของการทำบุญ

 ถ้าต้องการธรรมะ ก็ต้องเลือกพระ

 ถ้าไม่ต้องการธรรมะ

เพียงแต่ต้องการความสบายใจ ทำกับใครก็ได้

ใครอยู่ใกล้ ใครเดือดร้อนก็ทำบุญกับเขาไปเลย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา ณ จุลศาลา

เขตปฏิบัติธรรมเขาชีโอน
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ชลบุรี
วันที่ ๓ มกราคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. วัดป่าดอทคอม
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 มกราคม 2561
Last Update : 5 มกราคม 2561 16:06:23 น.
Counter : 220 Pageviews.

1 comment
<<< "เวลา" >>>










“เวลา”

วันนี้พวกเราก็ได้มาฟังเทศน์ฟังธรรมกัน

 ปฏิบัติธรรมกันอีกครั้งหนึ่ง

 เป็นวันที่เราจะได้ใช้เวลาให้ประโยชน์

 เป็นมิตรกับเรา เพราะว่าเวลานี้เป็นได้ทั้งมิตร

 และเป็นได้ทั้งศัตรูของพวกเรา

ถ้าเราปล่อยให้เวลาผ่านไปๆ

โดยไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับเรา

 เราก็จะปล่อยให้เวลามาทำลายเรา

เพราะเวลานี้แหละ จะเป็นสิ่งที่กลืนกิน

สรรพสิ่งสรรพสัตว์

สรรพบุคคลทั้งหลายให้หมดไป

 เวลานี้เป็นเหมือนกับงูที่เขมือบเหยื่อ

จะเขมือบเหยื่อเข้าไปทีละเล็กทีละน้อย

จนในที่สุดเหยื่อก็จะถูกงูนี้

เขมือบเข้าไปในท้องหมดเลย

ชีวิตของพวกเราทุกคนก็กำลังถูกงูคือเวลา

คอยเขมือบชีวิตของเราเข้าไปทีละเล็กทีละน้อย

 และไม่นานชีวิตของพวกเราก็จะสูญหมดไป

ในขณะที่เรายังมีโอกาสมีเวลาที่จะทำอะไรได้อยู่

ถ้าเราไม่ฉวยไม่ตักตวงโอกาสอันนี้

มาทำสิ่งที่เป็นคุณเป็นประโยชน์กับจิตใจของเรา

 เราก็จะสูญเสียโอกาส อันดีงามนี้ไป

 เพราะโอกาสที่จะได้ปฏิบัติธรรมกันนี้

เป็นสิ่งที่ยากที่จะเกิดขึ้น

โอกาสที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่ยาก

โอกาสที่จะได้พบกับพระพุทธศาสนา

ก็เป็นสิ่งที่ยากและผลที่จะได้รับ

จากการเกิดเป็นมนุษย์ จากการได้พบ

กับพระพุทธศาสนา จากการที่ได้มีเวลา

มาศึกษามาปฏิบัติธรรมก็เป็นสิ่งที่เลิศที่ประเสริฐ

 ยิ่งกว่าสิ่งใดๆ ในโลกนี้

ดังนั้นเราอย่าเสียเวลาหรืออย่าหลงทางกัน

 อย่าไปหลงกับการแสวงหาสิ่งต่างๆ

ที่มีอยู่ในโลกนี้ เช่นลาภยศสรรเสริญ

 ความสุขที่เราจะได้จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ของเหล่านี้เป็นของที่จะต้องหมดไป

เมื่อเวลาได้กลืนกินชีวิตของเราไป

 และเราก็จะต้องไปแบบไม่มีอะไรติดตัวไป

 ไปเริ่มต้นใหม่ แล้วก็จะถูกเวลากลืนกินไปหมด

อีกเป็นรอบๆ ไป ไม่มีวันจบสิ้น

ถ้าเราไม่เอาเวลาที่มีคุณค่านี้มาปฏิบัติ

ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติ

เพราะการปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้า

ทรงสั่งสอนให้ปฏิบัตินี้

จะเป็นการสร้างทรัพย์ที่แท้จริงให้กับตัวเรา

หรือใจของเรา จะสร้างความสุขที่แท้จริง

ที่ถาวรให้กับเรา

สิ่งต่างๆ ทั้งหลายในโลกนี้

เช่นลาภยศสรรเสริญ

รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้

จะให้ความสุขเราเพียงชั่วคราว

แล้วก็จะให้ความทุกข์กับเรา

เวลาที่ความสุขเหล่านั้นได้เสื่อมไป ได้หมดไป

 จะให้ความทุกข์กับเรา

 เวลาที่เราต้องแสวงหาความสุขใหม่

แต่ถ้าเราปฏิบัติตาม

ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติ

เราก็จะได้ความสุขที่ถาวรที่จะอยู่กับเราไปตลอด

 หลังจากที่เวลาได้กลืนกินชีวิต

คือร่างกายของเราไปแล้ว

 แต่ใจของเรานี้เป็นสิ่งที่เวลาไม่สามารถกลืนกินได้

 และความสุขหรือทรัพย์ที่แท้จริง

ที่เราได้สร้างขึ้นมาภายในใจของเรา

ก็จะไม่ถูกกลืนกินหายไปหมดด้วย

จะอยู่กับเราไปตลอด เพราะใจของเรานี้

เรียกว่าเป็น อกาลิโก อยู่เหนือกาลเวลา

เวลาไม่สามารถที่จะเข้ามาแตะต้องใจของพวกเราได้

 เวลาจะแตะต้องได้ก็เพียงแต่ร่างกายของพวกเรา

 และลาภยศสรรเสริญและรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ที่พวกเราได้แสวงหามาเป็นสมบัติกัน

เวลาจะกลืนกินสิ่งเหล่านี้ไปจนหมดสิ้น

ดังนั้นเราอย่าเสียเวลา

อย่าหลงกับการหาความสุขปลอม

 หาทรัพย์ปลอมกัน

ขอให้เรามาหาความสุขแท้ความจริงกัน

หาทรัพย์แท้ หาทรัพย์จริงกัน

ด้วยการปฏิบัติตามพระธรรม คำสอน

ของพระพุทธเจ้า ก็คือขอให้เรามาทำทานกัน

อย่างสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง

ขอให้พวกเรามารักษาศีลกันอย่างสม่ำเสมอ

อย่างต่อเนื่อง ขอให้พวกเรามาภาวนากัน

อย่างต่อเนื่อง อย่าไปเสียเวลา

กับการหาลาภยศสรรเสริญ

หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 นี่แหละคือการใช้เวลาให้เกิดคุณ

 เกิดประโยชน์ก่อนที่เวลา

จะมากลืนกินชีวิตของเราไป

ขอให้เราได้ตักตวงทรัพย์สมบัติที่แท้จริง

 ได้ตักตวงความสุขที่แท้จริงไว้กับใจของเราก่อน

 พอเราได้ทรัพย์สมบัติได้ความสุขที่แท้จริงแล้ว

 การกลืนกินของเวลานี้จะไม่เป็นปัญหากับเราเลย

 เราพร้อมที่จะให้เวลากลืนกินชีวิตของเรา

ได้ทุกเวลานาที เพราะเราไม่มีอะไร

ที่จะต้องสูญเสียนั่นเอง เพราะเราไม่ได้แสวงหา

สิ่งที่เราจะต้องสูญเสียกันคือ ลาภยศสรรเสริญ

 รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 เรามีทาน เรามีศีล เรามีสมาธิ เรามีปัญญา

ที่เวลาไม่สามารถกลืนกินไปได้ เรามีวิมุตติ

 เรามีมรรคผลนิพพาน มีโสดาปฏิมรรค

 โสดาปฏิผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล

อนาคามีมรรค อนาคามีผล

อรหันตมรรค อรหันตผล และนิพพาน

อันนี้แหละเป็นสมบัติที่แท้จริงที่จะอยู่เหนือกาลเวลา

 กาลเวลานี้ไม่สามารถที่จะกลืนกินธรรมเหล่านี้ไปได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

“เวลา”






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าชองภาพค่ะ




Create Date : 05 มกราคม 2561
Last Update : 5 มกราคม 2561 15:53:12 น.
Counter : 133 Pageviews.

0 comment
<<< "ปีใหม่ ๒๕๖๑" >>>











“ปีใหม่ ๒๕๖๑”

ดังนั้น วันนี้เป็นวันสิ้นปี จึงอยากให้ท่าน

ได้เอาเวลาวันสิ้นปีนี้มาคิดบัญชี

 ว่าปีนี้ทั้งปีได้ทำอะไร

ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนบ้างหรือเปล่า

 พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ๓ ข้อใหญ่ๆ

๑.ให้ละการกระทำบาปทั้งปวง

๒.ให้สร้างบุญสร้างกุศลทั้งหลายให้ถึงพร้อม

๓.ให้กำจัดความโลภความอยากให้หมดไปจากจิตจากใจ

ถามตัวเราเองว่า เราได้ทำมากน้อยเพียงไร

ถ้ายังทำไม่มากพอ ก็ขอให้ปีใหม่นี้

เริ่มทำกันให้มากขึ้นไปเถิด

 เพราะไม่มีอะไรที่จะมีคุณค่ามีประโยชน์กับจิตใจเรา

 มากกว่าการปฏิบัติ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า.

อาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐

“บัญชีใจ”







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 มกราคม 2561
Last Update : 5 มกราคม 2561 15:37:02 น.
Counter : 132 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ