Group Blog
All Blog
<<< “ธรรมะโอสถ” >>>









“ธรรมะโอสถ”

อย่าปล่อยให้ใจเราปราศจากสติ

ให้มีสติคุ้มครองควบคุมจิตใจควบคุมความคิด

 อย่าปล่อยให้ใจเราคิดเลยเปื่อย ให้เราหยุดคิด

 คิดเท่าที่จำเป็น คิดกับเรื่องที่เราต้องจำเป็น

จะต้องคิดเท่านั้น เรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องคิดก็อย่าไปคิด

 แล้วใจเราจะได้สงบ ถ้าเรามีสติ

เราก็จะควบคุมความคิดได้

แล้วถ้าเราอยากจะให้จิตสงบนิ่งสงบอย่างเต็มร้อย

 เราก็ต้องนั่งเฉยๆ นั่งหลับตา ร่างกายต้องนิ่งก่อน

ใจจึงจะนิ่งได้ ถ้าร่างกายยังมีการเคลื่อนไหวอยู่

 ใจจะนิ่งไม่ได้เต็มร้อย ดังนั้นถ้าเราต้องการให้จิตสงบ

รวมเป็นสมาธิเต็มร้อยเป็นบ้านสมบูรณ์

 เราต้องนั่งหลับตานั่งขัดสมาธิหลับตา

แล้วก็บริกรรมพุทโธๆ ไปเรื่อยๆ

อย่าปล่อยให้ใจไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

ถ้าเราไม่ชอบบริกรรมเราใช้การดูลมหายใจเข้าออกก็ได้

 เพ่งอยู่ที่ปลายจมูกดูลมที่เข้าไปดูลมที่ออกมา

 แล้วใจของเราก็จะรวมเข้าสู่ความสงบได้ในที่สุด

 พอสงบก็แสดงว่าเราได้สร้างบ้านขึ้นมาสมบูรณ์แล้ว

 เวลามีความทุกข์ความวุ่นวายใจ

เราก็หลบเข้าไปในบ้านได้ทันที

ด้วยการไปหามุมสงบบริกรรมพุทโธๆ ไป

 ความวุ่นวายใจนี้นี่แหละที่เรียกว่า

เป็นความไม่สบายใจเป็นโรคของใจ

ถ้าเราต้องการที่จะกำจัดความวุ่นวายใจอย่างถาวร

 เราต้องใช้ยารักษาโรคของใจคือปัญญา

ถ้าเราใช้สมาธินี้เป็นเพียงเป็นที่หลบเท่านั้นเอง

 แต่เรายังไม่สามารถกำจัดความทุกข์ความวุ่นวายใจ

ที่เป็นโรคของใจได้อย่างถาวร

ถ้าเราอยากจะกำจัดโรคของใจ

ให้หมดไปได้อย่างถาวรนี้เราต้องใช้ปัญญา

 ปัญญาที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ

ที่ได้ทรงตรัสรู้ที่ได้เห็นว่าความไม่สบายใจของเรานี้

เกิดจากเชื้อโรคของใจ เชื้อโรคของใจก็คือ

ความอยากต่างๆ สามประการ

ความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส ความอยากมีอยากเป็น

 และความอยากไม่มีอยากไม่เป็น

อันนี้เป็นตัวที่ทำให้ใจเราไม่สบาย

ถ้าเราอยากจะหายจากโรคภัยไข้เจ็บ

หายจากความไม่สบายใจ

โดยที่ไม่ต้องไปหลบเข้าไปในบ้าน

 เราก็ต้องใช้ปัญญามากำจัด เราต้องใช้ธรรมะโอสถ

 ปัญญาคือธรรมะโอสถ เป็นยารักษาโรคใจ

 ค้นหาสาเหตุเวลาเราไม่สบายใจ

 ถามเราว่าตอนนี้เราไม่สบายใจเพราะอะไร

เราอยากได้อะไรใช่ไหม เราอยากให้สิ่งนั้นสิ่งนี้

เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ใช่ไหม

แล้วมันเป็นได้หรือเปล่า ถ้าเป็นไม่ได้

ก็อย่าไปอยากให้มันทุกข์ไปเปล่าๆ เลย

 เช่นเวลาเราไม่สบายก็อยากจะให้มันหาย

หรือเวลาเราดีเราก็อยากไม่ให้มันไม่สบาย

 ร่างกายเราตอนนี้สบาย พอไปคิดถึงโรคภัยไข้เจ็บ

ก็เกิดความไม่สบายใจขึ้นมาทันที เป็นเพราะอะไร

 ก็เพราะเราอยากไม่ให้มันไม่สบายนั้นเอง

แต่โรคร่างกายนี้มันหนีพ้นไหม

จากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

มันหนีไม่พ้น มันจะต้องเจอ

 ก็อย่าไปอยากให้มันไม่เจ็บเลย

ต้องยอมรับว่ามันต้องเจ็บ

 แล้วเราจงหยุดความอยาก

ให้มันไม่เจ็บเสีย แล้วเราจะสบายใจ

 เวลาร่างกายเจ็บหรือไม่เจ็บ

เราจะไม่ทุกข์เราจะไม่เดือดร้อน

 ถ้าเรายอมรับความจริง

ว่าร่างกายมันต้องเจ็บไข้ได้ป่วย

 ร่างกายมันต้องตาย

ฉะนั้นความไม่สบายใจของเรา

เกิดจากความอยากของเราเอง

อยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย

ทั้งๆ ที่ตอนนี้ยังไม่ทันแก่เลยยังไม่ทันเจ็บเลย

ยังไม่ทันตายเลย เพียงแต่คิดถึง

ความแก่ความเจ็บความตาย

ก็เกิดความไม่สบายใจขึ้นมาแล้ว

 เราสามารถกำจัดความไม่สบายใจเหล่านี้ได้

เพราะสาเหตุที่ทำให้เราไม่สบายใจก็คือ

ความอยากของเรานั่นเอง

 ความอยากไม่แก่อยากไม่เจ็บอยากไม่ตาย

 พอเรายอมรับความจริง

ว่ามันต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย

 อยากไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

 อยากไปก็เท่ากับเอาเชื้อโรคมาใส่ร่างกาย

ทำให้ร่างกายไม่สบาย

 เหมือนกับเอาเชื้อโรคมาใส่ใจ

มาใส่ใจทำให้ใจไม่สบาย

ความอยากนี้เป็นเชื้อโรคของใจ

 ฉะนั้นเราต้องหยุดความอยากทุกรูปแบบ

ทั้งสามรูปแบบนี้ให้ได้ ถ้าเราหยุดมันได้แล้ว

ความไม่สบายใจของเราจะหายไปหมด

 ใจของเราจะมีแต่ความสุขไปตลอด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐

“หาปัจจัย ๔ ให้กับใจ”






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2560 10:22:57 น.
Counter : 357 Pageviews.

0 comment
<<< "ตัณหาต้องละ" >>>









"ตัณหาต้องละ"

ความรู้ที่จะพาให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์

นี้มาจากพระพุทธศาสนา ต้องศึกษา

จากพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เท่านั้น

 ถ้าไปศึกษาจากแหล่งอื่นจะไม่ได้ อาจจะได้บางส่วน

 ศาสนาบางแห่งเขาสอนให้ทำบุญสอนให้รักษาศีล

 ตายไปก็ไปสวรรค์ชั้นเทพ

บางศาสนาก็สอนให้สวดนับลูกประคำ

อันนี้ก็เหมือนกับทำสมาธิให้หยุดความคิดต่างๆ

 พอจิตสงบก็ไปสวรรค์ชั้นพรหมได้

แต่ไม่ว่าจะเป็นชั้นเทพหรือชั้นพรหมนี้

มันก็ยังอยู่ภายใต้ของกฎอนิจจัง

 มันไม่นิจนิรันดร์มันไม่ถาวร ได้แล้วก็ต้องเสื่อม

 ได้สวรรค์ชั้นพรหมเดี๋ยวบุญที่ส่งขึ้นไป

สวรรค์ชั้นพรหมหมดกำลังก็ลดลงมาสู่สวรรค์ชั้นเทพ

 จากสวรรค์ชั้นเทพก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

เพราะว่าเหตุที่ทำให้มาเกิดนี้ไม่ได้ถูกกำจัด

 ไม่ได้ถูกกำจัดด้วยการรักษาศีล

ไม่ได้ถูกกำจัดด้วยการทำบุญให้ทาน

ไม่ได้ถูกกำจัดด้วยการนั่งสมาธิ

 เพียงแต่ถูกกดเอาไว้ ถูกตัดกิ่งก้าน

ทำบุญรักษาศีลนั่งสมาธิเหมือนกับตัดกิ่งก้านของต้นไม้

 ทำบุญก็เหมือนกับตัดใบไม้

รักษาศีลก็เหมือนกับตัดกิ่งไม้

นั่งสมาธิก็เหมือนกับตัดต้นไม้

แต่ยังไม่ได้ถอนต้นไม้ออกจากดิน เดี๋ยวทิ้งไว้สักพัก

มันก็งอกขึ้นมาใหม่ได้ถ้ารากมันยังมีอยู่ในดินอยู่

 ถ้าอยากจะให้ต้นไม้นี้ไม่งอกขึ้นมาอีก ก็ต้องถอนมัน

 ถอนรากของมัน รากที่ทำให้เรามาเกิดกันคืออะไร

 ก็คือตัณหาความอยาก

 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

เราต้องปฏิบัติธรรมอีกขั้นหนึ่ง

พอไปถึงสวรรค์ชั้นพรหมแล้ว

ตัดกิ่งตัดก้านตัดต้นมันแล้วของภพชาติแล้ว

 ทีนี้ก็ต้องถอนรากถอนโคนของมัน

 วิธีจะถอนก็ถอนด้วยปัญญา ต้องให้รู้ว่า

อะไรเป็นรากของการมาเกิดแก่เจ็บตายรากของต้นไม้

ก็คือตัณหานี่แหละ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

 ถ้าไม่ได้เรียนจากพระพุทธเจ้าก็ไม่มีใครรู้

ศาสนาทุกศาสนาไม่รู้ว่า

การเวียนว่ายตายเกิดนี้มาได้อย่างไร

 บางศาสนาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการเวียนว่ายตายเกิด

 คิดว่าตายแล้วก็ไปสวรรค์แล้วก็จบ

 ไม่ต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป

บางศาสนาก็รู้ว่ามีการเวียนว่ายตายเกิด

 รู้สึกศาสนาฮินดูมั้งเขารู้นี่

 เขาเชื่อว่ามีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่

 แต่เขาไม่รู้วิธีที่จะยุติการเวียนว่ายตายเกิด

เขาก็คิดว่าให้ไปเกิดชั้นพรหม

แล้วก็จะได้ไม่ต้องกลับมาเกิด

 เขาคิดว่าถ้าไปถึงสวรรค์ชั้นพรหมแล้ว

ก็เป็นพรหมไปตลอด

แต่พระพุทธเจ้ากลับทรงค้นพบว่ามันยังไม่ตลอด

 มันยังเสื่อมได้ สวรรค์ชั้นพรหมสวรรค์ชั้นเทพ

 เพราะว่าความอยากที่จะทำให้มาเกิด

ทำให้จิตมันเสื่อมนี้มันมี ยังไม่ได้ถูกกำจัด

 ไม่มีใครรู้ว่าเหตุที่ทำให้จิตต้องเสื่อม

ต้องกลับมาเกิดใหม่นี้คือตัณหาทั้งสามนี้

ตอนต้นพระพุทธเจ้าก็ไม่รู้ ไปเรียนกับอาจารย์

ที่ไหนรูปไหนก็ไม่มีใครรู้ว่าทำยังไง

จะทำให้ไม่ต้องกลับมาเกิด ทำยังไงทำให้ไม่ต้องทุกข์

เวลาที่ไม่ได้อยู่ในสมาธิไม่ได้อยู่ในฌาน

 เวลาอยู่ในฌานนี้เหมือนกับไม่มีความทุกข์เลย

 ความทุกข์หายไปหมด เพราะตอนนั้น

ความอยากที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์

ต้นเหตุของการเกิดว่ายตายเกิดนี้มันถูกกดเอาไว้

ด้วยกำลังของสมาธิ แต่พอออกจากสมาธิมา

ก็เหมือนเอาหินที่ทับหญ้าออกมา ยกหินออกมา

 หญ้าที่ถูกทับเดี๋ยวมันก็ได้น้ำฝนได้น้ำค้าง

เดี๋ยวมันก็งอกขึ้นมาใหม่ เพราะมันยังมีรากอยู่ในดิน

ถ้าไม่อยากให้ต้นไม้หรือต้นหญ้านี้งอกเงยขึ้นมา

 ก็ต้องถอนรากมัน กำจัดรากมัน

รากมันก็คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

ที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบ ไม่มีใครรู้ว่า

รากเหง้าของการเวียนว่ายตายเกิด

รากเหง้าของความทุกข์ต่างๆ นี้

มาจากความอยากทั้งสามประการนี้

นี่คือปัญญาที่เราต้องมาเรียนกัน

ที่มาเรียนกันนี้เพื่อจะเอาปัญญาตัวนี้และปัญญาตัวอื่นด้วย

ปัญญาวิธีกำจัดความอยากสี่วิธีด้วยกัน

สี่ขั้นด้วยกัน ขั้นทำทาน ขั้นรักษาศีล

ขั้นนั่งสมาธิแล้วก็ขั้นปัญญา

ตอนนี้เรารู้แล้วถ้าเราไม่อยากจะกลับมาเกิด

เราต้องไม่ทำตามความอยาก เราต้องหยุดความอยาก

 เหมือนคนที่ไม่อยากจะสูบบุหรี่นี้ต้องทำอย่างไร

 เวลาอยากจะสูบบุหรี่ต้องสูบหรือไม่สูบ

สูบเหรอ สูบแล้วมันจะหายไหม

ความอยากจะสูบบุหรี่จะหายไหม ไม่หาย

 ถ้าอยากให้มันหายทำยังไง ให้เลิกสูบใช่ไหม

 เพราะทุกครั้งที่อยากจะสูบไม่สูบ

เดี๋ยวความอยากสูบบุหรี่มันก็หายไปเอง

ฉะนั้นความอยากทุกอย่างจะหายไปได้

 ก็ต่อเมื่อเราต้องเลิกมัน ต้องไม่ทำมัน

เราต้องละ ตัณหาต้องละ

 อยากมีแฟนก็อย่าไปมีแฟน

ถ้ามีแฟนเดี๋ยวก็ต้องมีไปเรื่อยๆ

แฟนคนนี้จากกันไปก็หาแฟนใหม่มาต่อ

 หามาหลายภพหลายชาติแล้ว

ที่ต้องกลับมาเกิดอยู่เรื่อยๆ

ก็เพราะส่วนหนึ่งอยากจะมีแฟนกัน

 อยากจะมีความสุขจากการได้อยู่ใกล้ชิด

 ได้เห็นรูปเสียงกลิ่นรสของแฟน ได้สัมผัสตัวแฟน

 ถ้าไม่อยากจะกลับมาเกิด ก็ต้องละความอยากเหล่านี้

 นี่คือปัญญาที่ไม่มีใครรู้ไม่มีใครสอน

มีแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่สอนเท่านั้น.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๐





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2560 9:54:26 น.
Counter : 288 Pageviews.

0 comment
<<< ธาตุ ๔ >>>









"ธาตุ ๔"

เวลาร่างกายนี้ตายไป ใจมันไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย

มันก็เลยไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

ใจมันอยู่ในโลกทิพย์

ใจของพวกเราทุกคนไม่ได้อยู่ตรงนี้

ใจของพวกเราอยู่ในโลกทิพย์กัน

เพียงแต่ว่าเราส่งกระแสใจมารับรู้

 ส่งกระแสใจมาเกาะที่ตามารับภาพ มาเกาะที่จมูก

เกาะที่ลิ้น เกาะที่หู เกาะที่ร่างกาย

พออะไรมาแตะร่างกายเราก็รู้เลย

 อ้อ มีของแข็งของนุ่ม มีความร้อนความเย็น

มาแตะที่ร่างกายเรา

ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่ที่ร่างกายเราก็รู้ได้

 เหมือนกับคนที่อยู่ที่บ้านพอเราพูดอะไรปั๊บคนที่บ้านก็ได้ยิน

 คนที่อยู่ทางบ้านคนที่เขาไม่ได้มาอยู่ตรงนี้

เขาก็ได้ยินเขาก็ได้เห็นเหมือนกัน

 ฉะนั้นเวลาอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายนี้

ใจไม่ได้เป็นอะไรไปกับร่างกาย

 ท่านเรียกว่าใจถึงไม่ตายกับร่างกาย

 ร่างกายต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย

พอร่างกายตายไปปั๊บกระแสการติดต่อก็ขาด

 ตามันไม่ส่งภาพไปแล้วใช่ไหม ตามันไม่ทำงาน

 หูไม่ทำงาน อะไรไม่ทำงานหมด

 เหมือนกับเครื่องนี้พอปิดเครื่องปั๊บ

ก็ไม่รับภาพไม่รับเสียงอะไร คนที่อยู่ทางบ้านก็ดูไม่ได้

 คนที่อยู่ทางบ้านก็ต้องไปทำอย่างอื่น

 ใจพอไม่มีร่างกายก็ต้องไปทำอย่างอื่น

 ก็ทำแบบตอนที่นอนหลับเนี่ย

เวลานอนหลับใจทำอะไรรู้ไหม ใจก็ฝันไงใช่ไหม

ใช้ร่างกายไม่ได้ตอนนั้นร่างกายปิดเครื่องชั่วคราวพักผ่อน

 เวลาที่เรานอนหลับก็เหมือนปิดเครื่องโทรศัพท์

 ก็ใช้โทรศัพท์ไม่ได้ เมื่อใช้โทรศัพท์ไม่ได้

ก็จะคุยกับใครก็ต้องเดินไปคุยกับเขา

อันนี้ก็เหมือนกัน พอไม่มีร่างกายพอร่างกายพักผ่อน

 ใจก็ไปฝันเลย ฝันดีก็ไปสวรรค์ ฝันไม่ดีก็ไปนรก

 และอะไรทำให้เราฝันดีฝันไม่ดี

ก็เวลาเราทำบุญเราฝันดีเพราะเราทำแต่สิ่งที่ดี

 เวลาทำอะไรไว้มันก็จะอัดเทปไว้ในใจเรา

 พอนอนหลับมันก็เปิดเทปมาให้เราดู

 เวลาเราทำบาปมันก็จะอัดเทปไว้

 เพราะเวลาเรานอนหลับมันก็จะเปิดเทปมาให้เราดู

 มันก็จะให้เราดูเรื่องที่ไม่ดี

เวลาเราทำบุญมันก็จะให้เราดูเรื่องที่ดี

 นี่คือใจที่ไม่ได้อยู่ในร่างกาย

เพียงแต่ว่ามีกระแสวิญญาณมาเชื่อมกัน

 เพื่อมารับข้อมูลต่างๆ ผ่านทางร่างกาย

 รับรูปรับเสียงรับกลิ่นรับรสรับอะไรต่างๆ

 แล้วพอรับแล้วก็มีความรู้สึกมีความสุขความทุกข์

กับรูปเสียงที่ได้รับ เหมือนคนทางบ้านเนี่ย

ถ้าได้ยินเสียงที่ดีก็มีความสุข

ถ้าได้ยินเสียงไม่ดีก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา

 นี่คือร่างกายกับใจ เป็นสองคน

ใจนี้ไม่มีรูปไม่มีร่างมันก็เลยไม่เกิดไม่ดับ

 มันไม่มีการตายเพราะว่ามันไม่มีส่วนประกอบ

เหมือนกับร่างกาย ร่างกายเป็นสังขาร

เป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นด้วยดินน้ำลมไฟ

แล้วเดี๋ยวดินน้ำลมไฟมันก็บอกว่าบ๊ายบาย

ดินก็อยากจะกลับไปหาดิน น้ำก็จะกลับไปหาน้ำ

 ลมก็จะกลับไปหาลม ไฟก็จะกลับไปหาไฟ

ตอนนั้นก็เรียกว่าธาตุ ๔ ก็แยกออกจากร่างกายไป

 ร่างกายก็หายไป

นี่คือเรื่องของร่างกายที่เราต้องพิจารณาให้เข้าใจ

ให้เรารู้ว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายไม่ใช่ของเรา

 เราสั่งมันไม่ได้ ห้ามมันไม่ได้

 เวลามันจะบ๊ายบายเราไปห้ามมันไม่ได้

 เวลามันจะแยกทางกัน เวลาดินน้ำลมไฟในร่างกาย

มันจะไปกันคนละทิศคนละทาง เราห้ามมันไม่ได้

 เวลามันจะเจ็บเราก็ห้ามมันไม่ได้

 เวลาไม่สบายแต่เราไม่ต้องไปไม่สบายกับมัน

เพราะเราสบายเราไม่ได้เป็นอะไร ใจไม่ได้เป็นอะไร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 13 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2560 9:18:21 น.
Counter : 339 Pageviews.

0 comment
<<< “ฟังด้วยสติ” >>>









“ฟังด้วยสติ”

การที่จะรักษาจิตให้มีความสุขได้นั้น

 ในเบื้องต้นต้องมีสติ

 คือสติจะเป็นตัวคอยควบคุมจิต

 ไม่ให้คิดไปในเรื่องราวต่างๆ

ที่ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ

 ถ้าจะคิดก็คิดแต่เรื่องที่จำเป็น

 เช่นวันนี้จะต้องไปทำอะไรบ้าง

 เมื่อรู้แล้วก็หยุดคิด แล้วก็หันเอาจิตกลับมา

ให้ตั้งอยู่กับปัจจุบัน คือให้อยู่กับร่างกาย

ให้อยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย

ร่างกายจะเคลื่อนไหวในอิริยาบถใด

จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน

ก็ให้รู้อยู่กับการเคลื่อนไหวนั้น

 เฝ้าดูกายอยู่ตลอดเวลา

 และเฝ้าดูใจความคิดปรุงของใจ

 ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

ถ้ากำลังคิดเรื่องราวไม่เข้าเรื่อง

 ก็หยุดด้วยการกำหนดให้ใจอยู่กับอารมณ์

ธรรมะที่เคยใช้อยู่เป็นประจำ

ถ้าเคยใช้บริกรรมพุทโธๆๆอยู่

ก็ขอให้บริกรรมพุทโธๆๆไปเรื่อยๆ

ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด

จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน จะทำอะไรก็ตาม

 ถ้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้ความคิด

 ก็ขอให้จิตบริกรรมอยู่กับคำว่าพุทโธๆๆไปเรื่อยๆ

ถ้าทำอย่างนี้แล้วจิตจะไม่ฟุ้งซ่าน

จะไม่สร้างอารมณ์ต่างๆ ขึ้นมา

 ความทุกข์หรืออารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในใจ

ก็เกิดจากความคิดปรุงแต่งของจิตนี้เอง

ถ้าปล่อยให้จิตคิดไปเรื่อยๆ

 เห็นอะไรมาสัมผัสก็คิด

ก็จะทำให้จิตแกว่งไปแกว่งมา

 เห็นสิ่งใดที่ไม่ถูกอกถูกใจ ก็เกิดความไม่พอใจ

เห็นสิ่งใดที่ถูกอกถูกใจ ก็เกิดความยินดี

 เกิดความอยาก เกิดความดิ้นทุรนทุราย

 เพื่อที่จะหามาให้ได้ ในสิ่งที่ตนเองต้องการ

เมื่อได้มาแล้วก็ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อรักษาไว้

 จิตเลยไม่มีโอกาสที่จะสงบนิ่ง

 เพราะจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ

ที่มาสัมผัสผ่านทวารทั้ง ๕ แต่ถ้าจิตมีสติแล้ว

 เวลามีอะไรเข้ามาสัมผัส เช่นรูปเข้ามาสัมผัสกับตา

เสียงเข้ามาสัมผัสกับหู จิตมีสติรู้อยู่

ก็เพียงแต่รับรู้ว่าเป็นรูป เป็นเสียง

รู้ว่าเป็นของไม่เที่ยง คือเมื่อเข้ามาสัมผัสแล้ว

 เดี๋ยวก็หายไป เสียงมากระทบหูแล้วก็ผ่านไป

ไม่จำเป็นที่จะต้องให้มีอารมณ์ตามมา

 เสียงจะดีหรือจะชั่ว ไม่ได้อยู่ที่เสียงนั้นๆ

 แต่อยู่ที่ใจต่างหาก

 ผู้ที่ไปให้ความหมายกับเสียงนั้น

เสียงเดียวกันสำหรับคนๆหนึ่ง

รู้สึกว่าไพเราะเพราะพริ้ง

 แต่กับอีกคนหนึ่งกลับเป็นเหมือนมีดบาดหัวใจ

 เช่นพ่อแม่พูดชมลูกคนหนึ่งว่าเป็นคนดี

ลูกที่ไม่ได้รับคำชม ก็มีความรู้สึกน้อยอกน้อยใจ

 ลูกที่ได้รับคำชมก็เกิดความดีอกดีใจ

ทั้งๆที่เป็นเสียงของคนๆเดียวกัน

 เรื่องเดียวกัน แต่คนสองคนเมื่อฟังแล้ว

 กลับมีอารมณ์ มีปฏิกิริยาแตกต่างกันไป

 นั่นก็เป็นเพราะว่าฟังโดยไม่มีสติ

 ฟังโดยไม่มีปัญญานั่นเอง

ฟังด้วยอารมณ์ ฟังด้วยความหลง

ฟังด้วยอัตตาตัวตน

ฟังว่าเขาชมคนนั้น เขาไม่ชมเรา

 เมื่อไม่ชมเรา เราก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ

 เสียอกเสียใจขึ้นมา แต่ถ้าฟังด้วยสติ

มันก็เป็นเสียงเท่านั้นเอง เสียงออกมาจากปากคน

จะมาทำให้เราวิเศษ หรือทำให้เราเลวได้อย่างไร

เพราะความดีความชั่วไม่ได้อยู่ที่ปากคน

แต่อยู่ที่การกระทำของเรา ถ้ากระทำความดี

 ถึงแม้จะไม่มีใครมาชม

เราก็ยังดีอยู่อย่างนั้นแหละ

 ถ้ากระทำความชั่ว

 ถึงแม้จะมีใครมายกย่องสรรเสริญ

เราก็ไม่ดีตามคำยกย่องสรรเสริญ

ของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

 แต่ใจของเรากลับดีอกดีใจ

ลืมไปว่าเราเพิ่งไปกระทำความชั่วมาหยกๆ

นี่คือลักษณะของจิตที่ไม่มีสติควบคุมดูแลนั่นเอง

ปล่อยให้ไหลไปตามอารมณ์อยาก อารมณ์ชอบ

อารมณ์รัก อารมณ์ชังทั้งหลาย

เมื่อได้ยินได้ฟังอะไรที่ถูกอกถูกใจ

ก็เกิดความยินดี ดีอกดีใจ

เมื่อได้ยินได้ฟังในสิ่งที่ไม่ถูกอกถูกใจ

 ก็เกิดความเสียใจ

 เกิดความอึดอัดใจ ไม่สบายใจขึ้นมา

แต่ถ้าได้ศึกษาธรรม แล้วปฏิบัติตาม

ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแล้ว รับรองได้ว่า

ต่อไปเวลาได้ยินได้ฟังอะไร จิตจะเป็นอุเบกขา

 คือจะวางเฉยทั้ง ๒ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นคำชมก็ดี

 หรือเป็นคำติก็ดี เพราะฟังด้วยสติ ฟังด้วยปัญญา

รู้ว่าเสียงก็เป็นเพียงแต่เสียงเท่านั้นเอง

ถ้าไม่เอาความหมายมาคิด มาแบก

มายึด มาติด แล้วละก็ เสียงนั้นเมื่อพูดไปแล้ว

 มันก็ผ่านไป เมื่อไม่เอามายึดเป็นของเราเสียอย่าง

ก็ไม่มีปัญหาอะไร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา (กำลังใจ ๑๑)

วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๖







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2560 5:22:23 น.
Counter : 221 Pageviews.

0 comment
<<< “สร้างกำลัง สร้างบุญ” >>>










“สร้างกำลัง สร้างบุญ”

ตอนนี้เราไม่มีกำลัง

 ถ้าเป็นนักวิ่งมาราธอนก็ยังไม่เคยวิ่ง

 100 เมตรก็ยังวิ่งไม่ไหว กิโลหนึ่งยังวิ่งไม่ไหว

 แล้วจะวิ่งตั้ง 40 กิโล จะไหวเหรอ

 แต่ทำไมคนอื่นเขาวิ่งได้ เขาก็เหมือนเรา

 ก็เพราะว่าเขาฝึกเขาซ้อม เขาซ้อมวิ่งกัน

 วิ่งวันละเล็กวันละน้อย

แล้วก็ค่อยๆเพิ่มไปตามกำลัง พอมันวิ่งแล้ว

มันก็จะมีกำลังวังชาเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

 แล้วเดี๋ยวในที่สุดก็วิ่งได้

ต่างกันตรงที่จะวิ่งช้าหรือวิ่งเร็ว วิ่งได้

คนที่วิ่งเร็วก็ได้รางวัล

รางวัลที่หนึ่งวิ่งเร็วกว่าเขาที่สุด ก็ได้รางวัลที่หนึ่ง

 คนที่วิ่งช้าก็อยู่ที่ท้ายแถว แต่ก็ยังวิ่งได้อยู่

เพียงแต่ว่าช้า พวกเราก็เหมือนกันนี่

พวกเราก็เป็นเหมือนนักวิ่งมาราธอน

ถ้าเราอยากจะยุติการเกิดแก่เจ็บตาย

 เราก็ต้องมาสร้างกำลัง ให้มามีกำลัง

ที่สามารถที่จะหยุดความอยากทั้งสามข้อนี้ได้

 ถ้าเรามีกำลังเต็มร้อย

 เราก็จะสามารถหยุดความอยากทั้งสามนี้ได้

พระพุทธเจ้านี้เป็นคนแรกที่มีกำลังเต็มร้อย

ที่สามารถหยุดความอยากทั้งสามนี้ได้

แล้วหลังจากนั้นท่านก็ไปสอนคนอื่น

คนอื่นพอฟังแล้วเชื่อฟัง

ก็ลองเอาไปปฏิบัติ ลองเอาไปทำดู

ก็สามารถทำให้มีกำลังเต็มร้อยขึ้นมา

 และสามารถหยุดความอยากทั้งสามนี้ได้

อย่างเต็มร้อยเหมือนกัน

ก็ได้ไปถึงจุดหมายปลายทาง

คือพระนิพพาน พระนิพพานคือจิตใจที่สะอาด

 ไม่มีความอยากต่างๆ อันนี้เรียกว่านิพพาน

 นิพพานนี้ไม่ได้เป็นสถานที่

 ไม่ได้เป็นเชียงใหม่ ไม่ได้เป็นฝรั่งเศส

ไม่ได้เป็นอเมริกา แต่เป็นจิตใจ

ที่ได้รับการชำระด้วยธรรมะ จนสะอาดบริสุทธิ์

ไม่มีความอยากทั้งสามนี้

หยุดความอยากทั้งสามนี้ได้

หยุดกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาได้

พอหยุดได้จิตก็เป็นนิพพานขึ้นมา

เพราะว่าไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิด

จิตที่ยังหยุดความอยากไม่ได้

เรียกว่า วัฏจิต วัฏจักร วัฏจักรก็คือสงสารวัฏ

ที่เกิดแก่เจ็บตายของสัตว์

 นอกจากภพของมนุษย์แล้ว

 ก็ยังมีภพของเทวดา ของพรหม

 ภพของเดรัจฉาน ของเปรต

ที่หลังจากที่เราตายจากการเป็นมนุษย์นี้แล้ว

ก่อนที่เราจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

เรายังต้องไปเกิดเป็นเทวดา หรือเกิดในนรกก่อน

 แล้วแต่บุญหรือบาปที่เราได้ทำไว้

 ว่าอันไหนมีกำลังมากกว่ากัน

ถ้าสมมติว่าตอนนี้เราตายไปวันนี้

ถ้าบาปกับบุญที่มีอยู่ในใจนี้ อันไหนมีมากกว่า

 มันก็จะพาเราไป ถ้าบาปมีมากกว่า

 ก็จะดึงใจเราไปอบาย อบายก็มีอยู่สี่ภพด้วยกัน

 ภพของเดรัจฉานภพของเปตร

ของอสุรกาย และภพของนรก

เป็นที่ไปรับใช้ผลบาป

เป็นเหมือนไปติดคุกติดตะราง

 เพราะเป็นที่ที่มีแต่ความทุกข์มากกว่าความสุข

 แต่ถ้าเราทำบุญมากกว่าทำบาป

เวลาตายไปบุญจะดึงเราไปสวรรค์ชั้นต่างๆ

 มีสวรรค์ชั้นเทพ มีสวรรค์ชั้นพรหม

และสวรรค์ที่สูงกว่านั้นคือ

สวรรค์ของพระอริยะเจ้า

อันนี้ก็อยู่ที่บุญที่เราทำกัน บุญก็มีหลายชนิด

 นอกจากการทำบุญทำทานแล้ว

 ก็ยังมีบุญที่เกิดจากการไม่ทำบาป

บุญที่เกิดจากการภาวนา ทำใจให้สงบ

บุญที่เกิดจากการเจริญปัญญา

ทำให้เกิดมีดวงตาเห็นธรรม

 อันนี้ก็จะพาให้เราได้ไปสู่สวรรค์ชั้นต่างๆ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐








ขอบคณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคณเจ้าของภาพคะ




Create Date : 11 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2560 5:04:03 น.
Counter : 333 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ