Group Blog
All Blog
<<< "เหตุอันเดียวกัน" >>>










"เหตุอันเดียวกัน"

ตราบใดที่เรายังไม่สามารถ

ที่จะดับความทุกข์ทางใจได้ด้วยตนเอง

 เราก็ต้องหมั่นเข้าหาพระธรรมพระสงฆ์อยู่เรื่อยๆ

 ตอนนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ได้จากพวกเราไปแล้ว

 แต่ท่านก็ทรงตรัสไว้ก่อนจากไปว่า

 พระธรรมคำสอนของเรานี้แล

จะเป็นศาสดาของพวกเธอต่อไป

 พวกเธอจะไม่ได้อยู่ปราศจากศาสดา

 ถ้าพวกเธอมีพระธรรมคำสอนของเรา

ฉะนั้นถึงแม้เราจะไม่มีพระพุทธเจ้า

 เราก็มีตัวแทนของพระพุทธเจ้า

 คือพระธรรมคำสอนที่ทรงตรัสไว้ชอบแล้ว

 สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก

 ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ

นี่คือพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่ได้ทรงตรัสสอนไว้ และได้มีการจดจำ

มีการจารึกไว้ในสื่อต่างๆ ทุกครั้งที่เราได้ยินได้ฟัง

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

หรือได้อ่านพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ก็เหมือนกับเราได้ฟังธรรมจากพระโอษฐ์

ของพระพุทธเจ้าโดยตรงเลย ไม่ต้องลังเลสงสัย

ในพระธรรมคำสอนว่าเป็นความจริงหรือไม่

ที่เราสวดกันอยู่ตลอดเวลาว่า

 สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

 ก็แปลว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านี้ได้ตรัสไว้ชอบแล้ว

 เป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์

ไม่มีคำโกหกอยู่ในพระธรรมคำสอนเลยแม้แต่คำเดียว

สอนให้ทำอะไร ทำแล้วก็จะได้ผล

อย่างที่ทรงได้ตรัสร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นอกาลิโก

คือไม่มีวันเสื่อมไปกับกาลกับเวลา

ความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้

ในสมัยที่พระองค์ทรงมีพระชนชีพอยู่

ก็ยังเป็นความจริงเหมือนกับในสมัยของพวกเรานี้

 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

คำสอนของพระพุทธเจ้าทุกคำสอนนี้

 มุ่งไปสู่การดับความทุกข์ที่มีอยู่ภายในใจของพวกเรา

 สมัยพระพุทธกาลก็ใช้คำสอนอันนี้ดับทุกข์กัน

บรรลุเป็นพระอริยบุคคลกัน สมัยปัจจุบันนี้

เราก็ใช้คำสอนอันเดียวกันนี้

มาใช้ดับความทุกข์ทางใจกัน

เพราะความทุกข์ทางใจก็เกิดจากเหตุอันเดียวกัน

 เหตุที่ทำให้ความทุกข์ทางใจ

ในสมัยพุทธกาลเกิดขึ้นมา

 ก็เป็นเหตุอันเดียวกันกับเหตุที่ทำให้

ทุกข์ทางใจของพวกเราปรากฎขึ้นมาในปัจจุบัน

 และเหตุที่จะดับความทุกข์ทางใจ

ที่ใช้กันในสมัยพุทธกาล

 ก็เป็นเหตุที่จะดับที่จะใช้ในการดับความทุกข์ทางใจ

ในยุคปัจจุบันเช่นเดียวกันเป็นเหตุอันเดียวกัน

 เป็นเครื่องมือที่จะดับความทุกข์ทางใจต่างๆ

 ที่มีอยู่ในใจของพวกเราให้หมดไปได้

 ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปกับการกับเวลา

 เหตุที่ทำให้เราทุกข์ใจในสมัยพระพุทธกาล

ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเหตุที่ทำให้พวกเราทุกข์ใจกัน

ในปัจจุบันนี้ เป็นเหตุตัวเดียวกัน

เหตุที่จะดับความทุกข์ทางใจสมัยพุทธกาล

กับเหตุในสมัยนี้ก็เป็นเหตุอันเดียวกัน

ดังนั้นเราไม่ต้องกังวลไม่ต้องสงสัย

 ไม่ต้องรอให้มีพระพุทธเจ้ามาทรงแสดงธรรม

ถ้าเรามีพระอริยะสงฆ์สาวก

เป็นผู้แสดงธรรมให้พวกเราฟัง

เราก็จะได้รับคำสอนที่แม่นยำที่ถูกต้อง

ตามความเป็นจริงทุกประการ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๐

"ที่พึ่งทางใจ"







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 กันยายน 2560
Last Update : 7 กันยายน 2560 10:36:07 น.
Counter : 378 Pageviews.

0 comment
<<< "ระดับสติ" >>>











"ระดับสติ"

ใจที่มีสมาธินี้จะแข็งเหมือนหิน จะมีความมีน้ำหนักมาก

 ก้อนหินเวลาพายุมาพัดนี้มันไม่ขยับเลยใช่ไหม

แต่ใจที่ไม่มีสมาธิมันเหมือนปลิวปุยนุ่น

เห็นปุยนุ่นไหมเวลาลมพัดมาเบาๆ แล้วก็ไปละ

แล้วขนนกนี่ ขนนกนี้เวลามีลมพัดมาเบาๆ ก็ลอยไปเลย

 ใจพวกเราก็เป็นเหมือนขนนกนี่

พอมีอะไรกระทบใจหน่อย ไปเลย ดีใจก็ดีใจสุดๆ เลย

 เสียใจก็เสียใจสุดๆ เศร้าใจก็เศร้าใจสุดๆ (หัวเราะ)

 โกรธก็โกรธแบบสุดๆ เลย เพราะว่าไม่มีน้ำหนัก

ตัวที่จะทำให้ใจมีน้ำหนักก็คือสติ

สติจะคอยดึงใจไม่ให้ไปดีใจ ไม่ให้ไปเสียใจ

ไม่ให้ไปคิด ไม่ให้ไปรัก ไปชัง ไปกลัว ไปหลง

 ตอนนี้พวกเราไม่ค่อยมีสติกัน มีแต่มีไม่มาก

มีพอที่จะอยู่แบบมนุษย์ได้ แต่บางคนนี้มีสติน้อย

ก็อยู่แบบมนุษย์ไม่ได้ พวกที่ไปทำบาปนี้

 แสดงว่ามีสติน้อยกว่าของมนุษย์แล้ว

จะไปเป็นสติของเดรัจฉานแล้ว

 เดรัจฉานนี้เขาไม่มีสติเหมือนมนุษย์

มนุษย์นี้หักห้ามใจไม่ให้ฆ่ากันได้

 แต่เดรัจฉานนี้เขาไม่หักห้ามใจ

 เวลาเขาอยากจะกินอะไรเขาก็กัดกินฆ่าเลย

 แต่เป็นมนุษย์นี้เราห้ามได้

มีสติห้ามแล้วบอกฆ่ากันไม่ดี

 ถ้าอยากจะกินก็ไปหากินของที่ไม่ต้องฆ่ากัน

 ไปกินผักกินอะไรก็ได้ หรือถ้ากินของตายแล้ว

 เนื้อที่เขาตายแล้วก็เอามากินนี่คือสติของพวกเรา

 มีแค่ระดับของมนุษย์ หรือต่ำกว่ามนุษย์

ถ้าทำผิดศีลตอนไหนก็ต่ำกว่ามนุษย์แล้ว

 ต่ำกว่าเกณฑ์ของมนุษย์

เกณฑ์ของมนุษย์นี้ต้องรักษาศีลห้าได้

 ถึงจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ ถ้าไปต่ำกว่านั้นนะ

ถ้าไปทำผิดข้อใดข้อหนึ่งนี้ แสดงว่าเริ่มกลายพันธุ์แล้ว

กลายจากมนุษย์ไปเป็นเดรัจฉาน ไปเป็นเปรต

ไปเป็นสัตว์นรกแล้ว อยู่ที่ว่าทำบาปมากน้อยรุนแรง

หรือไม่รุนแรง รุนแรงก็เป็นสัตว์นรก

ถ้าไม่ค่อยรุนแรงก็เป็นเปรตบ้าง เป็นเดรัจฉานบ้าง

แต่ถ้าไม่ทำบาปได้ก็จะเป็นมนุษย์ได้สมบูรณ์

เห็นไหมพวกที่ไม่เป็นมนุษย์สมบูรณ์นี้

เขาเอาไปไว้ที่ไหนนะ เขาเอาไปไว้ในคุกในตะราง

 เพราะไม่ได้เป็นมนุษย์แล้ว เป็นเดรัจฉานแล้ว

เป็นเสือ สิงห์ กระทิงแรดแล้ว เป็นงูแล้ว

เวลาเจองูแล้วเราทำยังไง

เราก็จับมันเอาไปขังไว้ในกรงในคอก

ถ้าปล่อยมันไปตามที่ เดี๋ยวมันก็ไปกัดคนนั้นกัดคนนี้

เพราะมันไม่มีติยับยั้ง เวลาที่มันจะทำร้ายผู้อื่นนี้

 มันไม่มีสติเหมือนมนุษย์ มนุษย์พอจะทำอะไรนี้

พอจะไปทำร้ายผู้อื่นนี้ มันมีสติ มันจะยับยั้งว่าทำไม่ได้

 ทำแล้วจะเสียหายมากกว่าไม่ทำ

ทำแล้วเดี๋ยวจะต้องถูกจับไปติดคุกติดตะราง

ก็เป็นมนุษย์ดีกว่า ดีกว่าไปเป็นเดรัจฉาน

 เช่นโกรธใครอยากจะฆ่าเขานี่ พอได้สติขึ้นมา

 อ๋อ ฆ่าไม่ได้แล้ว ฆ่าแล้วเราเป็นเดรัจฉานแล้ว

เดี๋ยวต้องไปติดคุกติดตะราง เป็นเสือ สิงห์ กระทิง แรด

 เป็นสัตว์ร้ายแล้ว นี่คือระดับสติที่พวกเรามีกัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 กันยายน 2560
Last Update : 7 กันยายน 2560 10:23:29 น.
Counter : 590 Pageviews.

0 comment
<<< "เหตุก็คือการปฏิบัติของเรา" >>>










"เหตุก็คือการปฏิบัติของเรา"

พวกเราเป็นชาวพุทธ มีพระพุทธศาสนา

เป็นผู้สั่งผู้สอนให้พวกเราดำเนินชีวิต

ที่จะพาให้เราไปสู่ความสุขความเจริญ

ให้เราได้อยู่ห่างไกลจากความทุกข์ต่างๆ

 ถ้าเราไม่มีพระพุทธศาสนาเป็นผู้สอนผู้บอก

 พวกเราก็จะไม่รู้ทางที่จะพาให้เราไปสู่การหลุดพ้น

จากความทุกข์ทั้งหลาย ให้เราได้พบกับความสุขที่แท้จริง

 การที่เราได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

จึงเป็นบุญเป็นวาสนาของพวกเราอย่างยิ่ง

 การที่พระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นมาได้

ก็ต้องมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้

 มาตรัสรู้ทางสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์

 สู่ความสุขที่แท้จริงที่ถาวร คือพระนิพพาน

 การสิ้นสุดของการเกิดแก่เจ็บตายเวียนว่ายตายเกิด

ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้มาประกาศพระธรรมคำสอน

ให้แก่พวกเรา พวกเราก็จะไม่มีวันที่จะได้หลุดพ้น

จากกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดไปได้

 พวกเราจะต้องเวียนว่ายตายเกิดกันไปอยู่เรื่อยๆ

 อย่างไม่มีวันสิ้นสุด แต่ถ้าเรามีพระพุทธศาสนา

 เราก็จะได้รู้จักทางสู่การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

 ถ้าเราเดินตามทางที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญ

 เราก็จะได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดกัน

ฉะนั้นสิ่งที่พวกเราควรที่จะกระทำกัน

 หลังจากที่เราได้พบกับพระพุทธศาสนาแล้ว

พบกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

 สิ่งที่เราควรจะกระทำกันก็คือปฏิบัติตาม

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าเราปฏิบัติ

เราก็จะได้รับผลตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงรับผล

 เพราะการปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราปฏิบัติ

ก็เป็นการปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติมาแล้ว

 ได้รับผลมาแล้ว ได้พิสูจน์มาแล้วว่า

การปฎิบัติแบบนี้จะทำให้ได้พบกับผล

 คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

 ได้พบกับความสุขของพระนิพพานที่ไม่มีวันสิ้นสุด

 เราจึงต้องปฏิบัติ ถ้าเรายังไม่เข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไร

 เราก็ต้องหมั่นศึกษาพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อยๆ หมั่นฟังเทศน์ฟังธรรม

 หมั่นอ่านหนังสือธรรมะ หมั่นศึกษาประวัติของพระพุทธเจ้า

 ประวัติของพระอรหันตสาวก เพื่อเราจะได้รู้ว่า

ท่านได้ปฏิบัติกันอย่างไร แล้วเราก็จะได้

เอาการปฏิบัติของท่านมาเป็นตัวอย่าง

มาปฏิบัติตามกัน เพราะบางทีเราก็ไม่รู้

จากการฟังเทศน์ฟังธรรม จากการอ่านศึกษาคำสอน

ที่ทรงสอนให้ปฏิบัติอย่างนั้นปฏิบัติอย่างนี้

แต่เราไม่รู้ว่าต้องปฏิบัติมากน้อยเพียงไร

 เข้มข้นมากน้อยเพียงไร ถึงจะได้ผล

แต่ถ้าเราดูวิธีการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าก็ดี

ของพระอรหันตสาวกทั้งหลายก็ดี

เราจะได้รู้การปฏิบัติว่าจำเป็นจะต้องปฏิบัติเข้มข้นอย่างไร

ถ้าเราปฏิบัติไปตามความรู้สึกของเรา

เราอาจจะไม่ปฏิบัติเข้มข้นพอ

 ไม่สามารถที่จะได้รับผลจากการปฏิบัติ

แล้วก็อาจจะทำให้เราหลงผิดไปได้

คิดว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ไม่ได้เป็นคำสอนที่ถูกต้อง

 ไม่ได้เป็นคำสอนที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติตาม

ได้รับผลอย่างที่ได้ทรงสอนไว้ นั่นก็เป็นเพราะว่า

การปฏิบัติของเรานี้อาจจะปฏิบัติไม่มากพอ

 ไม่เข้มข้นพอ จึงไม่สามารถทำให้เกิดผล

ที่ควรจะเกิดขึ้นมาได้ แต่ถ้าเราดูวิธีการปฏิบัติ

ของพระพุทธเจ้าเอง ของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

 เราก็จะได้เปรียบเทียบได้ว่า การปฏิบัติของเรานี้

มีความเข้มข้นพอเพียงหรือยัง ถ้ายังไม่พอ

เราจะต้องเพิ่มปริมาณเพิ่มความเข้มข้นของการปฎิบัติ

ให้มีมากขึ้นไป แล้วถึงจะได้รับผลกัน

ดังนั้นการศึกษาพระธรรมคำสอนวิธีการปฏิบัติ

 ก็ยังอาจจะไม่พอเพียง ถ้าเราไม่ศึกษาประวัติ

ของการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า

 และประวัติของพระอรหันตสาวก

ประวัติของการปฏิบัติของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

ถ้าเราได้ศึกษาแล้วเราก็จะได้เปรียบเทียบดูว่า

เราปฏิบัติแบบท่านหรือเปล่า ถ้าเราไม่ปฏิบัติแบบท่าน

 เรายังไม่ได้รับผลที่เกิดจากการปฏิบัติ

เราก็จะได้เพิ่มการปฏิบัติของเรา

ให้เหมือนกับการปฏิบัติของท่าน

 เมื่อได้ปฏิบัติเหมือนกับท่านได้ปฏิบัติแล้ว

ผลก็จะเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน

 เพราะเหตุกับผลมันเป็นของตายตัว

เป็นของที่ไม่ได้เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย

ตามการกาลตามเวลา เหตุเป็นอย่างไร

ผลก็จะต้องเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะเป็นในสมัย

พระพุทธเจ้าหรือในสมัยปัจจุบัน

ถ้าเหตุคือการปฏิบัติเหมือนกัน

ผลของการปฏิบัติก็จะเหมือนกันอย่างแน่นอน

 ถ้าในยุคปัจจุบันนี้เราปฏิบัติแล้วเราไม่ได้ผล

 เราก็ต้องมามองที่เหตุของเรา อย่าไปมองที่เรื่องอื่น

 เพราะเรื่องอื่นเช่นว่าหมดยุคหมดสมัยแล้ว

พระพุทธศาสนาเสื่อมไปหมดแล้ว

 คำสอนของพระพุทธเจ้านี้หมดประสิทธิภาพไปแล้ว

 ปฏิบัติอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะบรรลุถึงผลได้

อันนี้ไม่ใช่เป็นเหตุของการไม่ได้บรรลุถึงผล

การที่ไม่ได้บรรลุถึงผลก็คือการบำเพ็ญเหตุของเรา

ว่าพอเพียงไหม ว่าถูกต้องไหม

ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนให้ปฏิบัติหรือไม่

 และปฏิบัติอย่างพอเพียงหรือยัง

 หรือปฏิบัติยังไม่พอเพียง

เช่นวันนึงเราปฏิบัติกันกี่ชั่วโมงอย่างนี้เป็นต้น

 พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติวันละกี่ชั่วโมง

 พระอรหันตสาวกท่านปฏิบัติกันวันละกี่ชั่วโมง

 เราต้องดูเหตุเป็นหลัก เหตุก็คือการปฏิบัติของเรา

 ว่าถูกต้องไหม ว่าเข้มข้นหรือไม่

 เพราะถ้ามันปฏิบัติไม่ถูกหรือปฏิบัติไม่พอไม่มากพอ

 ผลก็อาจจะไม่เกิดขึ้นมาได้

นี่คือหลักของการที่เราจะบำเพ็ญ

ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจึงต้องหมั่นศึกษา

ฟังเทศน์ฟังธรรม ทั้งวิธีการบำเพ็ญ

และวิธีการบำเพ็ญของพระพุทธเจ้า

 และของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

เราจึงมีหนังสือประวัติของครูบาอาจารย์ต่างๆ

 ให้พวกเราได้ศึกษากัน เพราะเราจะได้เปรียบเทียบ

การปฏิบัติของเรากับการปฎิบัติของท่านว่าเหมือนกันไหม

 หรือแตกต่างกันอย่างไร ถ้ามีความแตกต่างกัน

 เราก็ควรที่จะปรับการปฏิบัติของเรา

ให้เหมือนกับการปฏิบัติของท่าน เมื่อเหตุเหมือนกัน

 ผลก็จะต้องเป็นเหมือนกันอย่างแน่นอน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๐

"ปฎิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น"





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 03 กันยายน 2560
Last Update : 3 กันยายน 2560 9:34:50 น.
Counter : 571 Pageviews.

0 comment
<<< "การพัฒนาทางจิตใจ" >>>










"การพัฒนาทางจิตใจ"

ให้เห็นว่าความทุกข์ที่พาให้มาเวียนว่ายตายเกิดกันนี้

 ความทุกข์ที่เกิดจากการเกิดแก่เจ็บตายนี้

 เกิดจากกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

การที่เราจะหยุดการเกิดแก่เจ็บตาย

หยุดการหยุดกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาได้

 เราต้องมีดวงตาเห็นธรรม มีปัญญา

เห็นว่าการทำตามความอยากนี้นำไปสู่ความทุกข์

 และสิ่งที่เราอยากได้มันก็เป็นความทุกข์

 เพราะมันเป็นสิ่งชั่วคราวเป็นของชั่วคราว

 เช่นความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 เป็นความสุขชั่วคราวที่ได้มาแล้วเดี๋ยวก็หมดไป

 เพราะหมดไปความทุกข์ก็จะเข้ามาแทนที่ทันที

 ถ้าเราเห็นด้วยปัญญา เราก็จะได้หยุดความอยาก

ที่จะหารูปเสียงกลิ่นรสมาเสพ

เพราะเท่ากับเป็นการหาความทุกข์กัน

ไม่ใช่หาความสุขกัน สู้ให้หยุดความอยาก

แล้วให้ตั้งอยู่ในความสงบดีกว่า

อยู่ในสมาธิอยู่ในความสงบ

อยู่ในความไม่มีความอยากจะดีกว่า

 เพราะเวลาใจไม่มีความอยากนี้ใจจะสงบ

และมีความสุขมากกว่าความสุข

ที่ได้จากการทำตามความอยาก

อันนี้ก็คือเรื่องของการพัฒนาทางจิตใจ

การพัฒนาแบบยั่งยืนต้องมีพระพุทธศาสนา

มาปรากฎมาสั่งมาสอน ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา

การพัฒนาทางจิตใจก็จะพัฒนาได้แค่ขั้นโลกียะ

 คือขั้นไม่ยั่งยืน คือขั้นของอรูปพรหม

 ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้มาค้นพบโลกุตรธรรมนี้

 ก็มีการพัฒนาทางจิตใจอยู่ มีการรักษาศีลกัน

 มีการทำบุญให้ทานกัน มีการนั่งสมาธิกัน

 แต่ก็สามารถที่จะพัฒนาไปได้แค่ขั้นรูปพรหม

 อรูปพรหมเท่านั้น แล้วพอสมาธิเสื่อมลง

ก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ เพราะยังมีความอยาก

อยู่ภายในใจอยู่ ยังมีภวตัณหา มีวิภวตัณหาอยู่

สำหรับผู้ที่ได้ขึ้นไปสู่ระดับชั้นพรหม

 กามตัณหาก็ได้ถูกกดเอาไว้ด้วยการรักษาศีล

แต่ยังไม่ได้ถูกทำลายไปอย่างถาวร

 ก็ยังสามารถที่จะดึงใจของผู้ที่ได้ขึ้นไปสู่รูปพรหม

และอรูปพรหมนี้กลับมาเสพรูปเสียงกินรสได้

ถ้าจะทำลายความอยากได้อย่างถาวรนี้

ต้องทำลายด้วยปัญญา ไปวิปัสสนา

คือด้วยการเห็นโทษของการทำตามความอยาก

ในรูปเสียงกลิ่นรสว่าเป็นการที่จะพาให้เรา

ต้องกลับมาเกิดใหม่อีกต่อไป

กลับมามีร่างกายเพื่อจะได้มาเสพ

รูปเสียงกลิ่นรสต่อไป

 อันนี้จะต้องรอให้มีพุทธเจ้ามาเป็นผู้ค้นพบ

พระพุทธเจ้าก็ได้ศึกษาได้ปฏิบัติ

จนถึงขั้นอรูปพรหมได้

 นั่งสมาธิเข้าสู่ขั้นอรูปฌานได้

แต่พระองค์ก็ยังเห็นว่า

ยังไม่เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 เพราะเวลาออกจากสมาธิมาความสุขที่ได้

จากขณะที่อยู่ในสมาธิก็ค่อยๆ จางหายไป

เพราะยังมีความคิดปรุงแต่ง

ยังมีความอยากหลงเหลืออยู่ในใจ

 หลังจากที่พระองค์ได้ทรงค้นคว้าศึกษาอยู่

ในที่สุดก็ทรงค้นพบว่าสิ่งที่ทำให้ความสุข

ที่ได้พัฒนาขึ้นมาในจิตใจนั้นไม่ยั่งยืน

ก็เพราะความอยากสามประการนี้เอง

คือความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส

ความอยากมีอยากเป็น

 และความอยากไม่มีอยากไม่เป็น

พระองค์ก็เลยลองใช้ปัญญาพิจารณา

ก็เห็นว่าการทำตามความอยากนี้

ไม่ได้นำไปสู่ความสุขที่แท้จริง

เพราะสิ่งที่อยากได้นั้น

มันเป็นความสุขชั่วคราวนั่นเอง

ได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องมีวันสิ้นสุดลง มีวันหมดไป

ท่านก็เลยหยุดความอยากทั้งสามประการนี้

 เลิกความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส

 เลิกความอยากมีอยากเป็น

 เลิกความอยากไม่มีอยากไม่เป็น

 พอหยุดความอยากทั้งสามประการนี้ได้

ใจก็จะมีความสงบไปตลอดมีความสุขไปตลอด

และก็จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป

 เพราะไม่มีความอยากเป็นตัวฉุดลาก

ให้จิตกลับมาเกิดใหม่นั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐

"การพัฒนาชีวิต"







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 02 กันยายน 2560
Last Update : 2 กันยายน 2560 7:28:11 น.
Counter : 485 Pageviews.

0 comment
<<< "นิพพาน" >>>











"นิพพาน"

การเกิดแก่เจ็บตายนี้ จะไม่มีวันสิ้นสุด

ตราบใดที่มีความอยากทั้งสามนี้

คือความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส

 ความอยากมีอยากเป็น ความอยากไม่มีอยากไม่เป็นนี้

 ยังไม่ได้ถูกกำจัดให้หมดไปจากใจ

เราจึงต้องมาบำเพ็ญธรรมขั้นสูงสุดคือขั้นวิปัสสนา

 ขั้นปัญญา ถึงจะสามารถกำจัดความอยากต่างๆ

ให้หมดไปจากใจได้ ยุตติการเวียนว่ายตายเกิดได้

ยุติความทุกข์ที่ทำให้เราต้องหลั่งน้ำตา

มากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรได้

 ต้องหยุดที่ความอยากทั้งสามประการนี้

แต่ก่อนที่เราจะขึ้นไปสู่ขั้นปัญญาได้เราก็ต้องไต่เต้าขึ้นไป

 เหมือนกับการเรียนหนังสือ เรียนหนังสือก็ต้องเริ่มต้น

จากขั้นนุบาล แล้วก็ขยับขึ้นสู่ขั้นประถม ขั้นมัธยม

ถึงจะขึ้นสู่ขั้นอุดมศึกษา ขั้นปริญญาได้

ปัญญานี้ถือว่าเป็นขั้นระดับปริญญา เป็นระดับอุดมศึกษา

 ก่อนจะขึ้นสู่ขั้นอุดมศึกษาได้ก็ต้องขึ้นไปสู่ขั้นมัธยมก่อน

 ขั้นมัธยมก็คือขั้นสมาธินี้เอง ก่อนจะเข้าสู่ขั้นสมาธิได้

ก็ต้องผ่านขั้นศีล ๘ ไปก่อน ศีล ๘

หรือศีล ๑๐ หรือศีล ๒๒๗ ไปก่อน

แล้วก่อนที่จะขึ้นสู่ขั้นศีล ๘ ได้ ก็ต้องผ่านขั้นศีล ๕ ไปก่อน

 แล้วก่อนที่จะรักษาศีล ๕ ได้

 ก็ต้องผ่านการทำบุญทำทานไปก่อน

เพราะถ้าเราไม่ทำบุญทำทานนี้เราจะไม่มีความเมตตา

 เราจะมีแต่ความโลภ ความอยากได้เงินได้ทอง

 ได้ข้าวได้ของได้สิ่งต่างๆ เราก็อาจจะทำบาปกัน

 เพราะว่าถ้าเราไม่สามารถหาได้โดยวิธีไม่ทำบาป

 เราก็จะทำบาปกัน

แต่ถ้าเราทำบุญทำทานได้เราจะมีความเมตตา

 มีความปรารถนาดีต่อผู้อื่น

ก็จะทำให้เราไม่อยากจะทำบาป

คนที่ทำบุญนี้จะไม่ชอบทำบาป

 ก็จะทำให้รักษาศีล ๕ ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ได้ทำบุญ

 คนไม่ทำบุญนี้มักจะไม่รักษาศีลกัน

 แต่คนที่ทำบุญแล้วนี้จะรักษาศีลกันได้

ถ้ารักษาศีล ๕ ได้ เดี๋ยวก็ขยับเพิ่มเป็นศีล ๘ ได้

ตอนต้นก็ต้องรักษาศีล ๕ ไปก่อน

 เพราะวันพระก็มาลองรักษาศีล ๘ ดู

พอรักษาศีล ๘ ได้ ก็จะมีเวลามาฝึกนั่งสมาธิได้

 พอนั่งสมาธิได้ใจมีความสุข

ก็อยากจะรักษาศีล ๘ ให้มากขึ้น

ก็จะรักษาเพิ่มจากอาทิตย์ละวันเป็นสองวันบ้างสามวันบ้าง

 หรือเพิ่มเป็นตลอดเวลาเลยก็ได้ ออกบวชเลยก็ได้

 เพราะเห็นประโยชน์ของการรักษาศีล

ว่าเป็นการสนับสนุนในการมานั่งสมาธิทำใจให้สงบ

 พอนั่งสมาธิได้ ก็จะพบกับความสุข

ที่เหนือกว่าความสุขที่ได้จากการไปหาลาภยศสรรเสริญ

 ไปหารูปเสียงกลิ่นรสมาเสพ

ก็จะทำให้ก้าวขึ้นสู่ขั้นวิปัสสนาได้

เมื่อเห็นว่าการหาลาภยศสรรเสริญ

หารูปเสียงกลิ่นรสนี้มันเป็นการหาความทุกข์

เพราะความสุขที่ได้มันเป็นความสุขชั่วคราว

ได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องหมดไปต้องจากกันไป

 เวลาหมดไปจากกันไปความทุกข์ก็จะเข้ามาแทนที่

 แต่ถ้าเรามีความสุขจากความสงบจากการนั่งสมาธิ

 เราก็จะฝืนความอยากได้ เราจะไม่เดือดร้อน

 เราก็จะหยุดความอยาก เพราะเราเห็นว่า

การกระทำตามความอยากนี้เป็นการสร้างความทุกข์

 สร้างการเกิดแก่เจ็บตาย เราก็จะหยุดมัน

พอเราหยุดมันได้ ใจเราก็จะไม่มีเหตุ

ที่จะมาพาให้เรามาเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป

ไม่มีเหตุที่จะทำให้เราต้องทุกข์อีกต่อไป

ใจของเราก็จะสุขไปตลอดเวลา ไม่มีวันสิ้นสุด

 คือใจของพระพุทธเจ้าใจของพระอรหันต์

ท่านได้พัฒนาจากขั้นต่ำคือขั้นทานสู่ขั้นศีล

 สู่ขั้นสมาธิและสู่ขั้นปัญญา

ใจของท่านก็เลยเป็นนิพพานไป

พลิกจากการเป็นสังสารวัฏ

 ใจที่เวียนว่ายตายเกิดมาเป็นใจ

ที่ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

 เรียกว่าพระนิพพาน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐

"การพัฒนาชีวิต"








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 01 กันยายน 2560
Last Update : 1 กันยายน 2560 8:34:12 น.
Counter : 532 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ