Group Blog
All Blog
<<< "ตัณหาต้องละ" >>>









"ตัณหาต้องละ"

ความรู้ที่จะพาให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์

นี้มาจากพระพุทธศาสนา ต้องศึกษา

จากพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เท่านั้น

 ถ้าไปศึกษาจากแหล่งอื่นจะไม่ได้ อาจจะได้บางส่วน

 ศาสนาบางแห่งเขาสอนให้ทำบุญสอนให้รักษาศีล

 ตายไปก็ไปสวรรค์ชั้นเทพ

บางศาสนาก็สอนให้สวดนับลูกประคำ

อันนี้ก็เหมือนกับทำสมาธิให้หยุดความคิดต่างๆ

 พอจิตสงบก็ไปสวรรค์ชั้นพรหมได้

แต่ไม่ว่าจะเป็นชั้นเทพหรือชั้นพรหมนี้

มันก็ยังอยู่ภายใต้ของกฎอนิจจัง

 มันไม่นิจนิรันดร์มันไม่ถาวร ได้แล้วก็ต้องเสื่อม

 ได้สวรรค์ชั้นพรหมเดี๋ยวบุญที่ส่งขึ้นไป

สวรรค์ชั้นพรหมหมดกำลังก็ลดลงมาสู่สวรรค์ชั้นเทพ

 จากสวรรค์ชั้นเทพก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

เพราะว่าเหตุที่ทำให้มาเกิดนี้ไม่ได้ถูกกำจัด

 ไม่ได้ถูกกำจัดด้วยการรักษาศีล

ไม่ได้ถูกกำจัดด้วยการทำบุญให้ทาน

ไม่ได้ถูกกำจัดด้วยการนั่งสมาธิ

 เพียงแต่ถูกกดเอาไว้ ถูกตัดกิ่งก้าน

ทำบุญรักษาศีลนั่งสมาธิเหมือนกับตัดกิ่งก้านของต้นไม้

 ทำบุญก็เหมือนกับตัดใบไม้

รักษาศีลก็เหมือนกับตัดกิ่งไม้

นั่งสมาธิก็เหมือนกับตัดต้นไม้

แต่ยังไม่ได้ถอนต้นไม้ออกจากดิน เดี๋ยวทิ้งไว้สักพัก

มันก็งอกขึ้นมาใหม่ได้ถ้ารากมันยังมีอยู่ในดินอยู่

 ถ้าอยากจะให้ต้นไม้นี้ไม่งอกขึ้นมาอีก ก็ต้องถอนมัน

 ถอนรากของมัน รากที่ทำให้เรามาเกิดกันคืออะไร

 ก็คือตัณหาความอยาก

 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

เราต้องปฏิบัติธรรมอีกขั้นหนึ่ง

พอไปถึงสวรรค์ชั้นพรหมแล้ว

ตัดกิ่งตัดก้านตัดต้นมันแล้วของภพชาติแล้ว

 ทีนี้ก็ต้องถอนรากถอนโคนของมัน

 วิธีจะถอนก็ถอนด้วยปัญญา ต้องให้รู้ว่า

อะไรเป็นรากของการมาเกิดแก่เจ็บตายรากของต้นไม้

ก็คือตัณหานี่แหละ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

 ถ้าไม่ได้เรียนจากพระพุทธเจ้าก็ไม่มีใครรู้

ศาสนาทุกศาสนาไม่รู้ว่า

การเวียนว่ายตายเกิดนี้มาได้อย่างไร

 บางศาสนาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการเวียนว่ายตายเกิด

 คิดว่าตายแล้วก็ไปสวรรค์แล้วก็จบ

 ไม่ต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตายอีกต่อไป

บางศาสนาก็รู้ว่ามีการเวียนว่ายตายเกิด

 รู้สึกศาสนาฮินดูมั้งเขารู้นี่

 เขาเชื่อว่ามีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่

 แต่เขาไม่รู้วิธีที่จะยุติการเวียนว่ายตายเกิด

เขาก็คิดว่าให้ไปเกิดชั้นพรหม

แล้วก็จะได้ไม่ต้องกลับมาเกิด

 เขาคิดว่าถ้าไปถึงสวรรค์ชั้นพรหมแล้ว

ก็เป็นพรหมไปตลอด

แต่พระพุทธเจ้ากลับทรงค้นพบว่ามันยังไม่ตลอด

 มันยังเสื่อมได้ สวรรค์ชั้นพรหมสวรรค์ชั้นเทพ

 เพราะว่าความอยากที่จะทำให้มาเกิด

ทำให้จิตมันเสื่อมนี้มันมี ยังไม่ได้ถูกกำจัด

 ไม่มีใครรู้ว่าเหตุที่ทำให้จิตต้องเสื่อม

ต้องกลับมาเกิดใหม่นี้คือตัณหาทั้งสามนี้

ตอนต้นพระพุทธเจ้าก็ไม่รู้ ไปเรียนกับอาจารย์

ที่ไหนรูปไหนก็ไม่มีใครรู้ว่าทำยังไง

จะทำให้ไม่ต้องกลับมาเกิด ทำยังไงทำให้ไม่ต้องทุกข์

เวลาที่ไม่ได้อยู่ในสมาธิไม่ได้อยู่ในฌาน

 เวลาอยู่ในฌานนี้เหมือนกับไม่มีความทุกข์เลย

 ความทุกข์หายไปหมด เพราะตอนนั้น

ความอยากที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์

ต้นเหตุของการเกิดว่ายตายเกิดนี้มันถูกกดเอาไว้

ด้วยกำลังของสมาธิ แต่พอออกจากสมาธิมา

ก็เหมือนเอาหินที่ทับหญ้าออกมา ยกหินออกมา

 หญ้าที่ถูกทับเดี๋ยวมันก็ได้น้ำฝนได้น้ำค้าง

เดี๋ยวมันก็งอกขึ้นมาใหม่ เพราะมันยังมีรากอยู่ในดิน

ถ้าไม่อยากให้ต้นไม้หรือต้นหญ้านี้งอกเงยขึ้นมา

 ก็ต้องถอนรากมัน กำจัดรากมัน

รากมันก็คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

ที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบ ไม่มีใครรู้ว่า

รากเหง้าของการเวียนว่ายตายเกิด

รากเหง้าของความทุกข์ต่างๆ นี้

มาจากความอยากทั้งสามประการนี้

นี่คือปัญญาที่เราต้องมาเรียนกัน

ที่มาเรียนกันนี้เพื่อจะเอาปัญญาตัวนี้และปัญญาตัวอื่นด้วย

ปัญญาวิธีกำจัดความอยากสี่วิธีด้วยกัน

สี่ขั้นด้วยกัน ขั้นทำทาน ขั้นรักษาศีล

ขั้นนั่งสมาธิแล้วก็ขั้นปัญญา

ตอนนี้เรารู้แล้วถ้าเราไม่อยากจะกลับมาเกิด

เราต้องไม่ทำตามความอยาก เราต้องหยุดความอยาก

 เหมือนคนที่ไม่อยากจะสูบบุหรี่นี้ต้องทำอย่างไร

 เวลาอยากจะสูบบุหรี่ต้องสูบหรือไม่สูบ

สูบเหรอ สูบแล้วมันจะหายไหม

ความอยากจะสูบบุหรี่จะหายไหม ไม่หาย

 ถ้าอยากให้มันหายทำยังไง ให้เลิกสูบใช่ไหม

 เพราะทุกครั้งที่อยากจะสูบไม่สูบ

เดี๋ยวความอยากสูบบุหรี่มันก็หายไปเอง

ฉะนั้นความอยากทุกอย่างจะหายไปได้

 ก็ต่อเมื่อเราต้องเลิกมัน ต้องไม่ทำมัน

เราต้องละ ตัณหาต้องละ

 อยากมีแฟนก็อย่าไปมีแฟน

ถ้ามีแฟนเดี๋ยวก็ต้องมีไปเรื่อยๆ

แฟนคนนี้จากกันไปก็หาแฟนใหม่มาต่อ

 หามาหลายภพหลายชาติแล้ว

ที่ต้องกลับมาเกิดอยู่เรื่อยๆ

ก็เพราะส่วนหนึ่งอยากจะมีแฟนกัน

 อยากจะมีความสุขจากการได้อยู่ใกล้ชิด

 ได้เห็นรูปเสียงกลิ่นรสของแฟน ได้สัมผัสตัวแฟน

 ถ้าไม่อยากจะกลับมาเกิด ก็ต้องละความอยากเหล่านี้

 นี่คือปัญญาที่ไม่มีใครรู้ไม่มีใครสอน

มีแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่สอนเท่านั้น.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๐





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2560 9:54:26 น.
Counter : 287 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ