Group Blog
All Blog
<<< “ ต้องเรียนรู้ก่อนปฏิบัติ” >>>











“ ต้องเรียนรู้ก่อนปฏิบัติ”

การฟังเทศน์ฟังธรรมนี้ เท่ากับการมารับยา

รับยาไปรับประทาน ถ้ารับยาไปแล้ว ฟังเทศน์แล้ว

ไม่ได้นำเอาไปปฏิบัติต่อ ฟังเฉยๆ ก็เหมือนกับเอายาไป

 แต่ไม่ได้เอายาไปรับประทานตามที่หมอสั่ง

ธรรมดาเราหาหมอ หมอจะบอกว่า

ให้ยานี้ไปรับประทานวันละสามมื้อหลังอาหารก่อนนอน

 รับประทานครั้งละหนึ่งเม็ดสองเม็ด

 นี่คือยาที่หมอจะให้เรามารักษาทางร่างกาย

 ยาของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าไปรักษาศีล ไปภาวนา

ไปรักษาศีลแปดกัน รักษาศีลแปด ภาวนากัน

 ถ้าเราไม่ไปรักษาศีลแปด ไม่ไปภาวนา

ไม่นั่งสมาธิไม่เจริญปัญญา เราก็ไม่ได้รับประทานยา

ธรรมจะวิเศษขนาดไหนก็ตาม

แต่มันจะไม่ทำประโยชน์ให้กับเราได้

ประโยชน์ธรรมะจะเกิดกับเราได้ก็ต่อเมื่อ

 เราเอาธรรมะเข้ามาในใจ เรากินยากินธรรมะ

 วิธีกินยากินธรรมะก็คือ ปฎิบัติธรรม

ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาศีล

ก็ต้องศีลแปดขึ้นไปถ้ารักษาศีลแปดยังไม่ได้

ก็ต้องหัดรักษาศีลห้าไปก่อน กำลังยังไม่พอ

 ก็รักษาศีลห้าก่อน พอรักษาได้แล้ว

ต่อไปก็ขยับขึ้นมารักษาศีลแปดเช่นวันพระนี้

 ถ้าเรารักษาศีลห้าตามปกติได้แล้ว

วันพระเราก็ลองมารักษาศีลแปดกัน

 ถ้าเรารักษาศีลแปดก็แสดงว่า

เราเริ่มรับประทานยาแล้ว เริ่มเอาธรรมะเข้าสู่ใจแล้ว

และถ้าเราภาวนาหรือทำใจให้สงบเป็นสมาธิ

 อันนี้ก็จะได้เอายาเข้าไปอีก รับประทานตามที่หมอสั่ง

 มียาสองขนาดสามขนาด มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา

 ที่จะต้องรับประทานเข้าไป

ถึงจะรักษาความทุกข์ทางใจให้หายหมดสิ้นไปได้

 ถ้าเพียงแต่ฟังธรรมหรือรู้ว่าศีลมีอะไรบ้าง

 ศีลห้ามีอะไรบ้างศีลแปดมีอะไรบ้าง

สมาธิมีอะไรบ้างสมาธิมีกี่แบบ ปัญญามีกี่แบบ

รู้ถ้ารู้อย่างนี้รู้ไปเฉยๆแต่ไม่นำเอาไปปฏิบัติ

รู้ก็แบบไม่เกิดประโยชน์อะไร

เป็นเหมือนความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

 เหมือนกับสมัยพุทธกาลมีพระเถระรูปหนึ่ง

ท่านท่องคำสอนของพระพุทธเจ้าได้หมดเลย

 จำได้หมด เทศนาว่าการต่างๆที่พระองค์ทรงเทศน์

ถ้ามีการจดบันทึกเอาไว้ท่านก็เอามาอ่าน

 เอามาจดมาจำ จำได้หมดเลย

แต่พระพุทธเจ้าเวลาพบทีไร

ก็ไม่เคยชมพระรูปนี้เลยว่าเก่งฉลาด

 กลับว่าเป็นใบลานเปล่า โง่ ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

 เพราะว่ายังทำใจให้พ้นจากความทุกข์ไม่ได้

ทุกครั้งที่เจอก็พูดอย่างนี้ เธอเป็นเหมือนใบลานเปล่า

 อยู่ไปเปล่าๆ ตายไปเปล่าๆ

ไม่ได้อะไรจากการมาเรียนรู้ธรรมะคำสอนของเราเลย

พอพูดบ่อยๆเข้าก็เลย เกิดความฉุกคิดขึ้นมาว่า

พระพุทธเจ้าทรงหมายความว่า

ความรู้ที่เราเรียนนี้มันไม่พอ ยังไม่ได้ปฏิบัติ

 ก็คำสอนของพระพุทธเจ้านี้ขั้นต้นท่านว่าต้องปฏิบัตินะ

 ต้องศึกษา เรียกว่าปริยัติ ศึกษาแล้ว

ก็ต้องนำเอาไปปฏิบัติ ปฏิบัติแล้ว

ปฏิเวธคือผลของการปฎิบัติก็จะเกิดขึ้นมา

มีธรรมะแล้วถ้าไม่เอาไปปฏิบัติ

ก็จะไม่ได้เห็นผลของธรรม

คือการดับความทุกข์ต่างๆที่มีอยู่ภายในใจให้หมดไป

 การยุติการเวียนว่ายตายเกิด ต้องเกิดจากการปฎิบัติ

แต่ก่อนจะปฏิบัติได้ก็ต้องเรียนรู้ก่อน

ถ้าไม่เรียนรู้แล้วไปปฏิบัติก็จะปฏิบัติแบบผิดๆถูกๆ

 หรือผิดขั้นตอน ถ้าปฏิบัติผิดขั้นตอนมันก็ไม่เกิดผล

 เช่นก่อนที่จะไปทางปัญญานี้ ต้องมีสมาธิก่อน

ถ้าจิตยังไม่รวมเป็นอัปนาสมาธินี้ ยังไม่มีกำลัง

 ยังไม่มีความสามารถที่จะไปเอาปัญญา

มาต่อสู้กับข้าศึกศัตรู

หรือเชื้อโรคที่ทำให้ใจไม่สบายได้

ฉะนั้นก่อนที่จะกินยาปัญญา ต้องกินยาสมาธิก่อน

 พอมียาสมาธิแล้ว ค่อยกินยาปัญญา

ก่อนที่จะมีสมาธิได้ก็ต้องกินยาศีลก่อน

รักษาศีลแปดก่อน ถ้ารักษาศีลแปดยังไม่ได้

ก็หัดรักษาศีลห้าไปก่อน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 04 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2560 9:47:32 น.
Counter : 319 Pageviews.

0 comment
<<< “อัพยาปัชฌา โหนตุ“ >>>









“อัพยาปัชฌา โหนตุ“

วิธีที่สองของการแผ่เมตตา อัพยาปัชฌา โหนตุ

 ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ทำร้ายกัน

ถึงแม้เขาจะไม่ได้มาทำให้เราโกรธเกลียด

เราก็อย่าไปเบียดเบียนเขา อย่าไปทำร้ายเขา

ด้วยความโลภความอยากของเรา

เวลาเราอยากได้อะไร

บางทีเราหักห้ามใจของเราไม่ได้

 เห็นของที่เขามีแล้วอยากได้

ก็เลยไปลักไปขโมยของของเขา

 อันนี้เรียกว่าเป็นการเบียดเบียนกัน

 อย่าเบียดเบียนกัน ถ้าเราไปลักทรัพย์ของผู้อื่น

 เดี๋ยวต่อไปเราก็จะถูกเขามาจับไปขังคุกขังตะราง

 ชาติหน้าเราก็จะถูกผู้อื่นมาลักทรัพย์ของเรา

นี่ก็คือ อัพยาปัชฌา โหนตุ ทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น

 ฆ่าเขาเขาก็จะมาฆ่าเรา ลักทรัพย์ของเขา

เขาก็จะมาลักทรัพย์ของเรา

ประพฤติผิดประเวณีกับเขา

เดี๋ยวเขาก็จะมาประพฤติผิดประเวณีกับเรา

โกหกเขาเขาก็จะมาโกหกเรา

 อันนี้คือกฎแห่งกรรมทำกรรมอันใดไว้

จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

ถ้าไม่อยากจะรับผลของกรรม

ก็อย่าไปทำบาปทำกรรม อย่าไปเบียดเบียนกัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐

“เพียรสร้างบุญบารมี”





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ

 




Create Date : 03 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2560 8:40:11 น.
Counter : 215 Pageviews.

0 comment
<<< “ ทำบาปแล้วมันทุกข์” >>>









“ ทำบาปแล้วมันทุกข์”

ให้เรามานั่งสมาธิกัน

 เห็นไหมพระพุทธเจ้านี่ท่านนั่งสมาธิ

 เห็นไหมกราบพระพุทธเจ้าทีไร

เห็นท่านนั่งอยู่ในท่าอื่นหรือเปล่า ท่านสอนเราทุกวัน

 แต่เราไม่มองกันไม่รู้กันว่า ท่านสอนให้เรานั่งสมาธิ

ทำไมเราไม่ถามว่า ทำไมพระพุทธเจ้า

จึงนั่งอยู่ในท่าสมาธิ

 นักปราชญ์เขาสอนเรา สร้างพระพุทธรูปขึ้นมา

ให้เราเห็นพระพุทธเจ้า ให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าตอนนี้

ท่านทำอะไร ท่านนั่งสมาธิกัน

 แล้วเรานั่งสมาธิกันหรือเปล่า

วันหนึ่งนี้เรานั่งสมาธิกันได้สักกี่นาที

ความสุขอยู่ตรงนี้กลับไม่เอา

 กลับไปหาความทุกข์กัน แล้วก็มาร้องห่มร้องไห้

มาโวยวายกันว่าไม่มีความสุขเลยหาความสุขไม่เจอ

 เพราะว่าไม่สนใจที่จะดูพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง

 ไม่สนใจที่จะฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

นี่แหละถ้าเราอยากจะมีตาดีเหมือนพระพุทธเจ้า

 เราต้องมาศึกษาจากคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่แล้วก็ตาม

 แต่เรามีตัวแทนของพระพุทธเจ้าอยู่ พระพุทธเจ้าบอก

คำสอนที่พระพุทธเจ้าได้สอนพวกเรานี้

จะเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า

 เป็นเหมือนพระพุทธเจ้า ถ้าได้ยินได้ฟังคำสอน

 หรือได้อ่านคำสอน ได้ศึกษาคำสอน

ก็เท่ากับได้ยินจากปากของพระพุทธเจ้าโดยตรง

 เพราะว่าถ้าพระพุทธเจ้าอยู่ ท่านก็จะสอน

อย่างที่พระธรรมคำสอนที่เราอ่านเราฟังนี้สอนเหมือนกัน

 สอนอะไรสอนให้ทำสามอย่าง

วิธีที่จะทำให้เรามีความสุขไม่มีความทุกข์

ท่านสอนให้เราทำสามอย่าง

 หนึ่งละการกระทำบาปทั้งปวง อย่าทำบาป

ทำบาปแล้วมันทุกข์ ทั้งๆที่รู้ว่ามันทุกข์

ก็ยังอดทำไม่ได้ เพราะคิดว่ามันดีกว่าไม่ทำ

 มันทุกข์น้อยกว่าที่เราไม่ได้ทำบาป

 เวลาเราไม่สบายใจ บางทีเราต้องโกหกใช่ไหม

 พอโกหกแล้วเราก็รู้สึกเราสบายใจขึ้น

 แต่สบายใจเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวก็ ความกลัวว่า

เขาจะรู้ว่าเราโกหกนี้มันก็โผล่ขึ้นมาในใจ

 ยิ่งทำให้ไม่สบายใจใหญ่ ถ้ายอมสารภาพผิด

ก็เหมือนกับสบายใจกว่า ยอมรับผิดไป

ขโมยของเขามา เขาถามว่าไปขโมยมาหรือ

 รับไปเลย เออขโมย ยอมรับโทษ แล้วใจจะสบาย

ใจจะไม่หวั่นไหวใจจะไม่เดือดร้อน ไม่กังวล

แต่ถ้าไปโกหกนี่มันจะไม่สบายใจอยู่เรื่อยๆ

 เพราะว่ามันกลัวว่าจะถูกจับได้อยู่ดี

นี่คือตัวอย่างของการทำบาป

 ทำบาปแล้วจะทำให้เราไม่สบายใจ

 ฉะนั้นอย่าไปทำบาป บาปก็มีอยู่ห้าข้อด้วยกัน

 การฆ่าสัตว์ทำลายชีวิตของผู้อื่น

ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานก็ตาม

 มดแมลงนี้เขาก็มีชีวิตเขาก็รักชีวิตเหมือนเรา

 ถึงแม้ว่าตัวเขาจะเล็กแต่ใจเขานี้ใหญ่เท่ากับเรา

 ใจเขากลัวตายเท่ากับเรา ใจเขาเสียใจเท่ากับเรา

 ฉะนั้นอย่าไปเห็นว่าตัวเขาเล็ก

 แต่ใจเขานี้ขนาดเดียวกับเรา

 ใจเขากับใจเรานี้เหมือนกัน

เพียงแต่ร่างกายนี้ต่างกันเท่านั้น

 ขนาดต่างกันแต่ความรู้สึกทางใจนี้เหมือนกัน

 เวลาเขาถูกฆ่าเขารู้สึกยังไง

เรารู้สึกอย่างไรก็เหมือนกัน ฉะนั้นให้คิดอย่างนี้

แล้วเราจะได้มีความเมตตา

เราจะได้ไม่อยากที่จะฆ่าเขา

 ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองก็เหมือนกัน

 ของเรา เราก็รักเราก็หวง

ของเขา เขาก็รักเขาก็หวง

ถ้าใครเอาของเราไปเราจะรู้สึกอย่างไร

 เราจะเสียใจไหม ฉันใดก็ฉันนั้น

เงินทองของเขาเราก็อย่าไปเอา

เพราะจะไปทำให้เขาเสียใจ ทุกข์ใจ

 ทำให้เขาเดือดร้อน แล้วเขาก็จะมาตามล้างแค้นเรา

ตามจับเรา เวลาเราเงินทองหายเราทำอย่างไร

 เราต้องพยายามหาคนที่ขโมย

 ไปแจ้งความไปอะไรต่างๆ

คนที่ขโมยก็จะหวาดเสียวหวาดกลัว

 ต้องคอยหลบคอยซ่อน นี่คือความทุกข์ใจ

 ความประพฤติผิดประเวณีก็เหมือนกัน

สามีภรรยาก็เป็นเหมือนทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

 ไปแย่งสามีของคนอื่น ไปแย่งภรรยาของคนอื่น

 มันก็เป็นเหมือนกับไปแย่งทรัพย์สมบัติของคนอื่น

 เขา เหมือนกันไปขโมยทรัพย์สมบัติของคนอื่น

 ไปแอบประพฤติผิดประเวณี อันนี้ก็ไม่ควร

 ทำทำแล้วเราก็จะไม่สบายใจ

 เดี๋ยวเราก็กลัวว่าเขาจะรู้เข้า ความโกหกก็เหมือนกัน

เวลาโกหกแล้วเราจะไม่สบายใจ

 ส่วนการดื่มสุรานี้ มันเป็นบาปตรงที่ว่า

 ถ้าดื่มแล้วมันจะทำให้เราทำบาปได้ง่าย

 เวลาเมาแล้วมันไม่รู้จักยับยั้ง ความคิด

ไปคิดจะทำอะไรมันก็ทำได้ง่าย

 แต่ถ้าเมาแล้วดื่มแล้วหลับก็ไม่มีปัญหาอะไร

 ไม่ได้ไปสร้างอะไรกับใคร แต่ถ้าดื่มแล้วไม่หลับ

 เดี๋ยวไปเห็นอะไรเข้า ไปทำอะไร

ไปอยากจะทำอะไรขึ้นมาก็ได้

 เห็นภรรยาเห็นสามีของคนอื่นนี้

ก็อยากจะไปหลับนอนกับเขาขึ้นมาก็ได้

 เวลาไม่เมาไม่กล้าคิด แต่พอเวลาเมาแล้วมันกล้าคิด

 เพราะไม่มีอะไรมายับยั้ง

ไม่มีสติมายับยั้งความคิดที่ไม่ดี

ฉะนั้นท่านจึงให้อย่าดื่มสุรา

 เพราะถ้าดื่มสุราแล้วมันจะไปคิดในทางบาปได้ง่าย

แล้วมันจะไปทำบาปได้ง่ายนั่นเอง

 นี่คือบาปห้าข้อ ละเว้นจากการกระทำบาปทั้งปวงนั้น

 นอกจากบาปแล้ว ก็ยังมีรุ่นน้องของบาป

 หรือผู้ช่วยบาปที่เราเรียกว่าอบายมุข

 พวกผู้ช่วยนี่แหละ ที่มันจะเป็นตัวที่ทำให้เราไปทำบาป

 ช่วยให้เราทำบาป คือการเล่นการพนัน

 การเที่ยวกลางคืน การคบคนไม่ดีเป็นมิตร

ความเกียจคร้าน พวกนี้มันจะช่วยทำให้เราไปทำบาป

 ถ้าเราเกียจคร้าน เราไม่ไปทำการทำงาน

 เราไม่ไปเรียนหนังสือ เราก็จะหางานยาก

 งานที่หาได้ก็รายได้น้อย เราขี้เกียจทำงาน

แต่เราขยันใช้เงิน ฉะนั้นเงินทองที่เราหามาได้น้อย

มันก็ยังไม่พอใช้ เงินทองไม่พอใช้

เดี๋ยวมันก็บอกให้เราไปขโมยเงินคนอื่นเขามาใช้

 นี่คือผู้ช่วยของผู้กระทำบาป เรียกว่าอบายมุข

ก็ต้องละทั้งอบายมุข ละทั้งการกระทำบาป

เพราะการกระทำอบายมุข นำไปสู่การทำบาปต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ 







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาต อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 02 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2560 13:28:05 น.
Counter : 288 Pageviews.

0 comment
<<< “เมตตาบารมี” >>>










“เมตตาบารมี”

บุญบารมีข้อที่หนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

ให้พวกเรามาสร้างกันก็คือ เมตตาบารมี

เมตตาแปลว่าความปรารถนาดี

 ความมีไมตรีจิตต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง

 ทั้งเทวดาทั้งมนุษย์อินทร์พรหม

ไม่ว่าเราพบกับสิ่งที่มีชีวิต

เราควรที่จะให้ความเมตตาต่อกัน

 ไม่ควรที่จะทำร้ายกัน

ไม่ควรที่จะสร้างความทุกข์

สร้างความเดือดร้อนให้แก่กันและกัน

 ดังที่ทรงสอนให้เราสวดบทแผ่เมตตา

 การสวดบทแผ่เมตตานี้

ยังไม่ได้เป็นการแผ่เมตตา

 เป็นการซ้อมเป็นการสอนวิธีแผ่เมตตา

ว่าการที่เราจะมีความเมตตาได้นั้น

เราจะต้องทำอย่างไร ข้อที่หนึ่งท่านบอกว่า

 สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ

เราจะขอให้สรรพสัตว์

เราจะไม่มีเวรกรรมกับสรรพสัตว์ทั้งปวง

 เราจะไม่มีเวรมีกรรมกับใคร

 การที่เราจะไม่มีเวรมีกรรมกับผู้อื่นนั้น

เราต้องทำอย่างไร เราก็ต้องไม่โกรธ ไม่เกลียด

 ไม่อาฆาตพยาบาทผู้อื่นนั่นเอง

 เพราะเวลาที่เราโกรธเวลาที่เราเกลียด

เราอาจจะจองเวรจองกรรม

ใครทำร้ายเราใครทำให้เราเสียหาย

 เราก็จะโกรธจะเกลียดจะอาฆาตพยาบาท

 แล้วเราก็จะพยายามทำร้ายเขา

ฟันต่อฟันตาต่อตานะ

อันนี้ไม่ใช่เป็นการแผ่เมตตา

 การแผ่เมตตานี้เราต้อง อะเวรา โหนตุ

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

การระงับเวรนี้เราระงับอย่างไร

 เราก็ระงับด้วยการให้อภัย ใครทำร้ายเรา

ใครเขาทำอะไรให้เราเสียหายเดือดร้อน

 เราจะไม่ถือโทษโกรธเคือง เราจะให้อภัย

 เพราะเราต้องการสร้างเมตตาบารมี

เราต้องการสร้างผลประโยชน์

ที่เราจะได้รับจากเมตตาบารมี

 เราต้องคิดถึงภพหน้าชาติหน้าที่จะตามมา

 ถ้าเราไม่มีเวรต่อกัน ภพหน้าชาติหน้า

เราก็จะไม่มีเจ้ากรรมในเวร

ถ้าเราไม่จองล้างจองผลาญ

 เราก็จะไม่มีใครมาจองล้างจองผลาญเรา

 ให้เราคิดอย่างนี้ อย่าคิดแค่ปัจจุบัน

เพื่อทำอะไรให้มันถูกใจสบายใจพอใจ

แต่กลับกลายเป็นปัญหาที่จะตามมาต่อไป

ในภพหน้าชาติหน้าหรือในอนาคต ไม่ถึงภพหน้า

 วันพรุ่งนี้ถ้าเราไปทำร้ายเขา

 เดี๋ยวพรุ่งนี้เขาก็จะกลับมาทำร้ายเราอีก

 การทำร้ายกันและกันนี้

ไม่ได้เป็นการไปสู่ความสงบสุข

 แต่ไปสู่การเสียหายไปสู่การฉิบหาย

สู่ความทุกข์ต่างๆ ถ้าเขาว่าเราเราไปว่าเขา

 เขาก็มาตีเรา เราก็ไปฆ่าเขา

 พอเราไปฆ่าเขา เดี๋ยวเราก็ต้องถูกจับ

ไปติดคุกติดตะราง แล้วตายไป

เราก็ยังต้องไปเกิดในอบายไปตกนรกอีก

 แต่ถ้าเราให้อภัยได้ไม่จองเวรจองกรรม

 คิดว่ามันก็ผ่านไปแล้ว ความเสียหายก็เกิดขึ้นแล้ว

เราก็ไม่ถือโทษโกรธเคือง เรื่องก็จบแค่นั้น

 แล้วก็เขาก็จะไม่มีปัญหาอะไรกับเรา

นี่คือวิธีแผ่เมตตาวิธีแรกก็คือ ไม่จองเวรกัน.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐

“เพียรสร้างบุญบารมี”







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 02 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2560 9:34:58 น.
Counter : 183 Pageviews.

0 comment
<<< “วิธีหาความสุขแบบไม่มีพิษไม่มีภัย” >>>








“วิธีหาความสุขแบบไม่มีพิษไม่มีภัย”

โรคใจของพวกเราเกิดจาก

การที่เราไม่สามารถหยุดความโลภ

หยุดความอยากของเราได้

ความโลภความอยากนี้แหละ

ทำให้ใจของเราไม่สบาย

 เพราะเราต้องดิ้นรนหาสิ่งที่เราอยากได้กัน

 ได้มาแล้วก็ไม่หาย ความโลภก็ไม่หาย

ความอยากก็ไม่หาย

แต่กลับจะมีความอยากได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ

 แต่ถ้าเราเอาธรรมะของพระพุทธเจ้า

มาหยุดความโลภ หยุดความอยาก

โดยการทำใจให้สงบ นั่งพุทโธๆๆ ไป

 ใจสงบแล้วใจจะนิ่งจะสบายมีความสุข

 แล้วความอยากความโลภก็จะหายไป

 เงินทองก็จะอยู่เงินทองก็จะไม่หาย

 เงินทองจะหายก็ต่อเมื่อ

ความโลภความอยากมันโผล่ขึ้นมา

 ถ้าความโลภความอยากหายไป เงินทองก็จะอยู่

 เงินทองกับความโลภความอยากนี้

รู้สึกว่ามันอยู่ด้วยกันไม่ได้

ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วเงินทองมันจะต้องหมด

ถ้ามีความโลภความอยากโผล่ขึ้นมานี้

เดี๋ยวเงินก็ต้องปลิวออกจากกระเป๋าไปแล้ว

 เดี๋ยวเห็นของในร้านสวยๆ งามๆ ก็อยากจะได้กัน

ได้มามากได้มาน้อยก็ไม่พอ

เดี๋ยวไปเห็นของใหม่ก็อยากได้อีก

ฉะนั้นขอให้เราลองมาเอาแบบที่พระพุทธเจ้าสอนดีกว่า

เอาเวลามาควบคุมความโลภควบคุมความอยากกันดีกว่า

 ด้วยการใช้สติด้วยการใช้ปัญญา สติ ก็คือต้องหยุด

 คือการที่ให้ใจนี้ไม่ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

เรียกว่าการมีสติ

ถ้าปล่อยให้ใจคิดนี้แสดงว่าไม่มีสติ

วิธีที่จะทำให้ใจไม่คิด

เราก็ต้องให้ใจคิดอยู่กับเรื่องเดียว

 เหมือนกับเดิน ให้เดินอยู่กับที่อย่างนี้

 มันก็จะไม่ไปไหนให้เดินอยู่กับที่

ถ้าเดินตามความอยาก

 มันก็จะพาเดินไปถึงไหนถึงกัน

ไปแล้วก็ไม่ได้อะไร ได้แต่ความเหนื่อย

ได้แต่ความอยาก ลองมาหยุดความคิดกันดู

ลองใช้สติคือพุทโธๆ ดูลองระลึกถึงพุทโธๆ

 อยู่ภายในใจไม่ต้องออกเสียง

 แทนที่จะคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

ก็ให้คิดอยู่กับพุทโธๆ ถ้าเบื่อกับคำว่าพุทโธๆ

ก็ให้เราคิดอยู่กับบทสวดมนต์ไป

สวดมนต์ อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมา สัมพุทโธ

เหมือนร้องเพลง แต่อย่าร้อง

เพราะเพลงมันทำให้เกิดความอยาก

 ถ้าเราสวดมนต์แล้วมันจะทำให้ใจไม่อยาก

ทำให้ใจสงบทำให้ใจเบาสวดมนต์ไปก่อนก็ได้

 แล้วค่อยมาพุทโธๆๆ จนกว่าใจจะไม่คิดก็หยุดได้

 ถ้าใจคิดก็พุทโธใหม่ เหมือนรถเวลามันไหล

เราก็ต้องเหยียบเบรค พอมันไม่ไหลแล้ว

ก็ถอนเบรคออกได้ พอมันไหลเราก็เหยียบเบรคใหม่

นี่คือวิธีหาความสุขแบบไม่มีพิษไม่มีภัย

เพราะว่าเราไม่ต้องไปเสียเงินทอง

ไม่ต้องไปหาเงินหาทอง การหาเงินหาทองนี้ลำบาก

และอาจจะเสี่ยงต่อการไปทำบาปได้ทำผิดกฏหมายได้

 แต่ถ้าเราหยุดใจได้ เรามีความสุข

จากการที่ใจมีความสงบนี้

เราก็ไม่ต้องไปหาความสุขแบบอื่น

เราก็ไม่ต้องไปเที่ยวกัน ไม่ต้องไปดูไปฟัง

 ไม่ต้องไปโรงภาพยนตร์ ไม่ต้องไปสถานที่ท่องเที่ยว

 สถานที่บันเทิงต่างๆ อยู่บ้านอย่างปลอดภัย

 บ้านเรานี่แหละเป็นที่น่าอยู่ที่สุด

ถ้าเราสามารถทำใจให้สงบแล้ว

 เราจะไม่อยากออกจากบ้าน

 นี่เราต้องออกจากบ้านกันก็เพราะว่าใจเราไม่สงบ

ใจเรามีความอยากหาความสุข

จากรูปจากเสียงจากกลิ่นจากรสต่างๆ

 เราก็เลยต้องพาร่างกายเราไปหารูปเสียงกลิ่นรสกัน

 ออกจากบ้านไปแต่ละครั้งก็ต้องเสียเงินทอง

เสียค่าใช้จ่าย ถ้าออกบ่อยๆ เงินทองก็จะหมดเร็ว

 เราก็ต้องเหนื่อยกับการไปหาเงินมา

เพราะเราขาดเงินไม่ได้ โดยเฉพาะเงินที่จะเอามาใช้

กับสิ่งที่จำเป็น คือปัจจัยสี่ อาหารเครื่องนุ่งห่ม

ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค แต่ถ้าเราไม่ไปเที่ยวนี้

 เงินทองที่เราจะเอามาใช้กับปัจจัยสี่นี้มันจะเหลือเฟือ

 และจะทำให้เราไม่ต้องดิ้นรน

กับการหาเงินทองมากเกินไป

เราก็จะทำงานน้อยลงก็ได้ หาเงินน้อยลงก็ได้

 เราก็จะมีเวลามาหยุดใจ มาทำใจเราให้สงบ

 ทำใจเราให้มีความสุขมากขึ้น พุทโธนี่แหละ

ถ้าเราทำได้ พุทโธๆ ไปทั้งวันเลย

ไม่ว่าเราจะอยู่ในอิริยาบถใดทำอะไร

 ขอให้มีพุทโธกำกับใจไปเรื่อยๆ

 แล้วความอยากจะไปหาอะไรต่างๆ มาให้ความสุข

มันจะไม่มี แต่ถ้าเราไม่มีพุทโธแล้ว

เดี๋ยวเราก็อยากกินแล้ว เดี๋ยวเราก็อยากดื่มแล้ว

 เดี๋ยวก็อยากดู เดี๋ยวก็อยากฟัง

 เดี๋ยวก็อยากจะออกไปข้างนอก

 เดี๋ยวอยากจะไปโน่น เดี๋ยวอยากจะมานี่

พอไปที่โน่นเดี๋ยวก็อยากมาที่นี่ มาที่นี่แล้ว

เดี๋ยวก็อยากไปที่โน่น

 เพราะว่าเราไม่มีสติคอยกำกับใจ

คอยควบคุมใจของเรา

ปล่อยให้ความอยากมันคอยผลักคอยดันเราให้ไป

 ไปแล้วก็เหนื่อย แล้วก็มีค่าใช้จ่าย

 ทำให้เราต้องไปดิ้นรนหาเงินหาทองมาใช้มาจ่าย

มารับใช้ความอยากของเรา

รับใช้เท่าไรมันก็ไม่หมด

ไม่เคยอิ่มไม่เคยพอ แต่ถ้าเราใช้พุทโธ

หยุดความคิดได้หยุดความอยากได้

 ความอิ่มความพอมันจะเกิดขึ้นมาเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 01 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 1 พฤศจิกายน 2560 12:41:38 น.
Counter : 251 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ