Group Blog
All Blog
<<< “ ใจที่มีอุเบกขา” >>>











“ ใจที่มีอุเบกขา”

แต่ถ้าเรามีอุเบกขานี้ เราจะไม่รำคาญ

 ใครจะชมใครจะด่า เฉยๆ ใครจะพูดเรื่องไร้สาระเรื่องอะไร

 ฟังแล้วเราก็ไม่รำคาญ แต่ถ้าเราไม่มีอุเบกขานี้

เดี๋ยวมันรำคาญแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูป เป็นเสียง

เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นโผฏฐัพพะ

ทุกขเวทนานี้ก็มาจากโผฏฐัพพะ

 คือการสัมผัสของทางร่างกาย

กับของแข็งนานๆ มันก็เจ็บขึ้นมา

 แต่ถ้าเราฝึกใจให้มีอุเบกขา ใจเราจะไม่เดือดร้อน

 ถ้ามันรำคาญแสดงว่าไม่มีอุเบกขา

เราก็ต้องเพิ่มสติขึ้น บริกรรมพุทโธให้ถี่ไปเลย

อย่าไปคิดถึงสิ่งที่ทำให้เรารำคาญ

 ถ้ายิ่งไปคิดยิ่งรำคาญใหญ่ เพราะอยากจะให้มันหาย

 อยากจะให้มันหยุด เช่นคนพูดคนด่าเรานี้

 พอยิ่งได้ยิน ยิ่งฟังเขา ยิ่งโกรธ ยิ่งอยากจะให้เขาหยุด

 พอเขาไม่หยุดก็ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ถ้าเราไม่ไปสนใจ

กับสิ่งที่เขาพูด แล้วดึงใจกลับมาอยู่ที่อุเบกขา

 ด้วยพุทโธ พุทโธ พุทโธ

เขาจะพูดอะไรก็ปล่อยให้เขาพูดไป

 เราก็พุทโธพุทโธของเราไป

เดี๋ยวใจเราก็นิ่งเป็นอุเบกขาแล้ว

เขาจะพูดยังไงก็เหมือนพูดกับเสา

 ลองไปพูดกับเสาดูสักพักเดี๋ยวคนพูดก็เหนื่อยไปเอง

 เพราะเสามันไม่มีกิริยาตอบโต้อะไร

 แต่ถ้าเราไปตอบโต้เขา เขาก็ยิ่งมันส์

เขาก็ยิ่งด่าเรากลับใหญ่

 เราด่าเขากลับ เขาก็ด่าเรากลับ

 เดี๋ยวมันก็ตีกัน ฆ่ากันได้ แต่ถ้าใจเรามีอุเบกขา

เราจะสัมผัสรับรู้ได้อย่างสบาย

ถ้าจิตไม่มีอุเบกขานี้มันจะเป็นเหมือนกระดาษ

พอน้ำหยดไปบนกระดาษนี้

มันจะซึมเข้าไปในกระดาษเลย

 จิตของคนที่ไม่ได้ฝึกหัดไม่ได้ภาวนาไม่ได้มีอุเบกขา

 พอสัมผัสรับรู้อะไรนี้ใจจะเต้นขึ้นมาทันทีเลย

 ไม่ดีใจก็เสียใจ ตื่นเต้นขึ้นมา

 ดีใจก็ตื่นเต้นอย่างหนึ่ง เสียใจก็ตื่นเต้นอย่างหนึ่ง

นี่คือใจของคนธรรมดาทั่วไป

ที่ไม่ได้เคยฝึกฝนอบรมด้านจิตตภาวนา

ไม่ได้ฝึกเจริญสติบริกรรมพุทโธ พุทโธ

พอไปสัมผัสรับรู้กับอะไรนี้ ใจมันจะเต้นตื่นเต้นขึ้นมา

 เหมือนกระต่ายตื่นตูม แต่ถ้ามีการฝึกจิตอยู่เรื่อยๆนี้

 พอเห็นอะไรมันจะควบคุมใจได้

ถ้ามันตื่นเต้นก็ใช้พุทโธ พุทโธหยุดมัน

 ถ้ามีสติกำลังมากพอก็ไม่ต้องใช้พุทโธ

 ถ้ามันเห็นอะไรแล้วมันเฉย ไม่ยินดียินร้าย

แสดงว่ามันมีอุเบกขา มันไม่รักไม่ชัง

 แต่ถ้ามันไม่มีอุเบกขามันจะเกิดความรักความชัง

 ยินดียินร้ายขึ้นมาแล้วก็ตื่นเต้นดีใจ

เวลาได้สัมผัสกับสิ่งที่รัก ดีใจ ใครชมนี้ดีใจ

 ยิ้มไปทั้งวัน พอใครด่าก็น่าบึ้งไปทั้งวัน

 เพราะไม่มีอุเบกขาไม่มีสติ

คอยควบคุมใจให้อยู่เฉยๆ

ใจชอบแกว่งไปกับความรักความชัง

 แล้วพอเกิดความรักก็เกิดความอยากขึ้นมา

 อยากให้เขาชมไปนานๆ พอเขาด่าก็ชัง

อยากจะให้เขาหยุด อยากให้เขาหาย

อยากให้เขาตายไป พอเขาไม่หยุดก็ทุกข์

 เขาไม่ชมอยากให้เขาชม พอเขาไม่ชมก็เสียใจ

 เพราะไม่เข้าใจธรรมชาติของรูปเสียงกลิ่นรส

ว่า มันเป็นอนิจจัง อนัตตา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๐






 

ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 13 ตุลาคม 2560
Last Update : 13 ตุลาคม 2560 10:51:13 น.
Counter : 347 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ