Group Blog
All Blog
<<< “พ่อแม่ครูจารย์” >>>









“พ่อแม่ครูจารย์”

ไปอยู่กับหลวงตาก็เป็นเหมือนลูกของท่าน

ท่านเป็นเหมือนพ่อเป็นเหมือนแม่

ของพระเณรที่ไปอยู่ศึกษากับท่าน

พระเณรจึงเรียกท่านว่าพ่อแม่ครูจารย์

 บวชได้ประมาณ ๖ อาทิตย์ที่วัดบวรฯ พอห่มผ้าเป็น

สามารถเดินทางได้ โดยไม่รู้สึกลำบากใจ

เกี่ยวกับการห่มผ้าและดูแลรักษาบริขารต่างๆ

 ก็กราบลาสมเด็จฯขออนุญาตไปอยู่กับหลวงตา

ที่วัดป่าบ้านตาด สมเด็จฯก็พูดว่าท่านอนุญาต

 แต่หลวงตาจะอนุญาตหรือไม่ก็อยู่ที่หลวงตา

 จึงเป็นเหมือนเด็กเกิดใหม่ ยังไม่เดียงสา

ในการเป็นพระนัก วันแรกที่ไปถึง

ก็เห็นสมรรถภาพของตัวเอง

จากการเดินบิณฑบาตที่เร็วมากของวัดป่าบ้านตาด

 เราไม่เคยเดินเร็วอย่างนั้น นั่งรถไฟไปตอนเย็น

 ถึงอุดรฯตอนเช้ามืด มีรถของญาติโยมที่อุดรฯมารับ

 พอมาถึงศาลาวัดก็พอดีได้เวลาออกบิณฑบาต

 ก็รีบเตรียมบริขารแล้วก็ออกบิณฑบาต

 ขาไปก็เดินตามปกติไปแบบสบายๆ

 แต่ขากลับพอพ้นบ้านหลังสุดท้ายใส่บาตรเสร็จ

 พระรับบาตรของหลวงตาปั๊บ

 ต่างคนต่างโกยแนบกันเลย เราไม่เคยเดินวิ่งแบบนั้น

ซึ่งเหมือนแข่งเดินเร็วในโอลิมปิก

 มีข้าวเหนียวเต็มบาตรที่หนักมาก

ถลกบาตรก็ผูกไม่แน่น เดินกลับมาได้ครึ่งทาง

ถลกบาตรก็หลุด จีวรก็จะหลุด

ต้องคอยประคับประคองอย่างทุลักทุเล

 กว่าจะไปถึงศาลาเขาก็เริ่มจัดแจกอาหารกันแล้ว

ถาม : ท่านมองไหมค่ะ

พระอาจารย์: ท่านคงมอง

แต่ท่านเมตตา ท่านไม่พูดอะไร

ส่วนใหญ่ถ้าเป็นพระมาใหม่ ท่านจะไม่ใช้มาตรการหนัก

 ท่านจะเฉยๆไปก่อน นอกจากแย่จริงๆ

ก็อาจจะถูกว่าโดยตรง แต่ใหม่ๆท่านจะสังเกตดู

 ถ้าเห็นว่ามีความตั้งใจปฏิบัติ จะช้ากว่าเขา

 ยังไม่เข้าร่องเข้ารอย ท่านก็ไม่พูดอะไร

ช่วงนั้นท่านจะรับพระประมาณ ๑๕-๑๖ รูปเท่านั้นเอง

 พอท่านอนุญาตให้อยู่ได้ พระเก่าก็มาแสดงความยินดี

 เพราะท่านจะไม่รับใครง่ายๆ มีพระหลายรูปด้วยกัน

ที่ท่านไม่ให้อยู่ ในช่วงใกล้เข้าพรรษา

 ท่านก็จะพูดว่าองค์นี้ไปนะ องค์นี้อยู่ได้นะ

แต่สำหรับอาตมาท่านยังกั๊กไว้ว่า

ท่านที่มาจากวัดบวรฯ เราได้ตกลงกันไว้ว่า

อยู่ได้ชั่วคราว ตอนไปกราบท่านวันแรกท่านก็บอกว่า

 อยู่ได้ชั่วคราวกุฏิไม่ว่าง แล้วท่านก็ไม่พูดอะไรอีก

 ตอนนั้นเป็นช่วงต้นเดือนเมษาฯ

 ตอนที่ท่านอนุญาตให้อยู่ได้ก็ประมาณเดือนมิถุนาฯ

กำลังประชุมพระ ก่อนเทศน์ท่านก็พูดว่าองค์นี้ไปนะ

 องค์นี้อยู่ได้นะ ส่วนองค์ที่มาจากวัดบวรฯ

 เราได้ตกลงกันไว้ว่าอยู่ได้ชั่วคราว

 ท่านก็ต้องไป อยู่ไม่ได้

 แล้วท่านก็เริ่มเทศน์ไปประมาณสักชั่วโมงกว่าๆ

พอจะเลิกประชุมลุกขึ้นมากราบพระ ท่านก็พูดว่า

องค์นั้นจะอยู่ก็อยู่นะ ท่านต้องการให้เห็นคุณค่า

ของการได้อยู่ จะได้มีความตั้งใจ

เพราะเวลาได้อะไรมาง่ายๆ

เราจะไม่เห็นคุณค่าของมัน

 สิ่งใดที่ได้มาด้วยความยากลำบากเราจะรักษามัน

ก็อยู่มาตลอด ๕ ปีแรกก็ไม่ได้ไปไหนเลย

 เพราะพระวินัยกำหนดไว้ว่าถ้ายังไม่ได้ ๕ พรรษา

ไม่ให้อยู่ปราศจากครูบาอาจารย์

เช่นบวชได้ ๒ พรรษาแล้ว

จะไปธุดงค์องค์เดียวก็ยังไปไม่ได้

 นอกจากท่านเห็นว่าสมควร ถ้าไปแล้วได้ประโยชน์

 แต่ถ้าไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ท่านก็ไม่ให้ไป

มีพระอยู่รูปหนึ่งอยู่ได้ ๒-๓ พรรษา ก็ขอลาไปธุดงค์

ลาสองสามครั้งท่านก็ไม่อนุญาต ครั้งสุดท้ายไปลา

 ท่านก็บอกว่าถ้าไปก็ไม่ต้องกลับมา

 ท่านจะดูจิตของผู้ปฏิบัติเป็นหลัก

อายุพรรษาไม่สำคัญเท่าไหร่ บางทีได้ ๕ พรรษาแล้ว

ถ้าท่านเห็นว่ายังไม่สมควรไป ไปแล้วเสีย ไปแล้วสึก

 ท่านก็พยายามดึงไว้ อย่างน้อยอยู่ในวัด

ก็ยังได้ศึกษาจากครูบาอาจารย์

ที่วัดก็มีความสงบวิเวกดี ถ้าปฏิบัติเป็นแล้ว

ก็ไม่จำเป็นต้องไปที่อื่น แต่ใจไม่ค่อยชอบอยู่กับที่

 ไปอยู่ที่ไหนนานๆแล้วก็เกิดความเบื่อหน่าย

 อยากจะไปสถานที่ใหม่ จิตจะหลอกให้เราคิดว่า

 ไปที่นั่นดี ไปที่นี่ดี จะได้อย่างนั้นได้อย่างนี้

ความจริงแล้วอยู่กับครูบาอาจารย์นี้ดีที่สุด

 อยู่กับท่านก็เป็นเหมือนลูกของท่าน

ทุกสิ่งทุกอย่างท่านจะดูแลให้หมด ก็สบายดี

 ไม่ต้องมีภารกิจอย่างอื่น

 นอกจากตอนเช้าออกไปบิณฑบาต

 กลับมาฉันเสร็จก็ล้างบาตร ช่วยกันทำความสะอาดศาลา

 หลังจากนั้นก็กลับกุฏิภาวนาจนถึงช่วงบ่าย ๒ โมง

 ถ้าอยากจะฉันน้ำชากาแฟ ฉันน้ำปานะ

ก็มีที่เตรียมไว้ให้ฉัน ฉันเสร็จแล้วก็ช่วยกันปัดกวาด

 เสร็จแล้วก็ช่วยกันทำความสะอาดศาลา

 เข็นน้ำไปใส่ตุ่มตามที่ต่างๆ ตักน้ำจากบ่อใส่ปี๊บในรถเข็น

 แล้วก็เข็นไปใส่ในห้องน้ำต่างๆ ตามกุฏิตามสถานที่ต่างๆ

 เสร็จแล้วก็กลับกุฏิสรงน้ำ แล้วก็ภาวนาต่อ

 วันที่ท่านจะประชุมอบรมพระ

 ท่านจะให้พระมาบอกตอนใกล้ๆพลบค่ำ

 พอบอกปั๊บก็ต้องรีบไปเลย เพราะท่านจะไปรออยู่แล้ว

 จะปล่อยให้ครูบาอาจารย์นั่งรอก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง

 ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่พอพระมาบอกประชุมคำเดียว

 ก็รีบไปเลย หยิบไฟฉายหยิบผ้าปูนั่งกับจีวรได้

 ก็ต้องรีบไปเลย ใครไปถึงก่อนก็ช่วยจัดที่นั่ง

จุดธูปจุดเทียน ไม่มีไฟฟ้า เวลาท่านเทศน์

ก็มีแค่เทียน ๒ เล่มที่จุดไว้บูชาพระเท่านั้นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................

กัณฑ์ที่ ๒๗๕ วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๙

 (จุลธรรมนำใจ ๗)

“พ่อแม่ครูจารย์”







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 20 กันยายน 2560
Last Update : 20 กันยายน 2560 10:18:39 น.
Counter : 584 Pageviews.

1 comments

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณพันคม, คุณnewyorknurse

  
กราบหลวงตาครับ..
ศิษย์หัวดู้น่าละอายนัก
โดย: พันคม วันที่: 21 กันยายน 2560 เวลา:15:18:04 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ