Group Blog
All Blog
<<< "อย่าข้ามขั้นตอน" >>>










"อย่าข้ามขั้นตอน"

ก็ต้องไปปฏิบัติเอา ปฏิบัติแล้วก็จะได้รู้ได้เห็น

มากกว่าที่ได้ยินได้ฟังได้ศึกษา

สิบปากว่าไม่เท่าหนึ่งตาเห็น

 การปฏิบัตินี้จะทำให้เราเห็นตัวจริง

 การฟังนี้เพียงแต่ได้ยินชื่อ ได้ยินชื่อของศีล

ได้ยินชื่อของสมาธิ ได้ยินชื่อของปัญญา

 ยังไม่ได้เจอตัวจริง ถ้าเจอตัวจริงแล้ว

จะเห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากของจริง

ตอนได้ยินแต่ชื่อนี้ยังไม่ได้รับประโยชน์อะไร

ได้ยินแต่ชื่อว่าศีลแต่ยังไม่ได้รักษา

ก็ยังไม่เห็นประโยชน์ ได้ยินแต่ชื่อของสมาธิ

ยังไม่ได้นั่งสมาธิให้ใจสงบ

ก็ยังไม่เห็นประโยชน์ของสมาธิ

ได้ยินแต่ชื่อปัญญา แต่ยังไม่เคยเห็นปัญญา

ตอนที่มาฆ่ากิเลสให้ตาย พอมีปัญญาเห็นว่า

ทุกข์เกิดจากความอยาก ก็อยุดมันได้เท่านั้น

ตอนนั้นความทุกข์นี้หายไปหมดเลย

 เบาอกเบาใจ สบายอกสบายใจ 

ต้องปฏิบัติถึงจะเห็นผลการเรียนนี้เพื่อให้รู้เป้าหมาย

ของการปฎิบัติให้ปฏิบัติตรงไหน ให้ทำอะไร

ถ้าไม่เรียนก็อาจจะคิดว่าฆ่ากิเลสด้วยการไปเที่ยวกัน

 อยากเที่ยวก็ไปเที่ยวกัน เที่ยวแล้วก็มีความสุข

กิเลสก็ตายไปชั่วคราว ความอยากเที่ยวก็ไม่มี

 กลับมาบ้านก็สบายไปสักพักหนึ่ง

อ้าวแต่มันก็ไม่ตายแท้นี่หว่า เดี๋ยวก็โผล่ขึ้นมาใหม่

 แต่ถ้าใช้สติใช้สมาธิใช้ปัญญาหยุดความอยากได้

มันจะไม่โผล่กลับมาใหม่ มันจะเบื่อไปเลย

 มันจะไม่อยากเลย ต้องปฏิบัตินะถึงจะเห็นผล

ที่เกิดขึ้นกับใจของเรา ใจเราสุขใจเราทุกข์นี้

มันจะเห็นชัดเจนจากการปฏิบัติ

อะไรทำให้ใจเราทุกข์ อะไรทำให้ใจเราสุข

 มันถึงไม่สงสัยไง คนที่ปฏิบัติแล้ว เวลาสอนนี้ไม่สงสัย

ไม่เหมือนกับคนที่เรียนแล้วไปสอน คนที่เรียนแล้ว

ไปสอนตัวเองก็ยังสงสัยอยู่ มันจะเป็นจริงหรือเปล่า

 บางทีก็เลยเห็นว่ามันยากก็เลยไม่สอนเลย

 เห็นนั่งสมาธิมันยากก็เลยไม่สอนให้นั่ง

 ข้ามสมาธิไปเลย ใช้ปัญญาไปเลย

 ปัญญาไม่มีสมาธิมันก็เป็นสัญญา

 หรือเป็นปัญญาที่ไม่มีกำลัง

เป็นความรู้ที่ฆ่ากิเลสไม่ได้

 เพราะไม่มีกำลังสู้กับกิเลส รู้ว่ากิเลสไม่ดี

รู้ว่าความอยากไม่ดี แต่สู้มันไม่ได้

 เพราะไม่มีสมาธิไม่มีกำลัง ถ้ามีสมาธิแล้วก็จะมีกำลัง

 ข้ามสมาธิไปไม่ได้ การที่จะไปใช้ปัญญา

เพื่อฆ่ากิเลสนี้ ถ้าไม่มีสมาธิอย่าไปใช้ให้เสียเวลา

 เหมือนบางคนที่ไม่มีแรงไปทำงาน

 คนที่ไม่ได้กินข้าวไม่ได้พักผ่อนหลับนอนแล้ว

เราไปใช้ให้ทำงาน มันไม่มีวันที่จะทำงานได้สำเร็จหรอก

 ต้องให้มันพักผ่อนหลับนอน ให้มันกินข้าวอย่างเต็มที่

 พอมันตื่นขึ้นมามันมีกำลังแล้วใช้มันทำอะไรปรู๊ดปร๊าดๆ

สองสามทีก็เสร็จแล้ว นี่แหละคือสมาธิ

สมาธิจะทำให้ใจมีพลัง มีพลังที่จะสู้กับกิเลสได้

 แต่ถ้าไม่มีสมาธินี้ ไหลไปตามกิเลส

 กิเลสบอกให้ทำอะไรก็สู้มันไม่ไหว ยอมแพ้

มันต้องทำสมาธิก่อนถึงจะไปทางปัญญาต่อ

การจะทำสมาธิได้ ก็ต้องมีศีลก่อน

ถ้าไม่มีศีลแล้วนั่งสมาธิไม่มีวันทน

หนึ่งจะไม่มีเวลานั่งจะไปติดคุกติดตะรางกัน

นี่คนทำบาปนี่ไปติดคุกติดตะรางใช่ไหม

ไปขึ้นศาลอยู่ตลอดเวลา ไปวิตกกังวลกับข้อหาคดีต่างๆ

 แล้วมันจะไปมีกะจิตกะใจนั่งสมาธิได้อย่างไร

มันต้องไม่ทำบาป ไม่มีปัญหา ไม่มีเรื่องมีราวกับใคร

 ถึงจะทำให้ใจโล่ง ใจสบาย

ใจจะได้มาเจริญสติพุทโธพุทโธได้

 พระพุทธเจ้าบอกต้องทำเป็นขั้นบันได

เพราะธรรมแต่ละขั้นนี้มันสนับสนุนกัน

 ธรรมขั้นที่หนึ่งสนับสนุนขั้นที่สอง

ขั้นที่สองสนับสนุนขั้นที่สาม

ขั้นที่สามสนับสนุนขั้นที่สี่

 ศีลสนับสนุนให้เกิดสมาธิได้ง่าย

 สมาธิทำให้ใช้ปัญญาฆ่ากิเลสได้

ถ้าไม่มีสมาธิมีปัญญาก็ฆ่ากิเลสไม่ได้

สมาธิสนับสนุนปัญญาในการฆ่ากิเลส

 ปัญญาสนับสนุนจิตให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

 สมาธิเองฆ่ากิเลสไม่ได้ เพียงแต่หยุดได้ชั่วคราว

 แต่ไม่ตาย ต้องใช้ปัญญาถึงจะตาย

 ฉะนั้นต้องใช้ทั้งสองอย่างใช้ทั้งสมาธิใช้ทั้งปัญญา

 จึงจะทำให้จิตหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้

ท่านจึงบอกว่าสมาธิที่มี ศีลเป็นผู้สนับสนุน

เป็นสมาธิที่มีพลังมาก มีกำลังมาก มีประโยชน์มาก

ปัญญาที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาธิก็จะมีพลังมาก

 มีกำลังมาก จิตที่มีปัญญาสนับสนุนก็จะหลุดพ้น

จากความทุกข์ทุกข์โดยถ่ายเดียว

มันต้องเป็นขั้นไปแต่ละขั้น ปัญญาต้องอาศัยสมาธิ

สมาธิต้องอาศัยศีล จิตใจหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

ก็ต้องอาศัยปัญญา มันก็เลยต้องทำตามกระบวนการ

เหมือนกับเด็กนี้ ก่อนที่จะวิ่งได้ก็ต้องคลานก่อน

 คลานได้ก็ต้องยืนให้ได้ก่อน ยืนได้ก็ต้องเดินให้ได้ก่อน

 ถึงจะวิ่งได้ ไม่ใช่นอนอยู่อย่างนี้อยากจะวิ่ง

ก็ลุกขึ้นมาวิ่งเลยได้เลย มันก็มีขั้นตอนของมัน

 นอนก็ต้องพลิกขึ้นมาคลานก่อน

 คลานได้ก็ต้องหัดลุกขึ้นมายืนก่อน

ยืนได้แล้วก็หัดเดินก่อน เดินแล้วก็หัดวิ่งต่อไป

จิตที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

ก็ต้องสร้างศีลขึ้นมาก่อน เมื่อมีศีลแล้ว

ก็จะไปสร้างสมาธิขึ้นมาได้ เมื่อมีสมาธิแล้ว

ก็จะไปสนับสนุนปัญญาในการฆ่ากิเลสได้

พอปัญญามีสมาธิสนับสนุน

พอกิเลสโผล่มาก็ฆ่ามันได้ทันที

 พอจิตมีปัญญาคอยฆ่ากิเลสให้ จิตก็จะหลุดพ้น

จากความทุกข์ทั้งปวง

ฉะนั้นอย่าข้ามขั้นตอนตรวจตราดูการปฏิบัติของเราว่า

 ตอนนี้เรามีศีลหรือยัง มีสมาธิหรือยัง

 ถ้ายังไม่มีอย่าไปคิดว่ามีปัญญาแล้วจะฆ่ากิเลสได้

 ปัญญามันมีสองแบบปัญญาที่ฆ่ากิเลสได้

กับปัญญาที่ฆ่ากิเลสไม่ได้ ปัญญาที่เรามีตอนนี้

 เป็นปัญญาที่ฆ่ากิเลสไม่ได้ เรารู้นี่ฟังเทศน์ฟังธรรม

 เรารู้แล้วว่า กิเลสไม่ดีความโลภไม่ดี

แต่ทำไมถ้วยกาแฟน่ะตั้งอยู่ข้างๆ เรารู้ว่าไม่ดี (หัวเราะ)

 ยังอยากดื่มกาแฟอยู่นั่นแหละ

 มีเครื่องดื่มเต็มไปหมดเลยนั่งฟังเทศน์ไป

ยังมีเครื่องดื่มตั้งอยู่ข้างๆอยู่เลย มันปัญญาปลอม

 ปัญญาหลอก เป็นความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

 เป็นความรู้ที่ฆ่ากิเลสไม่ได้ ปัญญาที่เราฟังนี้

 ฆ่ากิเลสไม่ได้ เพราะไม่มีสติไม่มีสมาธิเป็นผู้หยุดกิเลส

 ปัญญาเป็นผู้สั่งให้สมาธิหยุดกิเลส

ปัญญาสั่งแล้วแต่สมาธิไม่มีกำลังก็หยุดมันไม่ได้

 ต้องมีทั้งสองอย่างถึงจะฆ่ากิเลสได้

มีทั้งสมาธิมีทั้งปัญญา ถ้ามีสมาธิ

ก็เพียงแต่หยุดกิเลสชั่วคราว

 เดี๋ยวพอเผลอกิเลสก็โผล่ขึ้นมาใหม่ ไม่ตาย

 ไม่ตายด้วยสมาธิ ต้องใช้ปัญญา

ต้องเห็นว่าการทำตามกิเลสเป็นทุกข์ นั่นคือปัญญา

 สมาธิไม่เห็นสมาธิเพียงแต่หยุดมันเท่านั้นเอง

 พอพุทโธๆๆไปกิเลสก็หยุดทำงาน

พอหยุดพุทโธ กิเลสก็โผล่ขึ้นมาใหม่

ถ้าจะไม่ให้กิเลสโผล่ขึ้นมาก็ต้องใช้ปัญญา

 เวลาโผล่ขึ้นมาก็อย่าไปทำตามมัน

 พอไม่ไปทำตามมันต่อไปมันก็ไม่มา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

สนทนาธรรม

วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 กันยายน 2560
Last Update : 16 กันยายน 2560 10:52:35 น.
Counter : 650 Pageviews.

0 comment
<<< "คุณสมบัติของผู้ที่จะบรรลุธรรม" >>>











"คุณสมบัติของผู้ที่จะบรรลุธรรม"

ถ้ามีปัญญาที่สามารถตัดกิเลสได้ก็บรรลุได้

 ถ้าขจัดความอยากต่างๆ ให้หมดไปจากใจได้

 ก็บรรลุธรรมได้ แต่ส่วนใหญ่มันจะตัดไม่ได้ถ้าไม่มีสมาธิ

เพราะถ้าไม่มีสมาธิ ใจจะไม่มีกำลังที่จะไปตัดกิเลส

 ถึงแม้จะมีมีด แต่ไม่มีกำลังไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง ก็ตัดไม่ได้

 แต่ถ้ามีเรี่ยวมีแรงแล้วมีมีด ก็จะสามารถ

ฟันกิเลสฆ่ากิเลสให้ตายได้ ตอนนี้เรามีปัญญา

ที่เกิดจากการฟังธรรม แต่ใจของเรานี้อ่อนปวกเปียก

เหมือนเด็กทารก ไม่มีกำลังที่จะเอาปัญญา

เอามีดของพระพุทธเจ้านี้ไปฆ่ากิเลสได้

เราจึงต้องมาฝึกสมาธิกัน เพื่อทำให้จิตนี้แข็งแรง

เหมือนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่ใช่เป็นเด็กทารก

 คนที่ไม่มีสมาธินี้ก็เป็นเหมือนเด็กทารก

 ใจจะอ่อนปวกเปียก จะโลเล จะไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์

 แต่ถ้ามีสมาธิแล้วจะเป็นคนหนักแน่น

มีหลักมีเกณฑ์ มีพลังที่จะทำอะไรต่างๆได้

ดังนั้น การฟังเทศน์ฟังธรรมอย่างเดียวถ้าไม่มีสมาธินี้

ยากที่จะบรรลุได้ ผู้ที่บรรลุจากการฟังเทศน์ฟังธรรมนั้น

ส่วนใหญ่เขามีสมาธิกันแล้ว เช่นในครั้งพุทธกาล

 ครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม

ให้กับบรรดานักบวชทั้งหลาย

พวกนี้เขามีฌานมีสมาธิกันแล้ว แต่เขาไม่มีปัญญา

พอเขาได้ปัญญาจากพระพุทธเจ้า

เขาก็เอาปัญญานั้นมาฆ่ากิเลสได้ทันทีเลย

 บรรลุธรรมได้ในขณะที่ฟัง เพราะเขามีสมาธิแล้ว

 เขามีกำลังที่จะเอามีดที่พระพุทธเจ้าหยิบยื่นให้

ไปฆ่ากิเลสของเขา แต่พวกเรานี้ตรงกันข้าม

พวกเรามีมีด เราฟังเทศน์ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า

 เรารู้ว่ากิเลสคืออะไร แต่เราไม่มีกำลังที่จะไปฆ่ามัน

ดังนั้น เราต้องมาฝึกสมาธิกันก่อน

คือถ้าเราฟังเทศน์แล้วไม่บรรลุ เรายังตัดกิเลสไม่ได้

ก็แสดงว่าเราไม่มีกำลังไม่มีสมาธิ

เราก็ต้องมาฝึกสมาธิกัน ถ้าเรามีสมาธิแล้ว

เราอยากเอาธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราเอามาใช้

 เราก็จะสามารถเอามาฆ่ากิเลสตัณหาต่างๆ

ให้หมดไปจากใจได้

เราก็จะสามารถบรรลุธรรมขั้นต่างๆ ได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

จาก "หนังสือสติธรรม"







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 กันยายน 2560
Last Update : 15 กันยายน 2560 8:38:03 น.
Counter : 630 Pageviews.

0 comment
<<< "ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการกระทำของเรา" >>>










"ประโยชน์ที่เราจะได้รับ

จากการกระทำของเรา"

เราจะปฏิบัติได้มากได้น้อยก็อยู่ที่เราคิดว่าการกระทำ

ถ้าเราต้องเลือกระหว่างการกระทำสองอย่าง

ปฎิบัติธรรมกับการไปเที่ยวอย่างนี้ อันไหนจะดีกว่ากัน

ถ้าเราไม่ใช้ปัญญาวิเคราะห์ดู ถ้าเราใช้อารมณ์

เราก็จะไปเที่ยวกัน เพราะเราติดทางเที่ยว

มากกว่าการปฎิบัติธรรม การที่เราจะดึงใจเรา

ให้มาปฎิบัติธรรมจากการไปเที่ยวได้นี้

 เราต้องใช้เหตุผลเท่านั้น เหตุผลก็คือ

ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการกระทำของเรา

 ถ้าเราไปเที่ยวเราก็ได้ประโยชน์เดี๋ยวเดียว

 เรามาปฏิบัติธรรมเราจะได้ประโยชน์ที่ยั่งยืนที่ถาวร

อย่างที่เล่าให้ฟังมีญาติโยมคู่นึงแม่ลูก

จะไปเที่ยวแล้วก็มาวิเคราะห์ดูว่าเที่ยวญี่ปุ่น

ไปเที่ยวกลับมาแล้วมันก็หมด

 แต่เอาเงินนี้มาทำบุญใส่บาตร

ให้พระทั้งวัดได้ทั้งพรรษานี้ 

 เขาก็เลยคิดว่ามาทำบุญดีกว่า

 มาทำบุญเอาอาหารมาเลี้ยงพระดีกว่า

 แล้วเขาก็เลยตัดสินใจไม่ไปเที่ยว

ถามเขาว่าถ้าไปเที่ยวนี้จะต้องหมดไปสักเท่าไหร่

เขาบอกอย่างน้อยก็แสนหนึ่ง

เอาเงินแสนนี้มาทำบุญดีกว่า ได้ความสุขใจ

 ได้ความอิ่มใจที่นานกว่า ความสุขที่ได้รับจากการไปเที่ยว

 ไปเที่ยวกลับมาแล้วก็เหนื่อย ความสุขที่ได้ก็หายไปหมด

 เงินก็หมดไป เพราะคิดถึงการไปเที่ยวก็อยากไปเที่ยวอีก

 หิวอีก แต่ถ้าเราทำบุญแล้ว ทุกครั้งที่เราคิดถึงบุญที่เราทำ

 ก็มีความสุขใจอิ่มใจอยู่ตลอดเวลา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๐

"ปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น"








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 13 กันยายน 2560
Last Update : 13 กันยายน 2560 7:55:42 น.
Counter : 499 Pageviews.

0 comment
<<< "พิจารณาความไม่เที่ยงแท้แน่นอน" >>>









"พิจารณาความไม่เที่ยงแท้แน่นอน"

ถ้าเราพิจารณาความไม่เที่ยงแท้แน่นอน

ของทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้

 มันจะทำให้เราสามารถที่เราจะเลิกทำกิจกรรมต่างๆ ได้

ทุกวันนี้บางทีเราก็อ้างว่าเรามีภาระ

มีความรับผิดชอบกับบุคคลนั้นบุคคลนี้

เพราะว่าถ้าไม่มีเราแล้วเขาจะเดือดร้อนลำบาก

 แต่เราไม่พิจารณาดูว่าเขาจะเดือดร้อนลำบาก

หรือไม่เดือดร้อนลำบาก ในที่สุด

เดี๋ยวเขาก็ต้องตายไปอยู่ดี

แล้วถ้าเกิดเราตายไปก่อนเขา

 เขาก็ต้องมีทางไปของเขาเอง

เขาก็ต้องหาวิธีเลี้ยงดูตัวเขาเองต่อไป

ถ้าเขาเลี้ยงดูตัวเขาไม่ได้ เขาก็ต้องตายไป

หรือถ้าเขาเลี้ยงดูตัวของเขาได้

 เขาก็ต้องตายไปเหมือนกัน

ถ้าเราหมั่นพิจารณาความตายบ่อยๆ

ทั้งของเราเองและทั้งของผู้อื่น

 ของคนที่เราเกี่ยวข้องด้วย

ของคนที่เรามีภาระหน้าที่จะต้องเลี้ยงดูเขา

 ถ้าเรามองเห็นด้วยปัญญาว่าในที่สุดแล้ว

มันก็ต้องตายกันหมดอยู่ดี

แล้วเรามากอดกันตายทำไม

ตายแบบที่จะต้องกลับมาตายอยู่เรื่อยๆ

สู้เราแยกทางกันตายไม่ดีกว่าหรือ

 เราแยกทางกันไปปฏิบัติธรรมกัน

 แล้วเราจะได้ไม่ต้องกลับมากอดกันตายอยู่เรื่อย

 อย่างที่เรากำลังกอดกันตายอยู่ในขณะนี้

 เราปล่อยให้ต่างคนต่างอยู่กันไป

พระพุทธเจ้าท่านถึงสละราชสมบัติได้

ท่านออกบวชได้ เพราะท่านเห็นว่าในที่สุด

ทุกคนก็ต้องตาย แต่อยู่ด้วยกัน

จะช่วยเหลือกันอย่างไรจะดูแลกันอย่างไร

 ดีหรือไม่ดีในที่สุดมันก็ต้องตายอยู่ดี

 ตายแล้วก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไร

จากการอยู่ร่วมกันตายร่วมกัน

 เพราะตายแล้วก็จะต้องกลับมาเกิดใหม่

 แล้วก็ต้องมาอยู่ร่วมกันมาดูแลกันมาห่วงใยกัน

อยู่อย่างนี้ไปทุกครั้ง ทุกครั้งที่มาเกิด

เพราะทุกครั้งที่มาเกิดเราจะต้องมีคนที่เกี่ยวข้องกัน

 เช่นมีพ่อมีแม่ มีครอบครัวมีลูกมีอะไร

แล้วมันก็จะทำให้เราต้องมาคอยดูแลกันอยู่

อย่างไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าเราไม่พิจารณาความตาย

 เราจะไม่เห็นทางออกจากการที่เราจะต้องอยู่ด้วยกัน

 ดูแลกันช่วยเหลือกันไปจนวันตาย

แต่ถ้าเราคิดว่าถ้าเกิดเราตายไปก่อนเขา

 แล้วเขาจะทำอย่างไร เขาก็ต้องหาทางของเขาไปอยู่ดี

 หาได้ไม่ได้เขาก็ต้องตายอยู่ดีเหมือนกัน

อาจจะดีสำหรับเขาเสียอีก

ที่เขาจะต้องหาทางพึ่งตัวเขาเอง

 นี่เป็นการพึ่งที่ดีกว่าการที่จะต้องคอยพึ่งคนอื่น

 เพราะว่าคนอื่นนี้ไม่แน่นอน แต่ตัวเรานี้แน่นอนกว่า

 เราอยู่กับตัวเรา ตัวเราไม่มีวันจากเราไป

 ถ้าเราพึ่งตัวเราเองได้ เราก็จะสบาย

 ถ้าเราเพิ่งคนอื่นเวลาที่คนอื่นเขาจากเราไป

เราก็จะเดือดร้อน

นี่คือวิธีการของพระพุทธเจ้าและของพระสาวกทั้งหลาย

 ที่จะทำให้ท่านสามารถตัดภาระต่างๆ

 ที่หน่วงเหนี่ยวเหนี่ยวรั้ง

ไม่ให้ท่านได้ออกไปปฏิบัติอย่างเต็มที่

พอท่านพิจารณาถึงความตายของทุกๆ คน

 ทั้งของท่านเองและของผู้อื่น

 ท่านก็จะเห็นว่าการอยู่ร่วมกันเพื่อช่วยเหลือกัน

เพื่อดูแลกัน มันก็เป็นความสุขชั่วคราว

เดี๋ยวก็ตายกันหมดอยู่ดี

ช่วยหรือไม่ช่วยก็ตายเหมือนกัน

 ฉะนั้นมันก็เลยไม่มีผลแตกต่างกันมาก

มันก็เลยจะทำให้ท่านมีเหตุที่จะตัดความผูกพัน

ตัดความรับผิดชอบกับสิ่งต่างๆ ได้

 แล้วก็ไปบำเพ็ญเพื่อที่จะทำให้ได้หลุดพ้น

จากความทุกข์ที่กำลังเป็นอยู่กันในขณะนี้

ที่กำลังมีเพื่อนอยู่ในขณะนี้

ทุกข์กับคนนั้นทุกข์กับคนนี้

 ทุกข์กับเรื่องนั้นทุกข์กับเรื่องนี้

 เพราะเรายังต้องกลับมาเกิดอยู่เรื่อยๆ นั่นเอง

 ถ้าเราได้ปฎิบัติธรรมแล้ว

เราก็จะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดมาพบกัน

 แล้วก็ต้องมาทุกข์ต้องมาห่วงใย

ต้องมาคอยดูแลกันอยู่อย่างนี้ ห่วงใยกันขนาดไหน

 ดูแลกันขนาดไหน เดี๋ยวก็ต้องตายจากกันอยู่ดี

 แล้วก็กลับมาเกิดใหม่มาเจอกันใหม่

 เนี่ยเราทำอย่างนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว

ปริมาณน้ำตาที่เราต้องมาหลั่ง

ให้กับความทุกข์ต่างๆ นี้ พามารวบรวมกันแล้ว

มันมากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรเสียอีก

นี่คือความทุกข์ซ้ำซากที่พวกเรามาทำกัน

เพราะเรามองไม่เห็นความตายกัน

 ถ้าเรามองเห็นความตายแล้วเราก็จะรู้สึกว่า

มันเป็นเรื่องธรรมดา เกิดมาแล้วก็ต้องตาย

 จะช่วยกันจะดูแลกันอย่างไร

มันก็หนีความตายไปไม่พ้นอยู่ดี

ไม่ช่วยกันก็ตาย ช่วยกันก็ตาย แต่ถ้าไม่ช่วยกัน

 แล้วเราไป มันก็จะทำให้เราได้มีเวลาได้ไปปฎิบัติธรรมกัน

 พอเราได้ปฎิบัติธรรมกันเราก็จะได้หลุดพ้นกัน

 เขาก็จะได้ไปปฎิบัติธรรมได้ ถ้าเราไม่ช่วยเขา

 เขาก็อาจจะไปปฎิบัติธรรมเหมือนเราก็ได้

 แต่ถ้าเราช่วยกันหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ

 จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะกัน

เขาก็ไม่ไปปฏิบัติธรรม เราก็จะไม่ไปปฏิบัติธรรม

 แต่ถ้าเราไปปฎิบัติธรรม

 เดี๋ยวเขาก็อาจจะตามเราไปก็ได้

 อย่างที่พระพุทธเจ้าหลังจากที่ไปปฎิบัติธรรมแล้ว

 ก็มีผู้ติดตามไปปฏิบัติ แม่ก็ไปขอบวชเป็นภิกษุณี

 ลูกก็ไปบวชเป็นสามเณร

ทำไมเราไม่คิดในทางบวกบ้าง

ทำไมไปคิดแต่ในทางลบว่า

 ถ้าเราไปแล้วเขาจะเดือดร้อน

 เขาจะอยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ได้ก็ตาย

เดือดร้อนไม่เดือดร้อนเดี๋ยวถึงเวลาเขาก็ตายอยู่ดี

ตายแบบนี้มันก็ต้องกลับมาตายอยู่เรื่อยๆ

สู้แยกกันไปอยู่ดีกว่า แยกไปปฏิบัติธรรมกันดีกว่า

 พอเราไปปฏิบัติธรรมเขาอาจจะเห็นตัวอย่างที่ดีของเรา

 เขาก็อาจจะตามไปปฎิบัติธรรมกับเราก็ได้

เพราะพวกเราทุกคนนี้มีความสามารถ

ที่จะปฏิบัติทำได้ด้วยกัน

จิตของพวกเราทุกดวงนี้เหมือนกัน

 มีความสามารถที่จะปฏิบัติทำได้กันทุกคน

 อยู่ที่ว่ามีศรัทธาหรือไม่ มีความยินดี

ที่จะปฏิบัติธรรมหรือไม่เท่านั้นเอง

ถ้าเราสามารถสร้างศรัทธาสร้างความยินดี

ให้กับการปฎิบัติธรรมได้

เราก็จะปฏิบัติธรรมได้กันทุกคน

 การที่จะสร้างความยินดีได้ก็ต้องพิจารณา

ตามแบบที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

ได้พิจารณากันนั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๐

"ปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น"







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 กันยายน 2560
Last Update : 12 กันยายน 2560 9:21:18 น.
Counter : 462 Pageviews.

0 comment
<<< "วิเคราะห์ด้วยปัญญาด้วยเหตุด้วยผล" >>>










"วิเคราะห์ด้วยปัญญาด้วยเหตุด้วยผล"

การปฎิบัติธรรมปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี่แหละ

 เป็นเหตุที่จะทำให้เราได้ประโยชน์สุขอย่างแท้จริง

ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายที่เราได้พบกัน

 อันนี้เราจึงต้องมาดูกิจกรรมของเรา

ดูการกระทำของเราว่า วันๆ หนึ่งนี้

เราให้เวลากับการทำกิจกรรมอย่างไรบ้าง

 เราปฏิบัติธรรมกันมากน้อยเพียงไร

เราหาลาภยศสรรเสริญ หาความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกายกันมากน้อยเพียงไร

 ถ้าเราไม่มาพิจารณามาวิเคราะห์แล้ว

มากำหนดเวลาของการปฏิบัติของเรา

เราก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเวลาเราทำอะไรแล้ว

มันมักจะติดเป็นนิสัย มันจะไม่เปลี่ยนของมันเอง

 มันจะเปลี่ยนต่อเมื่อมีเหตุการณ์มาบังคับ

หรือว่าการวิเคราะห์ด้วยปัญญาด้วยเหตุด้วยผล

 ว่าการกระทำแบบนี้มันขาดทุนไม่ได้กำไร

 การกระทำแบบนี้ได้กำไรไม่ขาดทุน

ถ้าเรามีการวิเคราะห์เราก็จะได้รู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้น

จากการกระทำต่างๆ ของเรา

ถ้าการกระทำอันไหนมันไม่เกิดผลประโยชน์ที่ยั่งยืน

 เราก็ควรจะตัดไป การกระทำอย่างไหน

ที่ทำให้เกิดผลประโยชน์ที่ยังยืน

เราก็เลือกปฏิบัติ การกระทำแบบนั้น

นี่คือเหตุที่ทำให้พระพุทธเจ้า

พระอรหันตสาวกทั้งหลาย

ได้ออกบวชกัน ได้ปฎิบัติธรรมกัน

 เพราะท่านได้วิเคราะห์ได้พิจารณาแล้ว

ท่านเห็นแล้วว่าการกระทำกิจกรรมทางโลก

 ทางตาหูจมูกลิ้นกายนี้ มันเป็นการกระทำ

ที่จะทำให้ได้ประโยชน์สุขชั่วคราว

ชั่วแค่ภพนี้ชาตินี้เท่านั้น

 พอตายไปก็จะสูญไปหมด สูญหายไปหมด

 แล้วก็ต้องกลับมาหาใหม่อยู่เรื่อยๆ

 หาได้เท่าไหร่ก็ต้องหมดไปเรื่อยๆ

 แต่การกระทำกิจกรรมทางธรรม คือการปฏิบัติธรรม

 ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี้

จะทำให้เราได้ประโยชน์สุขที่ถาวร

ที่จะทำให้เราไม่ต้องกลับมาสร้างใหม่อยู่เรื่อยๆ

 ผลที่เราจะได้รับจากการปฎิบัติธรรม

มันจะอยู่กับใจของเรา

 และจะเพิ่มมากขึ้นไปตามลำดับ

จนครบเต็มร้อย คือได้ไปถึงพระนิพพาน

 ได้ความสุขเต็มร้อย ได้ดับความทุกข์เต็มร้อย

 แล้วเราก็จะได้ไม่ต้องทำอะไรอีกต่อไป

เพราะเมื่อใจเรามีแต่ความสุขไม่มีความทุกข์

 เราก็ไม่ต้องทำอะไร

 เราก็อยู่กับความสุขนั้นไปตลอด

ไม่มีวันสิ้นสุด นี่คือประโยชน์สุข

ที่เราจะได้รับจากการปฎิบัติ

ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ถ้าเราไม่วิเคราะห์ไม่พิจารณาดู

 เราก็ยังจะติดอยู่กับกิจกรรมต่างๆ

ที่เราทำกันอยู่ในปัจจุบันนี้ เราก็จะไม่มี

วันที่จะไปปฎิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่

 เพราะเราก็จะอ้างเหตุนั้นเหตุนี้

 แต่ถ้าเราวิเคราะห์เราก็จะเห็นว่า

การอ้างของเรานี้มันไม่ได้สำคัญเลย

 เพราะว่าผลที่เราได้รับจากการทำกิจกรรมต่างๆ

 ทางโลกนี้มันเป็นผลที่ชั่วคราวเท่านั้นเอง

 เป็นผลที่เหมือนกับไม่เป็นผล

คือได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็หมดไปหายไป

เหมือนกับไม่ได้ เสียเวลาไปเปล่าๆ

เปรียบเหมือนกับเวลาที่เราไปก่อเจดีย์ทราย

ไว้ที่ชายทะเล เราอาจจะก่อเจดีย์

อย่างพิจิตรพิสดารสวยงาม แต่พอน้ำขึ้นมา

น้ำมันก็จะซัดทำลายเจดีย์ที่เราสร้างกันไว้ให้หมดไป

 แล้วพอน้ำลงเราก็มาก่อกันใหม่มาสร้างกันใหม่

 กี่ครั้งกี่ครา พอน้ำขึ้นมามันก็จะทำลายเจดีย์ทราย

ที่เราทำไว้ซัดหายไปหมด ผลประโยชน์ที่เราได้รับ

จากการทำกิจกรรมทางโลก

 มันก็เป็นเหมือนกับการก่อเจดีย์ทรายนี่เอง

 ก็ขึ้นมาแล้วเดี๋ยวมันก็ถูกน้ำซัดไปหมด

 น้ำที่มาซัดลาภยศสรรเสริญ

 มาซัดความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายให้หมดไป

 คืออะไร ก็คือเวลานี้เอง เวลานี้มันจะมากลืนกิน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้

ต่อให้เราสร้างอะไรให้มันวิเศษขนาดไหนก็ตาม

 วันเวลามันก็จะมาซัดให้มันหายไปหมด

 ดูซากปรักหักพังของปราสาทต่างๆ

 ของราชวังต่างๆ เดี๋ยวนี้เป็นซากปรักหักพังไปหมด

 แต่ในสมัยก่อนนั้นเป็นของสวยงาม

 แต่พอกาลเวลาผ่านไป

เวลามันก็จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง

ที่มนุษย์เราสร้างกันขึ้นมา จึงไม่รู้ว่า

เสียเวลาไปกับการสร้างสิ่งเหล่านี้กันทำไม

สร้างไว้แล้วเดี๋ยวมันก็หมดไป

สู้มาสร้างสิ่งที่มันไม่หมดไปไม่ดีกว่าหรือ

มาสร้างมรรคผลนิพพานกัน ที่จะไม่มีวันหมด

 พอเราสร้างมันได้แล้วมันก็จะอยู่กับใจของเราไปเรื่อยๆ

นี่คือการพิจารณาของพระพุทธเจ้า

และของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

 ท่านเห็นว่ากิจกรรมทางโลก ทางลาภยศสรรเสริญ

ทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้

จะให้ผลประโยชน์ชั่วคราว

 เป็นเหมือนกับการก่อเจดีย์ทรายที่ชายทะเล

พอน้ำซัดขึ้นมาปั๊บมันก็หายไปหมด

 ทำก่อขึ้นมาแทบเป็นแทบตาย

 พอน้ำซัดขึ้นมามันก็หมดไป ลาภยศสรรเสริญ

 ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ที่พวกเราหมั่นสร้างกันขึ้นมา

หมั่นหากันขึ้นมาแทบเป็นแทบตาย

วันๆ หนึ่งนี้พวกเราหมดเวลา

ไปกับการหาลาภยศสรรเสริญ

หารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะกัน

 แล้วพอเวลาที่เราตายไป ลาภยศสรรเสริญ

ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ที่เราหามาได้มากน้อยเพียงไร

 เข้าสูญไปหมด เวลาเราจากโลกนี้ไป

 เราเอาลาภยศสรรเสริญ

เอาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายไปไม่ได้เลย

 ให้เราวิเคราะห์อย่างนี้พิจารณาอย่างนี้

 แล้วมันจะได้ทำให้เราเห็นความโง่เขาเบาปัญญา

ของพวกเราว่า เรากำลังวิ่งตะครุบเงากัน

 หรือวิ่งจับลมกัน จับลมจับยังไง ก็จับไม่ได้ลม

 วิ่ง ตะครุบเงาก็ตะครุบยังไงเงาก็ตะครุบมันไม่ได้

 หาอะไรมาได้มากน้อยเพียงไร

 เดี๋ยวมันก็จะสูญไปหมดหายไปหมด

เวลาที่เราตายจากโลกนี้ไป

 ให้เรามาตะครุบเอาสิ่งที่เราสามารถเก็บเอาไว้ได้ดีกว่า

 สิ่งที่เราเก็บไว้ได้ก็คือประโยชน์สุข

ที่เราจะได้รับจากการบรรลุมรรคผลนิพพานนี้เอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๐

"ปฎิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้น"






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 กันยายน 2560
Last Update : 12 กันยายน 2560 8:59:42 น.
Counter : 550 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ