Group Blog
All Blog
<<< "ความเจ็บและความตาย" >>>









"ความเจ็บและความตาย"

การที่จะบรรลุพระโสดาบันได้

นอกจากพิจารณาความตายแล้ว

ก็ต้องพิจารณาความเจ็บด้วย

 พระโสดาบันนี้ปล่อยได้

ทั้งความเจ็บของร่างกาย

และความตายของร่างกาย

วิธีที่จะพิจารณา คือให้นึกถึงความตายบ่อยๆ

นึกว่าร่างกายนี้เกิดมาแล้วก็ต้องตาย

 ร่างกายนี้เป็นเพียง ดิน น้ำ ลม ไฟ

 เราไม่ได้เป็นร่างกาย เราเป็นธาตุรู้

ร่างกายเป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ

เพียงแต่มารวมกัน เวลาที่ร่างกายตายไป

 ธาตุรู้คือเรานี้ ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 เราก็จะปล่อยร่างกายได้ไม่กลัวตาย

ส่วนความเจ็บเราก็ต้องฝึกอยู่กับมัน

ดูว่ามันก็เป็นสิ่งที่อยู่กับร่างกาย

 ใจไม่ได้เจ็บ ผู้ที่เจ็บคือร่างกาย

 แต่ร่างกายเขาไม่เดือดร้อนกับความเจ็บ

 ผู้ที่เดือดร้อนแต่ไม่เจ็บก็คือใจ

 เราไม่ได้เจ็บเราเพียงแต่มารับรู้

ความเจ็บของร่างกาย

แล้วเราก็ทนความเจ็บของร่างกายไม่ได้

 เพราะเราอยากจะให้ความเจ็บ

ของร่างกายหายไป ต้องสอนอย่างนี้

 เราต้องปล่อยวางความเจ็บ

 ปล่อยวางความตายให้ได้

 ถ้าปล่อยได้เราก็จะเป็นพระโสดาบันได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................

หนังสือสติธรรม






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 กรกฎาคม 2560
Last Update : 28 กรกฎาคม 2560 4:49:54 น.
Counter : 451 Pageviews.

0 comment
<<< "มงคลของชีวิต" >>>










"มงคลของชีวิต"

ท่านทั้งหลายได้ตั้งใจมาวัด

เพื่อมาเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิต

ด้วยการกระทำสิ่งที่เป็นมงคล

ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้

ในมงคล ๓๘ ประการ

ถ้าพวกเราสามารถปฏิบัติตามได้ครบทั้ง ๓๘ ข้อ

 พวกเราจะไปถึงพระนิพพานกันอย่างแน่นอน

แต่ก่อนที่เราจะถึงนิพพาน

ก่อนที่เราจะสามารถทำมงคลทั้ง ๓๘ ข้อ

ให้ได้ครบถ้วน เราต้องเริ่มทำทีละข้อสองข้อไป

เราก็จะก้าวหน้าขึ้นไปตามลำดับ

ทางสู่พระนิพพานนี้ก็จะผ่านสวรรค์ชั้นต่างๆ

 สวรรค์ชั้นเทพ สวรรค์ชั้นพรหม

สวรรค์ชั้นพระอริยเจ้า

จนไปถึงสวรรค์พระนิพพาน

ที่เป็นสวรรค์ชั้นสูงสุดซึ่งเกิดจาก

การกระทำที่เป็นมงคลทั้ง ๓๘ ประการ

มงคลนี้คืออะไร มงคลก็คือความร่มเย็นเป็นสุข

 อายุมั่นขวัญยืน มีความสุขกายสบายใจ

ปราศจากทุกข์ภัยอันตรายทั้งหลาย

นี่คือความหมายของความเป็นสิริมงคล

 ถ้าพวกเราอยากจะได้ความเป็นสิริมงคล

 เราต้องสร้างเหตุที่ทำให้เกิดผล

 เหตุที่จะทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล

ก็คือการกระทำมงคลทั้ง ๓๘ ข้อ

ในวันนี้จะฝากไว้ ๓ ข้อแรก คือ

อะเสวะนา จะ พ า ล า นั ง

ปั ณ ฑิ ต า นั ญ จ ะ เสวะนา ปูชา

จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง 

ข้อที่ ๑. คือการไม่คบคนพาลคนไม่ดีเป็นมิตร

 ๒. การคบบัณฑิตคนดีเป็นมิตร

๓. การบูชาบุคคลที่สมควรแก่การบูชา

นี่คือสิ่งที่พวกเราควรจะหัดทำกันให้ได้

ถ้าทำได้แล้วจะได้รับมงคลสามข้อแรกไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

ธรรมะในศาลา

วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๘

"มงคลชีวิต"








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 กรกฎาคม 2560
Last Update : 27 กรกฎาคม 2560 5:05:59 น.
Counter : 448 Pageviews.

0 comment
<<< "ต้องพยายามระลึกถึงภัยที่จะเข้ามาหาเรา" >>>










"ต้องพยายามระลึกถึงภัย

ที่จะเข้ามาหาเรา"

ต้องพยายามระลึกถึงภัย

ที่จะเข้ามาหาเราคือความตาย

พยายามเจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆ

 ไปเยี่ยมดูคนตายอยู่เรื่อยๆ

 เมื่อเช้านี้ไปบิณฑบาต บ้านหนึ่งเขาบอกว่า

ลูกเขาอายุ ๓ - ๔ ขวบมั้ง

 ใส่บาตรก็เกือบทุกอาทิตย์

 วันเสาร์อาทิตย์เขาก็จะมาใส่บาตรกัน

แล้วก็มีลูก ๒ คน คนโตคนเล็ก

อายุไร่เรี่ยกัน คนหนึ่งอ่อนกว่าสักปีหนึ่ง

 วันนี้เหลือคนเดียว

 วันนี้เขาบอกว่าคนโตตายไปแล้ว

ไปเข้าโรงพยาบาลติดเชื้ออะไรในปอด

หรือในเลือดก็ไม่ทราบ ๕ วันก็ตาย

นี่เด็กอายุไม่กี่ขวบ ๔ - ๕ ขวบเท่านั้นเอง

 ปุ๊บปั๊บก็ตายได้ ให้คิดอย่างนี้

เราจะได้เห็นภัยเห็นโทษแล้วจะเห็นทุกข์

แล้วจะทำให้เรามีฉันทะ วิริยะ

ที่จะหมั่นปฏิบัติให้มากขึ้น.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๘







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 กรกฎาคม 2560
Last Update : 26 กรกฎาคม 2560 16:49:29 น.
Counter : 416 Pageviews.

0 comment
<<< "อย่าปล่อยให้ชาตินี้ผ่านไป" >>>










"อย่าปล่อยให้ชาตินี้ผ่านไป"

ชาตินี้เราโชคดีได้มาเจอพระพุทธศาสนา

ได้มาเจอพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ได้มาเจอพระอริยสงฆ์สาวก

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เจอพระพุทธเจ้า

ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะพระพุทธเจ้า

ได้ทรงตรัสไว้ก่อนที่จะจากไปว่า

ธรรมวินัยที่ตถาคตตรัสไว้ชอบแล้วนี้แล

จะเป็นศาสดาของพวกเธอต่อไป

พวกเธอจะไม่ได้อยู่ปราศจากศาสดา

คือพวกเราจะไม่ได้อยู่ปราศจากพระพุทธเจ้า

 เพราะพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี้

เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า

 ได้พบกับพระธรรมคำสอนก็ถือว่า

ได้พบกับพระพุทธเจ้า อย่างทรงตรัสไว้ว่า

ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต

ใครเห็นธรรมเห็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ผู้นั้นก็ได้เห็นพระพุทธเจ้า

ดังนั้นถึงแม้ไม่มีพระพุทธเจ้า

ก็เหมือนกับมีพระพุทธเจ้า

 เพราะเรามีพระธรรมคำสอนเป็นผู้คอยสอน

คอยเตือนคอยบอกเรา เราโชคดีที่ได้มาเจอ

พระธรรมคำสอนหรือได้มาเจอ

กับพระอริยะสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า

 ที่มีความสามารถที่จะสอนให้พวกเรา

ออกจากไตรภพได้ ออกจากการ

เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏได้

ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา ไม่มีพระธรรม

คำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่มีพระอริยสงฆ์สาวก

หลงเหลืออยู่ในโลกนี้แล้ว ก็จะไม่มีใครมาสอน

วิธีที่จะทำให้เราออกจากสังสารวัฏได้

 เราก็ยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไป

ถึงแม้ว่าจะได้ไปเกิดในสวรรค์ ชั้นต่างๆ

ชั้นเทพ ชั้นรูปภพ ชั้นอรูปภพ

แต่ก็เป็นสวรรค์ที่จะต้องมีวันเสื่อมมีวันหมดไป

เพราะภพต่างๆในสังสารวัฏนี้

ยังอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์อยู่

ภายใต้กฎของอนิจจังความไม่ถาวร

 อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้เป็นอะไรแล้ว

เดี๋ยวก็ต้องหมดไป เพราะภพเหล่านั้น

ไม่ได้เป็นของเราอย่างถาวร

 เป็นของเราเพียงชั่วคราว

ได้อรูปภพเดี๋ยวก็เสื่อมลงมาสู่รูปภพ

จากรูปภพก็จะเสื่อมลงมาสู่เทวภพ กามภพ

จากเทวภพก็ลงมาเป็นมนุษย์

 แล้วถ้ากลับมาเป็นมนุษย์แล้วมาทำบาป

มากกว่ามาทำบุญ ตายไปก็ไปสู่อบายต่อ

ไปสู่เดรัจฉาน เปรต อสุรกายและนรก

พอบาปที่ทำไว้หมดกำลัง

ที่จะดึงให้จิตอยู่ในอบาย

 จิตก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

แล้วก็มาทำบุญทำบาปใหม่

ก็จะขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด

ถ้าไม่ได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

ดังนั้นการที่เราได้มาพบกับพระพุทธศาสนานี้

จึงถือว่าเป็นโชคมหาศาล นานๆ จะมีโอกาส

ได้มาพบกับพระพุทธศาสนาสักครั้งหนึ่ง

เพราะนานๆ จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้

ทางที่จะพาสัตว์โลกให้หลุดออกจาก

วัฏฏะแห่งการเวียนว่ายตายเกิดกันสักครั้งหนึ่ง

 ไม่ใช่ว่าทุกภพทุกชาติที่เรามาเกิด

จะมีพระพุทธศาสนารอเราอยู่

พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้

ก็จะรอเราอยู่เพียง ๕,๐๐๐ ปีเท่านั้น

ตอนนี้ก็ผ่านมาแล้วครึ่งทาง ๒,๕๐๐ กว่าปี

 เหลืออีก ๒,๔๐๐ กว่าปี

พระพุทธศาสนาก็จะสูญจากโลกนี้ไป

ถ้าเรากลับมาเกิดคราวหน้า

หลังจาก ๒,๔๐๐ กว่าปีนี้ไปแล้ว

เราก็จะไม่ได้เจอพระพุทธศาสนาอีก

 เราจะไม่เจอคนที่จะสอนให้เราออกจากการ

เวียนว่ายตายการเวียนว่ายตายเกิดได้

 เราจะไม่ได้เจอคำสอนของพระพุทธเจ้า

หรือถ้าเจอก็ไม่เข้าใจความหมาย

อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ เพราะไม่มีใครที่รู้หรือเข้าใจ

มาอธิบายให้เราฟังกัน ดังนั้นเราจึงไม่ควรที่จะทิ้ง

โอกาสอันงามนี้ให้หลุดไปจากมือของเรา

ชาตินี้เป็นชาติหนึ่งในหลายหลายล้านชาติ

ที่มีโอกาสได้พบกับพระพุทธศาสนา

ได้พบกับวิธีที่จะพาให้เราไม่ต้องกลับมา

เวียนว่ายตายเกิดกัน นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

 เกิดมาล้านชาติ อาจจะมีชาติหนึ่ง

ที่จะได้เจอพระพุทธศาสนา

อย่าปล่อยให้ชาตินี้ผ่านไป เพราะถ้าผ่านไปแล้ว

อาจจะต้องรอไปอีกหลายล้านชาติ

กว่าจะได้มาเจอกับพระพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๖๐

"เหตุของการเกิดภพชาติ"








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 25 กรกฎาคม 2560
Last Update : 25 กรกฎาคม 2560 5:08:27 น.
Counter : 565 Pageviews.

0 comment
<<< "สิ่งที่เราจะได้รับจากพระพุทธศาสนา" >>>











"สิ่งที่เราจะได้รับจาก

พระพุทธศาสนา"

ถ้าไม่มี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 เราจะไม่รู้ต้นเหตุของการ

เวียนว่ายตายเกิดของเราเลย

 เราอาจจะรู้แค่เรื่องบุญเรื่องบาป

 เพราะว่าเรื่องบุญเรื่องบาปนี้ มีคนอื่นที่ไม่ใช่

 พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็รู้กันอยู่

ศาสนาอื่นเขาก็สอนให้ทำบุญละบาปกัน

 แต่ไม่มีศาสนาไหนที่รู้เรื่องของ

การเวียนว่ายตายเกิด เรื่องของการยุติ

การเวียนว่ายตายเกิด

ไม่รู้ว่าเหตุที่ทำให้มาเกิดนั้นคืออะไร

 และจะทำให้เหตุที่ทำให้มาเกิดนั้น

หายไปนั้นทำอย่างไร

 ต้องมีพระพุทธศาสนา

มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เท่านั้น

ถึงจะมาบอกเราให้เรารู้ว่า

เรากำลังเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่

กลับมาเกิดเป็นมนุษย์มาทำบุญทำบาปกัน

 ตายไปก็ไปรับผลบุญผลบาปกัน

 พอใช้ผลบุญผลบาปหมดแล้ว

ก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่อีก

มาทำบุญทำบาปกันใหม่ต่อไป

เราก็จะไม่รู้ว่าเราจะยุติ

การกลับมาเกิดได้อย่างไร

 เราไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่า

เรากลับมาเกิดอยู่เรื่อยๆ

 เพราะเราลืมไปชาติก่อน ที่เราตายไป

จากชาติก่อนนี้เราลืมไปหมดแล้ว

 พอมาเกิดชาตินี้เราก็คิดว่าเป็นชาติแรก

ชาติอันเดียวของเรา แต่ความจริง

มันเป็นชาติที่กี่ร้อยล้านแล้วก็ไม่รู้

เพราะเรากลับมาเกิดไม่รู้กี่ร้อยล้านครั้งแล้ว

 แต่เราจำไม่ได้กัน จนกว่าเราจะได้มา

ฟังเทศน์ฟังธรรมกันนี้แหละ เราถึงจะได้รู้ว่า

เรานี้ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์นี้

ไม่รู้กี่ร้อยล้านครั้งแล้ว กลับมาแต่ละครั้ง

ก็ต้องมาแก่มาเจ็บมาตายกัน

 มาร้องห่มร้องไห้กัน

ถ้าเราเก็บน้ำตาที่เราร้องไห้

ในแต่ละภพแต่ละชาตินี้มารวบรวมกัน

 พระพุทธเจ้าบอกว่ามันมากยิ่งกว่า

น้ำในมหาสมุทรเสียอีก ก็คิดดูก็แล้วกันว่า

จำนวนภพชาติจำนวนความทุกข์

ที่เราต้องมาพบนี้ มากมายขนาดไหน

ถ้าเราเห็นว่าการมาเกิดนี้มันเป็นทุกข์

เพราะมันทำให้เราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

 คือเราไม่ได้แก่ไม่ได้เจ็บไม่ได้ตาย

แต่เราไปหลงกับร่างกายว่าคิดว่าเป็นตัวเรา

คิดว่าเราแก่เราเจ็บเราตายไปกับร่างกาย

เราเลยกลัว เราเลยอยากไม่แก่

อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตายกัน

ความอยากไม่แก่อยากไม่เจ็บ

อยากไปตายนี่แหละ

 ที่เป็นตัวสร้างความทุกข์ทรมานใจ

ให้แก่ใจของพวกเรา ให้แก่เรา

 ความแก่ความเจ็บความตายของร่างกาย

มันไม่ได้รุนแรงทรมาน

ที่มันทรมานเพราะความอยาก

ไม่แก่อยากไม่เจ็บอยากไม่ตาย

ถ้าเราเห็นว่ามันเป็นความทุกข์

แล้วเราอยากจะหลุดพ้น

จากความแก่ความเจ็บความตาย

เราก็มีโอกาสในชาตินี้ เพราะชาตินี้มีคนรู้วิธี

ที่จะทำให้เราไม่ต้องกลับมาเกิด

มาแก่มาเจ็บมาตายอีกต่อไป

ก็คือพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

ท่านเป็นผู้ที่ได้ทรงค้นพบเหตุที่ทำให้พวกเรา

กลับมาเกิดมาแก่มาเจ็บมาตายกัน

 และได้พบวิธีที่จะกำจัดเหตุ

ที่จะทำให้เรากลับมาเกิดมาแก่มาเจ็บตายกัน

 นี่คือสิ่งที่เราจะได้รับจากพระพุทธศาสนา

จากการมาฟังเทศน์ฟังธรรมกัน

ทำให้เราได้รู้เรื่องราวของเราอย่างแท้จริง

 ว่าเราเป็นใคร เราไม่ได้เป็นร่างกาย

 เราเป็นใจ เป็นจิตใจผู้รู้ผู้คิด

ผู้มาเกาะติดอยู่กับร่างกาย

 แล้วก็ใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ

หารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

หาลาภยศสรรเสริญ มาเสพด้วยความหลง

ด้วยความคิดว่าเป็นความสุข

 แต่มันเป็นความทุกข์

 เพราะมันจะทำให้เราต้องไปทำบาปกัน

 เวลาเราอยากได้สิ่งเหล่านี้

แล้วไม่สามารถหาได้โดยวิธีไม่ทำบาป

 มันก็จะบีบให้เราต้องไปทำบาปกัน

 พอเราทำบาปใจเราก็จะทุกข์จะร้อนขึ้นมา

 แล้วเวลาตายไปก็ต้องไปเกิดในอบายกัน

 อันนี้เป็นสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่

 แต่ถ้าเราโชคดีได้มาพบกับคนดี

คนที่รู้เรื่องบาปเรื่องนรก

เรื่องบุญเรื่องสวรรค์

เขาก็จะสอนให้เราอย่าทำบาป

ให้เราทำบุญกัน เพื่อเราจะได้มีความสุขกัน

 ไม่มีความทุกข์กัน เช่นเรามาพบกับคำสอน

ของพระพุทธเจ้านี่

ท่านก็มีคำสอนไว้สามหัวข้อใหญ่ๆ

 ๑.ไม่ให้ทำบาปทั้งปวง

 ๒.ให้ทำบุญให้ถึงพร้อม

 และ ๓.ให้ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

 การชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์นี้

เป็นการกำจัดเหตุที่ทำให้เรา

มาเกิดกันซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่เรื่อยๆ

 เหตุที่ทำให้เรามาเกิดที่มีอยู่ในใจ

 ที่ทำให้ใจของพวกเราไม่บริสุทธิ์

ก็คือกิเลสตัณหานั่นเอง

ความโลภความโกรธความหลง

หรือความอยากสามประการด้วยกัน

 คือความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 เรียกว่ากามตัณหา ความอยากได้ความสุข

จากลาภยศสรรเสริญ เรียกภวตัณหา

 และความไม่อยากสูญเสียความสุข

จากลาภยศสรรเสริญ เรียกว่าวิภวตัณหา

 นี่คือตัวที่ทำให้เรามาเกิดกันอยู่เรื่อยๆ

ถ้าเราอยากจะยุติการมาเกิด

เราก็ต้องมากำจัด

ความโลภความโกรธความหลง

 ความอยากเหล่านี้ให้หมดไป

นี่คือสิ่งที่เราจะได้เรียนรู้

จากการที่เราได้มาฟังเทศน์ฟังธรรม

 ได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

 เราจะได้เรียนรู้เรื่องของการ

เวียนว่ายตายเกิดว่ามีจริง

เราจะเรียนรู้ว่าเรื่องบุญเรื่องบาปนี้มีจริง

 ผลของบุญของบาป คือสวรรค์นรกนี้มีจริง

เรื่องของอบาย มีจริงเรื่องของการยุติ

การกลับมาเวียนว่ายตายเกิดนี้ก็มีจริง

 อันนี้มันจะทำให้เราหายสงสัยในเรื่องนรก

เรื่องสวรรค์เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดได้

แล้วมันจะทำให้เรามีความเห็นที่ถูกต้อง

เห็นว่าการเวียนว่ายตายเกิดนี้มันเป็นทุกข์

 เราต้องมากำจัดการเวียนว่ายตายเกิดนี้ให้ได้

 เพราะว่าถ้ากลับมาเกิดแล้วก็ต้องกลับมาทุกข์

อย่างที่พวกเรากำลังทุกข์กันอยู่ในตอนนี้

แล้วก็จะกลับมาทุกข์อยู่เรื่อยๆ

ถ้าเรายังไม่ได้กำจัดเหตุ

ที่ทำให้เรากลับมาเกิดกัน

อันนี้จะทำให้เรามีความเห็นที่ถูกต้อง

 เห็นว่าเราเกิดมาแล้วนี้เราต้องทำอะไรกัน

 ก็ทำตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

ให้ทำ ๓ ประการด้วยกัน ก็คือ

ให้เราอย่าทำบาปเวลาเรามีความทุกข์

ทางร่างกายเช่นความหิว ถ้าเราต้องหาอาหาร

ก็ให้หาอาหารมาโดยวิธีที่ไม่ทำบาป

 อย่าไปฆ่า อย่าไปลักขโมย

อย่าไปโกหกหลอกลวง เพื่อให้ได้อาหาร

มารับประทานเพื่อบำบัดความทุกข์ทางร่างกาย

แล้วถ้าเราสามารถหาอาหารมาได้มาก

เกินกว่าที่เราจะรับประทานได้

ก็เอาไปแบ่งให้กับผู้อื่น เช่นเอาไปใส่บาตร

 อย่างนี้ก็จะทำให้เราได้บุญ

ถ้าเรายังไม่สามารถยุติการกลับมา

เวียนว่ายตายเกิดได้ เวลาเรา ตายไป

เราก็จะไม่ต้องไปเกิดในอบาย

เราจะไปเกิดในสวรรค์

แล้วหลังจากที่เรากลับมาเกิดเป็นมนุษย์

เราก็มาทำบุญกันใหม่ มาละบาปกันใหม่

 และมาชำระใจให้สะอาดกันใหม่

อันนี้เราต้องทำให้ได้ทั้งสามข้อ

เพราะว่าถ้าเราไม่ละบาป

เดี๋ยวเกิดเรายังไม่สามารถชำระใจให้สะอาดได้

 แล้วเดี๋ยวเราก็จะต้องไปใช้กรรมในอบายต่อ

 ถ้าเราไม่ได้ทำบุญเวลาเราตายไป

ก็จะไม่ได้ไปสวรรค์กัน เราจะไม่มีความสุข

ใจเราจะรู้สึกจืดๆ ชืดๆ ไม่มีความสุข

แต่เวลาได้ทำบุญแล้วใจจะรู้สึกอิ่มเอิบมีความสุข

 เราก็ต้องทำทั้งสามอย่างควบคู่กันไป

จนกว่าเราจะสามารถทำใจให้สะอาดบริสุทธิ์ได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

....................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๐

"จิตใจคืออะไร"







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 24 กรกฎาคม 2560
Last Update : 24 กรกฎาคม 2560 6:03:03 น.
Counter : 497 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ