Group Blog
All Blog
<<< โอวาทธรรม >>>









“ โอวาทธรรม”

หลวงพ่อ: มาจากวัดมาบจันทร์เหรอ

บวชกันนานหรือยัง ก็นั่งกันตามสบาย

 ใครเป็นหัวหน้า ท่านเหรอ

พระ : แปดพรรษาครับ

หลวงพ่อ : แล้วที่เหลือมีกี่พรรษาบ้างล่ะ

พระ : สี่พรรษา สามพรรษา ที่เหลือเป็นนวกะครับผม

หลวงพ่อ : จะสึกกันหรือเปล่าหรือจะอยู่กันต่อ

สึกเหรอ อ๋อมาชิมรสแห่งธรรมก่อน

รสแห่งธรรมชนะรสทั้งปวง ถ้าชิมแล้วถูกใจ

ก็อาจจะอยู่ต่อถ้าชิมยังไม่ถูกใจก็แสดงว่ายังไม่ได้ผล

ปฏิบัติยังไม่ได้ผลถ้าปฏิบัติได้ผล

ถ้าจิตสงบเมื่อไหร่นี้จะติดใจทันที แล้วจะไม่อยากสึก

อยากจะอยู่ต่อไป เพราะว่าออกไปแล้วมันวุ่นวาย

ออกไปแล้วต้องดิ้นรนต่อสู้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

 ทำมาหากิน หาอะไรต่างๆมาให้ความสุข

แต่ถ้าอยู่ บวชแล้วนั่งสมาธิทำใจให้สงบได้

 ก็ไม่ต้องไปหาความสุขอย่างอื่น

 ความสุขจากความสงบนี้ เป็นความสุขที่ดีที่สุด

 และง่ายที่สุด ไม่ยุ่งยากเหมือนกับความสุขทางร่างกาย

 ความสุขทางร่างกาย ต้องมีร่างกาย

ต้องมีรูปเสียงกลิ่นรสมาให้ร่างกายสัมผัสรับรู้

ต้องมีเงินมีทองเพื่อที่จะได้ไปหาสิ่งต่างๆมา

ก็ต้องดิ้นรนกันก็ต้องไปหากันแทบเป็นแทบตาย

 หามาได้ก็เดี๋ยวเดียวก็หมดไปแล้ว

 ได้ความสุขเดี๋ยวเดียวก็หมดไป แล้วก็ต้องไปหาใหม่

 แล้วต่อไปร่างกายก็หาไม่ไหว

ร่างกายก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ แล้วก็ต้องตาย

ตอนนั้นก็หาความสุขไม่ได้ มีแต่ความทุกข์

แต่ถ้าหาความสุขทางใจได้ ก็ไม่ต้องใช้ร่างกาย

ร่างกายแก่ร่างกายเจ็บร่างกายตายก็ไม่เดือดร้อน

 ฉะนั้นพยายาม นักบวชเรานี้

ต้องการมาหาความสุขทางใจ หาความสงบกัน

 เพราะสุขอื่นที่เหนือกว่าความสงบไม่มี

นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง ถ้าได้พบกับความสุข

ที่เกิดจากความสงบแล้ว ก็จะสละความสุข

ทางลาภยศสรรเสริญ

ทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไปได้

 ก็จะอยู่ในผ้าเหลืองได้

 ไม่ต้องไปเป็นฆราวาส ไปทำมาหากิน

ฉะนั้นถ้าออกไปก็อย่าทิ้งวิธีปฏิบัตินะ

 พยายามฝึกนั่งสมาธิไปเรื่อยๆ ฝึกสติบ่อยๆ

 แล้ววันดีคืนดีอาจจะได้ความสงบ

 แล้วก็อาจจะได้กลับมาบวชใหม่ มีอะไรอยากจะถามไหม

 หรือวันนี้ได้ฟังพอแล้วพอดีมีญาติโยมมา

เลยไม่สะดวกให้เข้ามาก่อน

วันนี้เลยได้นั่งฟังเทศน์ไปก่อนนะ

เพราะว่าที่มันแคบแล้วก็คนละเรื่องกัน

 เรื่องพระกับเรื่องโยมมันคนละเรื่องกัน

 จะมาปนกันมันก็ยุ่งยาก

เกี่ยวกับพระวินัยด้วยอะไรด้วยนะ

พระ : เรียนพยายามเนสัชชิกนะครับ

พอในช่วงเดือนแรกๆก็จะเหมือนกับมีกำลัง

พอเริ่มนานๆมันเริ่มลามันก็จะ

หลวงพ่อ : เรียนอุบายใหม่ๆก็ได้สลับกัน

 มันอาจจะชินแล้วมันเบื่อก็ได้

ลองไปเปลี่ยนเป็นอดอาหารดูบ้างก็ได้

 หรือพักเสียบ้าง เนสัชชิกสักพักแล้วก็หยุด

 แล้วก็กลับมาอยู่ปฏิบัติตามปกติดู

 เขาไม่ได้ให้ปฏิบัติไปตลอด เขาให้จัดเป็นช่วงๆ

ทีละสามวันห้าวัน เจ็ดวันอย่างนี้ สลับกันไปสลับกันมา

แล้วก็ดูว่ามันได้ผลดีไหม

ถ้าไม่ได้ผลดีก็อาจจะไม่ถูกกับเรา

เคยอาจจะลองมาเปลี่ยนเรื่องการอดอาหารดู

หรือถ้ามีโอกาสไปอยู่คนเดียว ไปอยู่ที่เปลี่ยวๆที่น่ากลัวดู

 นี่มันมีอุบายหลายอย่างด้วยกัน

 ที่เราอาจจะต้องสลับผลัดเปลี่ยนดู

เพราะว่ากิเลสพอมันชินแล้วมันก็ด้านแล้ว

เราก็เลยต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่

มันรู้ทันแล้วมันไม่กลัวแล้ว

 เราก็ต้องเปลี่ยนอุบายใหม่หาวิธีใหม่นะ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การเจริญสติ

ต้องสติดีตลอดเวลา พยายามฝึกสติตลอดเวลา

ตั้งแต่ตื่นขึ้นมานี้เรามีพุทโธหรือมีสติ

ดูอาการเคลื่อนไหวของร่างกายทันทีเลย

 ว่าร่างกายกำลังทำอะไรอยู่ ต้องอยู่กับมัน

อย่าปล่อยให้มันไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

ถ้าเรามีสติเวลานั่งสมาธิมันจะสงบได้ง่าย

 และพอมันสงบแล้ว มันจะมีพลัง

มันจะมีกำลังสู้กับกิเลส สู้กับความอยากต่างๆได้

 ถ้าไม่มีแล้ว กิเลสมันรุมเร้าหมด

 เดี๋ยวใจก็รุ่มร้อนขึ้นมา ฟุ้งซ่านขึ้นมา

ดิ้นรนอยากได้โน่นอยากได้นี่ อยากไปโน่นอยากมานี่

 อยากมากๆเดี๋ยวก็ลาสิกขา ฉะนั้นสตินี้สำคัญที่สุด

 เป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระพุทธเจ้าทรงตรัส

 ยิ่งใหญ่เหมือนกับรอยเท้าช้าง

รอยเท้าช้างนี่เป็นรอยเท้าที่ใหญ่กว่า

รอยเท้าของสัตว์ทั้งหมดในป่า ไม่ว่าสัตว์ชนิดไหน

นี้รอยเท้าช้างครอบได้หมดเลย

ธรรมทั้งหลายก็เหมือนกัน

 ธรรมทั้งหลายจะมีความสำคัญขนาดไหน

 ก็สู้ความสำคัญของสติไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีสติ

 ธรรมอย่างอื่นก็เกิดไม่ได้ สมาธิก็เกิดไม่ได้

 ปัญญาก็เกิดไม่ได้วิมุตติหลุดพ้นก็เกิดไม่ได้

ฉะนั้นพยายามฝึกสติให้มากๆ เจริญสติให้มากๆก่อน

แล้วก็นั่งสมาธิให้จิตรวมเป็นหนึ่ง

 เป็นอัปนาสมาธิให้ได้ พอได้รวมแล้ว

ทีนี้ก็ออกจากสมาธิมาก็ให้มาพิจารณาทางปัญญา

พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พิจารณาร่างกายก่อน ร่างกายไม่เที่ยงเกิดแก่เจ็บตาย

 ร่างกายไม่สวยไม่งามเป็นอสุภะ

มีอาการ 32 ตายไปก็กลายเป็นซากศพ

ดูทุกสัดทุกส่วน ทุกรูปแบบของร่างกาย เราจะได้ไม่หลง

 ไปหลงใหลคลั่งไคล้ เรากำลังบ้ากับศพกัน

 นี่เห็นไหมร่างกายทุกร่างกาย

ต่อไปมันก็กลายเป็นศพกันทั้งนั้น

 ผัวเมียจะรักกันขนาดไหน พอตายไปนี้

ก็ไม่เก็บเอาไว้ในบ้านแล้ว ใช่ไหม

ยกให้สัปเหร่อแล้ว ส่งไปวัดแล้ว

 ฉะนั้นถ้าอยากจะกำจัดความกำหนัดยินดีในร่างกาย

ก็ต้องหมั่นคิดถึงว่ามันเป็นซากศพ

สมมติซิว่ามันเป็นศพเมื่อไหร่นี้

 เรายังอยากจะอยู่กับมันหรือเปล่าพิจารณาว่าไม่มีตัวตน

 ดินน้ำลมไฟ ทำมาจากดินน้ำลมไฟ

ร่างกายตายไปมันก็กลับคืนสู่ดินน้ำลมไฟ

 ปล่อยวาง และก็เวทนาก็พิจารณาว่า มันไม่เที่ยง

 เราควบคุมบังคับมันไม่ได้ เป็นอนัตตา

มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มีสุขมีทุกข์ มีไม่สุขมีไม่ทุกข์

 ถ้าเราไปอยากให้มันสุขเราก็จะเดือดร้อนเวลามันไม่สุข

 ถ้าเราอยากให้ทุกข์หายไป เวลามันไม่หายไป

เราก็จะเดือดร้อน ฉะนั้นเราต้องรู้ว่า

เราไปควบคุมบังคับมันไม่ได้ เราต้องหัดอยู่กับมัน

มันสุขก็ปล่อยให้มันสุขไป มันทุกข์ก็ปล่อยมันทุกข์

 ไปอย่าไปเปลี่ยนมัน

ปล่อยมันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน

แล้วใจเราจะไม่ทุกข์ ถ้าใจเราไปเปลี่ยนมัน

แล้วเปลี่ยนไม่ได้มันจะทำให้เราทุกข์

นี่คือธรรมะ ปัญญาที่เราจะต้องมาสอนใจ

หลังจากที่เราได้สมาธิแล้ว

 แล้วต่อไปเราก็จะปล่อยวางร่างกายได้

 ปล่อยวางความเจ็บได้ ปล่อยวางความแก่ได้

ไม่เดือดร้อนกับความแก่เจ็บตายของร่างกาย

เอ้าวันนี้ก็เย็นแล้ว เอาแค่นี้ก่อนดีไหม

 ถ้าเปลี่ยนใจได้ก็เปลี่ยนใจนะพวกที่จะสึก

ลองต่อสักพรรษาหนึ่งซิ (ยิ้ม)

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

สนทนาอบรมพระ ธรรมะบนเขา

วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 ตุลาคม 2560
Last Update : 10 ตุลาคม 2560 9:16:20 น.
Counter : 360 Pageviews.

1 comments
  
สาธุ สาธุ สาธุ
โดย: kochpon วันที่: 10 ตุลาคม 2560 เวลา:19:08:48 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ