Group Blog
All Blog
<<< "สติ" >>>









"สติ"

ถ้าไม่มีสตินั่งไปจนวันตาย จิตก็จะไม่สงบจะไม่ได้ผล

 แล้วก็จะเกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย จะไม่อยากนั่ง

 แล้วนั่งก็ลำบาก เพราะนั่งแล้วใจก็คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

 ยิ่งคิดก็ยิ่งอึดอัด พออึดอัดก็ทรมานไม่อยากจะนั่ง

เพราะไม่มีสติควบคุมความคิด

 แต่ถ้ามีสติควบคุมความคิดแล้วมันจะเพลิน

 มันจะไม่รู้สึกอึดอัด มันจะรู้สึกสบาย เบาอกเบาใจ

 ฉะนั้นพยายามฝึกสติตลอดเวลา

ก่อนที่จะมานั่งสมาธินี้ฝึกสติให้ได้ก่อน

 เอาตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเลย เราทำได้

 เรามีเวลาทำตลอดเวลาเรื่องการฝึกสตินี้

ไม่จำเป็นต้องไปอยู่วัด ถ้าไปได้ก็ดี

มันจะทำให้ง่ายขึ้น อยู่บ้านอยู่ที่ทำงาน

อยู่ที่ไหนก็ทำได้ แต่สิ่งที่เราต้องทำสิ่งแรกก็คือ

เราต้องตั้งเป้าหมายว่าต่อไปนี้เราจะฝึกสติเป็นหลัก

 เราลืมตาขึ้นมาใจเราต้องจดจ่ออยู่ที่ร่างกาย

หรืออยู่ที่พุทโธ อย่างใดอย่างหนึ่ง สองอย่างนี้พอ

 เฝ้าดูร่างกายว่าตอนนี้กำลังอยู่ท่าไหน

กำลังอยู่ในท่ายืน ท่านั่ง ท่านอน กำลังเดิน

 กำลังทำอะไรอยู่ ให้เฝ้าดูไปเรื่อยๆ

 อย่างนี้ท่านเรียกว่า กายคตาสติ

ตั้งสติอยู่ที่พระพุทธเจ้า ถ้าเราสวดมนต์

เราก็อยู่กับบทสวดมนต์ ก็จะเรียกว่าธัมมานุสติก็ได้

 เพราะบทสวดมนต์ก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เช่น สวดอิติปิโส อรหังสัมมา สวากขาโต สุปฏิปันโน

 ก็เรียกว่ามีสติอยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ

สตินี่แหละเป็นตัวที่จะควบคุมใจของเรา

ให้อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ให้ลอยไปคิดตาม

ความอยากต่างๆ ถ้าไปคิดตามความอยากใจก็จะหิว

 ใจก็จะอยู่เฉยๆไม่ได้ พอคิดถึงกาแฟ

ก็ต้องไปชงกาแฟมาดื่ม

พอไปคิดถึงมือถือก็ต้องเปิดมาดู

คิดถึงเพื่อนก็ต้องเช็คดูว่า

เพื่อนส่งข้อความมาหรือเปล่า

 ตอนนี้เพื่อนอยู่ที่ไหน กำลังไปกินอะไร

ถ่ายรูปส่งมาให้ดูหรือเปล่า สมัยนี้ทำอะไร

 ก่อนจะทำนี้ก็ต้องถ่ายรูปก่อน

ถ่ายแล้วก็ส่งไปให้เพื่อนดูให้เขาอิจฉา

 โอ้ย ตอนนี้ฉันมีความสุขเหลือเกิน

เธออยู่ที่ไหนทำอะไร

 นี่คือใจเรามันจะชอบลอยไปกับเหตุการณ์เหล่านี้

 แล้วถ้าเกิดโทรศัพท์เสียขึ้นมาก็หงุดหงิด

ไม่มีเครื่องมือที่จะเล่น ไม่มีเครื่องหมายเครื่องมือ

ที่จะทำให้มีความสุข หรือเงินหมดอย่างนี้

ไม่มีเงินซื้อของไม่มีเงินไปเที่ยว ต้องอยู่เฉยๆ

 อยู่บ้าน นี่ ก็จะหงุดหงิดรำคาญใจ

เศร้าสร้อยหงอยเหงาว้าเหว่ แต่ถ้าเราพุทโธเป็น

 เราเฝ้าดูร่างกายเป็น เฝ้าดูลมเป็น ไม่มีเงินน่ะดี

 จะได้ไม่ต้องไปทำอะไร อยู่บ้านนั่งสมาธิทำใจให้สงบ

 กลับดีกว่ามีเงิน มีเงินไปเที่ยวกลับมาก็เหนื่อยเงินก็หมด

 ความสุขที่ได้จากการไปเที่ยวก็หมด

กลับมาก็กลับมาเจอกับความอ้างว้าง

เปล่าเปลี่ยวเดียวดายเหมือนเดิม

แต่ถ้าเรารู้จักใช้สติควบคุมใจให้สงบ

เราอยู่ที่ไหนเราก็มีความสุข โดยที่เราไม่ต้องมีอะไร

 ไม่ต้องทำอะไร อันนี้แหละเป็นของวิเศษมีอยู่ในตัวเรา

 เรากลับไม่หากัน เรากลับไปหาของที่ไม่วิเศษ

 ไปหามือถือมาเล่นกัน ไปหาขนมมากินกัน ไปเที่ยวกัน

ไปซื้อข้าวซื้อของอะไรต่างๆ ที่ไม่จำเป็นจะต้องซื้อกัน

 แล้วก็ต้องไปดิ้นรนหาเงินหาทองกัน

ถ้าไม่มีเงินทองก็ซื้อของต่างๆ ไม่ได้

ตอนต้องหาเงินก็ทุกข์กัน ลำบาก

กว่าจะได้เงินมาสักบาทหนึ่งก็ต้องเหนื่อย

พอได้มาปั๊บก็ใช้แป๊บเดียว หมดแล้ว

 เงินเดือนออกนี่วันเดียวก็ใช้หมดแล้ว

ไปช็อปปิ้งทีเดียวก็หมดแล้ว นี่คือเรื่องของพวกเรา

ที่ไม่มีสติ มันจะพาชีวิตเราไปตะลุมบอนอยู่เรื่อยๆ

ตะลุมบอนกับคนนั้นคนนี้ กับเรื่องนั้นเรื่องนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้

 อยู่ไม่เป็นสุข อยู่เฉยๆ ไม่ได้อยู่เฉยๆ แล้วทุกข์

อึดอัดรำคาญใจ พอได้ไปทำอะไรแล้วดีอกดีใจ

 แต่ดีใจเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวพอไม่ได้ทำก็ทุกข์อีกแล้ว

 แล้วต่อไปร่างกายมันก็จะต้องแก่ลงไป

กำลังวังชาที่จะทำอะไรอย่างที่เคยทำ

มันก็จะค่อยๆ หมดไปๆ พอไม่ได้ทำอะไรๆ

มันก็หงุดหงิดรำคาญใจอีกแล้ว มันไม่หายของพวกนี้

 แล้วยิ่งถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยยิ่งทำอะไรไม่ได้ใหญ่

 ต้องไปแต่โรงพยาบาลไปหาหมอไปรักษาตัว

ทีนี้ก็หาความสุขไม่ได้ ไม่มีความสุขในใจ

มีแต่ความทุกข์ ทุกข์เพราะอยากให้หาย

ทุกข์เพราะอยากจะไปเที่ยว

ทุกข์เพราะอยากจะไปทำอะไรที่เคยอยากทำมา

 ตามที่เคยทำมา พอไม่ได้ทำก็ทุกข์

แล้วถ้าคิดถึงความตายว่ากำลังจะใกล้เข้ามา

ก็ยิ่งทุกข์ใหญ่ เพราะเมื่อตายแล้วก็หมด

เสียหมดมีอะไรก็หมด หาอะไรมาได้มากน้อยเพียงไร

 ความสุขชนิดไหนได้มามากน้อยเพียงไร

ก็ต้องหายไปหมด หายไปกับร่างกาย

 แต่ถ้าเราฝึกสติได้ เราจะไม่เดือดร้อน

เวลาที่ร่างกายเราทำอะไรไม่ได้

 เพราะเวลาเรานั่งสมาธิเราก็ไม่ได้ใช้ร่างกายอยู่แล้ว

 เวลาที่เราหาความสุขจากสมาธินี้

เราไม่ต้องใช้ร่างกายเลย ร่างกายจะอยู่ในท่าไหนก็ได้

ท่ายืนท่านั่งท่านอนก็ได้ ถ้าเรามีสติดีๆ แล้ว

อยู่ในท่าไหนก็นั่งสมาธิได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐




ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 สิงหาคม 2560
Last Update : 5 สิงหาคม 2560 17:56:01 น.
Counter : 481 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ