Group Blog
All Blog
<<< “นิสัยเทวดาทำบุญ กับ นิสัยเปรตทำบุญ” >>>











“นิสัยเทวดาทำบุญ

กับ นิสัยเปรตทำบุญ”

เทวดากับเปรต อยู่คนละมุมกัน อยู่คนละด้านกัน

 เทวดาจะไม่ทำบาป จะมีแต่ให้

จะไม่อยากได้อะไร อยากให้ ให้แล้วมีความสุข

เปรตนี้อยากได้ ได้แล้วมีความสุข

ได้แบบไม่ถูก ได้ด้วยการทำบาป

ด้วยการฉ้อโกง ด้วยการโกหกหลอกลวง

 ด้วยการลักทรัพย์ ด้วยการฆ่าผู้อื่น

 อันนี้จะทำให้ใจหิวโหย ได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ

ได้หนึ่งล้านก็อยากจะได้สองล้าน

ได้สองล้านก็อยากจะได้สามล้าน

อันนี้ก็จะทำให้หิวให้อยากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

ส่วนคนชอบให้ จะไม่โลภอยากได้ อยากแต่จะให้

ให้แล้วมีความสุข แล้วไม่อยากเบียดเบียนผู้อื่น

ไม่อยากทำบาป ทำมาหากินก็ทำด้วยวิธีสุจริต

ได้เงินมามากเกินกว่าจะใช้ได้ก็เอาไปทำบุญทำทาน

 นี่เป็นลักษณะของเทวดา

 ไม่ได้หวังจะต้องร่ำรวยมหาศาล พออยู่ได้กินได้

ไม่เดือดร้อนก็พอแล้ว นิสัยเทวดาจะเป็นแบบนี้

ไม่โลภ ไม่อยากเกินความจำเป็น

ขอให้มีแบบพอมีพอกิน

พอมีเกินกว่านั้นก็เอาไปทำบุญ

เราเคยบิณฑบาตที่กรุงเทพฯ

 มีร้านขายของอยู่ร้านหนึ่ง

วันหนึ่งๆเขาจะใส่บาตรพระเป็น100รูป

หุงข้าวหม้อเบ้อเร่อเลย เขาเตรียมใว้

 ฐานะเขาก็ไม่ร่ำรวยอะไร มีห้องแถวสองห้อง

ขายของอะไรตามปกติ แต่ใจเขาไม่โลภ

ใจเขามีความสุขจากการทำบุญ

 นี่แหละคือลักษณะของเทวดา

พวกที่โลภส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลามาทำบุญ

พวกที่เป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน

ถามมันเคยใส่บาตรหรือเปล่า

ถ้าทำบุญก็ทำแบบเอาหน้าเอาตา

 ซึ่งต้องมีการถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์

บริษัทของเราได้ทำโน่นทำนี่ ได้สร้างโน่นสร้างนี่

อันนี้ไม่ได้ทำเพราะการให้ ทำด้วยความโลภ

โลภจะได้ขายของเยอะขึ้น

 โลภแบบเป็นการโฆษณาไปในตัว

 ประชาสัมพันธ์ การตลาด

คนที่ทำบุญด้วยความโลภ มันทำแบบนี้

จึงไม่ได้เป็นเทวดา ก็ยังเป็นเปรตอยู่นั่น

เพราะยังโลภยังอยากได้อยู่.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารรย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ

 

 




Create Date : 29 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2560 10:43:13 น.
Counter : 263 Pageviews.

0 comment
<<< "ปัญญาขั้นต่างๆ" >>>












“ปัญญาขั้นต่างๆ”

ถ้าหายหลงก็จะไม่ไปเกิดใหม่

 เพราะรู้ว่าการเกิดนี้มันไม่ดี เกิดแล้วมันทุกข์

เกิดแล้วมันต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

 คนที่หายหลงก็คือพระพุทธเจ้ากับพระอรหันต์สาวก

ท่านไม่หลงแล้ว ท่านไม่หลงว่าตัวท่านคือร่างกาย

 ท่านก็เลยไม่ไปหาร่างกายอันใหม่มาเป็นตัวท่าน

 เพราะท่านรู้ว่าการมีร่างกายนี้มันเป็นทุกข์

 และท่านรู้สาเหตุที่พาให้ไปมีร่างกาย

ก็คือความอยากนี้เอง อยากมีร่างกาย

 อยากใช้ร่างกายหาความสุขต่างๆ

อยากใช้ร่างกายหารูปเสียงกลิ่นรสมาเสพ

 อยากใช้ร่างกายไปหาลาภยศสรรเสริญ มาเป็นสมบัติ

 มาให้ความสุข แต่มันเป็นสมบัติชั่วคราว

 ที่จะกลายเป็นความทุกข์

เวลาที่มีการพลัดพรากจากกัน 

นี่คือปัญญาที่เราต้องเรียนรู้จากผู้รู้

อย่างพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พอเราเรียนรู้แล้วเราก็จะได้ปัญญาอันที่หนึ่ง

คือสุตตมยปัญญา พอเราได้ขั้นที่หนึ่งแล้ว

เราก็ต้องขยับไปสู่ปัญญาขั้นที่สองคือ

 เราต้องมันเอาไปพิจารณาอยู่เนืองๆ

เพราะถ้าเราไม่เอาไปพิจารณาไปคิด เดี๋ยวลืม

เดี๋ยวไปทำเรื่องนั้นเรื่องนี้เดี๋ยวจะลืมไปหมด

ฟังเทศน์วันนี้น่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ลองกลับมา

มาตอบคำถามเราดูว่า ได้ฟังอะไรไปบ้างนี้

จะจำอะไรได้บ้าง ถ้าไม่เอาไปคิดอยู่เรื่อยๆ

เดี๋ยวก็ลืม ลืมหมด เดี๋ยวกลับไปปั๊บ

เดี๋ยวเพื่อนก็ชวนไปกิน ชวนไปเที่ยว

ชวนไปดื่ม ชวนไปดู ชวนไปฟัง

 เรื่องที่ได้ฟังวันนี้หายไปหมด

 เพราะมีเรื่องใหม่ๆมากลบไปหมด

ถ้าไม่อยากให้เรื่องใหม่มากลบ

 เราก็ต้องเอาเรื่องเก่านี้ขึ้นอยู่เรื่อยๆ มาคิดอยู่เรื่อยๆ

 อันนี้ปัญญาขั้นที่สอง เรียกว่าจินตามยปัญญา

 เราต้องเอาไปพิจารณาอยู่เนืองๆ

 พระพุทธเจ้าสอนว่า

ให้เราหมั่นพิจารณาอยู่เนืองๆว่า

 เราเกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

ต้องพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา

 ล่วงพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 ล่วงพ้นจากการพลัดพรากจากกันไปไม่ได้

นี่คือปัญญาขั้นที่สอง ถ้าไม่คิดเดี๋ยวลืม

 วันนี้ฟังตั้งชั่วโมงนี้ มีเยอะแยะไปหมด เดี๋ยวลืมหมด

พอไปคุยกันเรื่องเดี๋ยวจะไปกินที่ไหนดี

 เดี๋ยวจะไปเที่ยวที่ไหนดี เดี๋ยวจะไปทำอะไรดี

เรื่องที่ได้ยินได้ฟังนี้หายไปหมด

ถ้าไม่อยากหายนี้ต้องเอาไปคิด 

นักปฎิบัติ พระภิกษุนี้ถ้าไม่ไปทำภารกิจอย่างอื่น

 พอหลังจากเสร็จจากการฟังเทศน์ฟังธรรม

 ท่านก็ไปเดินจงกรมต่อเลย

เดินจงกรมท่านก็เอาธรรมะ

ที่ได้ยินได้ฟังสดๆร้อนๆนี้

 มาพิจารณาต่อเลยพิจารณาว่า

วันนี้ครูบาอาจารย์สอนอะไร

เรื่องที่เรายังไม่เคยได้ยินได้ฟังก็เอามาศึกษา

 เอามาจดเอามาจำ เรื่องที่เราได้ยินได้ฟังแล้ว

เราลืมมันหรือยัง ถ้าไม่ลืมเราก็ไม่ต้องกังวล

 ถ้าเราลืมแล้วก็ต้องรีบเรียกมันกลับคืนมา

 นี่คือขั้นที่สองของการเจริญปัญญา

 คือจินตามยปัญญา

คือหมั่นพินิจพิจารณาธรรมต่างๆ

ที่เราได้ยินได้ฟังได้ศึกษามา

 เพื่อไม่ให้มันหายไปจากใจนั่นเอง 

เพราะว่าถ้ามันหายไปจากใจ

มันก็เหมือนกับอาวุธที่เราต้องพกพา

เอาไว้ต่อสู้กับข้าศึกศัตรู ถ้าเรารับอาวุธมาแล้ว

เราก็ไม่รู้เอาไปวางไว้ที่ไหน ลืม

พอไปเจอข้าศึกศัตรู ก็ถูกเขายิงตายเท่านั้น

 เพราะปัญญานี่คือ อาวุธที่เราจะเอามาใช้ฆ่ากิเลส

 ถ้าเรารับปัญญามาจากครูบาอาจารย์

จากพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็เอาไปทิ้งไว้ที่ไหนก็ไม่รู้

 พอเจอกิเลสตัณหานี้จะให้ไปเที่ยวก็ไปกับมันเลย

 แทนที่จะฆ่ามัน ก็ไม่ฆ่ามัน

 เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นศัตรู ไม่ได้เป็นเพื่อน

 กิเลสตัณหามันเป็นตัวพา

ให้เราไปเกิด แก่ เจ็บ ตายเข้าใจไหม

แต่มันลืม พอฟังเทศน์ฟังธรรมเสร็จ

 แล้วไม่เอามาคิดต่อ

พอกิเลสมาชวนไปเที่ยว ก็ไปเลย

เพราะคิดว่าเป็นเพื่อนหวังดี

 ไปเที่ยวแล้วสนุกมีความสุขกัน

 แต่ไม่รู้ว่ามันจะพาไปสู่การเกิด แก่ เจ็บ ตายต่อไป

 แต่ถ้าเอาปัญญาที่ครูบาอาจารย์สอนมาแล้ว

ให้เอามาพิจารณาอยู่เนืองๆว่า

การทำตามความอยากนี้

เป็นการ นำไปสู่การเกิดแก่เจ็บตายไม่มีวันสิ้นสุด

 พอความอยากโผล่ขึ้นมาปั๊บ

เราก็จะได้หยุดมันได้ทันที ถ้าเราหยุดมันได้

 เราก็จะได้ปัญญาขั้นที่สาม

ที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญา.


 พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2560 12:58:43 น.
Counter : 159 Pageviews.

0 comment
<<<" ความอยากเหมือนขโมยขึ้นบ้าน” >>>












"ความอยากเหมือนขโมยขึ้นบ้าน”

ฉันใดเรามาอยู่ในโลกนี้เราก็มาตัวเปล่าๆ
 พอเวลาเราไปเราก็ไปตัวเปล่าๆ
แล้วเราจะมาทุกข์กับของอะไรต่างๆ ในโลกนี้ทำไม
ทุกข์ไปก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริง
 ความทุกข์ของเราอยู่ที่ความอยาก
อยากจะเอาของทุกอย่างไปกับเรา
คืออยากจะให้ของทุกอย่างที่เราได้นี้
เป็นของเราไปตลอด แต่มันเป็นความไม่จริง
 เป็นไปไม่ได้ ความจริงก็คือมันจะต้องจากกันไป
ตอนนี้มีอยู่ก็อยู่กับมันไป
ถ้าอยู่แล้วอยากจะให้มันหายไปหมดไป
 ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมาอีก
เช่นคนที่อยากจะฆ่าตัวตาย
 เพราะว่าร่างกายนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ต่างๆ ได้แล้ว
เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอัมพฤกษ์เป็นอัมพาต
ไม่สามารถที่จะไปหาความสุข
ผ่านทางร่างกายได้แล้ว
 ตอนนั้นก็ไม่อยากจะอยู่
ไม่อยากจะให้ร่างกายนี้อยู่ต่อไป
 อันนี้ก็ทุกข์อีกแบบหนึ่ง 
ทุกข์เพราะอยากจะให้มันตายไป
ถ้าร่างกายดีก็ทุกข์เพราะอยากจะไม่ให้มันตาย
มันทุกข์ทั้ง ๒ ทาง แต่ที่ทุกข์ไม่ใช่ที่ร่างกาย
ที่ทุกข์ก็คือที่ใจ ใจที่อยากจะให้มันตายไป
หรืออยากจะให้มันอยู่ อยากจะให้มันไม่ตาย
แต่ถ้าเราไม่มีความอยากทั้ง ๒ อย่างนี้
ร่างกายจะอยู่ก็อยู่ไป จะตายก็ตายไป
ร่างกายจะอยู่ในสภาพใด จะสมบูรณ์แข็งแรง
หรือจะเจ็บไข้ได้ป่วย พิกลพิการไป
ถ้าเราไม่มีความอยากให้เป็นอย่างอื่น
เราจะไม่ทุกข์ ถ้าเราตั้งใจของเรา
ให้อยู่กับความจริง
การที่ใจจะอยู่กับความจริงได้
ใจจะต้องนิ่ง ใจจะต้องเฉยนั่นเอง
ใจจะต้องเป็นอุเบกขา 
วิธีที่จะทำใจให้เป็นอุเบกขา
ในเบื้องต้นก็ต้องใช้การเจริญสติ
 เพื่อทำใจให้สงบให้หยุดความคิดปรุงเเต่ง
 ถ้าใจสงบไม่คิดปรุงเเต่ง
 ใจก็จะนิ่งใจก็จะเป็นอุเบกขา
 แต่ถ้าอยากจะให้ใจนิ่งให้ใจสงบอย่างถาวร
ก็ต้องใช้ปัญญามาสอนใจ
เบื้องต้นใจจะนิ่งชั่วคราว
เวลาที่เราหยุดความคิดปรุงเเต่ง
ใจเข้าสู่สมาธิได้ ตอนนั้นใจก็จะนิ่งใจก็จะสงบ
ใจจะนิ่งเฉยจะอยู่กับความจริง
แต่พอออกจากสมาธิมาพอมาเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้
ก็มีความอยากเข้ามาแทรก
อยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ขึ้นมาทันที 
วิธีที่เราจะรักษาความนิ่งความสงบของใจ
ให้อยู่กับความจริงต่อไป
ก็ต้องทำลายความอยากที่แทรกเข้ามา
 ความอยากนี้ก็เป็นเหมือนขโมยที่จะมาขึ้นบ้าน
จะขโมยทรัพย์ของเรา เราจะทำอย่างไร
เราก็ต้องไล่ขโมยออกไปจากบ้าน
 เรามีอาวุธ เรามีปืนเราก็ยิงมัน
 ถ้าเราไม่มีอาวุธเรามีโทรศัพท์
เราก็โทรศัพท์ เรียกตำรวจมาเพื่อให้มาจับขโมย
มาไล่ขโมยไป ความอยากนี้ก็เป็นเหมือนขโมย
ที่จะมาขโมยความนิ่ง ความสงบของใจไป
ถ้าเราอยากจะให้ใจของเรานิ่งให้ใจของเราสงบ
ให้อยู่กับความจริงได้ เราก็ต้องทำลายความอยาก
 อาวุธที่เราจะใช้ทำลายความอยากก็คือปัญญานี่เอง 
ปัญญาก็คืออะไร ก็คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ถ้าสอนใจว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
 ไปทำอะไรไม่ได้ จะไปเปลี่ยนความจริงไม่ได้
ตอนนี้ลมพัดจะไปให้มันหยุดอย่างนี้หยุดไม่ได้
 ถ้าอยากให้ลมหยุดพัดนี้มันก็จะทุกข์ใจไปเปล่าๆ
 เพราะจะไม่สามารถหยุดมันได้
ตอนนี้สามีจะจากเราไป ก็ห้ามเขาไม่ได้
 ตอนนี้ภรรยาจะจากเราไปก็ห้ามเขาไม่ได้
 ตอนนี้เงินทองจะหมดไปก็ห้ามไม่ได้
ตอนนี้เจ้าหนี้จะมาทวงหนี้ก็ห้ามเขาไม่ได้
 แต่ถ้าเราทำใจเฉยๆอยู่กับความจริง
ใครจะมาใครจะไป ก็อยู่กับความจริงนี้ไป
ใครจะไปก็ปล่อยเขาไป ใครจะมาก็ปล่อยเขามา
เจ้าหนี้จะมาก็ให้เขามา
 เขาจะทวงหนี้ก็ปล่อยเขาไป
มีก็ให้เขาไปไม่มีก็ไม่ให้ จะให้ทำอย่างไร
จะให้ไปทุกข์ก็ไม่ได้แก้ปัญหา
ไม่ได้เปลี่ยนความจริงอยู่ดี แต่ใจเรานิ่งไม่เป็นกัน
 เพราะเราไม่เคยฝึกสอนใจให้นิ่งกัน 
นี่แหละการปฏิบัติของพวกเรานี้
ก็เพื่อที่จะทำใจของเราให้นิ่งในทุกเวลานาที
กับทุกเหตุการณ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 

ถ้าเรามีสติ มีสมาธิ มีปัญญา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
.....................................
ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๖









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ



Create Date : 27 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2560 14:28:33 น.
Counter : 286 Pageviews.

0 comment
<<< “การพลัดพราก” >>>






“การพลัดพราก”

พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนพุทธะศาสนิกชน
 ให้หมั่นพิจารณาอยู่เนืองๆ ว่าเราเกิดมาแล้ว
 ย่อมมีการพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา
 ล่วงพ้นการ พลัดพรากจากกันไปไม่ได้
 นี่คือความจริงของชีวิต ของทุกๆ ชีวิต
 ไม่ว่าจะสูงจะต่ำ จะรวยจะจน จะฉลาดหรือโง่
จะต้องมีการพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา
 ถ้าไม่พิจารณาอยู่เนืองๆ ใจจะหลงจะลืม
จะคิดว่าจะอยู่ร่วมกันไปเรื่อยๆ
ไม่มีวันสิ้นสุด พอถึงเวลา
ที่จะต้องพลัดพรากจากกัน
ก็จะเกิดความทุกข์ใจเกิดความไม่สบายใจขึ้นมา
 แต่ถ้าหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อยๆ
จะไม่หลงจะไม่ลืมจะเตรียมตัวเตรียมใจจะ
ไม่ยึดไม่ติดกับสิ่งต่างๆ กับบุคคลต่างๆ
 เพราะรู้ว่าไม่ช้าก็เร็วจะต้องจากกันอย่างแน่นอน

นี่คือ “ธรรม” ที่สำคัญ เพราะจะปกป้องจิตใจ
ไม่ให้ทุกข์กับการพลัดพรากจากกัน
จากการสูญเสียสิ่งต่างๆ ไป
การพิจารณาก็ควรพิจารณาสิ่งต่างๆ
 หรือบุคคลต่างๆ ที่เรารัก หรือเราชัง
 เพราะสิ่งที่เรารักบุคคลที่เรารักหรือสิ่งที่เราชัง
 สิ่งที่เรารักนี้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเรานั่นเอง
 สำหรับสิ่งที่เราไม่รักไม่ชัง บุคคลที่เราไม่รักไม่ชังนี้
ไม่ค่อยเป็นปัญหา เขาจะมาเขาจะไปไม่มีปัญหาอะไร
 แต่คนที่เรารักสิ่งที่เรารักถ้าเขาจากเราไป
เราจะเดือดร้อนเราจะวุ่นวายใจ
หรือสิ่งที่เราชังบุคคลที่เราชัง
เวลาจะต้องอยู่กับเขาเราก็วุ่นวายใจไม่สบายใจ
 เราต้องพิจารณาว่าไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องจากเราไปอยู่ดี
 ในขณะที่เขาอยู่เราไม่สามารถที่จะให้เขาไปได้
 เราก็ต้องทำใจ สำหรับคนที่เรารัก
หรือสิ่งที่เรารัก ถ้าเขาอยู่กับเรา
เราก็จะดีใจและมีความสุข
แต่เราก็จะไม่สามารถสั่งให้เขาอยู่กับเราไปได้ตลอด
 ไม่ช้าก็เร็วไม่เขาก็เราจะต้องไป ต้องจากกันไปอยู่ดี

นี่คือสิ่งที่เราต้องหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อยๆ
 ถามตัวเราเองว่าเรารักใครเราชอบใคร
 เราอยากให้เขาอยู่กับเราไปนานๆ ใช่ไหม
แต่เขาจะอยู่กับเราไปนานๆ ได้หรือเปล่า
 หรือเราจะอยู่กับเขาไปนานๆ ได้หรือเปล่า
 เรากับเขาจะไม่มีวันจะต้องจากกันหรืออย่างไร
 ถ้ามันมาถึงวันนั้นวันที่จะต้องมีการจากกัน
เราจะทำใจอย่างไร ถ้าเราคอยหมั่นสอนใจเตือนใจ
ถึงความเป็นจริงอันนี้ว่า
จะต้องมีการพลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา
 ไม่ว่าจะเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นสามีเป็นภรรยา
เป็นบุตรเป็นธิดา เป็นญาติสนิทมิตรสหาย
หรือเป็นสิ่งของต่างๆ เช่นลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
 ทางตา หู จมูก ลิ้นกาย
เป็นสิ่งที่จะต้องมีการพลัดพรากจากกันอย่างแน่นอน
 ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง ถ้าเราหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อยๆ
 เราจะเตรียมตัวเตรียมใจและตัดใจของเรา
หัดอยู่แบบไม่ต้องมีเขาให้ได้
 ไม่ต้องมีลาภ ยศสรรเสริญ
สุข ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
ไม่ต้องมีบิดามารดา ไม่ต้องมีสามีภรรยา
ไม่ต้องมีบุตรธิดา ไม่ต้องมีญาติพี่น้อง
อยู่ตัวคนเดียวนี่แหละดีที่สุด
แม้แต่ร่างกายนี้ก็ต้องจากเราไป
การอยู่คนเดียวนี้ก็หมายถึงว่า
แม้แต่ไม่มีร่างกายก็ยังอยู่ได้ไม่เดือดร้อน
 แม้แต่ร่างกายนี้ก็ต้องจากเราไปเช่นเดียวกัน
 แล้วการที่เราจะอยู่คนเดียวได้
โดยที่ไม่ต้องมีบุคคลต่างๆ ไม่ต้องมีสิ่งต่างๆ
 เราต้องมี "ธรรม" เท่านั้น
ถึงจะทำให้เราอยู่คนเดียวได้ อยู่ตามลำพังได้

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ เราต้องมีธรรมเป็นที่พึ่ง
 ถ้าเรามีธรรมเป็นที่พึ่งแล้ว เราไม่ต้องพึ่งสิ่งต่างๆ
 ไม่ต้องพึ่งบุคคลต่างๆ
ไม่ต้องพึ่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ
 ไม่ต้องพึ่งความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
 ไม่ต้องพึ่งพ่อพึ่งแม่ พึ่งสามีพึ่งภรรยา
 พึ่งบุตรธิดา พึ่งญาติสนิทมิตรสหาย
พึ่งร่างกายของเราเอง
เพราะเขาเป็นสิ่งที่ไม่ เที่ยงแท้แน่นอนไม่ถาวร
 ไม่ช้าก็เร็วเขาก็จะต้องจากเราไป
 แล้วเวลาที่เขาจากเราไป
 เราไม่มีที่พึ่งเราจะทำอย่างไร
เราก็ต้องเดือดร้อน จนกว่าเราจะหาที่พึ่งใหม่ได้
 เช่น สามีจากไปถ้ายังต้องการมีสามี
ก็ต้องไปหาสามีใหม่ ลูกจากไปถ้ายังอยากจะมีลูก
 ก็ต้องหาลูกมาใหม่ ถ้าคลอดเองไม่ได้
ก็ไปขอเด็กมาเลี้ยงเป็นลูก
เพราะเรายังพึ่งสิ่งเหล่านี้
เพื่อมาให้ความสุขกับเรานั่นเอง
เพราะว่าเราไม่มีธรรมะเป็นที่พึ่ง
 ไม่มี ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ เป็นที่พึ่ง
ถ้าเรามี ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ เป็นที่พึ่งแล้ว
 เราไม่ต้องพึ่งอะไรไม่ต้องพึ่งใคร
 ไม่ต้องพึ่งลาภ ยศ สรรเสริญ
ไม่ต้องพึ่งความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
 ไม่ต้องพึ่งทรัพย์สมบัติ
ไม่ต้องพึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย
ไม่ต้องพึ่งร่างกายคือชีวิตอันนี้
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้สละให้หมด
สละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง
 สละอวัยวะคือความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
 และให้สละชีวิต สละร่างกายอันนี้
 ถ้ามันต้องไปให้มันไป ไม่ต้องไปพึ่งมัน
มันไม่ใช่เป็นที่พึ่ง มันเป็น ภารา หะเว ปัญจักขันธา
 มันเป็นภาระที่ใจจะต้องแบก
ตั้งแต่วันเกิดไปจนถึงวันตาย

ผู้ฉลาดนี้จึงไม่กลับมาเกิด
ไม่กลับมาแบก ภารา หะเว ปัญจักขันธา
 อันนี้ ไม่มาแบกขันธ์ รูปขันธ์นี้
เพราะว่ามันเป็นทุกข์นั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๘

"การพลัดพราก"




ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 25 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2560 9:42:04 น.
Counter : 306 Pageviews.

0 comment
<<< “ธรรมะย่อมชนะอธรรม” >>>










“ธรรมะย่อมชนะอธรรม”

สติก็เป็นธรรมที่อยู่ในจิต ในจิตเรามีธรรม

 แต่ว่ามีน้อยมีมากต่างกัน

 ธรรมที่เราควรจะมีมากๆ ก็คือสติ สมาธิ ปัญญา

 ถ้าเรามีสติ สมาธิ ปัญญา

วิริยะความอุตสาหะและพากเพียร

 เราก็จะสามารถทำจิตให้มีแต่ความสุขได้

 ทำลายสิ่งที่จะมาก่อกวน

 สร้างความทุกข์ให้แก่ใจคือ กิเลสตัณหาได้

 แต่ตอนนี้เรามีธรรมน้อย มีสติ มีสมาธิ

วิริยะความอุตสาหะพากเพียรปัญญานี้

น้อยกว่ากิเลสตัณหา

 กิเลสตัณหามันก็เลยมาก่อกวนจิตใจเราตลอดเวลา

 เราจึงต้องมาปฏิบัติธรรมกัน

มาสร้างวิริยะ สร้างสติ สร้างสมาธิ สร้างปัญญา

 พอเรามีธรรมหล่านี้แล้ว

ทีนี้กิเลสตัณหามันก็จะถูกทำลายไปหมด

 กิเลสตัณหานี้เรียกว่าอธรรม

ธรรมก็คือ วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

 อธรรมก็คือกิเลสตัณหา ความโลภ

ความอยาก ความโกรธ ความหลงต่างๆ

 นี่ท่านถึงบอกว่าธรรมะย่อมชนะอธรรม

 นี่หมายถึงตัวนี้ ไม่ใช่คนดีจะไปเอาชนะคนชั่ว

 ไม่ใช่ คนชั่วก็ปล่อยเขาชั่วไป

 คนดีไม่ต้องไปเอาชนะเขาหรอก คนดีก็ดีอยู่แล้ว

 ทำไมต้องไปเอาชนะคนชั่ว ใช่ไหม

แต่ที่ท่านหมายถึงธรรมย่อมชนะอธรรมก็คือ

 ธรรมะนี่แหละ คือ วิริยะ สติ สมาธิปัญญา

 และจะเป็นผู้ชนะพวกอธรรมก็คือ

กิเลสตัณหาอวิชชา โมหะทั้งหลาย

นี่คือข้าศึกศัตรูของพวกเรา คือพวกอธรรม

 ก็พวกกิเลสตันหา โมหะอวิชชา

 เพราะเป็นตัวมาสร้างความทุกข์

มาสร้างความเดือดร้อนใจให้กับพวกเรา

 เราจึงต้องอาศัยธรรมะที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบ

 เพื่อมาทำลายมันเท่านั้นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 23 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2560 9:27:50 น.
Counter : 205 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ