Group Blog
All Blog
<<< "การบำเพ็ญทางศาสนา" >>>










"การบำเพ็ญทางศาสนา"

พระพุทธเจ้าจึงสอนให้สัตว์โลก

ที่ยังติดอยู่กับความสุขภายนอกให้มาเจริญมรรคกัน

 มรรคเป็นธรรมเป็นเครื่องมือที่จะดึงจิตเข้าสู่ภายใน

 นี่คือการบำเพ็ญทางศาสนา

มรรคก็มีสาม (๓) ประการด้วยกัน คือ ทาน ศีล ภาวนา

 ทำทานเพื่อที่เราจะได้เลิกใช้เงินทอง

เป็นเครื่องมือหาความสุข

 เพราะเป็นความสุขประเดี๋ยวประด๋าว

พอเงินทองหมดก็จะไม่สามารถหาความสุขได้

 ฉะนั้นถ้าเราจะเอาเงินทองไปซื้อความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ก็ให้เราเอาไปทำบุญทำทาน

 เพราะการทำบุญทำทานจะทำให้ใจเรามีความสุข

 และจะทำให้เราฝืนความอยาก

ที่จะใช้เงินทองไปซื้อความสุขจากสิ่งต่างๆ ได้

 ทุกครั้งอยากจะไปเที่ยว เอาเงินไปเที่ยวไปทำบุญ

 ทุกครั้งอยากจะซื้อของไม่จำเป็นของที่มีอยู่แล้ว

 ก็ไม่ต้องซื้อ เอาไปทำบุญ ถ้าทำอย่างนี้แล้ว

ต่อไปความอยากที่จะใช้เงิน

ซื้อความสุขต่างๆ ก็จะหมดไป

 ก็จะทำให้ไม่ต้องเสียเวลากับการไปหาเงิน

เพื่อจะได้มีเงินมาซื้อความสุขต่างๆ

เพราะการเอาเงินไปทำบุญนี้

ก็เป็นการซื้อความสุขที่ไม่มีโทษ

เพราะไม่มีความอยาก

 เวลาไม่มีเงินทองจะใช้ก็จะไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อน

 ถ้าเอาเงินทองไปซื้อความสุขความอยากต่างๆ

 เวลาเงินทองไม่มีเงินทองหมดแต่ความอยากมันไม่หมด

 ความอยากจะซื้อของความอยากจะไปซื้อความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกายมันยังมีอยู่

มันก็จะสร้างความทุกข์ให้แก่ใจ

ฉะนั้นการทำทานนี้ก็เป็นการหยุดความอยาก

ในระดับของเรื่องเงินทอง

ให้เราเลิกใช้เงินทองซื้อความสุขต่างๆ

ทุกครั้งที่อยากใช้เงินทองซื้อความสุข

 เราก็เอาเงินทองนั้นไปทำบุญ

 เวลาทำบุญเราก็จะได้ความสุขใจอิ่มใจ

ทำให้ความอยากที่จะไปเที่ยวไปซื้อความสุข

ทางตาหูจมูกลิ้นกายไม่ทรมานใจ

 และจะทำให้ไม่ต้องไปเที่ยวอีกต่อไป

 ทุกครั้งที่อยากจะเที่ยว

ทุกครั้งที่อยากจะซื้อของไม่จำเป็น

 ก็เอามาทำบุญทำทานกัน

 แล้วต่อไปเราจะไม่มีความอยากจะใช้เงินทอง

ไปซื้อความสุขต่างๆ เราก็จะสามารถลดเวลา

การทำงานการหาเงินทองลงไปได้

 เพื่อเราจะได้มีเวลามารักษาศีล

มาภาวนาที่เป็นมรรคขั้นต่อไป.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๐

"ฝึกจิตให้อยู่กับความว่างเปล่า"







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 21 กันยายน 2560
Last Update : 21 กันยายน 2560 12:09:54 น.
Counter : 528 Pageviews.

0 comment
<<< “พ่อแม่ครูจารย์” >>>









“พ่อแม่ครูจารย์”

ไปอยู่กับหลวงตาก็เป็นเหมือนลูกของท่าน

ท่านเป็นเหมือนพ่อเป็นเหมือนแม่

ของพระเณรที่ไปอยู่ศึกษากับท่าน

พระเณรจึงเรียกท่านว่าพ่อแม่ครูจารย์

 บวชได้ประมาณ ๖ อาทิตย์ที่วัดบวรฯ พอห่มผ้าเป็น

สามารถเดินทางได้ โดยไม่รู้สึกลำบากใจ

เกี่ยวกับการห่มผ้าและดูแลรักษาบริขารต่างๆ

 ก็กราบลาสมเด็จฯขออนุญาตไปอยู่กับหลวงตา

ที่วัดป่าบ้านตาด สมเด็จฯก็พูดว่าท่านอนุญาต

 แต่หลวงตาจะอนุญาตหรือไม่ก็อยู่ที่หลวงตา

 จึงเป็นเหมือนเด็กเกิดใหม่ ยังไม่เดียงสา

ในการเป็นพระนัก วันแรกที่ไปถึง

ก็เห็นสมรรถภาพของตัวเอง

จากการเดินบิณฑบาตที่เร็วมากของวัดป่าบ้านตาด

 เราไม่เคยเดินเร็วอย่างนั้น นั่งรถไฟไปตอนเย็น

 ถึงอุดรฯตอนเช้ามืด มีรถของญาติโยมที่อุดรฯมารับ

 พอมาถึงศาลาวัดก็พอดีได้เวลาออกบิณฑบาต

 ก็รีบเตรียมบริขารแล้วก็ออกบิณฑบาต

 ขาไปก็เดินตามปกติไปแบบสบายๆ

 แต่ขากลับพอพ้นบ้านหลังสุดท้ายใส่บาตรเสร็จ

 พระรับบาตรของหลวงตาปั๊บ

 ต่างคนต่างโกยแนบกันเลย เราไม่เคยเดินวิ่งแบบนั้น

ซึ่งเหมือนแข่งเดินเร็วในโอลิมปิก

 มีข้าวเหนียวเต็มบาตรที่หนักมาก

ถลกบาตรก็ผูกไม่แน่น เดินกลับมาได้ครึ่งทาง

ถลกบาตรก็หลุด จีวรก็จะหลุด

ต้องคอยประคับประคองอย่างทุลักทุเล

 กว่าจะไปถึงศาลาเขาก็เริ่มจัดแจกอาหารกันแล้ว

ถาม : ท่านมองไหมค่ะ

พระอาจารย์: ท่านคงมอง

แต่ท่านเมตตา ท่านไม่พูดอะไร

ส่วนใหญ่ถ้าเป็นพระมาใหม่ ท่านจะไม่ใช้มาตรการหนัก

 ท่านจะเฉยๆไปก่อน นอกจากแย่จริงๆ

ก็อาจจะถูกว่าโดยตรง แต่ใหม่ๆท่านจะสังเกตดู

 ถ้าเห็นว่ามีความตั้งใจปฏิบัติ จะช้ากว่าเขา

 ยังไม่เข้าร่องเข้ารอย ท่านก็ไม่พูดอะไร

ช่วงนั้นท่านจะรับพระประมาณ ๑๕-๑๖ รูปเท่านั้นเอง

 พอท่านอนุญาตให้อยู่ได้ พระเก่าก็มาแสดงความยินดี

 เพราะท่านจะไม่รับใครง่ายๆ มีพระหลายรูปด้วยกัน

ที่ท่านไม่ให้อยู่ ในช่วงใกล้เข้าพรรษา

 ท่านก็จะพูดว่าองค์นี้ไปนะ องค์นี้อยู่ได้นะ

แต่สำหรับอาตมาท่านยังกั๊กไว้ว่า

ท่านที่มาจากวัดบวรฯ เราได้ตกลงกันไว้ว่า

อยู่ได้ชั่วคราว ตอนไปกราบท่านวันแรกท่านก็บอกว่า

 อยู่ได้ชั่วคราวกุฏิไม่ว่าง แล้วท่านก็ไม่พูดอะไรอีก

 ตอนนั้นเป็นช่วงต้นเดือนเมษาฯ

 ตอนที่ท่านอนุญาตให้อยู่ได้ก็ประมาณเดือนมิถุนาฯ

กำลังประชุมพระ ก่อนเทศน์ท่านก็พูดว่าองค์นี้ไปนะ

 องค์นี้อยู่ได้นะ ส่วนองค์ที่มาจากวัดบวรฯ

 เราได้ตกลงกันไว้ว่าอยู่ได้ชั่วคราว

 ท่านก็ต้องไป อยู่ไม่ได้

 แล้วท่านก็เริ่มเทศน์ไปประมาณสักชั่วโมงกว่าๆ

พอจะเลิกประชุมลุกขึ้นมากราบพระ ท่านก็พูดว่า

องค์นั้นจะอยู่ก็อยู่นะ ท่านต้องการให้เห็นคุณค่า

ของการได้อยู่ จะได้มีความตั้งใจ

เพราะเวลาได้อะไรมาง่ายๆ

เราจะไม่เห็นคุณค่าของมัน

 สิ่งใดที่ได้มาด้วยความยากลำบากเราจะรักษามัน

ก็อยู่มาตลอด ๕ ปีแรกก็ไม่ได้ไปไหนเลย

 เพราะพระวินัยกำหนดไว้ว่าถ้ายังไม่ได้ ๕ พรรษา

ไม่ให้อยู่ปราศจากครูบาอาจารย์

เช่นบวชได้ ๒ พรรษาแล้ว

จะไปธุดงค์องค์เดียวก็ยังไปไม่ได้

 นอกจากท่านเห็นว่าสมควร ถ้าไปแล้วได้ประโยชน์

 แต่ถ้าไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ท่านก็ไม่ให้ไป

มีพระอยู่รูปหนึ่งอยู่ได้ ๒-๓ พรรษา ก็ขอลาไปธุดงค์

ลาสองสามครั้งท่านก็ไม่อนุญาต ครั้งสุดท้ายไปลา

 ท่านก็บอกว่าถ้าไปก็ไม่ต้องกลับมา

 ท่านจะดูจิตของผู้ปฏิบัติเป็นหลัก

อายุพรรษาไม่สำคัญเท่าไหร่ บางทีได้ ๕ พรรษาแล้ว

ถ้าท่านเห็นว่ายังไม่สมควรไป ไปแล้วเสีย ไปแล้วสึก

 ท่านก็พยายามดึงไว้ อย่างน้อยอยู่ในวัด

ก็ยังได้ศึกษาจากครูบาอาจารย์

ที่วัดก็มีความสงบวิเวกดี ถ้าปฏิบัติเป็นแล้ว

ก็ไม่จำเป็นต้องไปที่อื่น แต่ใจไม่ค่อยชอบอยู่กับที่

 ไปอยู่ที่ไหนนานๆแล้วก็เกิดความเบื่อหน่าย

 อยากจะไปสถานที่ใหม่ จิตจะหลอกให้เราคิดว่า

 ไปที่นั่นดี ไปที่นี่ดี จะได้อย่างนั้นได้อย่างนี้

ความจริงแล้วอยู่กับครูบาอาจารย์นี้ดีที่สุด

 อยู่กับท่านก็เป็นเหมือนลูกของท่าน

ทุกสิ่งทุกอย่างท่านจะดูแลให้หมด ก็สบายดี

 ไม่ต้องมีภารกิจอย่างอื่น

 นอกจากตอนเช้าออกไปบิณฑบาต

 กลับมาฉันเสร็จก็ล้างบาตร ช่วยกันทำความสะอาดศาลา

 หลังจากนั้นก็กลับกุฏิภาวนาจนถึงช่วงบ่าย ๒ โมง

 ถ้าอยากจะฉันน้ำชากาแฟ ฉันน้ำปานะ

ก็มีที่เตรียมไว้ให้ฉัน ฉันเสร็จแล้วก็ช่วยกันปัดกวาด

 เสร็จแล้วก็ช่วยกันทำความสะอาดศาลา

 เข็นน้ำไปใส่ตุ่มตามที่ต่างๆ ตักน้ำจากบ่อใส่ปี๊บในรถเข็น

 แล้วก็เข็นไปใส่ในห้องน้ำต่างๆ ตามกุฏิตามสถานที่ต่างๆ

 เสร็จแล้วก็กลับกุฏิสรงน้ำ แล้วก็ภาวนาต่อ

 วันที่ท่านจะประชุมอบรมพระ

 ท่านจะให้พระมาบอกตอนใกล้ๆพลบค่ำ

 พอบอกปั๊บก็ต้องรีบไปเลย เพราะท่านจะไปรออยู่แล้ว

 จะปล่อยให้ครูบาอาจารย์นั่งรอก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง

 ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่พอพระมาบอกประชุมคำเดียว

 ก็รีบไปเลย หยิบไฟฉายหยิบผ้าปูนั่งกับจีวรได้

 ก็ต้องรีบไปเลย ใครไปถึงก่อนก็ช่วยจัดที่นั่ง

จุดธูปจุดเทียน ไม่มีไฟฟ้า เวลาท่านเทศน์

ก็มีแค่เทียน ๒ เล่มที่จุดไว้บูชาพระเท่านั้นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................

กัณฑ์ที่ ๒๗๕ วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๙

 (จุลธรรมนำใจ ๗)

“พ่อแม่ครูจารย์”







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 20 กันยายน 2560
Last Update : 20 กันยายน 2560 10:18:39 น.
Counter : 580 Pageviews.

1 comment
<<< "เป้าหมายของการฝึกจิตตภาวนา" >>>









"เป้าหมายของการฝึกจิตตภาวนา"

การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

เป็นการฝึกอบรมจิตใจให้อยู่กับความว่างเปล่า

 ให้อยู่โดยปราศจากสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้

 เพราะความว่างเปล่านี่แหละเป็นความสุขอย่างยิ่ง

 ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า

นิพพานัง ปรมัง สุญญัง นิพพานัง ปรมัง สุขัง

จิตที่อยู่กับความว่างได้เป็นจิตที่มีความสุขอย่างยิ่ง

เป้าหมายของการปฎิบัติจิตตภาวนา

 เพื่อฝึกฝนจิตให้อยู่กับความว่างเปล่า

ไม่ต้องมีอะไรมาให้ความสุขแก่จิต

เพราะจิตนี้มีความสุขในตัวอยู่แล้ว

 แต่ถูกความหลงคืออวิชชาโมหะหลอก

ให้ไปหาความสุขข้างนอก ซึ่งเป็นความสุขปลอม

 เป็นความสุขที่เคลือบความทุกข์

เพราะสิ่งต่างๆ ที่ให้ความสุขกับจิตนั้น

เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นของชั่วคราว

 มีเกิดขึ้นตั้งอยู่และต้องดับไป

 ได้อะไรมาเดี๋ยวก็ต้องเสียไป

 เวลาจิตมาเกิดในโลกนี้จิตก็ไม่ได้มีอะไรติดตัวมาเลย

 มาได้ร่างกายแล้วก็ใช้ร่างกายหาความสุขจากสิ่งต่างๆ

 หาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ

 หาความสุขจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 เวลาได้เสพได้สัมผัสก็มีความสุข แต่ในที่สุด

เวลาที่ร่างกายนี้ตายไป

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ให้ความสุขกับจิตก็จะหมดไป

 เหลืออยู่แต่ความทุกข์

 แล้วก็ทำให้จิตต้องกลับมาเกิดใหม่อยู่เรื่อยๆ

 เพราะความหลงจะหลอก

ให้ออกมาหาความสุขภายนอกจิตอยู่ตลอดเวลา

 ถ้าไม่ดึงจิตเข้าข้างในถ้าไม่ปล่อยวางสิ่งต่างๆ

 ที่จิตออกมาแสวงหา

 จิตก็จะต้องแสวงหาสิ่งต่างๆ ไปอยู่เรื่อยๆ

 เพราะคิดว่าเป็นแหล่งของความสุข

ไม่รู้จักแหล่งของความสุขที่แท้จริง

 คือความสุขที่อยู่ภายในใจ

ความสุขที่อยู่กับความว่างอยู่กับความไม่มีอะไร

การฝึกจิตจึงเป็นการฝึกให้ปล่อยวาง

ทุกสิ่งทุกอย่างที่จิตถูกหลอกให้มาหา

 เพราะคิดว่าเป็นความสุข แต่เป็นความสุขปลอม

 เป็นความสุขประเดี๋ยวประด๋าว

เพราะว่าได้มาแล้วเดี๋ยวก็ต้องเสียไปเดี๋ยวก็ต้องหมดไป

 ไม่ว่าจะเป็นลาภยศสรรเสริญ

 ไม่ว่าจะเป็นความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 จะต้องมีวันสิ้นสุดมีวันหมดไป

 เพราะร่างกายก็จะต้องเสื่อมไปตามกาลตามเวลา

มาแล้วเดี๋ยวก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ แล้วก็ต้องตาย

 เวลาที่แก่เวลาที่เจ็บเวลาที่ตาย

ก็จะไม่สามารถหาความสุขให้กับจิตได้

 จิตก็เลยต้องอยู่กับความว้าเหว่

อยู่กับความเศร้าสร้อยหงอยเหงา

อยู่กับความทุกข์ทรมานใจ

 แต่ถ้าได้ฝึกจิตให้เข้าหาความสุขภายในจิต

 ให้ใช้ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

เป็นเครื่องมือดึงจิตให้เข้าข้างใน

ให้ปล่อยวางสิ่งต่างๆ ภายนอก ถ้ามีกำลัง

ถ้าสร้างธรรมะเครื่องมือที่พระพุทธเจ้าทรงมอบไว้ให้

มาเป็นเครื่องมือในการดึงจิตเข้าข้างในได้

 พอจิตเข้าข้างในแล้ว จิตก็จะพบกับความสุข

ที่มีอยู่ภายในจิต พอมีความสุขภายในจิตแล้ว

 ก็ไม่ต้องออกไปหาความสุขภายนอกอีกต่อไป

ความสุขภายในจิตก็คือความสงบความว่าง

ปราศจากสิ่งต่างๆ นี่คือจุดหมายปลายทาง

ของการบำเพ็ญเพียรดึงจิตให้กลับเข้าข้างใน.

อาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ 17 กันยายน 2560

"ฝึกจิตให้อยู่กับความว่างเปล่า"









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 กันยายน 2560
Last Update : 19 กันยายน 2560 9:14:41 น.
Counter : 357 Pageviews.

0 comment
<<< "สติคือหลักเบื้องต้นของการภาวนา" >>>









"สติคือหลักเบื้องต้นของการภาวนา"

สิ่งที่ทำให้เราไม่สงบกันก็คือไม่มีสติ

ถ้าเรา ไม่มีสติ

 ใจเราจะไม่สามารถจดจ่ออยู่กับลมหายใจ

หรืออยู่กับพุทโธได้อย่างต่อเนื่อง

ใจก็จะไปคิดเรื่องต่างๆ

 แล้วก็จะทำให้ฟุ้งซ่านขึ้นมาได้ ใจก็เลยไม่สงบ

 เราจึงต้องหัดเจริญสติกันอยู่เรื่อยๆ

 ก่อนที่เราจะมานั่ง วันๆ หนึ่งนี้พยายาม

มีอะไรผูกใจไว้ดึงใจไว้ เช่นคำบริกรรมพุทโธๆ

 หรือดูการเคลื่อนไหว ต่างๆ ของร่างกาย

 โดยที่ไม่ให้เราไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้คนนั้นคนนี้

ให้พยายามดึงใจให้อยู่กับเรื่องเดียว อยู่กับพุทโธ

หรืออยู่กับการกระทำต่างๆ ของร่างกาย

 แล้วพอเรามีเวลาว่าง

 เวลามานั่งถ้าใจไม่คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

เวลานั่งใจก็จะสงบได้ง่าย สงบได้เร็ว สงบได้นาน

มีความสุขมีความสบายใจ ลืมเรื่องราวต่างๆ

ที่ทำให้เกิดความวุ่นวายใจต่างๆ ได้

 อันนี้เป็นวิธีสร้างความสงบ

สร้างความสุขในเบื้องต้นด้วยสติ

พอเรามีความสงบจากสติแล้ว เราก็ใช้ปัญญา

 รักษามันต่อไป เพราะเวลาใจเกิดความอยากขึ้นมา

 ความสงบก็จะหายไป เราก็ต้องใช้ปัญญามาหยุด

 โดยชี้ให้เห็นว่าการทำตามความอยาก

เป็นการไปหาความทุกข์ เพราะสิ่งที่เราอยากได้

มันจะไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด

 ได้มาแล้วเดี๋ยวก็ต้องมีวันจากกัน

 หรือของบางอย่างได้ปุ๊บก็หายไปปั๊บ

เช่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เราไปเสพกัน

 เวลาเราไปเที่ยว ไปดื่ม ไปรับประทาน

พอได้เสพสัมผัสแล้วมันก็หายไป

ความสุขที่ได้จากมันก็หายไป

แล้วความอยากใหม่ก็จะโผล่ขึ้นมา

ก็ทำให้เราต้องวิ่งหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 มาเสพอยู่เรื่อยๆ เวลาไม่สามารถหาได้

ก็กลายเป็นความทุกข์ สอนใจแบบนี้ด้วยปัญญาว่า

 การทำตามความอยาก อยากในรูป

เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากมีสิ่งนั้นสิ่งนี้

เป็นการสร้างความทุกข์ให้กับใจ

ไม่ได้เป็นการสร้างความสุขให้กับใจ

 ถ้าไม่ทำตามความอยากได้ ใจก็จะสงบ

 แล้วความสุขก็จะเกิดขึ้นอีก

อันนี้คือการปฏิบัติธรรมมี ๒ ขั้น

ขั้นสมาธิและขั้นปัญญา

เราต้องได้ขั้นสมาธิก่อน ได้ความสงบก่อน

 เพื่อที่จะได้เห็นคุณค่าของความสงบ

ว่ามีคุณค่าอย่างไร

 พอเราเห็นแล้วเราจะได้ปกป้องรักษา

 เวลาที่กิเลสตันหาความโลภความอยากต่างๆ

 จะมาทำลาย เราก็ใช้ปัญญา

ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบว่า

 ของต่างๆ ที่เราอยากได้มันเป็นทุกข์

เป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา ทุกข์เพราะว่ามันไม่เที่ยง

ทุกข์เพราะว่ามันไม่ได้เป็นของเรา

ได้มาแล้วเดี๋ยวก็ต้องจากกันไป ให้คิดอย่างนี้

 แล้วเราจะระงับความอยากต่างๆ

พอระงับความอยากได้

 ความสงบที่ได้จากสมาธิก็จะกลับขึ้นมา

แล้วเราก็จะไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยยาก

 แล้วจะได้ความสุขที่ดีกว่าจากการทำอะไรต่างๆ

 แล้วเราก็จะได้สบาย ไม่ต้องพึ่งอะไร

แม้แต่ร่างกายของเรา เราก็ไม่ต้องพึ่ง

 เพราะมันก็พึ่งไม่ได้ สักวันหนึ่ง

มันก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายไป

ถ้าเราไม่พึ่งมันเราก็จะไม่เดือดร้อน

จะไม่กลัวความเจ็บ ไม่กลัวความแก่ ไม่กลัวความตาย

 ไม่ทุกข์กับความแก่ ไม่ทุกข์กับความเจ็บ

ไม่ทุกข์กับความตาย แล้วเราก็จะไม่ต้อง

กลับมามีร่างกายอันใหม่อีก

 ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่ มาวุ่นวาย

กับการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทำมาหากิน

 แล้วก็ใช้ร่างกายหาความทุกข์มาใส่ใจกัน

นี่คือวิถีทางของพระพุทธเจ้า

ที่จะพาให้จิตใจของเรา

ได้หลุดออกจากการเวียนว่ายตายเกิด

หลุดออกจากกองทุกข์ทั้งหลาย

มีทางนี้ทางเดียวเท่านั้น

ที่จะทำให้เราได้พ้นทุกข์กัน

ได้พบกับความสุขที่แท้จริงที่ถาวรกัน

 ทางอื่นเป็นทางสู่ความทุกข์ สู่ความสุขปลอม

 สู่ความสุขชั่วคราว สู่ความเวียนว่ายตายเกิด

ที่จะไม่มีวันสิ้นสุด ดังนั้นขอให้พวกเรา

พยายามเจริญสติกันให้มากๆ ฝึกสติให้บ่อยๆ

 และพยายามนั่งสมาธิให้มากๆ ยิ่งทำมาก

ก็จะยิ่งเกิดความชำนาญและความสามารถ

 แล้วก็จะได้ผลมากขึ้นไปตามลำดับ

ขอให้เราเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เชื่อว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติ

 พระองค์ได้พบสิ่งที่ดีสิ่งที่วิเศษแล้ว

นำเอามาเผยแผ่ให้กับพวกเรา

 ขอให้เราจงมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติ

โดยเฉพาะการเจริญสติ

พยายามเจริญสติตลอดเวลา

 ก็สามารถเจริญได้ทุกแห่งทุกหนทุกเวลา

 ยกเว้นเวลาที่หลับเท่านั้น ถ้าเราเจริญสติได้

 สมาธิก็อยู่แค่เอื้อมมือนั่งหลับตาพุทโธ ๕ นาที

ใจก็จะสงบ แล้วก็จะนั่งได้นาน

 แล้วพอออกจากสมาธิมาก็ใช้ปัญญา

คอยกำจัดความโลภความอยากต่างๆ

แล้วต่อไปเราก็จะไม่มีความโลภความอยากมารบกวนใจ

 เราก็จะมีแต่ความสุขความสงบไปตลอด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

หนังสือสติธรรม







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 กันยายน 2560
Last Update : 18 กันยายน 2560 15:56:54 น.
Counter : 519 Pageviews.

0 comment
<<< "ถ้าเราได้มาพบกับพระพุทธศาสนา " >>>










"ถ้าเราได้มาพบกับพระพุทธศาสนา "

พระพุทธศาสนาก็สอนให้เราทำอีกข้อหนึ่งก็คือ

 ให้เราทำปัญญา ทำวิปัสสนา

ให้เราเห็นโทษของความอยากทั้งสาม

 และหยุดมันฝืนมันไม่ทำตามมัน

ถ้าเราฝืนมันหยุดมันทุกครั้งที่มันอยาก

 เราก็ไม่ทำตามความอยาก

ความอยากมันก็จะหมดกำลังไป

และมันก็จะไม่มีวันที่จะโผล่ขึ้นมาใหม่ได้อีก

 มันก็จะไม่ดึงให้ใจเรากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกต่อไป

 อันนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้

มาประกาศพระธรรมคำสอน

 มามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

มีพระพุทธศาสนา พวกเราถึงจะสามารถ

ที่จะกำจัดความอยากต่างๆ ที่เป็นเหตุ

ที่ทำให้ใจของเรายังต้องกลับมา

เวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ได้

ชาตินี้เป็นชาติวิเศษของพวกเรา

ที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

โอกาสอย่างนี้นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

 โอกาสที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์

และได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

จึงขอให้พวกเราพยายามปฏิบัติ

ให้ถึงธรรมขั้นสูงสุดให้ได้เถิด

คือนอกจากการทำบุญทำทานแล้ว

 รักษาศีล ๕ แล้ว ก็ขอให้เรามาหัดรักษาศีล ๘ กัน

 รักษาศีล ๘ แล้วเราก็จะได้มีเวลามานั่งสมาธิ

ทำใจให้สงบกัน ถ้าเรานั่งสมาธิทำใจให้สงบได้

 ใจเราจะมีกำลังที่จะสู้กับความอยากได้

 ลดตัดความอยากได้ หยุดความอยากได้

 ถ้าเรามีปัญญาเห็นว่าการทำตามความอยาก

จะนำไปสู่ความทุกข์ นำไปสู่การเกิดแก่เจ็บตาย

อย่างไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าเราไม่อยากจะกลับมา

เกิดมาแก่มาเจ็บมาตายอีกต่อไป

 เราก็หยุดความอยากทั้งสามนี้เท่านั้นเอง

หยุดกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

นี่เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนสามารถปฏิบัติได้

 อย่าไปมองในขณะที่เราเริ่มต้นว่ามันยากเย็น

 อย่าไปมองธรรมที่สูงกว่าที่เราทำได้

 ปฎิบัติธรรมที่อยู่ในความสามารถของเราไปก่อน

 เราทำทานได้ทำไปก่อน รักษาศีล ๕

 รักษาได้รักษาไปก่อน แล้วค่อยขยับขึ้นไป

 ถ้ารักษาศีล ๕ ได้ ต่อไปก็จะขยับไปรักษาศีล ๘ ได้

รักษาศีล ๘ ได้ ก็จะมีเวลามาฝึกมาทำสมาธิได้

 พอทำสมาธิก็จะมีกำลัง

ที่จะหยุดความอยากต่างๆ ได้ด้วยปัญญา

ดังนั้นขอให้พวกเราจงใช้โอกาสอันดีงาม

ของภพนี้ชาตินี้ที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์

ได้มาเกิดมาพบกับพระพุทธศาสนา

 ให้พวกเรามาพัฒนาจิตใจของพวกเรา

แบบยั่งยืนกันดีกว่า หยุดการพัฒนาแบบชั่วคราว

ทางร่างกายกันเถิด เพราะมันเป็นการพัฒนา

ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ที่จะต้องพัฒนาอยู่เรื่อยๆ

 ตายไปแล้วก็ต้องกลับมาพัฒนาใหม่

กลับมาพัฒนาได้มากได้น้อย ตายไปก็หายไปหมด

 แล้วก็ต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่

 แต่ถ้าเรามาพัฒนาทางจิตใจ

ทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พัฒนา

 เราก็จะได้ไม่ต้องกลับมาพัฒนาการซ้ำแล้วซ้ำอีก

 พัฒนากันหนเดียว พัฒนาจนจิตขึ้นสู่ขั้น

ที่ไม่มีวันเสื่อมอีกต่อไป นี่คือประโยชน์

ที่เราจะได้รับจากการที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์

 และได้มาเกิดในพระพุทธศาสนา

 ขออย่าให้ปล่อยประโยชน์อันล้ำค่านี้

หลุดจากมือของพวกเราไป

 โดยที่เราไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนเลย

 การแสดงธรรมก็พอสมควรแก่เวลา

 จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ ขออนุโมทนาให้พร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐

"การพัฒนาชีวิต"







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 กันยายน 2560
Last Update : 17 กันยายน 2560 9:37:12 น.
Counter : 499 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ