Group Blog
All Blog
<<< “แผนที่บอกทาง” >>>








“แผนที่บอกทาง”


เวลาเกิดความอยากขึ้นมา เราอย่าไปทำตามมัน

 ใช้ปัญญาสอนใจว่าความอยากนี้

เป็นต้นเหตุของความทุกข์

ต้นเหตุของการเวียนว่ายตายเกิด

เราต้องมีสมาธิต้องทำใจให้สงบให้ได้

 เวลาที่เกิดความอยากขึ้นมา

 ถ้าใจไม่สงบ เราก็ต้องใช้สติบริกรรมพุทโธๆๆ ไป

 อยู่กับพุทโธๆ ไปจนกว่าความอยากมันจะหมดแรง

พอความอยากหมดแรงใจก็จะสงบ พุทโธก็หยุดได้

 แล้วเราก็ไม่ต้องทำตามความอยาก

 ความอยากก็จะไม่กลับมารบกวนใจเราอีกต่อไป

นี่คือวิธีชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

สิ่งที่ทำให้ใจไม่สะอาดบริสุทธิ์ก็คือ

ตัณหาทั้ง ๓ นี่เอง

กามตัณหา คือความอยาก

ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ภวตัณหา คือความอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้

 อยากเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

อยากได้ลาภยศสรรเสริญ อยากมีแต่ความสุข

 อยากมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

 อยากจะมีร่างกายอายุยืนยาวนาน

 อยากจะมีร่างกายที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ

 เรียกว่าภวตัณหา

ส่วนวิภวตัณหา ก็คือ

ไม่อยากที่จะเสียสิ่งที่เรารักเราชอบไป

ไม่อยากจะให้ลาภยศสรรเสริญสุขจากเราไป

 ไม่อยากให้ร่างกายเราแก่เราเจ็บเราตาย

ความอยากเหล่านี้ ๓ ตัวนี้

จะเป็นตัวที่ทำให้ใจเราไม่สะอาดบริสุทธิ์

จะทำให้ใจของเราต้องไปเกิดใหม่อยู่เรื่อยๆ

 ทุกครั้งที่เกิดก็จะต้องทุกข์

อย่างที่พวกเรากำลังทุกข์กันอยู่ในขณะนี้

 ถ้าพวกเราไม่มาเกิดไม่มามีร่างกาย

เราก็ไม่ต้องมาทุกข์กับร่างกาย

 แต่ตอนนี้เราต้องทุกข์กับร่างกายกัน

ทุกข์กับการหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

ทุกข์กับการดูแลร่างกายอาบน้ำอาบท่า

 รักษามันด้วยวิธีการต่างๆ ป้องกันภัยด้วยวิธีการต่างๆ

 แล้วก็ยังมาทุกข์กับความแก่ ทุกข์กับความเจ็บ

 แล้วทุกข์กับความตายต่อไป

การมาเกิดจึงเป็นความทุกข์ไม่ใช่ความสุข

นี่คือปัญญา เราต้องเห็น แล้วความมาเกิดนี้

ก็เกิดจากความอยากต่างๆ ทั้ง ๓ นี้

 เราจึงต้องมากำจัดความอยากทั้ง ๓ นี้

ด้วยสมาธิและปัญญา

ถ้าเราไม่มีสมาธิเราจะไม่สามารถทน

กับความทุกข์ทรมานใจที่เกิดจากความอยากได้

ทุกครั้งที่อยากจะต้องไปทำตามความอยาก

ถึงจะหายทุกข์ทรมานใจ แล้วก็ต้องทำไปเรื่อยๆ

 ทำไปไม่มีวันสิ้นสุด เราทำตามความอยากมานี้

นับไม่ถ้วนแล้ว ไม่รู้กี่แสนกี่ล้านชาติแล้ว

และก็จะต้องทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

เดี๋ยวร่างกายนี้ตายไปเราก็ต้องไปมีร่างกายอันใหม่

 ก่อนที่จะได้ร่างกายอันใหม่

ก็ต้องไปรับผลบุญผลบาปก่อน

ถ้าทำบาปก็ต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉานบ้าง

 เป็นเปรตบ้าง ไปเป็นอสุรกายบ้าง ไปตกนรกบ้าง

 ถ้าได้ทำบุญมากกว่าทำบาป ก็ได้ไปสวรรค์ชั้นต่างๆ

 แล้วก็ต้องกลับมาเกิดใหม่อีก

 กลับมาเกิดแล้วก็ต้องทำบุญทำบาปใหม่อีก

ถ้าเราไม่ได้มาพบกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เราก็ไม่รู้ว่าทำบุญแล้วได้อะไรทำบาปแล้วได้อะไร

 เราก็จะทำไปตามความอยากของเรา

 อยากจะทำอะไรก็ทำมัน

 ถ้าต้องทำบาปเพื่อให้ได้ตามความอยาก

ก็จะทำ มันก็จะทำให้เราทำบาปไปโดยไม่รู้สึกตัว

 โดยไม่รู้สึกว่าเรากำลังส่งตัวเราให้ไปอบายกัน

 แต่ถ้าเราได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

 มาพบกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เราก็จะได้รู้ว่าการกระทำของเราต่างๆ นี้

มันมีผลอะไรตามมากัน

 เราทำบุญแล้วเราจะได้อะไร

 เราทำบาปแล้วเราจะได้อะไร

 เราชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์แล้วเราจะได้อะไร

 เมื่อเรารู้ว่าการกระทำของเรานี้จะทำให้เราได้อะไร

 เราก็เลือกทำ ทำในสิ่งที่เราอยากได้กัน

 พวกเราทุกคนอยากได้ความสุขกัน

 อยากได้หลุดพ้นจากความทุกข์กัน

 เราก็ต้องทำดีกัน ทำบุญทำกุศลกัน

เราก็จะละการกระทำบาปกัน

แล้วเราก็จะมาฉันว่าใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์กัน

 นี่คือประโยชน์ที่เราได้รับ

ทุกครั้งที่เราได้มาพบกับ

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เหมือนกับได้มาเห็นแผนที่บอกทาง

ให้เรารู้ว่าเราควรจะไปทางไหนดี.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๐

“พระธรรมคำสอน”






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 22 ตุลาคม 2560
Last Update : 22 ตุลาคม 2560 9:55:33 น.
Counter : 388 Pageviews.

0 comment
<<< “เมตตาบารมี” >>>










“เมตตาบารมี”

การแผ่เมตตานี้ต้องแผ่ตอนที่เราอยู่ในเหตุการณ์

 เวลาที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมา

ไม่ใช่มานั่งสวดคนเดียว

เวลาไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิเสร็จก็แผ่เมตตา

นั่นไม่ได้เป็นการแผ่ เป็นการสวด เป็นการสอน

 บางทีก็สวดแบบไม่สอน สวดแบบไม่รู้ความหมาย

 สวดแบบไม่รู้ความหมายก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

พอถึงเวลาจะต้องแผ่เมตตาจริงๆ ก็แผ่ไม่เป็น

 พอใครมาทำให้เราเสียหายมาทำให้เราโกรธ

ก็อาฆาตพยาบาทล้างแค้นกันทันที

พออยากจะได้ข้าวของของใครถ้าขโมยได้ก็ขโมยทันที

 อย่างนี้เพราะว่าไม่รู้ความหมาย

ของบทแผ่เมตตาที่สวดกัน ว่ามีความหมายอย่างไร 

อะเวรา โหนตุ ไม่จองเวรจองกรรม 

อัพพะยาปัชฌา โหนตุ ไม่เบียดเบียน

อะนีฆา โหนตุ ให้พ้นจากความทุกข์กายทุกข์ใจ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ ให้มีความสุข รักษาตน

นี่คือเวลาสวดต้องสวดแล้วต้องเข้าใจความหมาย

 แล้วซ้อมเอาไว้ คิดไปในใจเตรียมตัวภายในใจ

 เวลาเจอเหตุการณ์ขึ้นมาจะได้ทำได้

 สมมติไว้ภายในใจก่อนว่า สมมติมีใครมากลั่นแกล้งเรา

 สมมติมีใครมาเบียดเบียนเรา เราให้อภัยเขาได้หรือเปล่า

 เราไม่จองเวรได้หรือเปล่า

 ถ้าเราอยากจะสร้างเมตตาบารมี เราต้องทำได้แผ่ได้

 ถ้าเราคิดถึงประโยชน์สุขที่เราจะได้จากในอนาคต

 มันก็จะทำให้เรามีกำลังใจ ถือว่าเป็นการลงทุน

ยอมรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของผู้อื่น

โดยไม่ไปเรียกร้องเอาค่าเสียหายคืน

 ก็ถือว่าเป็นเหมือนกับการลงทุนด้วยการไม่จองเวร

ด้วยการสร้างเมตตาบารมี แล้วเราจะได้รับอานิสงส์

ที่มีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เราสูญเสียไป

อานิสงส์ของผู้ที่มีเมตตาบารมีนี้มีอะไรบ้าง

ข้อ ๑.จะเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

จะมีแต่คนรัก คนที่มีความเมตตาไปอยู่ที่ไหนกับ

ใครนี้จะให้มีใครเกลียด ไม่มีใครรังเกียจ

จะเป็นที่รักของสรรพสัตว์ เช่นมนุษย์และเทวดา 

๒.จะไม่ตายด้วยอาวุธหรือยาพิษ

ก็คือจะไม่ได้ถูกผู้อื่นเขาฆ่าตายนั่นเอง

เพราะไม่มีใครเขาโกรธเขาเกลียดเรา มีแต่รักเรา

เราจะอยู่อย่างปลอดภัยต่างจากคนที่จองเวรจองกรรมกัน

 คนที่จองเวรจองกรรมกันนี้ ตายด้วยอาวุธ

ตายด้วยยาพิษ อานิสงส์ข้ออต่อมาก็คือ

 ตื่นก็เป็นสุขหลับก็เป็นสุข จะมีความสุขตลอดเวลา

ไม่ว่าจะตื่นหรือจะหลับ เวลานอนหลับก็จะไม่ฝันร้าย

 แล้วเวลาตายไปก็ได้ไปสู่สุคติ ไปสู่ภพของมนุษย์

 ภพของเทวดา ภพของพรหม ภพของพระอริยเจ้า

 จะไม่ไปเกิดในอบาย ไม่ไปสู่ทุคติ

จะไม่ไปสู่ภพของเดรัจฉาน ของเปรต

 ของอสุรกาย ของสัตว์นรก

ถ้าเรารู้ถึงอานิสงส์ที่เราจะได้รับจากการแผ่เมตตา

สร้างเมตตาบารมี มันก็จะทำให้เรามีกำลังใจ

 เหมือนกับคนที่ซื้อล็อตเตอรี่เนี่ย ทำไมเขายอมเสียเงิน

 เพราะเขามีความหวังมีความคิดว่า

ถ้าเขาถูกลอตเตอรี่เขาจะได้ผลตอบแทน

มากมายกว่าเงินที่เขาเสียไป แต่การซื้อลอตเตอรี่นี้

มันยังไม่แน่นอนว่าจะถูกหรือไม่ถูก

ขนาดไม่แน่นอนเขายังยินดีเสียเลย

 เขาเผื่อไว้ว่าถ้าเกิดถูกเขาก็จะได้กำไรมหาศาล

 ถ้าไม่ถูกก็ขาดทุนไปไม่กี่สตางค์ เสียเงินไปไม่กี่ร้อย

 แต่ถ้าถูกวันนี้ได้มาเป็นแสนเป็นล้าน

ถ้าเขาเห็นอย่างนี้ขาคิดอย่างนี้

เขาถึงกล้าซื้อลอตเตอรี่กัน

 แต่การลงทุนด้วยการแผ่เมตตานี้

ผลตอบแทนนี้เป็นผลแน่นอน

 ใครลงทุนใครสร้างเมตตาขึ้นมา แผ่เมตตาขึ้นมา

สร้างเมตตาบารมีขึ้นมา

จะได้รับผลอย่างที่ได้แสดงไว้อย่างแน่นอน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๐

“เพียรสร้างบุญบารมี”







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 21 ตุลาคม 2560
Last Update : 21 ตุลาคม 2560 17:16:08 น.
Counter : 333 Pageviews.

0 comment
<<< “ อยากสบายใจอย่าไปใช้ดีกว่า” >>>












“ อยากสบายใจอย่าไปใช้ดีกว่า”

อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดใช่ไหม

แต่ความหลงมันไม่ทำให้เราคิดด้วยเหตุด้วยผล

คิดด้วยความอยาก ต้องเป็นไปตาม

ความอยากของเราอย่างเดียว ต้องดีกับเราอย่างเดียว

 ต้องเป็นของเราอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ก็รู้ลึกๆ อยู่ในใจว่า

มันไม่แน่นอน วันดีคืนดีเขาก็จากเราไปได้

จากได้ด้วยหลายสาเหตุ จากด้วยโรคภัยไข้เจ็บ

 จากด้วยอุบัติเหตุ จากด้วยใจเขานอกใจเราแล้ว

 เขาเปลี่ยนใจ เขาเบื่อเราแล้ว

ถ้าคิดอย่างนี้ได้ก็จะปลงได้ว่ายังไงเขาก็ต้องจากเรา

 เราไปอยากมันก็ทุกข์ไปเปล่าๆ

เวลาเขาจากเรา แสดงว่าเขาไม่ได้เป็นของเราแล้ว

ฉะนั้นให้รู้ว่าเขาเป็นของเราชั่วคราว

เป็นของยืมเขามาก็แล้วกัน

 เดี๋ยวเจ้าของเขามาขอคืนก็คืนเขาไป

 เวลายืมของเขาเราไม่ค่อยเสียใจใช่ไหม

 เราต้องคืนของเขาไป เพราะเรารู้ว่าเป็นของยืมมา

 แปลว่าต้องคืนเจ้าของไป นี่คือแก้ความหลง

คิดว่าทุกอย่างให้เป็นของของเราชั่วคราว

 ของยืมมาไม่ใช่ของเรา เป็นของชั่วคราว

อย่าไปยึดอย่าไปถือว่าเป็นของเรา

นี่เวลาเรามาเรามีอะไรติดตัวมาหรือเปล่า

 ร่างกายนี้ยังไม่มีเลย มาแล้วก็ได้ร่างกายอันนี้

 ออกมาละจากท้องแม่ก็ได้ร่างกายนี้

 แล้วก็เอาร่างกายอันนี้ไปหาทรัพย์สมบัติ

ข้าวของเงินทองต่างๆ ตอนนี้มีอะไรเยอะแยะไปหมด

 แล้วเดี๋ยวเวลาตายเอาอะไรไปได้หรือเปล่า

 เขาเรียกว่ามาตัวเปล่าๆ ไปตัวเปล่าๆ

 แล้วมากังวลอะไรกับของที่เราเอาไปไม่ได้

 เอาของที่ไม่ได้เป็นของเรา มันมีให้เราใช้ก็ใช้มันไป

 แต่ถ้าอยากจะสบายใจก็อย่าไปใช้มันดีกว่า

ใช้มันเท่าที่จำเป็น ใช้น้อยๆใช้มากก็ทุกข์มาก

ใช้น้อยก็ทุกข์น้อย ไม่ต้องใช้มันเลยได้ก็ยิ่งดี

 พระพุทธเจ้านี่ท่านเลิกใช้ทุกอย่างได้หมด

ลาภยศสรรเสริญ รูปเสียงกลิ่นรส

ท่านไม่ใช้มัน ออกบวชได้ แล้วก็มาเลิกใช้ร่างกาย

 ร่างกายก็ไม่ใช้มัน ไม่ใช้มันไปหาความสุข

ไม่ใช้มันเป็นที่พึ่งของใจ ใช้ธรรมะแทน

 ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง

ธรรมคืออะไร ก็คือธรรมที่ทำให้ใจสงบ

 ก็ศีล สมาธิ ปัญญา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 19 ตุลาคม 2560
Last Update : 19 ตุลาคม 2560 9:24:33 น.
Counter : 342 Pageviews.

0 comment
<<< “ หาความสงบในตัวเรา” >>>











“ หาความสงบในตัวเรา”

นี่คือสิ่งต่างๆในโลกนี้ มันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ

 ถ้าเราเห็นมันบ่อยๆแล้วเดี๋ยวก็เบื่อ

 อาหารโอชะขนาดไหน

 ถ้าให้มันกินทุกวันเดี๋ยวมันก็เบื่อ

 ลองสั่งอาหารจานโปรดมากินสักเจ็ดวันทุกวันสิ

 วันละสามมื้อดู อาทิตย์หนึ่งมันก็ไม่อยากจะกินแล้ว

 กินไม่ลง ของต่างๆในโลกนี้จะวิเศษขนาดไหน

 พอได้มันมาสักพักแล้วมันก็เบื่อ

มันไม่ได้ทำให้เราอิ่ม เราสุข เราพอไปเรื่อยๆ

 มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้เราอิ่ม

ทำให้เราสุข ทำให้เราพอไปเรื่อยๆไม่มีวันเบื่อ

 ก็คือความสงบ นี่ เป็นความสงบ

ที่พระพุทธเจ้ากำลังสอนเราอยู่นี้

นั่งเฉยๆเถิดลูกเอ๋ย แล้วจะมีความสุข

อย่าไปดิ้นรนหาอะไรเลย หาแล้วมันจะทุกข์

เพราะมันจะทำให้เราเบื่อ ถ้ายังไม่เบื่อ

บางทีมันก็จากเราไปก่อน

พอมันจากเราไปเราก็ทุกข์อีก

 พอมันไม่จาก เดี๋ยวเราก็เบื่อมันอีก

ก็อยากให้มันจาก ใช่ไหม

ได้มาของใหม่ๆก็รักก็ชอบ

พออยู่ไปบ่อยๆเห็นบ่อยๆก็เบื่อ

 อยากจะเปลี่ยนใหม่แล้วล่ะ

 โทรศัพท์มือถือนี้เปลี่ยนมากี่เครื่องแล้ว

 เดี๋ยวก็เปลี่ยนมันไปเรื่อยๆ

 ใช้ไปสักพักเดี๋ยวมันก็เบื่อแล้ว

 เขาก็มีของใหม่มาหลอกมาล่อเรา ดีกว่าเก่า

ทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ได้มากกว่าเก่า

 มันก็แค่พูดโทรศัพท์เหมือนกัน

จะดียังไงก็ใช้พูดโทรศัพท์

ถ่ายรูปมันก็แค่ถ่ายรูปเหมือนกัน

นี่ความสุขต่างๆเหล่านี้

มันเป็นความสุขที่ทำให้เราทุกข์กัน

เพราะมันจะต้องมีวันเบื่อหรือมีวันหมด

 ถ้าไม่เบื่อ เวลาเกิดยังไม่เบื่อ มันหมด ก็เสียใจอีก

 เวลามันเสีย เวลาโทรศัพท์เสียนี้ ก็ทุกข์ใจแล้ว

ต้องหาเครื่องใหม่มาใช้แล้ว

เครื่องเก่าใช้ไม่ได้ หายไป เสียไป

มีของอันเดียวเท่านั้นที่ไม่มีวันเสีย ไม่มีวันหมด

 คือความสงบ ความสุขที่เกิดจากความสงบ

 ถ้าเราทำให้มันเกิดขึ้นมาได้แล้ว

 เราจะสามารถทำให้มันเกิดขึ้นมาได้ตลอดเวลา

มันมีอยู่ในตัวของเรานี่เอง อยู่ในใจของเรา

 เราไม่ต้องไปหาอะไรที่ไหนเลย

หาความสงบในตัวเราเถิด

แล้วจะพบกับความสุขที่ยิ่งใหญ่

 เรียกว่า นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง

 สุขอื่นที่เหนือกว่าความสงบไม่มี

ความสงบนี่แหละ เป็นความสุข

ที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

และดีกว่าเพราะเป็นความสุขที่อิ่ม ที่พอ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 18 ตุลาคม 2560
Last Update : 18 ตุลาคม 2560 9:38:38 น.
Counter : 333 Pageviews.

0 comment
<<< “หยุดความอยากด้วยการหยุดความคิด” >>>










“หยุดความอยาก

ด้วยการหยุดความคิด”

ทุกข์เพราะความอยาก

ถ้าตัดความอยากได้ก็จะไม่ทุกข์

 ตัดความอยากที่จะใช้ร่างกายพาไปไหนมาไหน

 พอไม่มีความอยากแล้วร่างกายก็ไม่มีความหมาย

 ไม่ต้องใช้มัน มันจะไปหรือมันจะเป็นจะตาย

ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ถ้ามีความอยากนี้

มันต้องให้ร่างกาย เป็นอย่างเดียว

ตายไม่ได้เจ็บไม่ได้แก่ไม่ได้

เพราะถ้ามันแก่มันเจ็บมันตายแล้ว

เราไม่สามารถหาความสุขได้

เราไปไหนมาไหนก็เพราะเราคิดว่ามันมีความสุข

 อยู่บ้านแล้วมันหงุดหงิดรำคาญใจ

เศร้าสร้อยหงอยเหงา ต้องออกไปนอกบ้าน

 ไปที่โน่นที่นี่ ไปศูนย์การค้า ไปโรงภาพยนต์

ไปหาอะไรดูอะไรฟัง อะไรกินอะไรดื่ม

ก็มีความสุขเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวกลับมาบ้านก็เหมือนเดิม

 อยู่บ้านเดี๋ยวก็เหงาอีกแล้ว เบื่ออีกแล้ว

 ต้องออกไปเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งแก่ แก่ทีนี้จะไปก็ไปไม่ไหว

ก็ต้องอยู่ อยู่ก็อยู่แบบไม่มีความสุข

 อยู่เพราะหงุดหงิดรำคาญใจ

เศร้าสร้อยหงอยเหงา อยากจะทำอะไรก็ทำไม่ได้

อยากจะดูอะไรก็ดูไม่ไหว ทำอะไรก็ไม่ไหว

นี่ความอยากมันจะไปตันเอาตอนที่

ร่างกายมันไม่สามารถตอบสนองความอยากได้

พออยากแล้วไม่ได้ดั่งใจอยาก ก็ทุกข์เท่านั้นสิ

 ทุกข์เกิดจากความอยาก

 พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้

ถ้าไม่มีความอยากจะไม่ทุกข์

อยู่เฉยๆ จะไม่เดือดร้อน

ไม่ได้ดูไม่ได้ฟัง ไม่ได้กินไม่ได้ดื่ม

ไม่ได้ไปเที่ยวที่นั่นที่นี่

จะไม่ทุกข์ถ้าไม่มีความอยาก

 วันไหนที่เราไม่อยากออกนอกบ้าน

 วันนั้นอยู่บ้านมีความสุขไหม

แต่ถ้าวันไหนอยากจะออกนอกบ้าน

แล้วไม่ได้ออกนี่มันทุกข์

 ฉะนั้นถ้าไม่อยากจะทุกข์

ก็มาหยุดความอยากกัน

 หยุดความอยากด้วยการนั่งสมาธิ

นั่งสมาธิหยุดความคิดได้

ความอยากก็จะหยุดตาม

ความอยากมันอาศัยความคิด

ก่อนที่เราจะอยากเราต้องคิดก่อน

คิดถึงขนมจึงอยากจะกิน

คิดถึงเครื่องดื่มจึงอยากจะดื่ม

แต่ถ้าไม่ได้คิด มันก็จะไม่มีความอยากตามมา

ฉะนั้นมาหยุดความอยากด้วยการหยุดความคิดกัน

 ด้วยการใช้ความคิดที่ไม่เกี่ยวกับความอยาก

เช่น คิดว่าพุทโธๆ ไป สวดมนต์ไป

สวดไปทั้งวันทั้งคืนมันจะได้ไม่คิดถึงความอยาก

คิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ ใจก็จะอยู่เฉยๆ ได้

นั่งเฉยๆ ก็สงบ มีความสุข

มีความสุขโดยที่ไม่ต้องทำอะไร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ

 




Create Date : 17 ตุลาคม 2560
Last Update : 17 ตุลาคม 2560 9:25:22 น.
Counter : 332 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ