Group Blog
All Blog
<<< "อุปสรรคขวางกั้นการทำใจของเราให้สงบ" >>>









"อุปสรรคขวางกั้น

การทำใจของเราให้สงบ"

คนที่อยากจะปฎิบัติธรรมนี้ ถือศีล ๘ ถึงจะดี

 ต้องไม่กินข้าวหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว

 ถ้ายังง่วงก็จากสองมื้อก็ลดเหลือมื้อเดียว

 ถ้ายังง่วงอยู่ก็เหลือครึ่งมื้อ ลดมันไปเรื่อยๆ

รับรองได้ว่าเดี๋ยวก็หายง่วง

ถ้าร่างกายมันหิวมันไม่ง่วง

หรือถ้าอดไม่ได้ก็ไปหาที่น่ากลัวนั่ง เดิน

ไปหาป่าช้าอย่างนี้ ไปนั่งสมาธิในป่าช้า

หรือไปนั่งในป่าบนเขานี้ ไปนั่งที่ในป่านั่งคนเดียว

 แถวไหนที่มีงูเลื้อยผ่านนี้มันจะไม่ง่วง

มันจะตื่นตัวตลอดเวลา การหาความสุขทางใจนี้

มันก็มีอุปสรรคของมัน ความง่วงก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง

 ก็ต้องแก้ด้วยการผ่อนอาหาร รับประทานอาหารให้น้อยลง

 หรือต้องไปหาที่มันน่ากลัวอยู่ ถ้าไปอยู่ในป่าช้านี้

เวลาเดินหรือเวลาทำอะไรนี้มันจะมีความระมัดระวัง

ความระมัดระวังก็คือ สติ

 เดินนี่ต้องคอยดูทางเดินตลอดเวลา

ว่ามีงูเลื้อยออกมาหรือเปล่า

 มันก็จะทำให้มีสติมีความตื่นตัว จะทำให้ไม่ง่วง

 เราต้องแก้ปัญหาถ้าเกิดความง่วง

 ถ้าเกิดความฟุ้งซ่านก็เพราะเราไม่ควบคุมความคิด

ปล่อยให้คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็ฟังแล้วก็อยาก

 ก็ต้องใช้สติคอยกำกับใจควบคุมใจ พุทโธๆๆ ไป

 เพราะถ้านั่งแล้วโกรธขึ้นมาก็ต้องระงับความโกรธ

 ถ้าโกรธคนนั้นคนนี้เพราะส่งเสียงมารบกวน

 เรากำลังจะนั่งสมาธิเขาคุยกัน เราก็โกรธขึ้นมา

 เราก็ต้องให้อภัยเขาอย่าไปถือสาเขา

 เค้าไม่รู้ว่าเรากำลังอยากจะนั่งสมาธิอยากทำใจให้สงบ

เขาอยากจะคุยกันเขาก็คุยของเขาไป

 ถ้าไปโกรธแล้วไม่ให้อภัยใจก็จะไม่หายโกรธ

มันก็จะเริ่มโมโหมากขึ้นๆ เดี๋ยวทนไม่ไหว

ก็ต้องไปบอกเขาไปพูดกับเขาไปว่าเขา

ไปบอกเขาไปพูดกับเขาไปว่าเขา เดี๋ยวเขาจะไม่พอใจ

 เขาก็อาจจะกลับมาเถียงเราได้ เถียงไปเถียงมา

เดี๋ยวก็เป็นการทะเลาะวิวาทกัน มีเรื่องมีราวกัน

 นั่งสมาธิเลยนั่งไม่ได้ แต่ถ้าเราให้อภัยเขา

 บอกเขาไม่รู้เรื่อง เขาเผลอเขาไม่มีสติ

 เขาคุยกันก็อย่าไปถือสาเขา คิดว่าเป็นเด็กก็แล้วกัน

ถ้านั่งตรงนี้ไม่ได้ก็เดินไปหามุมอื่นที่ไม่มีใครคุยกัน

 เปลี่ยนที่อย่าไปดันทุลังนั่งตรงนั้น แล้วก็ไปโกรธเขา

ไปบังคับให้เขาไม่คุยกัน เราต้องรู้จักแพ้

นักปฏิบัตินี้ต้องรู้จักแพ้ แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร

 แพ้แล้วใจจะสงบ ถ้าชนะแล้วใจจะไม่สงบ

 ชนะเขาใจก็ไม่สบาย โอ้ยเราไม่ดีเลยไปด่าเขาเมื่อกี้นี้

 ไปว่าเขา แพ้ดีกว่า ถ้าเรานั่งตรงนี้ไม่ได้

ก็ย้ายที่ไปหาที่อื่นนั่ง หรือต่อไปถ้าจะไปปฏิบัติที่ไหน

ก็ไปหาที่ปฏิบัติที่ไม่มีคนคุยกัน

 ไปที่วัดที่เขามีกฏระเบียบคอยควบคุม

คอยห้ามไม่ให้คุยกัน อันนี้ก็จะแก้ปัญหา

เรื่องของความโกรธได้ อย่าไปเอาแพ้เอาชนะกัน

 ถ้าเอาแพ้เอาชนะกันใจมันจะไม่สงบ

 ชนะเขาใจก็ไม่สบาย แพ้เขาเพราะสู้เขาไม่ได้

ก็ไม่สบายอีก ต้องแพ้แบบพระ คือ ถอยยกธงขาว

ไม่ต่อสู้กัน ยอม ยอมแพ้ แล้วก็จะหยุดต่อสู้กัน

 พอหยุดต่อสู้กันใจก็ใจเย็น ก็เรียกว่า ยอม หยุด เย็น

ใช้สูตร ๓ ย. ถ้าอยากจะให้ใจเราสงบ

เราต้องรู้จักใช้สูตร ๓ ย.

 ยอมแพ้ พอใครจะมาท้าตีท้าต่อยก็ยอมแพ้

 ไม่ตอบโต้เฉยๆ เขาด่าเรา เราก็พุทโธไปภายในใจ

 ทำตัวเป็นเหมือนเสาเนี่ย ลองด่าเสานี้ดูสักพักดูสิ

 เดี๋ยวเราก็เหนื่อยเองแหละ คุณด่าก็เหนื่อยเองแหละ

 เสาไม่ตอบโต้อะไร ทำตัวเราให้เป็นเสา

 ทำใจเราให้อยู่กับพุทโธ ไม่ได้ยินเสียงเขาด่า

ไม่ได้ยินเสียงเขาว่า พุทโธๆ ของเราไป

เดี๋ยวเขาเหนื่อยเขาก็หยุดเอง เขาก็ไป

พอเขาได้ด่าเขาได้ว่าจนพอใจแล้วเขาก็ไป แล้วเรื่องก็จบ

 หยุดต่อสู้แล้วใจก็ใจเย็น ถ้าไม่ยอมก็ต้องสู้กัน

 ด่ามาก็ด่าไป เขาด่ามาเราก็ด่าแรงกว่า

 เราด่าแรงกว่าเขาก็แรงกว่ากลับมา

 พอแรงกว่ากลับมาเราก็ตีเลยทีนี้ พอตีเขาเขาก็ตีแรงกว่า

 เดี๋ยวก็ฆ่ากันเท่านั้น แต่ถ้ายอมไม่ตอบโต้ไม่ต่อสู้

 เราก็หยุด พอเราหยุดใจเราก็เย็นสบาย

แล้วก็ไม่มีเวรมีกรรมกัน ยังอยู่กันเป็นเพื่อนกันได้

เดี๋ยวอารมณ์เขาหายเขาก็ลืมเขาก็เย็นกลับมา

 เขาก็อยากจะมาเป็นเพื่อนกับเราใหม่

บางทีก็อาจจะเสียใจ อาจจะมาขออภัยเสียด้วยซ้ำไป

 ขอโทษ เมื่อกี้นี้น็อตหลุดสติไม่มีเลยต้องโวยวาย

 ต้องเป็นมารต้องเป็นยักษ์เป็นมาร

 แต่เราเป็นพระเขากลับเห็นคุณค่า

ของความเป็นพระของเรา เขาก็เลยมาขอโทษ

 เราก็ต้องยินดีให้เขาขอโทษ รับการขอโทษของเขาไป

 ให้คิดว่าเป็นเพื่อนกันดีกว่าเป็นศัตรูกัน

 เป็นเพื่อนกันนี้วันดีคืนดีอาจจะต้องพึ่งกัน

ต้องอาศัยกันได้ ถ้าเป็นศัตรูกันนี้จะพึ่งกันไม่ได้

อาศัยกันไม่ได้ ถ้าเราสามารถพลิกศัตรู

กลับมาเป็นเพื่อนได้นี้ เราได้สองเด้งเลย

 หนึ่งได้กำจัดศัตรู สองได้เพื่อน

จะได้ก็ต้องรู้จักใช้สูตร ๓ ย. ยอม หยุด เย็น

ยอมแพ้ หยุดต่อสู้ แล้วใจจะเย็นจะสบาย

 นี่คืออุปสรรคที่จะมาขวางกั้นการทำใจของเราให้สงบ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 สิงหาคม 2560
Last Update : 16 สิงหาคม 2560 15:36:57 น.
Counter : 431 Pageviews.

0 comment
<<< "ฝืนความอยาก ไม่ทำตามความอยาก" >>>









"ฝืนความอยาก ไม่ทำตามความอยาก"

ถ้านั่งสมาธิแล้วจิตไม่สงบ ก็แสดงว่า

ไม่มีสติคอยกำกับใจ นั่งสมาธิอย่านั่งเฉยๆ

 ไม่ใช่นั่งหลับตาแล้วก็ดูความว่างดูอะไรไป

 เดี๋ยวจิตมันก็หลอกเรา

เดี๋ยวจิตมันก็หลอกสร้างภาพมาหลอกเรา

 เรานั่งเพราะเราต้องควบคุมจิตไม่ให้มันสร้างภาพ

 ไม่ให้มันคิดปรุงแต่ง ไม่งั้นมันก็จะไม่สงบนั่นเอง

 นี่คือเรื่องของการปฎิบัติ

ต้องมีความพยายามต้องมีความอดทน

ข้อที่ ๑. ต้องมีความตั้งใจ

 ตั้งใจว่าต่อไปนี้จะฝึกสติเรื่อยๆ

ข้อที่ ๒. ต้องมีความจริงใจกับการตั้งใจ

 ไม่ใช่ตั้งใจพอถึงเวลาไม่ทำเลย

 ตื่นขึ้นมาก็ลุกพรวดพราดเข้าห้องน้ำ

รีบคิดว่าวันนี้วันอะไรจะไปทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่

 คิดอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้อยู่กับร่างกายเลย

 อยู่ก็เฉพาะแค่แว๊บๆ จะแปลงฟันก็แปลงไปปั๊บ

สองสามทีก็ไปคิดเรื่องนึงแล้ว

 ล้างหน้าสองสามทีก็ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้ว

 อย่างนี้เรียกว่าไม่มีสติแล้ว ไม่มีสัจจะ

 ไม่มีความจริงใจที่จะทำตามที่ตั้งใจเอาไว้

ถ้าตั้งใจเอาไว้ว่าจะมีสติอยู่กับร่างกาย

 ก็ต้องดึงใจกลับมาอยู่ที่ร่างกาย แต่ใจนี้มันไวมาก

 มันไวกับการทิ้งร่างกายให้อยู่เดียวดาย

 มันชอบทิ้งร่างกายแล้วก็ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

 มันเลยติดเป็นนิสัย ฉะนั้นเราต้องดึงมันกลับมา

ด้วยการอาจจะทำอะไรให้มันช้าๆ หน่อย

 อย่าให้มันเร็วเกินไปมันจะได้ต้องคอยดูว่า

กำลังทำอะไรอยู่ ต้องมีสัจจะ

 แล้วก็ต้องมี ขันติ ความอดทน

เพราะเดี๋ยวมันเผลอ เผลอไปเรื่อย

 เวลาเผลอก็ท้อแท้เบื่อหน่าย ต้องมีความขยัน

ขยันทำขยันตั้งสติ ถ้ามีสี่ข้อนี้

ก็จะสามารถที่จะทำงานให้สำเร็จได้

สร้างสติขึ้นมาได้ ฉะนั้นอย่าลืมความตั้งใจ

ข้อแรกอย่าลืมความตั้งใจ

๒. เมื่อตั้งใจแล้วก็ต้องทำตามที่เราตั้งใจไว้

 ๓. เราต้องขยันทำอยู่เรื่อย ขยันเฝ้าดูร่างกายไปเรื่อยๆ

 หรือขยันพุทโธๆ ไปเรื่อยๆ

 ๔. ต้องอดทน ทำแล้วรู้สึกอึดอัดรู้สึกยากลำบาก

 ก็ต้องอดทนเอา ขอให้คิดถึงผลที่จะได้

จากการมีสติต่อไปว่าจะทำให้เรามีความสุข

 จะทำให้เราไม่มีความทุกข์

จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ก็ต้องมีสติเป็นผู้นำไป

 ถ้าไม่มีสติก็จะไม่สามารถที่จะหยุดความทุกข์ต่างๆ

 ที่เกิดจากความอยากของใจได้

 ความทุกข์ต่างๆ มันไม่ได้เกิดจากอะไรหรอก

 เกิดจากความอยากของเราเอง

 พออยากแล้วมันก็ทำให้เราทุกข์แล้วอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว

 พออยากจะดื่มกาแฟนี้ก็อยู่เฉยๆ ไม่ได้

 อยากจะสูบบุหรี่ก็อยู่เฉยๆ ไม่ได้

ต้องไปหาบุหรี่มาสูบ ต้องไปหากาแฟมาดื่ม

 ถ้าไม่ได้สูบไม่ได้ดื่มก็ทุกข์ อึดอัดรำคาญใจ

 แต่ถ้าเราหยุดความอยากได้ ไม่ทำตามความอยาก

 เดี๋ยวความอยากมันก็หมดกำลังเอง

 พอความอยากมันหยุดมันหมดกำลัง

ความทุกข์ที่เกิดจากความอยากจะหายไป

 แล้วต่อไปความอยากนั้นก็ไม่กลับมา

เพราะมันหมดกำลัง เหมือนต้นไม้ที่เราไม่รดน้ำให้มัน

 ถ้าเราไม่รดน้ำให้ต้นไม้ สักพักเดี๋ยวมันก็ตาย

มันก็เฉาตายไป ความอยากก็เหมือนกัน

ถ้าเราไม่ทำตามความอยาก

ต่อไปความอยากมันก็จะหมดกำลังไป

แล้วมันจะไม่รู้สึกอยากกาแฟ ไม่รู้สึกอยากจะสูบบุหรี่

 ก็ดูคนที่สูบบุหรี่กับคนที่ไม่สูบบุหรี่ ใครสบายกว่ากัน

 คนสูบบุหรี่ก็ต้องคอยหาบุหรี่มาสูบอยู่เรื่อยๆ

 เวลาไม่สูบก็อึดอัดหงุดหงิดรำคาญใจ

 แต่คนที่ไม่สูบบุหรี่ก็ไม่เดือดร้อนเลย

 นี่คือความแตกต่างของคนที่อยากกับคนที่ไม่อยาก

 คนที่อยากนี้มันพออยากอะไรขึ้นมาแล้ว

มันหงุดหงิดขึ้นมาทันที อึดอัดขึ้นมาทันที

 กระวนกระวายกระสับกระส่ายขึ้นมาทันที

 ใจสั่นขึ้นมาทันที แต่คนที่ไม่มีความอยาก เฉย สบาย

อย่างตอนนี้ญาติโยมนั่งอยู่ตรงนี้

ไม่มีความอยากอะไร สบายไหม สบาย

 แต่ถ้าเกิดอยากขึ้นมา ไม่สบายแล้ว

 เดี๋ยวนั่งเฉยๆ ไม่ได้แล้ว

 เดี๋ยวต้องไปทำตามความอยากแล้ว

ฉะนั้นเรามาสร้างสติกันขึ้นมา

 เพราะสตินี้เราสามารถหยุดความอยากได้

 ถึงแม้ว่าจะเป็นการหยุดชั่วคราว

 แต่ก็ทำให้เราหยุดความทุกข์ลดความทุกข์ได้

 แล้วเราจะได้ใช้ปัญญามาหยุดมันอย่างถาวรต่อไปได้

ถ้ายังหยุดชั่วคราวไม่ได้ เราจะไม่สามารถใช้ปัญญา

มาหยุดความอยากได้อย่างถาวรได้

ขั้นต้นต้องหยุดชั่วคราวก่อน พอหยุดชั่วคราวแล้ว

ก็สอนใจว่า การทำตามความอยากนี้

มันทำให้เราไม่สบายใจ

 แล้วมันจะทำให้เราต้องทำไปจนไม่มีวันสิ้นสุด

 ตายจากชาตินี้ไปความอยากก็ยังไม่หมดจากใจ

 มันก็จะลากให้เรากลับมาเกิดใหม่

 มามีร่างกายอันใหม่

แล้วก็มาแก่ มาเจ็บ มาตายใหม่

 ถ้าเราเห็นโทษของความอยากด้วยปัญญา

 เวลาเกิดความอยากเราจะได้พยายามฝืนมัน

 พยายามไม่ทำตามมัน โดยใช้สติช่วย

พออยากก็พุทโธๆ ไป

 เดี๋ยวความอยากก็จะหมดกำลังไป

 ถ้าเราไม่ทำตามความอยาก

นี่คือเรื่องของการปฎิบัติธรรม.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 สิงหาคม 2560
Last Update : 14 สิงหาคม 2560 9:30:34 น.
Counter : 609 Pageviews.

0 comment
<<< "ทดแทนบุญคุณต่อพ่อแม่" >>>










"ทดแทนบุญคุณต่อพ่อแม่"

วิธีหาความสุขแบบไม่มีความทุกข์ใจ

ก็หาด้วยการทำความดี วันไหนได้ทำความดี

 วันนั้นก็มีความสุขใจ วันไหนไม่ว่าง

 ไม่ได้ทำความดี ก็ไม่ทุกข์ใจ

 แต่ถ้าหาความสุขจากการทำตามความอยาก

 วันไหนไม่สามารถทำตามความอยากได้

 วันนั้นก็ทุกข์ใจ ฉะนั้นเราควรจะเลิกหาความสุข

จากการทำตามความอยากต่างๆ

 แล้วหันมาหาความสุขจากการทำความดี ทำบุญ

 แล้วก็หาความสุขจากการไม่ทำบาป

 การทำบาปนี้ก็เป็นทุกข์ เวลาเราทำบาปใจเราก็จะทุกข์

 ใจเราจะไม่สบาย แต่ถ้าเราไม่ทำบาป

 ใจเราก็จะไม่ทุกข์ ใจเราก็จะเฉยๆ ไม่เดือดร้อน

 นี่คือการหาความสุขแบบพระพุทธเจ้า

 ท่านสอนให้เราหาความสุขจากการทำบุญ

ทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

โดยเฉพาะผู้ที่มีพระคุณกับเรานี้ เราควรจะทำ

เป็นบุคคลที่เราควรจะต้องพุ่งเป้าหมายไปก่อน

 ทำประโยชน์กับคนที่มีบุญคุณกับเรา

ทดแทนบุญคุณให้แก่ผู้มีพระคุณ

 เสร็จ แล้วเราค่อยไปทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นต่อไป

ตัวเราไม่ควรลืมคนที่สำคัญในชีวิตของเรา

 คนที่เสียสละคนที่ให้อะไรกับเราอย่างมากมาย

 ถ้าเราเป็นคนที่ให้อะไรใคร

เราก็จะมีความรู้สึกน้อยใจที่คนที่เราให้นี้

ไม่เคยคิดถึงเราเลย ลูกๆ นี้บางทีไม่ค่อยคิดถึงพ่อแม่

 กลับไปคิดถึงภรรยาสามีกับลูกๆ ของเขามากกว่า

 แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้หวังอะไรจากลูกๆ

พ่อแม่ก็ทำด้วยความเมตตา

 ทำด้วยเป็นหน้าที่ๆ ต้องทำ

 เมื่อมีลูกแล้วก็ต้องเป็นความรับผิดชอบ

ที่ต้องเลี้ยงดูลูกให้ดี ไม่ให้ไปตกทุกข์ยากลำบาก

 เวลามีปัญหาอะไรก็ต้องพยายามมาช่วยเหลือ

 แต่คนอื่นไม่มีใครเขาทำอย่างนี้กับเราหรอก

ไม่มีใครเขาจะคอยดูแลเราช่วยเหลือเรา ไม่มี

และก็ไม่ได้หวังอะไรจากเราเป็นผลเป็นสิ่งตอบแทน

 แต่เราควรที่จะรำลึกถึงพระคุณ

ของคนที่มีพระคุณกับเรา แล้วถ้าตอบแทนได้

 ตอบแทนบุญคุณได้ก็จะดี จะทำให้พ่อแม่

หรือคนที่มีพระคุณนี้เขามีความปลื้มอกปลื้มใจ

 มีความสุขใจ เขาไม่ได้สุขใจจากสิ่งที่เราให้เขาหรอก

 แต่เขาได้จากความที่เรามีจิตสำนึกที่เรามี

ความดีงามในตัวเรา ทำให้เขาเหมือนกับว่า

ไม่เสียกำลังใจที่ได้ปั้นคนดีขึ้นมา

 ได้สร้างคนดีขึ้นมา ทำให้เขาไม่เหน็ดเหนื่อย

เหมือนกับเราทำงานแล้วได้ผลงานดี

 ได้รับรางวัลนี้เราก็จะมีความสุขใจ

รางวัลของพ่อของแม่ของผู้มีพระคุณก็คือ

 การทดแทนบุญคุณของเราต่อพ่อแม่ ต่อผู้มีพระคุณ

 การทดแทนก็มีหลายวิธี การทำตัวเราให้เป็นคนดี

 สมมุติว่าเราไม่มีปัญญา

ที่จะให้เงินให้ทองพ่อแม่มากมาย

 อย่างน้อยเราทำตัวเราให้เป็นคนดี

 ก็เป็นการทดแทนบุญคุณ

 ทำให้พ่อแม่ไม่ต้องมาหนักอกหนักใจกับเรา

 ทำตัวเราไม่ให้ไปมีปัญหา เช่น ไม่ไปทำบาป

ไม่ไปทำผิดกฎหมาย รักษาชื่อเสียงของตระกูล

 อันนี้ก็เป็นการทดแทนบุญคุณอย่างหนึ่งเหมือนกัน

 หรือเคารพพ่อแม่ ก็เป็นการทดแทนบุญคุณ

ให้ความเคารพพ่อแม่เวลาพ่อแม่ดุด่าว่ากล่าวตักเตือน

 ก็ควรที่จะน้อมรับมา ไม่ควรที่จะโต้เถียง

 เวลาพ่อแม่พูดว่าเราหรือบอกอะไรเรานี้

 ถือว่าเป็นการสั่งสอน เหมือนพระสงฆ์องค์เจ้า

กำลังสั่งสอนเรา ท่านสอนด้วยความเมตตา

ท่านสอนด้วยความปรารถนาดี

เมื่อท่านเห็นว่าเราทำอะไรไม่ถูก

ก็ต้องว่ากล่าวตักเตือนกัน

 เพราะถ้าไม่ว่ากล่าวตักเตือนแล้ว

ใครจะมาว่ากล่าวตักเตือนล่ะ เป็นหน้าที่ของพ่อแม่

พ่อแม่นี้เป็นครูอาจารย์คนแรกของลูกๆ

เราเรียนรู้อะไรต่างๆ จากพ่อแม่มามากมาย

 ภาษานี้เราก็เรียนจากพ่อจากแม่ ที่เราจะพูดได้นี้

ก็อาศัยพ่อแม่คอยเป็นคนสั่งสอน วิธีกินวิธีอยู่

วิธีหลับวิธีนอน มารยาทต่างๆ

เพราะพ่อแม่เป็นคนสอนเราทั้งนั้นแหละ

 ฉะนั้นเวลาพ่อแม่พูดอะไร ถึงแม้ไม่ถูกใจเรา

เราก็ต้องสำรวมอาการกิริยาความไม่พอใจ

 มันเป็นเรื่องที่เป็นธรรมดา

เวลาใครเขาพูดอะไรไม่ถูกใจเรา เราก็อาจจะโกรธได้

 แต่เราต้องมีสติ เวลาที่เราอยู่ต่อหน้าพ่อแม่

 ให้คิดว่าเรากำลังอยู่ต่อหน้าพระสงฆ์องค์เจ้า

 ต่อคนที่สำคัญ เช่น อยู่ต่อหน้าพระเจ้าแผ่นดิน

 เราจะไม่แสดงอาการอะไรออกมา

ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่พอใจ เราก็ต้องอดทนอดกลั้น

 ฟังอย่างเดียว พ่อแม่สั่งพ่อแม่สอนนี้ไม่ควรไปเถียง

 จะถูกจะผิดนั้นค่อยมาพิจารณากันอีกที

ถ้าสิ่งที่พ่อแม่สอนผิดก็ไม่ต้องทำตามก็ได้

 เช่น ถ้ามาสอนให้ไปฉ้อโกงไปลักทรัพย์อย่างนี้

ถ้าสอนอย่างนี้ก็ไม่ต้องทำตามก็ได้

แต่เวลาที่ท่านสอนไม่ต้องไปเถียงท่าน

ปล่อยให้ท่านพูดไป

แล้วเราก็มาพิจารณาของเราดูอีกที

 ว่าถูกหรือไม่ถูก ควรจะทำหรือไม่ทำ

การไม่ทำตามพ่อแม่เพราะมันไม่ถูกนี้ไม่บาป

 ไม่เสียหาย ไม่ได้เป็นความอกตัญญูแต่อย่างใด

 หรือการไม่ได้ทำตามที่สิ่งถูกต้อง

ก็ไม่ได้เป็นการอกตัญญู

บางทีเราอาจจะไม่มีปัญญาทำตามก็ได้

 ก็ทำเท่าที่เราจะทำได้ก็แล้วกัน

 แต่ข้อสำคัญไม่ควรไปตอบโต้ โต้เถียง

 หรือด่าพ่อด่าแม่ ว่าพ่อว่าแม่ อันนี้แหละไม่ควร

 แสดงถึงความไม่มีความกตัญญูไม่มีความเคารพ

 เวลาพ่อแม่พูดอะไรก็ต้องครับอย่างเดียว

 ผมอย่างเดียว หรือไม่ก็เฉยๆ ฟังไป

เพราะพ่อแม่ไม่ต้องการอะไรจากเราหรอก

 ต้องการให้เราเป็นคนดี เพราะการเป็นคนดี

ทำให้เรามีความสุขนั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.....................................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 สิงหาคม 2560
Last Update : 12 สิงหาคม 2560 9:08:44 น.
Counter : 778 Pageviews.

0 comment
<<< "ปฏิบัติกันดีกว่า" >>>










"ปฏิบัติกันดีกว่า"

ธรรมะนี้ถึงแม้จะมีมากมายเต็มตู้พระไตรปิฎก

 แต่ความจริงแล้วให้เรารู้แค่สามหัวข้อใหญ่ๆ ก็พอ

 ให้รู้จักวิธีทำบุญทำทาน ทำยังไง

ให้รู้จักวิธีรักษาศีลว่า ศีลมีอะไรบ้าง

ให้รู้จักวิธีภาวนา นั่งสมาธิทำใจให้สงบ

 รู้จักวิธีเจริญปัญญา ให้มีดวงตาเห็นธรรม

แค่นี้แหละ ที่เราจำเป็นจะต้องรู้จริงๆ

 อย่างอื่นรู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ ฌาน๘ ฌาน๑๐

อภิญญา๑๐๘ อะไร รู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ ไม่สำคัญ

มันเป็นความรู้ที่เป็นส่วนประกอบเท่านั้นเอง

 เหมือนบ้านนี่ พอมีหลังคามีเสา

พอหลบแดดหลบฝนได้ก็พอแล้ว

จะมีฝาไหมมีหน้าต่างหรือไม่ มันก็ไม่สำคัญ

มันอยู่ได้แล้วนี่ ธรรมะก็อย่าไปหลง

 บางคนก็ต้องไปเรียนอภิธรรมก่อน

ต้องรู้มรรค๘ อะไรร้อยแปดพันประการ

 รู้แล้วก็มาหนักหัวเปล่าๆ

เขาเรียกว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

 รู้ไปแล้วก็นั่งสมาธิไม่ได้ รักษาศีลไม่ได้

 ทำทานไม่ได้ รู้ไปทำไม มารู้วิธีทำทานดีกว่า

 ทำอย่างไรเรียกว่าทำทาน ใส่บาตรนี่ทำทาน

 วัตถุทานถวายผ้า สิ่งที่ควรจะถวายพระเรียกว่าสมณะ

 สิ่งที่สมควรแก่สมณะบริโภค ก็คือปัจจัย๔ ของพระ

 อาหารบิณฑบาต จีวรเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย

 แล้วก็ยารักษาโรค ถ้าอันไหนท่านมีแล้วก็ไม่ต้องให้

 เช่น กุฎิมีแล้วก็อย่าไปสร้างให้มันล้น

 ก็เอาไปทำอย่างอื่นแทนก็ได้

 เอาไปทำที่อื่นก็ได้ ทำที่โรงเรียน โรงพยาบาล

ปล่อยนกปล่อยปลา ไถ่วัวไถ่โคอะไร

 อันนี้ก็เป็นบุญเหมือนกัน

ถ้าพระมีพอเพียงแล้วก็ไม่ต้องทำ

ผ้าไม้ผ้าพระก็เอาไปแจกที่อื่นต่อ

เช่น จีวรนี้เอามาเป็นไม่รู้กี่สิบ สำรับนี่

ก็ใช้ได้สำรับเดียว ที่เหลือก็เอาไปแจกต่อ

 เอาไปต่างจังหวัด ไปที่กันดาร ไปที่พระที่ไม่มี

ก็ช่วยกันไป แบ่งกันไป

จึงขอให้เราเรียนเพื่อมาปฏิบัติกันดีกว่า

 อย่ามาเรียนเพื่อให้รู้ ความรู้ที่เราเรียนนี้

ยังไม่ใช่เป็นความรู้จริง เป็นความจดความจำ

 ยังไม่มีกำลังที่จะมาฆ่ากิเลส

 ฆ่าตัวที่หลอกให้เราไปแบกไปหาความทุกข์กัน

 เราจะต้องมาสร้างปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติ

 มาสร้างกำลังที่เกิดจากการนั่งสมาธิ

 แล้วเราจะได้มีกำลังที่จะไปทำลายความหลง

ที่มาหลอกให้เราไปหาความทุกข์กัน

ทุกวันนี้เราหาความทุกข์กัน

 แต่เราคิดว่าหาความสุขกัน

เดี๋ยวก็ร้องห่มร้องไห้กัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 สิงหาคม 2560
Last Update : 11 สิงหาคม 2560 6:26:46 น.
Counter : 487 Pageviews.

1 comment
<<< "มีสติมีปัญญาเป็นที่พึ่ง " >>>










"มีสติมีปัญญาเป็นที่พึ่ง "

นี่เราต้องมองระยะยาวกัน

 แล้วมันจึงจะทำให้เรามีความกล้าหาญ

 ที่จะมุ่งไปสู่ความสุขที่ถาวร

เช่นพระพุทธเจ้าของพวกเรา

 พระองค์ก็ทรงหาความสุขจาก ลาภยศสรรเสริญ

หาความสุขจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะมาก่อน

 เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ มีปราสาทสามฤดู

 มีบริษัทบริวารคอยห้อมล้อมคอยรับใช้

เพื่อตอบสนองความสุขในทุกรูปแบบ

แต่วันหนึ่งพระองค์ได้ทรงเสด็จ

ออกไปนอกพระราชวัง

 แล้วก็ไปเห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ

 เห็นคนตาย เห็นนักบวช

 จึงทำให้พระองค์นั้นเห็นความจริงของความสุข

ที่พระองค์กำลังแสวงหาอยู่ว่า

 มันเป็นความสุขเบื้องต้น

แล้วจะกลายเป็นความทุกข์ในบั้นปลาย

 เมื่อชีวิตเข้าสู่บั้นปลายเข้าสู่ความแก่

 ความเจ็บ ความตาย ความสุขที่พระองค์

กำลังหาอยู่ในปัจจุบันก็จะหมดไป

จะไม่สามารถหาความสุขแบบที่พระองค์ทรงหาได้อยู่

 แล้วพระองค์ก็ทรงเห็นนักบวช

ก็ได้ทราบว่านักบวชนี้เป็นผู้ที่หาความสุขระยะยาว

 หาความสุขในบั้นปลาย หาการหลุดพ้น

จากความทุกข์ต่างๆในบั้นปลายของชีวิต

 คือเวลาแก่ เวลาเจ็บ เวลาตายจะไม่ทุกข์

จะมีความสุขได้ด้วยการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา

 เมื่อพระองค์ทรงเห็นทางเลือกใหม่

และทรงเห็นทางเก่าที่พระองค์ทรงดำเนินอยู่

ว่าเป็นการเดินไปสู่ความทุกข์ในบั้นปลาย

 ส่วนทางเลือกใหม่นี้เป็นการเดินไปสู่ความสุขในบั้นปลาย

 แต่ในเบื้องต้นนี้จะต้องพบกับความทุกข์ยากลำบาก

 เพราะจะต้องสละความสุขในขณะปัจจุบันที่มีอยู่ไป

 คือสละความสุขทางลาภยศสรรเสริญ

สละความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

แล้วก็ไปอยู่แบบนักบวช ไปอยู่แบบนักบวช

อยู่แบบขอทาน อยู่แบบทุกข์ยากลำบาก 

แต่มีเวลาที่จะได้บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาได้อย่างเต็มที่

 และหลังจากที่ได้ทรงบำเพ็ญหกปี

พระองค์ก็ทรงสามารถ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้

 ได้ถึงความสุขที่แท้จริงที่ถาวรได้

หลังจากนั้นพระองค์ก็ไม่ต้องพึ่งร่างกายอีกต่อไป

 ไม่ต้องกังวลกับเรื่องของร่างกาย

ว่าร่างกายจะแก่ จะเจ็บ จะตายเมื่อไหร่

 ก็จะไม่มีปัญหากับใจของพระองค์

 เพราะใจของพระองค์นี้มีสติปัญญาเป็นที่พึ่ง

 มีธรรมัง สรณัง คัจฉามิเป็นที่พึ่ง

 เมื่อมีที่พึ่งที่ไม่มีวันที่จะหมด

ไม่มีวันที่จะจากพระองค์ไป

 พระองค์ก็เลยไม่เดือดร้อนกับเรื่องของร่างกาย

 เพราะพี่พึ่งใหม่นี้เป็นที่พึ่งที่มีอยู่ในใจ

 เกิดขึ้นในใจ อยู่กับใจไปตลอด

คือศีล สมาธิ ปัญญานี่เอง

 นี่แหละคือที่พึ่งที่แท้จริงของพวกเรา

ที่จะทำให้พวกเราหลุดพ้นจากความทุกข์กัน

ที่จะให้ความสุขกับพวกเราอย่างแท้จริง

อย่างถาวร อย่างไม่มีวันสิ้นสุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 สิงหาคม 2560
Last Update : 10 สิงหาคม 2560 11:33:48 น.
Counter : 391 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ