Group Blog
All Blog
<<< "เดี๋ยวตายไปก็หมด " >>>









"เดี๋ยวตายไปก็หมด "

ความอยากของใจเอง ที่ไปอยากกับสิ่งที่ไปดูไปเห็น

ไปรับรู้ เห็นไหม ดูฟุตบอล เป็นไง

ถ้าไม่ไปสนใจดูเฉยๆ มันก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

มันก็ไม่มีตื่นเต้นอะไร แต่พอไปรู้นี่ทีมชาตินี้ทีมชาตินั้น

 เราก็อยากให้ทีมนี้ชนะทีมโน้น

 โอ้ย ทีนี้ใจมันตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว เร้าใจขึ้นมา

 แล้วพอแพ้ก็เสียใจไปกับเหตุ ซึมเศร้าไปเลยบางคน

 พอแพ้ขึ้นมา ถ้าชนะก็ฉลองกันทั้งคืนเลย

นี่แหละคือใจ มันบ้า มันไม่รู้เรื่องว่า

มันกำลังสร้างความสุขสร้างความทุกข์ให้กับตัวมันเอง

 ด้วยการไปเกิดมีความอยาก

อยากแล้วมันก็ต้องตื่นเต้นล่ะ มันต้องคอยลุ้นแล้วว่า

จะได้ดั่งใจอยากหรือเปล่า ถ้าอยากได้แฟน

พอชอบคนนี้ ใจก็เต้นแล้วไง จะได้แฟนคนนี้หรือเปล่า

 ต้องไปคอยจีบ ไปคอยอะไร ใจก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ

 แต่ถ้าไม่มีความอยากได้แฟน ก็เฉยๆ

 ไม่เดือดร้อน เขาจะชอบเราหรือไม่ชอบเรา

 เราก็ไม่เดือดร้อนอะไร แต่พอมีความอยากได้เขามา

 อยากให้เขาชอบเรานี้ตื่นเต้นแล้วสิ

ถ้าเขายิ้มให้เราหน่อยนี้ โหย ใจนี้ฟองฟูขึ้นไปเลย

 พอเขาไม่สนใจหน่อยนี้ โอย ใจนี้ตกวูบลงไปเลย

 นี่แหละคือใจของพวกเรา ที่เราขึ้นเราลงนี้

ก็เพราะความหลงของเราความอยากของเรา

 พอได้ตามความอยากก็ดีใจ พอไม่ได้ดั่งใจอยาก

ก็เสียใจเศร้าใจ นี่ความทุกข์มันไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย

 ร่างกายแก่เจ็บตายนี้ ถ้าเรารู้มันไม่ได้เป็นเรา

เราไม่มีความอยากให้มันไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

 เราก็ไม่เดือดร้อน นี่เราเป็นเหมือนคนดูหนัง

ดูร่างกายว่าเป็นเรา ความจริงร่างกายเป็นเหมือน

ตัวแสดงในภาพยนตร์ แล้วเราไปเชียร์มันว่าเป็นเรา

 ก็เลยอยากให้มันดี อยากให้มันเก่ง

อยากให้มันได้อะไรอย่างที่เราอยากได้

 พอมันได้เราก็ดีใจกับมัน

 พอมันไม่ได้ก็เสียใจไปกับมัน

 แต่ถ้ารู้ทันมันว่าเป็นภาพยนตร์ เดี๋ยวก็จบ

เดี๋ยวหนังก็จบ จะได้มากได้น้อย จะเสียมากเสียน้อย

 เดี๋ยวตายไปก็หมด ลบทิ้งหมด ร่างกายชีวิตเรานี้

 พอตายไปก็เอายางลบมาลบชีวิตของเราประวัติของเรา

 ตั้งแต่วันเกิดขึ้นมาจนถึงวันตายนี้ ลบทิ้งไปหมด

เหลืออยู่แต่ในความทรงจำเท่านั้น.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๐







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 สิงหาคม 2560
Last Update : 10 สิงหาคม 2560 11:29:09 น.
Counter : 521 Pageviews.

0 comment
<<< "สมถะ และ วิปัสสนา" >>>









"สมถะ และ วิปัสสนา"

การปฎิบัติธรรมมี ๒ ขั้น ขั้นแรกเรียกว่า สมถะ

 ขั้นที่สองเรียกว่าขั้น วิปัสสนา

สมถะก็เนี่ยทำใจให้สงบ

ทำใจให้หยุดความอยากชั่วคราว

พอหยุดความอยากได้ชั่วคราว

พอเกิดความอยากใหม่ขึ้นมา

ใจที่ได้หยุดความอยากแล้ว

มันจะไม่ทรมานเหมือนกับใจที่ไม่ได้หยุดความอยาก

 เพราะใจมันมีความสุขหล่อเลี้ยงอยู่

มีสมาธิมีความสงบหล่อเลี้ยงอยู่

 เพราะมันอยากก็เพียงแต่ใช้ปัญญา

บอกมันว่าอย่าทำตามความอยาก

มันก็ฝืนได้มันก็อยู่เฉยๆ ได้ มันจะไม่ทรมาน

เหมือนกับใจที่ไม่มีสมาธิ

ตอนต้นต้องใช้สมาธิสร้างเป็นฐานกำลังของใจ

ไว้ต่อสู้กับความอยาก

 เวลาที่เราจะต้องใช้ปัญญาสอนใจ

ให้ไม่ทำตามความอยาก ปัญญาเราต้องเห็นว่า

การทำตามความอยากนี้นำไปสู่ความทุกข์ต่างๆ

 ขั้นต้นก็เกิดความไม่สบายใจแล้ว

พอเกิดความอยากขึ้นมาก็อยู่ไม่เป็นสุขแล้ว

 แล้วพอไปทำตามความอยาก ถ้าไม่ได้ก็เสียใจ

 ก็ทุกข์อีก ถ้าได้มามันก็ได้มาเดี๋ยวเดียว

 มันก็หมดอีก ดื่มกาแฟถ้วยหนึ่งเดี๋ยวพอความสุข

ที่ได้จากการดื่มกาแฟหมดไป

ความอยากจะดื่มกาแฟใหม่ก็กลับขึ้นมาอีก

มันก็จะทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกไปเรื่อยๆ

ถ้าเราทำตามความอยาก

แต่ถ้าเราไม่ทำตามความอยาก ถ้าเรามีสติมีสมาธิ

 เราก็จะฝืนมันได้ เรามีความสุขใจที่เกิดจากสมาธิ

 เวลาเกิดความอยากเราก็ไม่เดือดร้อน

 พูดง่ายๆ เหมือนคนที่อิ่มข้าวแล้ว

 อยากกินอีกไม่กินก็ได้ใช่ไหม

เพราะเรารู้ว่ากินแล้วอ้วน

 กินแล้วน้ำหนักเกินกลายเป็นตุ่ม ไม่เอาดีกว่า

เราอิ่มแล้วไม่ต้องกินอีก

พวกอิ่มแล้วแต่ยังอยากกินอีกเนี่ย

แล้วไม่ใช้ปัญญามันก็จะกินต่อ

 มันก็คิดว่ากินแล้วมีความสุข

แต่มันไม่มองเห็นโทษที่จะตามมาต่อไป

ร่างกายน้ำหนักเกิน

 ความสวยงามของทรวดทรงก็หายไป

 จากร่างขวดก็กลายเป็นร่างตุ่มไป

 สองโรคภัยต่างๆ ก็จะเข้ามา

 โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ ตายเร็ว

 ความสุขชั่วไปลิ้น แต่ต้องนำความทุกข์มาให้

ทำให้ชีวิตสั้นลง ทำให้มีโรคภัยเบียดเบียน

ทำให้ไม่มีใครรักใครชอบ ไม่มีใครชอบตุ่ม

 ชอบแต่ร่างกายที่เป็นขวด ขวดมันมีทรวดทรง

 นี่คือปัญญา ต้องใช้ให้เห็นโทษ

 เห็นว่าการทำตามความอยากนี้นำไปสู่ความทุกข์

 นำไปสู่การเกิดแก่เจ็บตายอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

นี้เรียกว่า วิปัสสนา

ตอนต้นก็เอา สมถะ ก่อน พุทโธๆ ทำใจให้สงบ

ให้รวมเป็นหนึ่ง ให้สักแต่ว่ารู้ ให้เป็นอุเบกขา

 แล้วใจจะมีความสุข พอมีความสุขแล้ว

พอออกจากสมาธิมา พอมีความอยากก็สู้กับมันได้

 ถ้าสู้ไม่ได้ก็กลับไปสมาธิต่อ ไปเติมกำลัง

 เพราะสมาธินี้ก็เป็นเหมือนน้ำที่เราแช่ไว้ในตู้เย็น

 เวลาออกมาใหม่ๆ มันจะเย็นเจี๊ยบ

 เวลาออกมาใหม่ๆ จิตมันจะอิ่ม

 แต่ถ้าทิ้งไว้สักพักแล้วเดี๋ยวเริ่มหิวแล้ว

ความสุขเริ่มจางไปแล้ว พอเกิดความอยาก

มันก็จะรู้สึกทรมาน ถ้าสู้ไม่ไหว

ก็กลับเข้าไปในสมาธิต่อ พุทโธๆ ต่อ

คือทำยังไงก็ได้แต่อย่าไปทำตามความอยากเท่านั้น

 แล้วต่อไปความอยากนั้นมันก็จะหมดกำลังไป

 แต่ถ้าเรากลับไปในสมาธิไม่ได้ เราจะต้องทำยังไง

 เราก็ต้องไปทำตามความอยาก

มันจึงจะหายทรมานใจ ใช่ไหม แต่ถ้าเราทำสมาธิได้

 เวลาเราอยากกาแฟก็กลับไปในสมาธิ

ถ้าเราอยู่เฉยๆ ฝืนมันไม่ได้จริงๆ ก็กลับไป

 แสดงว่ากำลังฝืนหมด กำลังของอุเบกขาหมด

 ก็กลับไปเติมอุเบกขาใหม่ แต่ทำยังไงก็ได้

อย่าไปดื่มกาแฟก็แล้วกัน แล้วต่อไปความอยากดื่ม

มันก็จะเบาลงไปๆ แล้วก็หายไปในที่สุด

 นี่เรียกว่า วิปัสสนา

ภาวนามี ๒ ส่วน สมถะภาวนาทำใจให้สงบ

ให้มีความสุขก่อน แล้วก็เจริญวิปัสสนาปัญญา

 วิปัสสนา คือ ปัญญา รู้ความจริงว่า

ความทุกข์เกิดจากความอยาก

ถ้าทำตามความอยากแล้วจะไม่มีวันสิ้นสุด

 ความทุกข์จะไม่มีวันหมด

การเกิดแก่เจ็บตายจะไม่มีวันหมด

 ถ้าหยุดความอยากแล้วความทุกข์จะหมด

การเกิดแก่เจ็บตายจะหมด ไม่ต้องกลับมาเกิด

 มาแก่ มาเจ็บ มาตายอีกต่อไป

ดูพระพุทธเจ้าของพวกเรา

ดูพระอรหันตสาวกของพวกเรา

 ท่านเหล่านี้ท่านหยุดความอยาก

ท่านฝืนความอยากได้หมด

 ท่านก็เลยไม่ต้องกลับมาเกิด มาแก่

 มาเจ็บ มาตายอีกต่อไป ท่านยังอยู่

 เพียงแต่อยู่แบบไม่มีร่างกายเท่านั้นเอง

 อยู่แบบเทวดา อยู่แบบกายทิพย์

 แต่เทวดานี้ก็สู้อยู่แบบพระพุทธเจ้าไม่ได้

 เพราะเทวดาก็ยังต้องตกสวรรค์

เดี๋ยวบุญหมดก็ต้องตกสวรรค์กลับมาเกิดใหม่

 แต่พระพุทธเจ้าพระสาวกนี้ไม่ตกสวรรค์

 อยู่สวรรค์ชั้นนิพพานไม่มีวันตกลงมา

 อยู่สวรรค์ตลอดไปตลอดอนันตกาลไม่มีวันสิ้นสุด

 นี่คือสิ่งที่เราจะได้รับ

จากการที่เรามาศึกษาวิธีการปฏิบัติ

 วิธีการภาวนากัน ถ้าเรามีธรรม ๔ ข้อ

 คือ ๑. มีความตั้งใจ

๒. มีความแน่วแน่จริงใจต่อความตั้งใจ

 ๓. มีความเพียรพยายาม

๔. มีความอดทน

 เราจะสามารถที่จะทำภารกิจที่เราต้องการ

ที่จะทำสำเร็จลุล่วงได้

ก็คือภารกิจของการบำเพ็ญจิตตภาวนา

เจริญสมถะภาวนาเพื่อความสงบ

เพื่อความสุขที่เกิดจากความสงบ

แล้วก็เจริญวิปัสสนาเพื่อสอนใจ

ไม่ให้หลงไปทำตามความอยากอีกต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 สิงหาคม 2560
Last Update : 10 สิงหาคม 2560 11:24:32 น.
Counter : 429 Pageviews.

0 comment
<<< "ความว่างเป็นบรมสุข" >>>










"ความว่างเป็นบรมสุข"

ก็เรียนให้ทราบ ไม่มีอะไร ก็ทำไป

ตามเหตุตามผลที่ควรจะกระทำ

 เพราะเรายังไงก็ได้ มันก็แค่กินแค่อยู่เท่านั้นเอง

 เรื่องอาหารบิณฑบาต เรื่องอะไรอย่างอื่น

ก็ไม่ได้มีความหมายอะไร ข้าวของเงินทอง

ญาติโยมให้มาก็เอาไปแจกจ่ายทำบุญต่อ

 เราไม่มีเหตุผลที่จะต้องใช้เงินทอง

 ไม่จำเป็นต้องซื้ออะไร วันๆ หนึ่ง

ก็ทำกิจอย่างนี้ทุกวัน ไม่ได้ไปไหนไม่มีค่าใช้จ่าย

 เอาเวลามานั่งสมาธิดีกว่า

 เอาเวลามาทำใจให้สงบดีกว่า

 ความสุขจากความสงบนี้ เหนือกว่าความสุข

จากการได้เงินทองเป็นร้อยล้านพันล้าน

 จากการได้ทรัพย์ได้ข้าวของต่างๆ

ได้ตึกได้รถเก๋งได้อะไร

สู้ความสุขที่เกิดจากการนั่งสมาธิไม่ได้

 นั่งสมาธิจิตสงบนี้มันคนละระดับกัน

สุขระดับที่ไม่มีอะไรในโลกนี้

ที่จะมาให้ความสุขได้เท่า

ฉะนั้นขอให้พวกเราพยายามหัดนั่งสมาธิกัน

 หลับตาดีกว่าลืมตา ลืมตาดูทีวีดูอะไรอยู่

 แล้วเดี๋ยวก็เครียดไปกับหนังที่เราดู

 ดูข่าวก็ไปเครียดกับข่าว อย่าไปดูอย่าไปฟังเลย

มีแต่ขยะทั้งนั้น ทุกวันนี้

ของที่มาทางโซเชียลต่างๆ นี้

คนนั้นก็เขียนด่าเรา คนนั้นก็เขียนชมเรา

 คนนั้นก็วิพากษ์วิจารณ์อย่างโน้นอย่างนี้

 อย่าไปดู มันเป็นเศษเป็นขยะ เป็นเรื่องไร้สาระ

 ทำแล้วไม่ได้เกิดปัญญา ทำแล้วเกิดอารมณ์

 เกิดความรักความชังความกลัวความหลงกัน

ถ้าจะฟังก็ฟังธรรมะดีกว่า

ถ้าไม่ฟังก็นั่งสมาธิทำใจให้สงบ

ฟังเสียงของความเงียบดีกว่า

ฟังเสียงของความว่าง

ความว่างนี่แหละเป็นความสุข

 ที่เรียกว่าบรมสุข

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 06 สิงหาคม 2560
Last Update : 6 สิงหาคม 2560 5:14:06 น.
Counter : 414 Pageviews.

0 comment
<<< "สติ" >>>









"สติ"

ถ้าไม่มีสตินั่งไปจนวันตาย จิตก็จะไม่สงบจะไม่ได้ผล

 แล้วก็จะเกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย จะไม่อยากนั่ง

 แล้วนั่งก็ลำบาก เพราะนั่งแล้วใจก็คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

 ยิ่งคิดก็ยิ่งอึดอัด พออึดอัดก็ทรมานไม่อยากจะนั่ง

เพราะไม่มีสติควบคุมความคิด

 แต่ถ้ามีสติควบคุมความคิดแล้วมันจะเพลิน

 มันจะไม่รู้สึกอึดอัด มันจะรู้สึกสบาย เบาอกเบาใจ

 ฉะนั้นพยายามฝึกสติตลอดเวลา

ก่อนที่จะมานั่งสมาธินี้ฝึกสติให้ได้ก่อน

 เอาตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเลย เราทำได้

 เรามีเวลาทำตลอดเวลาเรื่องการฝึกสตินี้

ไม่จำเป็นต้องไปอยู่วัด ถ้าไปได้ก็ดี

มันจะทำให้ง่ายขึ้น อยู่บ้านอยู่ที่ทำงาน

อยู่ที่ไหนก็ทำได้ แต่สิ่งที่เราต้องทำสิ่งแรกก็คือ

เราต้องตั้งเป้าหมายว่าต่อไปนี้เราจะฝึกสติเป็นหลัก

 เราลืมตาขึ้นมาใจเราต้องจดจ่ออยู่ที่ร่างกาย

หรืออยู่ที่พุทโธ อย่างใดอย่างหนึ่ง สองอย่างนี้พอ

 เฝ้าดูร่างกายว่าตอนนี้กำลังอยู่ท่าไหน

กำลังอยู่ในท่ายืน ท่านั่ง ท่านอน กำลังเดิน

 กำลังทำอะไรอยู่ ให้เฝ้าดูไปเรื่อยๆ

 อย่างนี้ท่านเรียกว่า กายคตาสติ

ตั้งสติอยู่ที่พระพุทธเจ้า ถ้าเราสวดมนต์

เราก็อยู่กับบทสวดมนต์ ก็จะเรียกว่าธัมมานุสติก็ได้

 เพราะบทสวดมนต์ก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เช่น สวดอิติปิโส อรหังสัมมา สวากขาโต สุปฏิปันโน

 ก็เรียกว่ามีสติอยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ

สตินี่แหละเป็นตัวที่จะควบคุมใจของเรา

ให้อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ให้ลอยไปคิดตาม

ความอยากต่างๆ ถ้าไปคิดตามความอยากใจก็จะหิว

 ใจก็จะอยู่เฉยๆไม่ได้ พอคิดถึงกาแฟ

ก็ต้องไปชงกาแฟมาดื่ม

พอไปคิดถึงมือถือก็ต้องเปิดมาดู

คิดถึงเพื่อนก็ต้องเช็คดูว่า

เพื่อนส่งข้อความมาหรือเปล่า

 ตอนนี้เพื่อนอยู่ที่ไหน กำลังไปกินอะไร

ถ่ายรูปส่งมาให้ดูหรือเปล่า สมัยนี้ทำอะไร

 ก่อนจะทำนี้ก็ต้องถ่ายรูปก่อน

ถ่ายแล้วก็ส่งไปให้เพื่อนดูให้เขาอิจฉา

 โอ้ย ตอนนี้ฉันมีความสุขเหลือเกิน

เธออยู่ที่ไหนทำอะไร

 นี่คือใจเรามันจะชอบลอยไปกับเหตุการณ์เหล่านี้

 แล้วถ้าเกิดโทรศัพท์เสียขึ้นมาก็หงุดหงิด

ไม่มีเครื่องมือที่จะเล่น ไม่มีเครื่องหมายเครื่องมือ

ที่จะทำให้มีความสุข หรือเงินหมดอย่างนี้

ไม่มีเงินซื้อของไม่มีเงินไปเที่ยว ต้องอยู่เฉยๆ

 อยู่บ้าน นี่ ก็จะหงุดหงิดรำคาญใจ

เศร้าสร้อยหงอยเหงาว้าเหว่ แต่ถ้าเราพุทโธเป็น

 เราเฝ้าดูร่างกายเป็น เฝ้าดูลมเป็น ไม่มีเงินน่ะดี

 จะได้ไม่ต้องไปทำอะไร อยู่บ้านนั่งสมาธิทำใจให้สงบ

 กลับดีกว่ามีเงิน มีเงินไปเที่ยวกลับมาก็เหนื่อยเงินก็หมด

 ความสุขที่ได้จากการไปเที่ยวก็หมด

กลับมาก็กลับมาเจอกับความอ้างว้าง

เปล่าเปลี่ยวเดียวดายเหมือนเดิม

แต่ถ้าเรารู้จักใช้สติควบคุมใจให้สงบ

เราอยู่ที่ไหนเราก็มีความสุข โดยที่เราไม่ต้องมีอะไร

 ไม่ต้องทำอะไร อันนี้แหละเป็นของวิเศษมีอยู่ในตัวเรา

 เรากลับไม่หากัน เรากลับไปหาของที่ไม่วิเศษ

 ไปหามือถือมาเล่นกัน ไปหาขนมมากินกัน ไปเที่ยวกัน

ไปซื้อข้าวซื้อของอะไรต่างๆ ที่ไม่จำเป็นจะต้องซื้อกัน

 แล้วก็ต้องไปดิ้นรนหาเงินหาทองกัน

ถ้าไม่มีเงินทองก็ซื้อของต่างๆ ไม่ได้

ตอนต้องหาเงินก็ทุกข์กัน ลำบาก

กว่าจะได้เงินมาสักบาทหนึ่งก็ต้องเหนื่อย

พอได้มาปั๊บก็ใช้แป๊บเดียว หมดแล้ว

 เงินเดือนออกนี่วันเดียวก็ใช้หมดแล้ว

ไปช็อปปิ้งทีเดียวก็หมดแล้ว นี่คือเรื่องของพวกเรา

ที่ไม่มีสติ มันจะพาชีวิตเราไปตะลุมบอนอยู่เรื่อยๆ

ตะลุมบอนกับคนนั้นคนนี้ กับเรื่องนั้นเรื่องนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้

 อยู่ไม่เป็นสุข อยู่เฉยๆ ไม่ได้อยู่เฉยๆ แล้วทุกข์

อึดอัดรำคาญใจ พอได้ไปทำอะไรแล้วดีอกดีใจ

 แต่ดีใจเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวพอไม่ได้ทำก็ทุกข์อีกแล้ว

 แล้วต่อไปร่างกายมันก็จะต้องแก่ลงไป

กำลังวังชาที่จะทำอะไรอย่างที่เคยทำ

มันก็จะค่อยๆ หมดไปๆ พอไม่ได้ทำอะไรๆ

มันก็หงุดหงิดรำคาญใจอีกแล้ว มันไม่หายของพวกนี้

 แล้วยิ่งถ้าเจ็บไข้ได้ป่วยยิ่งทำอะไรไม่ได้ใหญ่

 ต้องไปแต่โรงพยาบาลไปหาหมอไปรักษาตัว

ทีนี้ก็หาความสุขไม่ได้ ไม่มีความสุขในใจ

มีแต่ความทุกข์ ทุกข์เพราะอยากให้หาย

ทุกข์เพราะอยากจะไปเที่ยว

ทุกข์เพราะอยากจะไปทำอะไรที่เคยอยากทำมา

 ตามที่เคยทำมา พอไม่ได้ทำก็ทุกข์

แล้วถ้าคิดถึงความตายว่ากำลังจะใกล้เข้ามา

ก็ยิ่งทุกข์ใหญ่ เพราะเมื่อตายแล้วก็หมด

เสียหมดมีอะไรก็หมด หาอะไรมาได้มากน้อยเพียงไร

 ความสุขชนิดไหนได้มามากน้อยเพียงไร

ก็ต้องหายไปหมด หายไปกับร่างกาย

 แต่ถ้าเราฝึกสติได้ เราจะไม่เดือดร้อน

เวลาที่ร่างกายเราทำอะไรไม่ได้

 เพราะเวลาเรานั่งสมาธิเราก็ไม่ได้ใช้ร่างกายอยู่แล้ว

 เวลาที่เราหาความสุขจากสมาธินี้

เราไม่ต้องใช้ร่างกายเลย ร่างกายจะอยู่ในท่าไหนก็ได้

ท่ายืนท่านั่งท่านอนก็ได้ ถ้าเรามีสติดีๆ แล้ว

อยู่ในท่าไหนก็นั่งสมาธิได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐




ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 05 สิงหาคม 2560
Last Update : 5 สิงหาคม 2560 17:56:01 น.
Counter : 480 Pageviews.

0 comment
<<< "เห็นด้วยปัญญา" >>>









"เห็นด้วยปัญญา"

รากของกิเลสตัณหาก็คือความหลง

 ความหลงที่ไม่เห็นว่า

สิ่งที่กิเลสความโลภความอยากต้องการนั้น

มันเป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นสุข

 เช่น เราเห็นลาภยศสรรเสริญนี้เป็นสุขกัน

 เห็นเงินทองนี้เป็นสุขกัน อยากได้เงินได้ทองกัน

 แล้วเดี๋ยวก็ต้องมาทุกข์กับเรื่องเงินเรื่องทอง

 เพราะเงินทองมันไม่พอใช้ขึ้นมา

หรือเงินทองมันหมด

เราตอนนั้นก็กลายเป็นความทุกข์ไป

 แต่ถ้าเราไม่ใช้เงินทอง

 มันหมดหรือไม่หมดเราก็ไม่ทุกข์

อย่างพระมาบวชนี้ไม่มีเงินทองแล้ว

ไม่มีเงินก็ไม่ทุกข์ มีก็ไม่ทุกข์

เพราะไม่ต้องยุ่งกับเรื่องเงินทอง

ถ้ามายุ่งกับเรื่องเงินทอง

มันต้องมีอย่างเดียวใช่ไหมถึงจะสุข

พอไม่มีปั๊บมันก็ทุกข์ขึ้นมา

 นี่คือให้ใช้ปัญญาพิจารณาว่าสิ่งต่างๆ

 ที่ตัณหาความอยากต้องการนี้มันเป็นทุกข์

 แต่เราไปมองไม่เห็น เราไปเห็นแต่ว่ามันเป็นสุข

 เพราะว่ามันมีทั้งสุขมีทั้งทุกข์มาด้วยกัน

แต่สุขมันจะมาก่อนใช่ไหม

 เวลาได้เงินนี้สุขมาแล้ว

 เวลาสิ้นเนื้อประดาตัวทุกข์ถึงจะตามมา

 คนล้มละลายถามเขาดูว่าสุขไหม

แต่ถ้าคนที่เขามาบวชนี้

เขาก็ล้มละลายแต่เขาไม่ทุกข์นะ

เพราะเขาไม่ต้องพึ่งเงินทอง

คนที่มาบวชนี้ส่วนใหญ่เขามีสติมีปัญญา

ในระดับที่ทำให้เขาไม่ต้องพึ่งเงินทองได้

 เขาถึงมาบวชได้ คนที่ยังบวชไม่ได้ก็เพราะ

ยังไม่มีสติปัญญาพอที่จะสู้กับกิเลสตัณหา

 ที่จะคอยดึงให้ใจไปหาความสุข

จากการใช้เงินใช้ทองต่างๆ นี่ก็คือปัญญา

ถ้าเราชำนาญทางสมาธิแล้ว

เราสามารถนั่งสมาธิได้ทุกเวลาที่เราต้องการ

 เวลาจิตฟุ้งเมื่อไหร่ ทำให้มันสงบได้เมื่อนั้น

อย่างนั้นแหละ ถึงเวลาที่จะต้องมาใช้ปัญญาต่อไป

แต่ถ้ายังไม่ถึงขั้นนั้น พยายามฝึกสติไปก่อน

พยายามทำให้สามารถควบคุมใจของเรา

ไม่ให้มันพยศ เวลามันพยศก็หยุดมันได้

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นการหยุดชั่วคราว

ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย ฉะนั้นขั้นแรก

เราต้องฝึกสติให้สามารถควบคุมใจ

ให้สงบได้ในทุกอิริยาบท

 เพียงแต่ว่ามันก็ยังมีโอกาศที่กิเลสตัณหา

มันจะโผล่ขึ้นมาสร้างความทุกข์

สร้างความวุ่นวายใจได้ เป็นแบบพักๆ

เป็นแบบแป๊บๆ เดี๋ยวเดียว

 แต่โดยธรรมดาแล้วมันจะสงบไปตลอดเวลา

 นอกจากมันไปเจอเหตุการณ์

โดนใครเขาด่าขึ้นมาอย่างเนี่ย กิเลสก็โผล่ขึ้นมา

 หรือเห็นของชอบของรักอย่างนี้

ก็เกิดความอยากขึ้นมา

หรือมีเรื่องเกี่ยวกับร่างกาย ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย

 ร่างกายจะตายนี้ มันก็จะเกิดกิเลสขึ้นมา

มันจะทำให้ใจทุกข์ ถ้าเราไม่มีปัญญา

เราก็ใช้สติบริกรรมไป

 ความทุกข์ที่เกิดจากกิเลสมันก็จะสยบ

สงบตัวไว้ชั่วคราว แต่ถ้าเราอยาก

 จะใช้ให้มันสงบอย่างถาวร ให้กิเลสหายไป

 เราก็ต้องใช้ปัญญา เวลาเกิดกับความทุกข์ขึ้นมา

เกี่ยวกับเรื่องใด เราก็ใช้ปัญญาเข้าไปวิเคราะห์

เช่น เราทุกข์กับความเจ็บไข้ได้ป่วย

 เราก็ต้องพิจารณาดูว่า

ต้นเหตุของความทุกข์นี้เกิดจากอะไร

 ในอริยสัจ๔ ท่านก็บอกว่าเกิดจากสมุทัย คือ ตัณหา

ในกรณีนี้ตัณหาแบบไหน ก็ตัณหาก็คือ

อยากไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วยหรืออยากให้หาย

อยากให้หายหรืออยากไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย

ก็เป็นเหมือนวิภวตัณหา แล้วเราห้ามมันได้หรือเปล่า

 อยากแล้วสั่งให้มันหายได้หรือเปล่า

ร่างกายมันเป็นอะไร มันเป็นอนัตตา หรือมันเป็นอัตตา

 มันเป็นของเรา หรือมันไม่ได้เป็นของเรา

ถ้าเป็นของเรา เราต้องสั่งมันได้ไหม

 ถ้ามันสั่งไม่ได้ ก็แสดงว่ามันไม่เป็นของเรา

มันเป็นของธรรมชาติ

ร่างกายนี้มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

เราไปเคลมมัน เราไปครอบครองมัน

 แล้วก็ไปหลงว่ามันเป็นของเรา

 ความจริงเดี๋ยวมันก็กลับไปสู่ธรรมชาติใช่ไหม

ดินมาจากธรรมชาติอะไร ก็คือดินน้ำลมไฟ

 แล้วเดี๋ยวมันจะไปไหนต่อ มันก็กลับไปสู่ดินน้ำลมไฟ

 แล้วไปห้ามมันได้หรือเปล่า เวลามันจะกลับไป

เวลามันจะตายนี้ไปห้ามมันได้เหรอ

 เวลามันจะเจ็บไข้ได้ป่วยก็แสดงว่า

มันกำลังจะกลับไปคืนสู่ธรรมชาติของมัน

เราห้ามมันไม่ได้ ฉะนั้นถ้าเรารู้ว่าเราทุกข์

เพราะเราอยากให้เขาไม่เจ็บหรืออยากให้เขาหาย

 ถ้าเราไม่อยากทุกข์ เราก็อย่าไปอยากเสียเท่านั้นเอง

เราก็ทำใจเฉยๆ อุเบกขาไป อย่าไปอยาก

 ยอมให้เจ็บไป ยอมให้ตายไป ใจก็จะหายทุกข์

 แล้วใจก็จะไม่ทุกข์กับร่างกายอีกต่อไป

 ไม่ทุกข์กับความเจ็บไข้ได้ป่วย ไมทุข์กับความตาย

เพราะเห็นด้วยปัญญาว่าร่างกายไม่เที่ยง

 เกิดแล้วต้องดับ เกิดแล้วต้องแก่ เกิดแล้วต้องเจ็บ

 อนัตตา ห้ามไม่ได้ บังคับเขาไม่ได้

หยุดเขาไม่ได้ สั่งเขาไม่ได้

 เมื่อเราเห็นว่าเขาเป็นอนิจจัง เห็นว่าเป็นอนัตตา

เห็นว่าเราทุกข์เพราะว่าเราไปอยาก

เราก็หยุดความทุกข์ หยุดความอยากเท่านั้นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของถาพค่ะ




Create Date : 04 สิงหาคม 2560
Last Update : 4 สิงหาคม 2560 4:58:40 น.
Counter : 428 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ