Group Blog
All Blog
### นอนเบิ่งตาท้าเลเซอร์ ให้หมอพิชิตต้อกระจก ###








หลังจากพูดคุยรับหลักการในการดำรงตน
หลังการผ่าตัดตาต้อกระจกจบสิ้นแล้ว 
 คุณพยาบาลใจดีก็พาฉันส่งเข้าห้องผ่าตัด
ในห้องผ่าตัดเล็กๆนี้ ฉันเห็นเตียงนอนแคบๆ แคบจริงๆ
แค่พอดีตัวคนไข้เท่านั้น 
 คุณอย่าคิดจะตะแคงซ้ายหรือตะเคงขวาเลย
เพราะคุณอาจจะตกลงมากองกับพื้นได้ 
 เหนือเตียงขึ้นไปข้างบนฉันเห็นโคมไฟดวงใหญ่
ติดอยู่บนขาที่สามารถเลื่อนสูงต่ำใกล้ไกลได้
พยาบาลนำหมวกพลาสติกมาคลุมผมให้ 
 โดยเก็บผมทั้งหมดเข้าไว้ในหมวก
เพื่อไม่ให้ออกมายุ่มย่ามรำคาญใจเวลาหมอผ่าตัด
จากนั้นเธอก็บอกให้ฉันขึ้นไป
นอนราบ
หงายหน้าไร้หมอนบนเตียงแคบๆนั้น
  แล้วจัดการเอาเสื้อพลาสติกคลุมร่างแต่ยังไม่คลุมหน้า
ก็เจ้าเสื้อพลาสติกนี่แหละ ก่อนเข้าห้องผ่าตัด
คุณพยาบาลก็ได้เล่าให้ฟังว่า 
 แต่เดิมใช้เสื้อคลุมร่างที่ทำด้วยผ้า
แต่เมื่อคลุมหน้าทำให้คนไข้รู้สึกอึดอัดในการหายใจ 
 เพราะผ้าจะแนบชิดกับใบหน้าเกินไป
ไม่สามารถยกระดับผ้าบริเวณใบหน้าให้สูงขึ้น
เพื่อสะดวกในการหายใจได้ 
 เขาจึงต้องเปลี่ยนเป็นเสื้อพลาสติกแทน
เพราะช่วงใบหน้าสามารถยกให้สูงขึ้นหน่อยได้
เพื่อให้คนไข้สะดวกในการหายใจ 
  และเจ้าเสื้อพลาสติกนี้ใช้แล้วทิ้งไปเลย  ไม่นำมาใช้ใหม่
  เรียกได้ว่าใช้ครั้งเดียวทิ้งนั่นแหละ 
 ซึ่งฉันคิดว่ามันสิ้นเปลืองและเพิ่มขยะและทำให้โลกร้อนขึ้น
มันแค่ช่วยให้คนไข้ไม่รู้สึกอึดอัดเวลาถูกคลุมหน้า
เพราะต้องหายใจภายใต้เสื้อตัวนี้ระหว่างผ่าตัดเท่านั้นเอง
แต่ผลที่ตามมามันไม่คุ้มก็อย่างว่าแหละ โทษใครไม่ได้
เพราะขึ้นชื่อว่าคนแล้วก็ยังคงติดสุขติดสบายกันอยู่
หากใช้ผ้าเราสามารถนำกลับมาซักฆ่าเชื้อได้ 
 แล้วนำมาใช้ต่อก็สะอาดปราศจากเชื้อโรคแน่นอน
เพราะระบบการทำลายเชื้อโรคของโรงพยาบาลนั้น
เยี่ยมยอดไม่มีที่ติอยู่แล้ว ข้อนี้รับรองได้ชัวร์
เอาละๆ เพ้อเจ้อเรื่อยเปื่อยไปพอสมควรแล้วเล่าต่อดีกว่า 
 พยาบาลได้ทำความสะอาดใบหน้าฉันอีกครั้ง
โดยเฉพาะบริเวณตาที่จะต้องผ่าตัด
จากนั้นเธอก็นำเทปมาปิดคิ้ว ปิดขนตาล่าง
 และขนตาบน ของตาข้างที่จะต้องทำการผ่าตัด 
 เมื่อเสร็จแล้วเธอก็ยกเสื้อพลาสติกช่วงส่วนหัว
คลุมหน้าฉันทันที เปิดไว้เฉพาะบริเวณตา
ข้างที่จะต้องทำการผ่าตัดเท่านั้น
เสียงเดินเบาๆเข้ามาใกล้ตัวฉัน
จากนั้น แสงไฟจากโคมที่อยู่เหนือใบหน้า
ก็ถูกเลื่อนเข้ามาใกล้ใบหน้าฉัน 
 โลกทั้งโลกดับวูบลงทันที 
  ฉันมองไม่เห็นอะไรอีกแล้ว
นอกจากแสงจากโคมไฟ
ที่ฉันเบิ่งตาข้างเดียวจ้องมองอยู่เท่านั้น
สำหรับร่างกายฉันที่นอนอยู่บนเตียงนั้น
แรกๆก็กลัวตกเพราะเตียงพอดีกับตัวเลย 
 อีกทั้งแขนสองข้างก็ดูจะเกะกะ
เอาไว้นาบตัวก็ไม่ใช่ที่กลัวเผลอ
แขนตกจากเตียงจะกระทบกระเทือนการผ่าตัดได้ 
 ไอ้ครั้นเอาไว้บนอกนานๆมันก็แน่นอก ต้องยกออก
แต่ก็เป็นเพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น 
 หลังจากที่ฉันเข้าสู่สมาธิ
ถอดจิตออกจากกายได้แล้ว
ทุกอย่างก็ไม่เป็นกังวลอีกต่อไป










เสียงคุณหมอพูดเบาๆขึ้นว่า 
 หมอจะฉีดยาชาให้นะเจ็บนิดเดียวเท่านั้น 
 หมอได้เอามือคลึงเบาๆรอบดวงตา
จากนั้นฉันรู้สึกทันทีว่า โดนเข็มจิ้มเข้าสู่ร่างกายแล้ว
ระหว่างยาเดินอยู่นั้นคุณหมอก็ยังใช้มือคลึงเบาๆ
  เสมือนจะช่วยให้ยาชาที่ฉีดได้แผ่กระจายออกไป
โดยรอบดวงตาของฉัน มือที่ทำนั้นเบามาก 
 ไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆทั้งสิ้น ฉันเริ่มผ่อนคลายลง
ฉันไม่รู้หรอกว่าคุณหมอฉีดยาชาให้ฉันกี่เข็ม 
 เพราะรู้สึกแค่เข็มแรกที่จิ้มลงไปในเนื้อเท่านั้น 
 นอกจากนั้นมันชาซะแล้วเลยไม่รู้สึกใดๆเลย
และคิดว่าร่างกายของฉันพร้อมแล้ว
ที่จะให้คุณหมอทำการผ่าตัดเอาต้อกระจก
ที่มันบดบังความสว่างไสวชัดเจนของฉันออกไป
ส่วนใจของฉันนั้นฉันไม่ไปท่องเที่ยวที่ไหนหรอก
  ฉันจะอยู่ตรงนี้ เพราะอยากจะรู้ว่า
มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้างนอกจากแสงไฟดวงนั้น
ตาฉันยังคงเบิ่งจ้องแสงไฟดวงนั้นตลอดเวลา
ตามที่พยาบาลเคยบอกไว้ว่า
จะช่วยให้คุณหมอทำงานได้ง่ายขึ้น
จ้องอยู่สักพัก จากนั้นจิตฉันก็เริ่มว่าง
แสงไฟดวงนั้นค่อยๆแผ่กระจายออก
เป็นแสงสีรุ้งสวยงาม 
 มีทั้งสีฟ้า ชมพู เชียว และเหลือง ฯลฯ
โดยเฉพาะสีเหลืองอ่อนนั้นนั้นมีมากกว่าสีอื่น
  จิดฉันล่องลอยชื่นชมกับแสงสีรุ้งอยู่นานเท่าไหร่ไม่รู้
เพราะในห้องนี้เงียบกริบ
คุณหมอและพยาบาลคงทำงานกันอยู่อย่างเชี่ยวชาญ
และรู้ว่าต้องใช้เครื่องมืออะไร
ส่งให้คุณหมอใช้ระหว่างผ่าตัดโดยไม่มีเสียงพูดคุยเลย
ฉันไม่รู้ว่าเวลาได้ล่วงเลยไปนานเท่าไรแล้ว 
 จิดเริ่มกลับมาสู่กายอีกครั้งก็เมื่อได้ยินเสียงขูดเบาๆ
ที่บริเวณตา  แค่ได้ยินเท่านั้นแต่ไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด
  กลับคิดไปเรื่อยเปื่อยว่าร่างกายก็เปรียบเสมือน
สิ่งของต่างๆนั่นแหละต่างกันแค่มีชีวิต
กับไม่มีชีวิตเท่านั้น 
  เมื่อใช้งานมานานก็ย่อมต้องสึกหรอเป็นธรรมดา
  เราต่างหากที่มีหน้าที่ต้องแก้ไขให้ดีขึ้น
เปรียบเสมือนดวงตา
ที่ฉันพาเขามาเปลี่ยนเลนส์ตานี้แหละ
  ก็ใช้เขามาตั้งหกสิบกว่าปีแล้ว
จะไม่ให้มัวหมองได้อย่างไร
ลองถามตัวเองก่อนว่า 
 เรายังต้องการจะมีชีวิตที่สามารถมองอะไรต่อมิอะไรได้
อย่างสดใสเหมือนเดิมไหม
หากเราไม่ต้องการความสว่างไสวแล้ว 
 แม้เราไม่ไปผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเราก็จะอยู่ได้ต่อไป 
 แต่ก็ไม่รับรองว่าเขาจะหยุดเพียงเท่านั้น
เพราะเขาอาจจะรุกลามจนอาจจะกลายเป็นต้อหินได้ 
 ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องคิดแก้ไขแล้วละ 
 เพราะดวงตาจะมืดสนิทไปจนตาย
สำหรับฉัน คิดเพียงว่าโลกนี้ยังศิวิไลยิ่งนัก 
 ฉันยังชอบสีสวยๆของธรรมชาติ ชอบดอกไม้ 
 สายลม แสงแดด และสิ่งเจริญหูเจริญตาทั้งหลายอยู่ 
  ชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ
และบอกเล่าเรื่องราวต่างๆเรื่อยเปื่อย
ไปตามประสาคนชอบเขียน
มันอาจจะเป็นการสร้างความรำคาญให้กับใครต่อใคร
ที่ยังหลงทะนงตนว่าแน่และเก่งกว่าใครในปัฐพีนี้ก็ช่างเถอะ
เพราะฉันไม่แคร์แล้ว ก็ฉันมองเห็นฝั่งแล้วนี่นา
  อีกไม่นานฉันก็จะเดินทางล่วงหน้าไปในแดนไกลแล้ว
และเมื่อนั้นฉันก็คงจะทิ้งไว้แค่ตัวหนังสือบอกเล่าเรื่อง
และก็จะกลายเป็นอดีตไปในที่สุด 
 คงอยู่อีกไม่เกินร้อยปีหรอกน่า ฮิๆ....ทนไป











สิ้นเสียงคล้ายเสียงขูดเบาๆ 
 พลันแสงต่างๆที่ฉันเห็นก็ดับวูบ
 เกิดเป็นแสงสีเหลืองกระจายไปทั่ว
แต่แปลก!!!!!!! ฉันไม่เห็นดวงไฟที่ส่องหน้าของฉัน
ที่เป็นดวงๆสีเหลืองเลย 
 คงมีแต่สีเหลืองที่กระจายไปทั่วเท่านั้น
พลัน.....ฉันก็ได้ยินเสียงคุณหมอ
พูดขอเลนส์เบาๆกับพยาบาล 
  เสียงพยาบาลขานชื่อและนามสกุลของฉันให้หมอฟัง
นี่คงเป็นการรายงานว่าเธอหยิบเลนส์ตามาไม่ผิดแน่ 
 เป็นของฉันแน่นอนเพราะคงจะมีชื่อกำกับไว้อย่างเด่นชัด
ฉันรู้สึกได้ว่าคุณหมอกำลังใส่เลนส์ตาให้กับฉันใหม่
  ได้ยินคุณหมอพูดเบาๆกับพยาบาลว่า
เลนส์ตาที่ใช้นี้เป็นเลนส์แบบใหม่
เพราะไม่ต้องมีการเกาะเกี่ยวเลย 
 ซึ่งพยาบาลก็พูดคุยเบาๆกับคุณหมอ
ฉันไม่สนใจฟังแล้วเพราะมัวแต่จ้อง
แสงสีเหลืองที่กระจายไปทั่ว
ระหว่างนี้คุณหมอบอกให้ฉันเหลือบตาลงล่าง 
 เหลือบไปทางซ้าย เหลือบไปทางขวา มองขึ้นข้างบน
 ซึ่งฉันก็ปฏิบัติตาม
อยากจะรู้นักว่า เมื่อหมอใส่เลนส์ใหม่ให้กับฉันแล้ว
สิ่งที่ฉันจะเห็นนั้นเป็นอย่างไร
  ฉันจะรู้สึกอย่างไรกับสิ่งใหม่ที่เข้ามาสถิตย์ในดวงตาฉัน
สักพักแสงสีเหลืองที่กระจายอยู่ทั่วค่อยๆรวมตัวกัน 
 และปรากฎดวงไฟกลมๆเล็กๆสีเหลือง
ที่ฉันเห็นแต่แรกขึ้นมาแทน
โดยยังมีแสงสีเหลืองกระจายล้อมดวงไฟดวงนี้อยู่ทั่ว 
 เหตุุการณ์เริ่มกลับมายังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง
  แสงสีรุ้งที่ฉันเห็นนั้นก็หายไปแล้ว
และแล้ว ความมืดสนิทปราศจากแสงใดๆ
ก็แผ่กระจายไปทั่ว 
 ฉันมองไม่เห็นอะไรอีกแล้ว 
 นอกจากแสงระยิบเล็กๆสีขาวบนพื้นดำ
คล้ายแสงดาวกระจัดกระจายไปทั่ว 
  โอ.....โลกแห่งความมืดมิดนี้ก็สวยไปอีกแบบ
  แต่ฉันไม่ต้องการ
เสียงคุณหมอพูดเบาๆว่า เสร็จแล้ว 
 อย่าเปิดตาเป็นอันขาด 
 จนกว่าจะถึงวันพรุ่งนี้มาหาหมอ 
 หมอจะเป็นผู้เปิดตาให้เอง
สำหรับยาหยอดตาที่จะให้ไปในวันนี้นั้น
ก็ไม่ต้องหยอดตาใดๆทั้งสิ้น 
 เพราะหมอจะเปิดและหยอดให้ในวันพรุ่งนี้เช่นกัน
อะไรกันนี่...เสร็จแล้วหรือ ง่ายๆ ไม่รู้สึกเจ็บปวด 
 ไม่รู้สึกตึงรอบตา ไม่รู้สึกใดๆ
นอกจากโดนปิดตาจนมองไม่เห็นเท่านั้นเอง
ไม่น่ากลัวเลยสักนิด 
  คิดเพ้อเจ้อจินตนาการไปต่างๆนาๆ จนจิตเกือบตก 
 แต่ถึงอย่างไรการผ่าตัดก็สำเร็จไปด้วยดี
ยังคงเหลือว่าต่อจากนี้ไปจะเป็นเช่นไรก็เท่านั้น 
  เพราะขณะนี้ฉันมีสภาพเปรียบเสมือนโมเช่ดายัน 
 ตาข้างเดียวแถมมีฝาครอบอีกด้วย










ฉันรู้สึกว่าได้มีการแกะเทปที่ปิดคิ้ว 
 ปิดขนตาทั้งบนล่างออก
   พยาบาลได้เปิดเสื้อคลุมหน้า เมื่อฉันลืมตาขึ้น
ก็เห็นว่าไฟที่ส่องหน้าได้ถูกดับลงแล้ว 
 ส่วนตาข้างที่หมอผ่าตัดยังคงมืดมิด
เพราะโดนปิดด้วยผ้ากรอส
  และครอบตาไว้ด้วยพลาสติกเจาะรู
พยาบาลได้นำเสื้อพลาสติกที่คลุมร่างฉันออก 
  แล้วค่อยๆพยุงให้ฉันลุกขึ้นนั่งบนเตียงให้หายงงสักพัก
จึงให้ลุกเดินออกจากห้องผ่าตัดได้
ฉันเดินออกมาได้พบกับหมอที่ทำการผ่าตัดให้ 
 อดไม่ได้ที่จะถามคุณหมอว่า 
 คุณหมอผ่าตัดตาต้อกระจกฉันด้วยวิธีใด
คุณหมอบอกว่าใช้วิธีการยิงเลเซอร์ 
  เพราะเป็นแบบใหม่และปลอดภัยที่สุด 
 คุณหมอยังชมฉันอีกว่า
ให้ความร่วมมือในการผ่าตัดดีมาก
เพราะตลอดเวลาฉันไม่กรอกตาไปมาเลย
  เพ่งมองแต่ดวงไฟ
ตามขั้นตอนที่พยาบาลได้แนะนำไว้ตลอดเวลา
จะมีบางครั้งที่คุณหมอสั่งให้มองซ้าย มองขวา 
 มองบน มองล่าง ระหว่างใส่เลนส์ตาเท่านั้น
ซึ่งฉันก็ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
 ฉันแจ้งให้คุณหมอทราบว่า การผ่าตัดต้อกระจกในครั้งนี้
ฉันจะนำไปเขียนเล่าให้แฟนๆของฉัน
ได้รับรู้ถึงความรู้สึกของคนไข้ที่กำลังถูกผ่าตัดต้อกระจก
และเปลี่ยนเลนส์ตาใหม่
มันไม่น่ากลัวเลยสักนิด และไม่เจ็บด้วย
เพราะคุณหมอมือเบามาก 
 เอ...หรือจะเป็นพราะยาชายังไม่หมดฤทธิ์
หรือพิษของยาพาราเซตามอลยังกระจัดกระจายในกายอยู่ 
  หรือไม่ก็เป็นเพราะฉันซึ่งเคยได้ชื่อว่า
เป็นคนไข้ไร้สำนึกกันแน่
คุณหมอเห็นด้วยกับฉัน
ที่จะนำเรื่องนี้ไปเขียนให้คนอ่าน
   เพื่อคนที่เป็นต้อกระจกจะได้ไม่กลัว
และไม่เพิกเฉยต่อตนเอง
ฉันกล่าวคำขอบคุณคุณหมอ
ที่ช่วยผ่าตัดตาต้อกระจกให้ในครั้งนี้ และกล่าวคำลา
เดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเดินทางกลับบ้าน


เอาละวันนี้พอแค่นี้ก่อน 
 ตอนต่อไปฉันจะเล่าถึงผลข้างเคียง
หลังจากผ่าตัดต้อกระจกมาแล้ว
และต้องใช้ชีวิตเป็นแม่เสือสาวตาข้างเดียว
อยู่เป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนเต็ม 
 ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับฉันบ้าง
สำหรับวันนี้ต้องพักยกชั่วคราว 
  เพราะดวงตายังต้องได้รับการทนุถนอม
เหมือนสาวแรกรุ่นอยู่ แล้วพบกันใหม่นะจ๊ะ บาย........







Create Date : 22 ตุลาคม 2556
Last Update : 30 ตุลาคม 2557 11:16:18 น.
Counter : 873 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#15



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ