Group Blog
All Blog
### มารู้จักโรคเริมกันเถอะ ###




โรคเริม ที่ควรรู้จักไว้









โรคเริมเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์

ตำแหน่งที่พบบ่อย คือบริเวณริมฝีปาก และอวัยวะเพศ

เริมบริเวณริมฝีปาก

ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส แสบและคันเล็กน้อย

ตุ่มน้ำใสนี้จะแตกออกง่ายแล้วตกสะเก็ดหายไป

ในเวลาประมาณ 7 – 10 วัน

ก่อนจะเกิดตุ่มน้ำใส อาจมีอาการตึงๆ ร้อนวูบวาบริมฝีปาก

ผู้ป่วยบางรายอาการครั้งแรกจะรุนแรง มีแผลตุ่มน้ำใสจำนวนมาก

มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโตได้ หลังจากอาการหายแล้ว

เชื้อไวรัสจะหลบซ่อนภายในปมประสาท ต่อมาเมื่อร่างกายอ่อนแอ

 มีอารมณ์เครียด ถูกแสงแดด ฯลฯ เชื้อไวรัสนี้

จะออกจากปมประสาทมายังบริเวณที่เคยมีอาการติดเชื้อครั้งแรก

ทำให้โรคเป็นๆหายๆอยู่บ่อยๆ โดยทั่วไปการติดเชื้อเริมมักไม่รุนแรง

แต่ในคนที่มีภูมิต้านทานต่ำกว่าปกติ

เช่น คนที่กำลังได้รับยา รักษาโรคมะเร็ง หรือฉายรังสี เป็นต้น

อาการที่เป็นรุนแรงได้

การปฏิบัติตน

เมื่อเกิดอาการครั้งแรกในระยะตุ่มน้ำใส ควรรีบปรึกษาแพทย์

เพื่อการวินิจฉัยถูกต้องแน่นอน

ซึ่งอาจได้รับยาที่ช่วยให้อาการระยะเฉียบพลันดีขึ้น

รักษาความสะอาดของร่างกาย รวมทั้งล้างมือให้สะอาดทันที

หลังจากจับต้องแผล เพราะอาจนำเชื้อไปสู่ส่วนอื่นของร่างกายได้

หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น เช่น การจูบ ใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน

โดย เฉพาะกับเด็กเล็ก หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ

เพราะมีโอกาสติดเชื้อง่าย

เริมบริเวณอวัยวะเพศ

เกิดจากการมีเพศสัมพันธุ์กับผู้ที่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน

หรือกำลังมีอาการของโรคนี้อยู่ อาการเริ่มแรกจะมีตุ่มน้ำพองใสเป็นกลุ่ม

 มีอาการปวดแสบและคันมาก ต่อมาตุ่มน้ำจะแตกออกเป็นแผล

เมื่อแผลหายแล้วเชื้อไวรัสยังคงหลบซ่อนในปมประสาท

และโรคจะกลับมาเป็นอีกเมื่อมีปัจจัยส่งเสริมบางอย่าง

เช่น ความเครียด ภาวะขาดสารอาหาร แสงแดด

การเสียดสีของผิวกับเสื้อผ้า เช่นกางเกงคับๆเป็นต้น

หลายครอบครัวหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นที่อวัยวะเพศ

ก็จะเกิดความเครียด คิดมาก ว่าไปติดใครมา เป็นปัญหาใหญ่ได้

 ขอให้คิดในแง่ดีไว้ก่อนนะคะ เพราะไม่ว่าสามีหรือภรรยาเป็นก่อน

โดยที่อีกฝ่ายไม่เป็นนั้น อย่าคิดในแง่ลบสงสัยว่าไปนอนกับใครมาแน่ๆ

จะยิ่งเพิ่มความเครียดมากขึ้นไปอีก แค่เครียดว่าเป็นโรคเริมก็มากอยู่แล้ว

ควรคิดแง่บวกบ้างว่า ไปติดไปสัมผัสมาจากที่สาธารณ เช่น โถส้วม

ชักโครกผู้หญิงที่เป็นเริมมานั่งแล้วไปนั่งต่อโดยไม่ได้เช็ด

หรือจากเพื่อนที่เป็นเริมแล้วใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้ว ช้อน

ซึ่งเพื่อนที่เป็นก็อาจไม่ทราบว่าเริมเป็นโรคติดต่อ

ดังนั้นต้องพูดบอกเพื่อนให้ระวังช่วงที่เป็นด้วยไม่ให้แพร่เชื้อไปติดผู้อื่น

ที่ควรระวังมากที่สุดคือ ผู้หญิงที่เป็นเริมที่อวัยวะเพศแล้วคิดจะมีบุตร

 ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตั้งครรภ์ หรือกำลังตั้งครรภ์อยู่

จะได้ทราบวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับเด็กในครรภ์

และเด็กเล็กๆ ใครเห็นก็อยากอุ้ม อยากกอด อยากหอม อยากจูบ ฯ

พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ฯ บางคนก็ไม่ได้ระวังสังเกตผู้ที่จะอุ้มลูก-หลาน ฯ

เป็นเริมที่ปาก มาหอม จูบเด็กเล็กๆ ก็อาจติดเริมได้

บางครอบครัวเป็นกันหลายคนเพราะไม่ทราบว่าเริม เป็นโรคติดต่อ

 ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับเชื้อมา ไม่ทราบเลยว่า เริมมาอยู่ในร่างกายได้อย่างไร

เมื่อมันมาอยู่แล้วอยู่ตลอดชีวิตเสียด้วย หลบซ่อนในปมประสาท

สิ่งที่ดีที่สุด คือหลีกเลี่ยง ส่งเสริม สิ่งที่ทำให้มันขึ้นมาปรากฏบนผิว

ไม่ให้มันขึ้นบ่อย และต้องยอมรับมันให้ได้ (ทั้งๆที่ไม่ต้องการ)

คนใกล้ตัวต้องให้กำลังใจกัน ช่วยกันรักษา

และไม่ให้ติดต่อมาถึงตัวผู้ที่ยังไม่เป็น

ขอบคุณข้อมูลจาก รศ.พญ. ณัฏฐา รัชตะนาวิน

หน่วยตรวจโรคผิวหนัง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

#RamaChannel







Create Date : 19 เมษายน 2557
Last Update : 21 เมษายน 2557 10:36:40 น.
Counter : 1390 Pageviews.

0 comment
### ภัยร้ายจากโรคไวรัส เอส พี วี ทีใกล้ตัว ###


โรคไวรัสเอสพีวี











ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย

ร่วมมือกับหน่วยไวรัสวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ลงสนามเก็บตัวอย่างจากสิ่งแวดล้อม

เพื่อนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวีในที่สาธารณะ

ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งปากมดลูก

 หูดหงอนไก่ มะเร็งองคชาต และมะเร็งทวารหนัก

ศ.ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าหน่วยไวรัสวิทยา

 ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

เปิดเผยว่า “ได้ทำการเก็บ 100 ตัวอย่างจากสิ่งแวดล้อม

โดยใช้สำลีปราศจากเชื้อชุบน้ำยาตรวจหาไวรัสเอชพีวี

 เช็ดถูบริเวณต่างๆ อาทิ บริเวณราวบันไดเลื่อน ปุ่มกดลิฟต์

ลูกบิดประตูห้องน้ำ ก๊อกน้ำที่อ่างล้างมือ ก้านกดชักโครก

 ที่รองนั่งโถส้วม เพื่อตรวจจับเชื้อไวรัสเอชพีวี

ภายในห้างสรรพสินค้า โรงเรียนกวดวิชา สนามเด็กเล่น

 โรงพยาบาล สถานีบริการน้ำมัน สถานบันเทิง (ผับ)

รถไฟฟ้า และรถประจำทาง จากการสำรวจ

พบเชื้อไวรัสเอชพีวีได้ถึง 4 ตัวอย่าง

หรือคิดเป็นร้อยละ 4 ที่ด้ามกดชักโครกในห้องน้ำหญิง

 ในโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่งจากจำนวน 3 แห่งที่จัดเก็บตัวอย่าง

 ก๊อกน้ำล้างมือที่ติดกับอ่างล้างมือในห้องน้ำชาย

 ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งจากจำนวน 4 แห่งที่จัดเก็บ

ที่รองนั่งโถส้วมในห้องน้ำหญิงจากสถานบันเทิง (ผับ) แห่งที่ 1

และที่รองนั่งโถส้วมในห้องน้ำชายจากสถานบันเทิง (ผับ) แห่งที่ 2

จากจำนวน 3 แห่งที่จัดเก็บ”

ด้าน ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์

แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “จากการสำรวจพบว่า

 สถานที่ที่สามารถตรวจพบเชื้อไวรัสเอชพีวีมักเป็นที่เย็น ชื้น

 และไม่มีแสงแดด (uv) ส่องเข้าถึง ซึ่งสอดคล้องกับ

กลุ่มคนที่เข้าไปในสถานบันเทิงที่เป็นกลุ่มวัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ตอนต้น

 ซึ่งอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ เป็นกลุ่มที่มีการติดต่อ

และแพร่เชื้อไวรัสเอชพีวีสูงสุด

โดยตรวจพบกลุ่มของไวรัสเอชพีวีสายพันธุ์ที่ก่อโรคคือ

สายพันธุ์ (type) 6, 11, 16, 18 และอื่นๆ

การสำรวจครั้งนี้ไม่ได้ต้องการให้ทุกคนตระหนกตกใจว่า

เข้าห้องน้ำสาธารณะแล้วจะติดเชื้อไวรัสเอชพีวี

แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยใกล้ตัวให้เกิดการป้องกันเบื้องต้น

ได้แก่ การล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง

 เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคที่อาจจะติดมาโดยไม่รู้ตัว

นอกจากนี้สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกโดยลดพฤติกรรมเสี่ยง

ตรวจคัดกรองเพื่อตรวจหาความผิดปกติที่ปากมดลูก

(เพื่อให้การรักษาก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก)

หรือฉีดวัคซีนป้องกันร่วมด้วย ปัจจุบันมีวัคซีนเอชพีวี

แนะนำให้ฉีดในเด็กผู้หญิงก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก

ช่วงอายุ 11-12 ปี จำนวน 3 เข็ม เมื่อฉีดครบ 3 เข็ม

 คาดการณ์ว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้อย่างน้อย 30 ปี

โดยไม่ต้องฉีดกระตุ้น และในบางประเทศ

มีการฉีดวัคซีนให้ในเด็กผู้ชายด้วย”

ในฐานะคุณแม่ลูก 3 ปัทมน (อดิเรกสาร) สุริยะ กล่าวว่า

“ครอบครัวของบัวให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพเป็นอย่างมาก

ยิ่งตอนนี้บัวมีลูกสาว 3 คน คนโตเป็นฝาแฝดอายุ 5 ขวบ

 คนเล็กอายุ 3 ขวบ ยิ่งต้องให้ความสำคัญทั้งลูกและตัวเองมากขึ้น

 เมื่อถึงเวลาที่ลูกต้องฉีดวัคซีนก็ต้องรีบไปฉีดให้ครบตามกำหนด

 อย่างตัวเองหลังคลอดลูกมาก็ต้องไปตรวจภายในตามหมอนัด

เป็นประจำไม่เคยขาด และยิ่งมารู้ว่าพบเชื้อไวรัสเอชพีวี

ในห้องน้ำสาธารณะแบบนี้ เรายิ่งเป็นห่วงมากขึ้น

 แต่บัวจะสอนลูกเสมอว่าเข้าห้องน้ำทุกครั้งต้องล้างมือให้สะอาด

ซึ่งตอนนี้เขาก็ติดนิสัยล้างมือไปแล้ว

และคิดว่าเมื่อลูกอายุถึงเกณฑ์คงต้องพาลูกๆ ไปฉีดวัคซีน

เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน”

ขอบคุณข้อมูลจาก ศ.ดร.วสันต์ จันทราทิตย์

หัวหน้าหน่วยไวรัสวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

#RamaChannel







Create Date : 11 เมษายน 2557
Last Update : 17 เมษายน 2557 17:47:33 น.
Counter : 799 Pageviews.

0 comment
### ปัสสาวะเป็นเลือด ###


ปัสสาวะเป็นเลือด










ภาวะปัสสาวะเป็นเลือด คือ

การมีเม็ดเลือดแดงปนออกมาในปัสสาวะ

 แบ่งเป็น 2 ชนิด

ชนิดแรกปัสสาวะเป็นเลือด

ที่สามารถสังเกตุเห็นด้วยตาเปล่า

ซึ่งอาจจะมองเห็นสีของปัสสาวะ

เปลี่ยนไปเป็นสีแดง ชมพู

 หรือดำคล้ำคล้ายสีโค้ก

ส่วนชนิดที่สองคือปัสสาวะที่มีเม็ดเลือดแดงปน

ตรวจพบได้จากกล้องจุลทรรศน์

ซึ่งผู้ป่วยจะเห็นลักษณะของปัสสาวะเป็นปกติ

เลือดออกในปัสสาวะทั้งสองกรณี

มีความสัมพันธ์กับโรคทางอายุรกรรม

และศัลยกรรมหลายๆโรค

ดังนั้นจึงมีความจำเป็น

ที่ผู้ป่วยควรจะได้รับการตรวจรักษาอย่างละเอียด



เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

เมื่อสังเกตุพบสีของปัสสาวะผิดปรกติไป

หรืออาจจะมีอาการอื่นๆข้างต้นร่วมมาด้วย

การมีเลือดออกในระบบทางเดินปัสสาวะ

ถือว่าเป็นภาวะเร่งด่วนฉุกเฉิน

ที่ควรจะได้รับการตรวจวินิจฉัยและทำการรักษา

ภาวะเลือดออกในทางเดินปัสสาวะ

 พบได้ในโรคที่มีความรุนแรงน้อยไป

จนถึงความรุนแรงมาก เช่นโรคมะเร็ง

แต่การที่สีของปัสสาวะที่ผิดปรกติไปนั้น

อาจจะมาจากสาเหตุอื่นๆ

ที่ไม่ใช่เลือดออกได้ เช่น

การรับประทานยาบางชนิด

อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีเข้มเป็นต้น

การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

จากแพทย์เฉพาะทาง

จะสามารถแยกโรคได้

สาเหตุ ของการมีปัสสาวะเป็นเลือด

เกิดจากการที่มีรอยโรคได้ตั้งแต่ เนื้อไต

กรวยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ

ต่อมลูกหมากในผู้ชายและ ท่อปัสสาวะ



โรคที่พบบ่อยๆเรียงตามลำดับ คือ

- การอักเสบติดเชื้อในท่อปัสสาวะ

และกระเพาะปัสสาวะ
- กรวยไตอักเสบ
- นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
- ต่อมลูกหมากโต ต่อมลูกหมากอักเสบ

และมะเร็งต่อมลูกหมาก
- มะเร็งไต ท่อไตและกระเพาะปัสสาวะ



ลักษณะของเลือดที่ออกจะแตกต่างกันออกไป

ที่พบบ่อยๆคือ

เลือดสีแดงสดในขณะเริ่มปัสสาวะ จะสัมพันธ์กับ

การมีท่อปัสสาวะฉีกขาดจากอุบัติเหตุต่างๆ

หรือจากการติดเชื้อรุนแรงของท่อปัสสาวะ

ซึ่งมักจะมีหนองร่วมด้วย

เลือดแดงสดออกในช่วงท้ายของการปัสสาวะ

มักพบรอยโรคที่กระเพาะปัสสาวะ

หรือต่อมลูกหมาก

เช่น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ

 มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ

 ต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมาก

นอกจากนั้นการอักเสบของอวัยวะดังกล่าว

ก็เป็นสาเหตุได้เช่นกัน

เลือดออกตลอดการปัสสาวะ

มักเกิดจากเนื้อไต กรวยไต ท่อไต

หรือเลือดออกมากๆในกระเพาะปัสสาวะก็เป็นได้

โรคที่เป็นสาเหตุเช่น นิ่ว มะเร็ง

และการติดเชื้อเป็นต้น

หากมีอาการอื่นๆร่วมด้วย

ก็จะทำให้การตรวจแยกโรคชัดเจนยิ่งขึ้น

 อาการที่มักพบร่วมกับการปัสสาวะเป็นเลือด

ที่พบบ่อยคือ อาการปวด ไข้ น้ำหนักลด

และการปัสสาวะแสบขัด ลำบาก



การตรวจวินิจฉัย

นอกจากการซักประวัติ

และตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว

ก็จะต้องทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

 เริ่มจากการตรวจปัสสาวะ

ด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อยืนยัน

และหาลักษณะของการอักเสบร่วมด้วย

 การถ่ายภาพเอ็กซเรย์ไต

การอัลตร้าซาวด์ การเอ็กซเรย์ฉีดสี

การเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์

และการส่องกล้องระบบทางเดินปัสสาวะ

ก็จะสามารถทำการแยกโรคได้

การรักษาปัสสาวะป็นเลือดนั้นก็ขึ้นอยู่กับสาเหตุ

หากเกิดจากการติดเชื้อ

ให้การรักษาโดยยาปฏิชีวนะ,

นิ่วในทางเดินปัสสาวะสามารถรักษาได้โดย

การรับประทานยา  การสลายนิ่วและการผ่าตัด

 ส่วนโรคมะเร็งของระบบทางเดินปัสสาวะนั้น

การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะของโรค

หากผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในทางเดินปัสสาวะ

และได้ทำการตรวจอย่างละเอียดแล้ว

ไม่พบความผิดปรกติ ก็ไม่จำเป็นต้องทำการรักษา

ให้ทำการติดตามเฝ้าระวังเป็นระยะต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก

สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทย

ในพระบรมราชูปถัมภ์

#RamaChannel






Create Date : 09 เมษายน 2557
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2557 9:34:15 น.
Counter : 2687 Pageviews.

1 comment
### สิ่งที่ควรรู้เมื่อเป็นโรคไซนัสอักเสบ ###


โรคไซนัสอักเสบ










สิ่งที่ควรรู้เมื่อเป็น โรคไซนัสอักเสบ?

โรคไซนัสอักเสบเป็นหนึ่งในโรคของ

ระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่พบบ่อย หลายคนเมื่อเป็นไข้หวัดธรรมดา

ก็มักจะกังวลว่าตนเองจะป่วยเป็นโรคไซนัสอักเสบ

หรือบางคนเมื่อเคยเป็นแล้วก็คิดว่าจะเป็นโรคประจำตัว

 เป็นแล้วต้องเป็นใหม่ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด

โรคไซนัสอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อในโพรงจมูก

และลุกลามเข้าไปในโพรงไซนัส ส่วนใหญ่มักเกิดจากเชื้อไวรัสหวัดทั่วไป

ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักจะหายได้เอง

แต่ในบางครั้งอาจมีเชื้อแบคทีเรียติดมา ทำให้โรคไม่หายเอง

หรือเป็นนานและอาการจะรุนแรงมากขึ้น

ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

 และโรคมักหายขาดได้เองหลังทำการรักษา

โดยที่อาจไม่กลับมาเป็นอีก หรือเป็นใหม่ได้อีก

 เหมือนเช่นการเป็นหวัด เจ็บคอทั่วๆ ไป

ลักษณะอาการและความรุนแรงของไซนัสอักเสบ

 โรคไซนัสอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียมักมีอาการ

คัดแน่นจมูก มีน้ำมูกหรือเสมหะลงคอสีเหลืองหรือเขียว

ปวดบริเวณใบหน้าตามโหนกแก้ม หัวตา หรือระหว่างคิ้ว

การได้กลิ่นลดลง โดยมีอาการเกิน 10 วัน

หรือมีอาการแย่ลงใน 5 วันหลังเริ่มเจ็บป่วย ควรจะมาพบแพทย์

 อาจแบ่งโรคออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มเฉียบพลันและเรื้อรัง

โดยทั้งสองกลุ่มมีอาการเหมือนดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

แต่กลุ่มเฉียบพลันจะมีอาการมาน้อยกว่า 12 สัปดาห์

และกลุ่มเรื้อรังมีอาการมาเกินกว่า 12 สัปดาห์

ซึ่งการรักษาจะมีความแตกต่างกัน

กลุ่มเสี่ยงที่สำคัญที่พบมาก ได้แก่ กลุ่มที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง

เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

อยู่ระหว่างการทำเคมีบำบัด ภาวะขาดภูมิคุ้มกันตั้งแต่กำเนิด เป็นต้น

โรคไซนัสอักเสบส่วนใหญ่ไม่ได้มีสาเหตุจากพันธุกรรม

มีเพียงบางโรคซึ่งพบได้ยากมากในประเทศไทย

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้อาจทำให้ผู้ป่วยบางคนเข้าใจผิด

หรือสับสนว่าตนเองเป็นโรคไซนัสอักเสบได้

ควรจะพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยแยกโรคให้ถูกต้อง

ปัจจุบันยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่าผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้

เกิดจากโรคไซนัสอักเสบได้บ่อยกว่าคนที่ไม่ได้เป็นภูมิแพ้หรือไม่

แต่การสูบบุหรี่นั้นทำให้การทำงานของเยื่อบุในโพรงไซนัส

ทำงานบกพร่องได้

วิธีการรักษาในปัจจุบัน และยาที่ใช้ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า

 โรคไซนัสอักเสบในกลุ่มเฉียบพลัน ถ้ามีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส

โรคมักหายได้เอง แต่กลุ่มที่ติดเชื้อแบคทีเรีย ควรจะพบแพทย์

 โดยแพทย์หู คอ จมูก จะทำการตรวจในช่องจมูก

ช่องด้านหลังโพรงจมูก หรือทำการส่องกล้องเข้าไปตรวจ

ช่องโพรงจมูกและไซนัส ซึ่งไม่เจ็บปวด

เพื่อทำการวินิจฉัยที่ถูกต้อง นอกจากนี้พบว่าแพทย์ทั่วไป

ที่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคไซนัส มักให้ผู้ป่วยทำการเอกซเรย์

เพื่อวินิจฉัยโรคไซนัสอักเสบ ซึ่งการตรวจวิธีนี้ไม่มีความแม่นยำ

และทำให้เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

สำหรับการรักษาคือให้ยาปฏิชีวนะ

หรืออาจให้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูกร่วมด้วย

โดยไม่จำเป็นต้องทำการล้างจมูก

ส่วนกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรังนั้นจำเป็นที่จะต้องตรวจโดยละเอียด

โดยเฉพาะการส่องกล้องในโพรงจมูกและไซนัส

เพื่อตรวจหาสาเหตุโดยเฉพาะเนื้องอก

และการรักษาจะแตกต่างจากกลุ่มโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่พบ

ปัจจุบันผู้ป่วยเมื่อป่วยเป็นไข้หวัดทั่วไป

หรือเป็นโรคไซนัสอักเสบจากเชื้อไวรัส มักไปซื้อยารับประทานเอง

 โดยเฉพาะยาแก้อักเสบที่ชาวบ้านชอบใช้

เรียกกันในทางการแพทย์คือยาปฏิชีวนะ

ทำให้เกิดการใช้ยาโดยไม่จำเป็นและทำให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยา

ทำให้การรักษายากมากขึ้น และค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้น

 จึงไม่แนะนำให้ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง

โอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนใดๆ นั้น

โรคไซนัสอักเสบอาจมีผลแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง

ที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น โรคอาจมีการลุกลามเข้าตา

ทำให้เกิดหนองที่ตา และทำให้ตาบอดได้

หรืออาจมีการลุกลามเข้าสมองทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

หรือฝีในสมองทำให้พิการและเสียชีวิตได้

ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อทราบว่าเป็นไซนัสอักเสบ

 เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีอาการข้างต้นในช่วงแรกๆ

อาจรอสังเกตอาการไปก่อนได้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

 ดื่มน้ำมากๆ หาก 5 วัน แล้วอาการแย่ลง หรือไม่หายภายใน 10 วัน

ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง


ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โดย นพ.บุญสาม รุ่งภูวภัทร ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

#RamaChannel






Create Date : 09 เมษายน 2557
Last Update : 10 เมษายน 2557 10:19:05 น.
Counter : 5325 Pageviews.

0 comment
### มารู้จักโรคเอ็มเอสกันดีกว่า ###


โรคเอ็มเอสคือโรคอะไรเพิ่งเคยได้ยิน










"โรคเอ็มเอส" การมองเห็นผิดปกติ ร่างกายชา แขนขาอ่อนแรง

แม้ในบ้านเราจะพบ “โรคเอ็มเอส” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513

แต่เชื่อเถอะว่าคุณผู้อ่านหลายท่านคงจะยังไม่รู้จักกับโรคนี้

ว่าคนที่เป็นมีอาการอย่างไร ใครบ้างที่เป็น

และเมื่อเป็นแล้วจะมีวิธีการรักษาอย่างไร

ผศ.นพ. สุพจน์ ตุลยาเดชานนท์ หัวหน้าหน่วยประสาทวิทยา

ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์

โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

อธิบายว่า โรคเอ็มเอส หรือ Multiple Sclerosis

เป็นโรคของระบบประสาทส่วนกลาง

ซึ่งระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วย สมอง ไขสันหลัง

และเส้นประสาทตา โรคนี้พบมากในคนอายุน้อย วัยหนุ่มสาว

 หรือวัยทำงาน โดยพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร

 แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นผลเกี่ยวข้องกับการทำลายส่วนของระบบประสาท

จากภูมิต้านทานของตัวเอง โดยที่ในผู้ป่วยบางรายพบว่า

 มีอาการของโรครุนแรงขึ้นหลังจากติดเชื้อไวรัส

จึงมีสมมุติฐานที่ว่า ในผู้ป่วยกลุ่มนี้แทนที่ภูมิต้านทาน

จะไปเล่นงานเชื้อโรคอย่างเดียว กลับไปทำลาย

ปลอกหุ้มเส้นประสาทของตัวเองด้วย


ลักษณะของการเกิดโรคเอ็มเอส

เริ่มจากมีการอักเสบและมีการทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาท

ถ้าเป็นรุนแรง เส้นประสาทอาจถูกทำลายไปด้วย

 ในระยะเริ่มต้นส่วนมากคนไข้จะมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ

โดยกลับมาเป็นซ้ำอีกในตำแหน่งที่ต่างกัน

เช่น บางคนเป็นครั้งแรกที่ตา ต่อมาเป็นที่ไขสันหลัง

ต่อมาเป็นที่เนื้อสมอง ในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรัง

หลังจากเกิดโรคเอ็มเอส แต่ละครั้ง

ประสิทธิภาพการนำสัญญาณของเส้นประสาทจะลดลง

โดยจะสะสมความพิการและความบกพร่องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

อาการของโรคเอ็มเอสจะหลากหลายมาก

ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดรอยโรค เช่น เกิดที่เส้นประสาทตา

การมองเห็นของคนไข้อาจผิดปกติ แย่ลง

ถ้าเป็นที่ไขสันหลังหรือสมอง อาจมองเห็นเป็นภาพซ้อน

มีอาการชาครึ่งตัว แขนขาอ่อนแรง หรือปัสสาวะไม่ออก

 ขึ้นอยู่กับว่าเกิดที่สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมส่วนไหนของร่างกาย

 ถ้าเป็นที่สมองส่วนกลางที่ควบคุมการทรงตัว

คนไข้อาจมีอาการหัวหมุน หรือวิงเวียนศีรษะได้

แต่มักมีอาการอื่นร่วมด้วย

ในการวินิจฉัยโรคนี้ กรณีที่คนไข้มีอาการอย่างหนึ่งอย่างใด

และมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แพทย์จะทำการซักประวัติ

และตรวจร่างกายอย่างละเอียด หากสงสัยว่าเป็นโรคเอ็มเอส

อาจตรวจหาความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง

ด้วยเครื่องสร้างภาพสมองด้วยสนามแม่เหล็กแรงสูง

 หรือเอ็มอาร์ไอ หรือการตรวจวิเคราะห์น้ำไขสันหลัง

เมื่อวินิจฉัยว่าคนไข้เป็นโรคเอ็มเอส วิธีการรักษาส่วนใหญ่ คือ

การให้ยาสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบ

และคอยระวังไม่ให้มีอาการแทรกซ้อนเกิดขึ้น ภายหลังการรักษา

 ถ้าคนไข้หายดีก็แล้วไป แต่ถ้ายังหายไม่เป็นปกติ

อาจต้องทำกายภาพบำบัดเพิ่มเติม

เนื่องจากโรคนี้รักษาไม่หายขาด คนที่เคยเป็นแล้ว

อาจกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ

และลดความรุนแรงของโรค คนไข้ควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น

ที่ทำให้เกิดอาการซ้ำ เช่น ถ้ารู้ว่าไวรัสอาจเป็นต้นเหตุทำให้อาการกำเริบ

ก็ต้องป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นหวัด

โดยควรหลีกเลี่ยงเข้าไปในสถานที่ที่อาจทำให้ติดหวัด

 ขณะเดียวกันคนไข้อาจได้รับการฉีดยาปรับภูมิคุ้มกัน

แต่เนื่องจากปัจจุบันยาดังกล่าวยังมีราคาแพง

และมีผลลดหรือชะลอการเกิดซ้ำ ดังนั้น

การฉีดยาเพื่อหวังผลที่จะลดความรุนแรงของโรคในระยะยาว

 แพทย์คงจะต้องอธิบายกับผู้ป่วย และพิจารณาในคนไข้เป็นราย ๆ ไป.

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.นพ. สุพจน์ ตุลยาเดชานนท์

หัวหน้าหน่วยประสาท วิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

# Rama Channel








Create Date : 09 เมษายน 2557
Last Update : 11 เมษายน 2557 10:27:22 น.
Counter : 1320 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ