Group Blog
All Blog
### โรคข้ออักเสบ "พาลินโดรมิค " ###
















พอเห็นชื่อ หลายคนคงจะนึกว่า

มีโรคแปลกใหม่อะไรเกิดขึ้นอีกหรือ

 จริงๆ แล้วมีโรคจำนวนไม่น้อย

ที่คนทั่วไปอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน

เพราะไม่ได้มีการกล่าวถึง จะรู้เฉพาะแพทย์

 ผู้รักษากับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้

ยกตัวอย่าง เช่น โรคเอสแอลอี

ถ้าไม่ใช่เพราะมีนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง

อย่างคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์

 มาป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคแพ้ภูมิตนเองชนิดหนึ่ง

ที่เรียกโรค เอสแอลอี (SLE) ที่ย่อมาจากคำว่า

Systemic Lupus Erythematosus

คนไทยส่วนมากก็ยังไม่รู้จักโรคนี้

ทั้งๆ ที่มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้อยู่จำนวนไม่น้อย

โรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

โดยเฉพาะกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง

หรือที่เรียกว่ากลุ่มโรค autoimmune disease

เป็นกลุ่มโรคที่มีสมาชิกเป็นโรคหลายๆ โรค

ที่มีสาเหตุการเกิดมาจาก

การทำงานผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

ของร่างกายที่เกิดผิดปกติ

จนจำอวัยวะหรือร่างกายของตัวเองไม่ได้

จึงเกิดเป็นโรคขึ้น

อาการหนึ่งที่มักจะพบได้เสมอ

ในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเองเหล่านี้คือ

 อาการปวดข้อ หรือมีข้ออักเสบ

โรคบางโรคก็จะมีอาการอักเสบ

ของข้อต่างๆ เด่นชัดมาก

 เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

บางโรคอาการทางข้อจะเกิดร่วมด้วย

เป็นส่วนหนึ่งของการอักเสบของอวัยวะต่างๆ

ที่เกิดขึ้นเท่านั้น เช่น โรคเอสแอลอี

แต่โรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค

 (Palindromic Rheumatism)

ที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นโรคหนึ่งที่มีอาการปวดข้อ

 ข้ออักเสบเด่น แต่ไม่ได้เป็นตลอดเวลา

 แต่จะมีข้ออักเสบ หรือปวดข้อ เป็นๆ หายๆ

ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นลักษณะที่แปลกและน่าสนใจ

มีผู้ป่วยคนหนึ่งเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 35 ปี

 มีอาการปวดข้อนิ้วมือ

ข้อมือ มีข้อนิ้วมือบวม อาการปวดบวมข้อนี้

จะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วัน

แล้วอาการปวดบวมจะหายไป

ตอนที่ไม่มีอาการจะปกติดีทุกอย่างเหมือนคนธรรมดา

 อาการ ดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นประมาณ 1 ครั้ง

 ในช่วงเวลา 1-2 เดือน

แต่บางเดือนก็เป็นเดือนละ 2 ครั้ง

สังเกตว่าช่วงไหนที่มีงานมาก

ต้องอดนอน ทำงานหนัก

หรือมีเรื่องเครียดไม่สบายใจ

อาการนี้จะเกิดบ่อยครั้งขึ้น

ผู้ป่วยมีอาการแบบนี้มาประมาณ 3-4 ปีแล้ว

ที่เล่ามานี้เป็นตัวอย่างของผู้ป่วย

โรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค

 ซึ่งโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิคนี้

เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง

ที่พบได้บ่อยในคนประมาณ 100-1,000 คน

ที่เป็นโรคข้อจะมีคนเป็นโรคนี้ประมาณ 1 คน

คนไทยป่วยเป็นโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค

มากกว่าฝรั่งในยุโรป

หรือประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่ปัญหาคือโรคข้ออักเสบพาลินโดรมิค

เป็นโรคที่แพทย์ทั่วไปส่วนมากไม่รู้จัก

และให้การวินิจฉัยไม่ถูกต้อง

 ดังนั้นผู้ป่วยจำนวนมาก

จึงไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง

และไม่ได้รับการรักษา

หรือคำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

ภาควิชาอายุรศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

#RamaChannel







Create Date : 15 กรกฎาคม 2557
Last Update : 1 ตุลาคม 2561 18:41:56 น.
Counter : 697 Pageviews.

0 comment
### โรคอัลไซเมอร์ ในผู้สูงอายุ ###





โรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ









โรคอัลไซเมอร์ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรก

เมื่อปี ค.ศ. 1906

โดยนายแพทย์ Alois Alzheimer ชาวเยอรมัน

อัลไซเมอร์เกิดจากการตายของเซลล์ประสาท

ที่ไม่มีการสร้างเซลล์ใหม่มาทดแทน

จึงทำให้เซลล์สมองค่อยๆ เสื่อมลง

จนมีผลกระทบต่อการรับรู้ต่างๆ

จากผลการศึกษาในต่างประเทศพบว่า

ในกลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปี

จะพบผู้ที่ทีอาการสมองเสื่อมคิดเป็น 1%

 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ 5 ปี นั่นคือยิ่งอายุมากขึ้น

 โอกาสเสี่ยงเป็นภาวะสมองเสื่อมยิ่งเพิ่มตาม

โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด

อาการของโรคจึงค่อยๆ รุนแรงขึ้น

ตามระยะเวลาการป่วย

โรคนี้สามารถเกิดได้ทั้งหญิงและชาย

 โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป

อาการทั่วไปของผู้เป็นโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่

ความบกพร่องทางความจำ

 ความคิดและการใช้เหตุผล

เช่น หลงลืมสิ่งของที่ใช้เป็นประจำ

นึกคำหรือประโยคที่พูดไม่ออก

สับสนเรื่องเวลาและสถานที่

จำบุคคลที่เคยรู้จักหรือคุ้นเคยไม่ได้

อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว

และสุดท้ายมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน

 เช่น ไม่สามารถใช้อุปกรณ์

เครื่องใช้ภายในบ้านได้อย่างเหมาะสม

 ทั้งๆ ที่เคยใช้เป็นประจำ

 ไม่สามารถไปสถานที่ที่คุ้นเคย เป็นต้น

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคที่แน่ชัด

มีเพียงปัจจัยที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

ซึ่งนอกจากขึ้นอยู่กับอายุ ก็ยังมีประเด็นของพันธุกรรม

และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม

• ปัจจัยทางพันธุกรรม

 เป็นสิ่งที่พิสูจน์และมั่นใจไม่ได้ 100%

แต่มีรายงานและผลวิจัยต่างๆ ว่า

หากคนใกล้ชิดในครอบครัวเป็นโรคอัลไซเมอร์

โอกาสที่คุณจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ก็มีมากกว่า

คนที่ไม่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคนี้

อีกทั้งมีครอบครัวน้อยรายมาก ที่ระบุว่า

สมาชิกในครอบครัวรุ่นก่อนๆ เป็นอัลไซเมอร์

และถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมโดยตรง

สู่รุ่นต่อมาด้วยสาเหตุที่ยีนเกิดกลายพันธุ์

ซึ่งอาจทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์

ตั้งแต่อายุยังไม่มาก

 นอกจากนี้สำหรับคนที่เป็นดาวน์ซินโดรม

อายุประมาณ 40-50 ปี

 ก็มักจะเป็นโรคอัลไซเมอร์เช่นกัน

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า

คุณจะต้องเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์หาก...

-คุณปู่ คุณย่า คุณตาหรือคุณยาย

เป็นอัลไซเมอร์เพียงคนเดียว

- คุณพ่อคุณแม่ เป็นอัลไซเมอร์เมื่ออายุ 65 ปี

- คุณพ่อคุณแม่เคยเป็นโรคเมื่ออายุ 65 ปี

และตอนนี้อายุตนเองเลย 65 ปีแล้ว

• ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม

หลายปีที่ผ่านมาเกิดความสงสัยและเชื่อว่า

อลูมิเนียมอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันอีกต่อไป

แต่คนที่ศีรษะเคยได้รับบาดเจ็บ

หรือโดนกระแทกอย่างแรง

มีโอกาสสูงที่จะมีภาวะสมองเสื่อม

ยกตัวอย่างเช่น นักชกมวย

 ที่โดนต่อยบริเวณศีรษะบ่อย

และต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นอกจากนี้คนที่สูบบุหรี่

 ดื่มแอลกอฮอล์หนัก ความดันโลหิตสูง

เป็นโรคเบาหวานและโคเลสเตอรอลสูง

ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์สูงเช่นกัน

ขั้นตอนในการรักษา

พญ.สิรินทร ฉันทศิริกาญจน

 ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ

อายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีกล่าวว่า

การวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์นั้น

ต้องดูจากประวัติการหลงลืม

และความผิดปกติอื่นๆ หากมีลักษณะอาการเด่นชัด

ก็จะทำการวินิจฉัยขั้นต่อไป

หากไม่จะติดตามดูอาการระยะหนึ่ง

พร้อมกับตรวจด้วยการเอกซเรย์พิเศษ

เพื่อดูการใช้ออกซิเจน

และการใช้พลังงานของสมอง หลังจากการตรวจ

สามารถให้ยาเพื่อช่วยชะลอ

การสูญเสียความจำของผู้ป่วยให้ช้าลง

สามารถดูแลตนเอง

และทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้นานขึ้น

ทั้งนี้ไม่สามารถรักษาให้กลับมาจำได้ดีเท่าเดิม

ดังนั้นหากสงสัยว่าคนในครอบครัว

โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอาการเช่นนี้

ควรรีบนำมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจ

ทดสอบสมรรถภาพของสมอง

เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

และที่สำคัญไม่ควรพึ่งยาหม้อ ยาสมุนไพร

 หรือเกจิอาจารย์ต่างๆ

 มิฉะนั้นจากเดิมที่อาการไม่รุนแรง

 จะกลายเป็นมากขึ้น

ก่อให้เกิดความทุกข์ต่อตัวผู้ป่วยและคนดูแล

วิธีลดปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์

แม้ว่าโรคอัลไซเมอร์จะรักษาไม่หาย

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีแนวทางป้องกัน

ซึ่งมีรายงานจากต่างประเทศอ้างว่า

 การออกกำลังกายเป็นประจำ

สามารถช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้

โดยผู้ทำการวิจัยและทดลอง

คือ ดอกเตอร์ อีริค บี ลาร์สัน

ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพในซีแอตเติล

 ดอกเตอร์อีริคได้ทำการทดลอง

ตั้งแต่ปีค.ศ. 1994 ถึง ค.ศ. 2003

โดยการเลือกชายหญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป

จำนวน 1,740 คน

ซึ่งมีรูปร่าง สภาวะทางจิตใจ

และการดำเนินชีวิตหลากหลาย

แต่ทุกคนไม่มีอาการของโรค

หรือได้รับการรักษา ณ ขณะนั้น

ทุกๆ 2 ปี ทางดอกเตอร์อีริคและคณะจะสัมภาษณ์

กลุ่มผู้สูงอายุนี้ทีละคน

 เพื่อประเมินกิจกรรมที่ปฏิบัติต่อสัปดาห์

 เช่น การเดิน การยืน

การออกแรงกำสิ่งของ การทรงตัว

ความจำ สมาธิ การสูบบุหรี่

การดื่มและการรับประทานอาหาร

และจากการศึกษาตลอดพบว่า

ผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

ตั้งแต่เริ่มการทดลอง ด้วยการเดิน 15 นาทีต่อ 1 วัน

สัปดาห์ละ 3 ครั้ง สามารถลดความเสี่ยง

ของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ถึง 32%

 เมื่อเทียบกับคนที่ออกกำลังกายน้อยกว่านั้น

สุดท้ายดอกเตอร์อีริคกล่าวเพิ่มเติม

จากผลการทดลองนี้ว่า

 น่าจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้คนอื่นๆ

หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

และออกกำลังกายมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยชะลอ

การเกิดโรคอัลไซเมอร์แล้ว ยังช่วยเพิ่มความสามารถ

ในการเผาผลาญออกซิเจนให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย

ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย ชะลอความแก่ชราได้

หากเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย 

ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร Healthtoday

โดย พญ.สิรินทร ฉันทศิริกาญจน

ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ

อายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

#‎RamaChannel‬








Create Date : 13 กรกฎาคม 2557
Last Update : 1 ตุลาคม 2561 18:26:00 น.
Counter : 982 Pageviews.

0 comment
### อัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง ###














เกริ่นชื่อเรื่องมาแบบนี้ หลายคนก็คงจะคิดว่า..

 “อัมพาต” กับ “โรคหลอดเลือดสมอง”

 มีความเกี่ยวข้องกันได้ อย่างไร?

ก่อนอื่นเลย จะขอทำความเข้าใจตรงนี้ว่า

อัมพาตหรืออัมพฤกษ์ ที่เคยได้ยินกันนั้น หมายถึง

 สภาวะที่มีการอ่อนแรงของแขนและขา

ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต สามารถใช้ชีวิต

และทำกิจกรรมต่าง ๆ ในสังคมได้เช่นเดียวกันกับคนปกติ

ไม่ใช่แค่นอนรักษาตัว อยู่บนเตียงในโรงพยาบาลอย่างที่เข้าใจกัน

เนื่องด้วยเพราะความเชื่อของคนส่วนใหญ่

เมื่อพูดถึงอัมพาต ก็จะนึกถึงผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตครึ่งซีก

 ซึ่งสาเหตุสำคัญก็มาจาก การเกิด “โรคหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก”

อันเป็นสาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อยที่สุดของการเป็นอัมพาต

 นอกจากนี้อาการอัมพาตของผู้ป่วย

ก็ยังกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญลำดับต้นๆของประเทศ

ทั้งในเรื่องการดูแล ค่าใช้จ่าย การรักษา เป็นต้น

ดังนั้น จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนี้ จึงควรให้ความสำคัญ

และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง

อันเป็นสาเหตุสำคัญของ อัมพาตให้มากขึ้น ดังต่อไปนี้

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

 คือ 1. กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือ อุดตัน

ที่ทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือด

2. กลุ่มโรคหลอดเลือดสมองแตก ที่ทำให้มีลิ่มเลือดคั่งในเนื้อสมอง

สาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน

สมองของเรานั้นเป็นอวัยวะที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงในปริมาณ มากที่สุด

เมื่อเทียบกับอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกาย

เลือดที่ไปเลี้ยง สมอง เริ่มต้นจากหัวใจสูบฉีดผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่

ต่อไป ยังหลอดเลือดแดงที่อยู่บริเวณ ลำคอ

แล้วจึงผ่านเข้าไปในสมอง

โดยหลอดเลือด แดงใหญ่ก็จะแตกแขนง

เป็นหลอดเลือดแดงขนาดเล็กลงไปเรื่อย ๆ

จนเป็นหลอดเลือดแดงฝอยกระจาย ไปทั่วทั้งเนื้อสมอง

หากลองเปรียบเทียบหลอดเลือดแดงกับ ท่อประปา

 จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกันหลายประการกล่าวคือ

 เมื่อท่อประปาที่ใช้มาเป็นเวลานานหรือเมื่อเราอายุมากขึ้น

 ผนังของท่อประปาหรือหลอดเลือดก็จะเริ่มเสียไป

ทำให้เกิดการแข็งตัว เปราะแตกง่าย

จนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง

และภายในท่อก็จะมีสิ่งไม่พึงประสงค์ เช่น เศษหิน

เศษดินเล็ก ๆ มาเกาะที่ผนังด้านใน

จนรูของท่อค่อย ๆ ตีบเล็กลงจนท่อตันไปในที่สุด

สิ่งที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันนี้เรียกว่า “Plague”

อันเกิดจากการจับตัวกันของเกล็ดเลือด เม็ดเลือดขาว

 และไขมันในเลือด ไขมันที่เป็นตัวการสำคัญก็คือ

 คอเลสเตอรอล เมื่อหลอดเลือดแดงค่อย ๆ ตีบลง

ปริมาณเลือดที่จะเลี้ยงสมองก็จะลดลง

แต่เซลล์สมองจะปรับตัวให้ยังมีชีวิตอยู่ได้

แต่เมื่อการตีบตันเป็นมากขึ้นจนอุดตัน เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ได้

เซลล์สมองที่ขาดเลือดก็จะตายไปในที่สุด

 ผู้ป่วยก็จะเกิดอาการอัมพาตขึ้น

ในผู้ป่วยบางราย

การอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมองเกิดขึ้นเนื่องจาก

มีลิ่มเลือดจากหัวใจหรือจากหลอดเลือดแดง Carotid

หลุดลอยมาอุดตัน ทำให้สมองเกิดการขาดเลือดอย่างฉับพลัน

ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นอัมพาตได้เช่นกัน

ส่วนสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองแตก

 ก็เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง

ซึ่งผนังของหลอดเลือดจะเปราะแตกง่าย

หากความดันโลหิตสูงขึ้นมากอย่างฉับพลัน

อาจทำให้หลอดเลือด แดงแตกได้

จะเกิดลิ่มเลือดคั่งในสมอง ก็ทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตได้

 การแตกของหลอดเลือดสมองอาจเกิดจากความผิดปกติ

ของหลอดเลือดที่เป็นมาแต่กำเนิดได้

ลักษณะอาการของโรคหลอดเลือดสมอง

โดยทั่วไปมักเกิดขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่เสียหาย

 อาการที่เกิดขึ้นก็จะเป็นไปตามการเสียหายของสมองส่วนนั้น

 อาการมักจะเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน

แต่บางครั้งอาการอาจเกิดขึ้นเป็น ๆ หาย ๆ

หรือค่อย ๆ เป็นมากขึ้นในเวลาอันสั้น

อาการที่พบบ่อย เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก

เวียนศีรษะ บ้านหมุน เดินเซ ตามัว มองไม่เห็นข้างเดียว

 หรือมองไม่เห็นครึ่งซีก มองเห็นภาพซ้อน ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด

 กลืนลำบาก ปวดศีรษะอย่างรุนแรงหรือฉับพลัน ซึมไม่รู้สึกตัว

สำหรับการป้องกันและรักษาต้องบอกว่า

 หากเกิดอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง

 ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

เนื่องด้วยโอกาสรักษาให้หายหรือได้ผลดีจะ มีมากกว่า

 ทั้งนี้ หากสมองขาดเลือดนานเกินไป สมองส่วนนั้นก็จะตาย

จนไม่สามารถฟื้นตัวได้

หลักสำคัญของการป้องกันและรักษาก็ คือ

 การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน

 โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง

 การเลิกสูบบุหรี่ เลิกดื่มสุราในปริมาณมาก

รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด

กรณีที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ

 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดอาหารเค็มและอาหารไขมันสูง

 ลดความเครียด และตรวจสุขภาพ ปีละสองครั้ง

มาถึงบรรทัดนี้ การวินิจฉัยทางการแพทย์

คงเป็นสิ่งที่หลายคนอยากทราบกัน

ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้รุดหน้าไปเร็วมาก

 การเอกซเรย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก็มักจะทำกันด้วยเครื่อง CT Scan

 เช่นเดียวกันกับการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือ MRI

ทั้งนี้ จะช่วยทำให้ทราบถึงภาวะการขาดเลือด

หรือภาวะเลือดออกในสมอง ก่อนทำการรักษาต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โดย นายแพทย์ไพโรจน์ บุญคงชื่อ

อาจารย์ประจำหน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

#‎RamaChannel










Create Date : 28 มิถุนายน 2557
Last Update : 28 มิถุนายน 2557 21:27:35 น.
Counter : 1669 Pageviews.

0 comment
### อาหารกับ อาการเพลียเรื้อรัง ###












คุณเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่?

เหนื่อยเป็นประจำ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง มีความรู้สึกซึมเศร้า

แม้ว่าจะนอนมาทั้งคืนแล้วก็ยังไม่หาย อาการเป็นๆ หายๆ

 แต่จะเป็นมากกว่าหาย จนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

อาการเหล่านี้อาจมาจากสาเหตุของอาการเพลียเรื้อรัง

(Chronic fatigue syndrome : CFS) ที่เกิดจากความผิดปกติ

จากระบบกลไกของร่างกาย

โดยปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถหาระบุสาเหตุได้แน่ชัด

เมื่อเป็นโรคนี้จะส่งผลให้เกิดความอ่อนล้า เหนื่อยง่าย

จนกลายเป็นอาการเรื้อรัง อาการนี้สามารถเกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

บางการศึกษาระบุสาเหตุว่าอาจเกิดจากการที่มีโรคเรื้อรังอื่นมาก่อน

และทำให้ ร่างกายเกิดกลไกสร้างความเครียดให้กับร่างกาย

 หรือบางการศึกษาระบุว่าเป็นเรื่องของจิตใจที่ไม่สามารถควบคุมได้

อาการของโรคเพลียเรื้อรัง


- มีอาการอ่อนเพลียที่เป็นอย่างต่อเนื่อง

มากกว่า 3 เดือนสำหรับเด็กหรือวัยรุ่น

และมากกว่า 4 เดือนขึ้นไปสำหรับวัยผู้ใหญ่

- นอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ ฝันร้าย หรือตื่นมาตอนดึก

และไม่สามารถนอนต่อได้ เป็นประจำ

- ปวดกล้ามเนื้อ หรือเมื่อยล้าบริเวณกล้ามเนื้อ

โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณคอและบ่า
- ปวดหัว
- ไม่มีสมาธิ
- ความจำแย่ลง

- อาหารไม่ย่อย มีลมในกระเพาะอาหารเป็นประจำ

- แพ้อาหารที่ไม่เคยแพ้มาก่อน เช่น ข้าว ขนมปัง ไข่ ถั่วเหลือง

 โดยอาการแพ้อาจแสดงออกเช่น คลื่นไส้ มีผื่นขึ้นตามตัว ท้องเสียเป็นต้น

- อยากกินของหวาน ขนมหวาน น้ำตาลอยู่เป็นประจำ

แม้ว่ายังไม่มีอาหารที่สามารถช่วยรักษาอาการเพลียเรื้อรังให้หายขาด
ได้

แต่การรับประทานอาหารที่ถูกต้องสามารถช่วยลดอาการเพลียเรื้อรังได้

ช่วยให้มีความรู้สึกที่สดชื่นขึ้น และช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย

ทำให้ลดการเกิดโรคแทรกซ้อนอย่างอื่น ตามมา

อาหารที่ควรรับประทาน

- รับประทานอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตในทุกมื้ออาหาร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง ข้าวโอ๊ต เผือก มัน

ข้าวโพด มันฝรั่งทั้งเปลือก ขนมปังโฮลวีต ธัญพืชไม่ขัดสี

เหตุผลที่เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เพราะจะมีค่าของดัชนีน้ำตาลต่ำ

ทำให้ร่างกายค่อยๆ ได้รับน้ำตาล และช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด

ให้สมดุล ทำให้ลดอาการต่างๆ ลงได้

- รับประทานผักผลไม้ทุกวันโดยพยายามให้ได้ผักทุกมื้ออาหาร

มื้อละอย่างน้อย 1 ทัพพี และผลไม้ 3-5 ส่วน

 (1 ส่วนเช่น ส้มเขียวหวาน 1 ลูก ชมพู่ 2 ลูก แอปเปิ้ลเล็ก 1 ลูก

ฝรั่ง ½ ผล มะละกอสุก 6 ชิ้น กล้วย 1 ลูก)

ผักและผลไม้เป็นแหล่งของสารอาหารที่มีประโยชน์

และมีสารพฤกษาเคมีที่ช่วยเร่ง ให้ร่างกายต่อสู้กับอาการเพลียเรื้อรัง

รวมทั้งอาการข้างเคียง

- รับประทานโปรตีนให้เพียงพอและเลือกโปรตีนที่มีไขมันต่ำ

 เนื่อง จากร่างกายประกอบด้วยโปรตีนประมาณ 20% ของทั้งร่างกาย

และโปรตีนยังมีความสำคัญต่อการสร้างฮอร์โมน เอนไซม์

และแอนติบอดีของร่างกาย จากงานวิจัยพบว่า

ผู้ที่ขาดโปรตีนในกลุ่มผู้ที่มีปัญหาของอาการเพลียเรื้อรัง

จะมีอาการที่หนัก มากกว่าผู้ที่ได้รับโปรตีนเพียงพอ

เช่นผู้ที่ขาดโปรตีนจะมีอาการปวดของกล้ามเนื้อคอและหลัง

มากกว่าผู้ที่ได้รับ โปรตีนเพียงพอ

- โกโก้และดาร์กช็อกโกแลตในปริมาณเล็กน้อยต่อวัน

จากการศึกษาพบว่า สารโพลีฟีนอลที่มีอยู่ในโกโก้และดาร์กช็อกโกแลต

จะทำให้ร่างกายผ่อนคลายและลด ความเครียด

(แต่เนื่องจากโกโก้และดาร์กช็อกโกแลตมีคาเฟอีนอยู่ด้วย

จึงไม่ควรรับประทานใน ปริมาณมาก)

- ดื่มน้ำให้ได้วันละ 8-10 แก้ว

(เน้น ทีน้ำเปล่าหรือน้ำสมุนไพรที่ไม่มีการเติมน้ำตาล)

การที่ร่างกายขาดน้ำจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย

และปวดหัวได้ง่ายอยู่แล้ว ยิ่งในผู้ที่มีปัญหาอาการเพลียเรื้อรัง

หากขาดน้ำอาการจะแย่ลง

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง


- อาหารที่ให้ไขมันสูง เช่น อาหารทอดน้ำมัน

อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่มีน้ำตาลสูง

- อาหารที่มีการส่วนผสมของผงชูรส

- อาหารหวานจัด อาหารเชื่อม

- อาหารรสเค็มจัด

- อาหารและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ

เนื่องจากรบกวนการทำงานของระบบประสาททำให้ร่างกายตื่นตัว

และอาจทำให้รู้สึก อ่อนเพลียมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้บางการศึกษาระบุว่าเครื่องดื่มกาเฟอีน

มีผลต่อการนอนหลับพักผ่อนทำให้นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท

ขอบคุณข้อมูลจาก ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล ภาควิชาโภชนวิทยา

คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

#‎RamaChannel







Create Date : 05 พฤษภาคม 2557
Last Update : 6 พฤษภาคม 2557 12:23:20 น.
Counter : 606 Pageviews.

0 comment
### โรคผิวหนังที่เกิดจากความอ้วน ###












ในปัจจุบันมีประชากรในประเทศไทยที่กำลังประสบปัญหา

ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนกำลังจะเพิ่มสูงขึ้น

ซึ่งนอกจากจะทำให้เสียบุคลิกภาพ เป็นที่ล้อเลียนในหมู่เพื่อนฝูง

 ก่อให้เกิดความไม่มั่นใจและเป็นอันตรายแก่สุขภาพจิตแล้ว

โรคอ้วนยังมีผลเสียโดยตรงกับผิวหนัง

นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายประการ

ในผิวของผู้ป่วยโรคอ้วน

โดย ผศ.พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 และคณะอนุกรรมการวิชาการ

 สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของผิวหนังของผู้ป่วยโรคอ้วน

 มักจะมีการสูญเสียน้ำมากกว่าคนปกติ

ทำให้เกิดอาการผิวแห้งแดงอักเสบได้ง่าย

หรือบางครั้งเมื่ออยู่ในที่อบอ้าว จะมีเหงื่อออกมาก

เนื่องจากมีชั้นไขมันที่หนา ทำให้เกิดความอับชื้น

บริเวณซอกพับของร่างกายได้มาก

ทำให้การระบายของเสียกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต

ทางหลอดเลือดน้ำเหลืองไม่สะดวก

 เกิดมีเส้นใยคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ไม่แข็งแรง

 หากเป็นแผลจะทำให้แผลหายช้ากว่าคนปกติทั่วไป

และยังพบว่ามีอัตราการไหลเวียนเลือดที่มาเลี้ยงผิวหนังเพิ่มขึ้น

 เนื่องจากมีปริมาณไขมันมาก

เส้นเลือดฝอยที่ผิวหนังหดและมีการขยายตัวที่ ผิดปกติ


"โรคผิวหนังที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน

 ผิวหนังจะเป็นปื้นดำหนาขรุขระดูคล้ายผ้ากำมะหยี่

พบบ่อยที่บริเวณซอกพับของร่างกาย

บางครั้งจะมีติ่งเนื้อจำนวนมากบริเวณซอกพับ

พบควบคู่ไปกับปื้นดำดังกล่าวข้างต้น เช่น รักแร้ หลังคอ

 ข้อพับแขน หากเป็นมากอาจพบที่บริเวณใดก็ได้

เช่น ใบหน้าและหลังมือ เรียกชื่อโรคว่า Acanthosis nigricans

หรือผิวหนังช้าง"

นอกจากนี้ ยังมีโรคอีกมากมายที่ส่งผลต่อผิวสำหรับคนที่อ้วนมาก

 ได้แก่ โรคขนคุด (Keratosis pilaris) มีลักษณะเป็นตุ่มนูนแข็ง

บนรูขน คลำแล้วรู้สึกผิวสาก ไม่เรียบ พบมากบริเวณแขนขาทั้งสองข้าง

นอกจากนี้บางรายมีขนดก เส้นขนยาวขึ้นและมีสีเข้ม เป็นสิว

 ขนที่ดกขึ้นจะพบที่ใบหน้า หนวด ขนหน้าอก เป็นต้น

แต่บริเวณศีรษะ ผมจะบางลง จะมีผิวแตกลาย

 เช่นเดียวกับที่พบในสตรีมีครรภ์ บริเวณหน้าท้อง บั้นท้ายและต้นขา

ผิวหนังที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างจะหนาและแข็ง

เนื่องจากต้องรองรับนํ้าหนักตัวซึ่งมากกว่าปกติ

โรคที่เกี่ยวกับเซลลูไลท์หรือผิวหนังขรุขระคล้ายเปลือกส้ม

พบมากที่ต้นขา บั้นท้ายและหน้าท้อง

โรคอ้วนจะทำให้ผิวเปลือกส้มรุนแรงขึ้น,

โรคติดเชื้อบริเวณซอกพับ เช่น เชื้อราในร่มผ้า

อันเนื่องมาจากความอับชื้น จะเกิดอาการผื่น ผิวหนังอักเสบที่ซอกพับ

เช่น บริเวณขาหนีบใต้ราวนมเกี่ยวเนื่องจากการเสียดสี

และระคายเคือง, โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังชนิดต่างๆ

ตั้งแต่ต่อมขนอักเสบ ไปจนถึงติดเชื้อลามลึกเข้าไปยังเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง,

และโรคสะเก็ดเงินและโรคเกาต์

"ซึ่งเมื่อลดน้ำหนักแล้ว จะพบว่าโรคผิวหนังส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้น

 เช่น ปื้นดำที่ผิวหนังจะบางลง ขนคุดราบลง ได้บ้าง

 โอกาสการติดเชื้อและผื่นผิวหนังอักเสบจากการเสียดสีจะลดลงได้มาก

โดยสรุปความอ้วนนอกจากจะส่งผลร้ายกับระบบต่างๆ ภายใน

เช่น เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงแล้ว

 ผิวหนังซึ่งห่อหุ้มร่างกายอยู่ภายนอก ยังมีการเปลี่ยนแปลงได้มาก

ดังนั้นการลดความอ้วนอย่างถูกวิธี

ทำให้มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม จึงช่วยรักษาสุขภาพได้

จากภายในสู่ภายนอกร่างกาย

ส่งผลต่อเนื่องให้มีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์" ผศ.พญ.ภาวิณี กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ.พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิตร

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และคณะอนุกรรมการวิชาการ

 สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

#‎RamaChannel‬







Create Date : 19 เมษายน 2557
Last Update : 22 เมษายน 2557 20:12:52 น.
Counter : 1285 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ