Group Blog
All Blog
<<< " ใจนี่แหละไปสวรรค์ไปนรก” >>>










“ใจนี่แหละไปสวรรค์ไปนรก”

สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนทรงตรัสรู้

 ก็คือกฎแห่งกรรมนี่

พระธรรมคำสอนก็สอนเรื่องกฎแห่งกรรม

พระอริยสาวกทุกองค์ก็สอนเรื่องกฎแห่งกรรม

 ไม่มีองค์ไหนสอนอย่างอื่น

 สอนแต่เรื่องกฎแห่งกรรมนี้เท่านั้น

ถ้าสอนอย่างอื่นก็แสดงว่าไม่ใช่เป็นพระอริยสงฆ์

 แสดงว่ายังไม่รู้เรื่อง

เป็นพระแต่อาจจะไม่ได้เป็นพระอริยะ

 พระนี่มีสองแบบ พระปุถุชน กับ พระอริยะ

 พระที่นุ่งเหลืองห่มเหลืองเนี่ย ที่บวชกันเนี่ย

ช่วงเข้าพรรษาเนี่ย ไปงานบวชกันเนี่ย

พวกนี้พอออกมาจากโบสถ์ ไม่ได้เป็นพระอริยะทันที

 ก็ยังเป็นปุถุชนมีกิเลสเหมือนกับตอนก่อนเข้าโบสถ์

 ออกมาจากโบสถ์ก็ไม่ได้ไปทำลายให้กิเลสมันตายลง

 ต้องเอามาศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า

และปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก่อน

จึงจะสามารถกำจัดกิเลสตันหาโมหะ

อวิชชาที่ครอบงำจิตใจให้หมดไป

จนเห็นชัดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้มีอย่างเดียวเท่านั้น

ก็คือ กฎแห่งกรรม ที่มองไม่เห็นกันก็เพราะ

ถูกโมหะอวิชชา ความหลง ความโง่มันหลอกเรา

หลอกให้เราคิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งศักสิทธิ์

สิ่งนี้เป็นสิ่งศักสิทธิ์กัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง

กลับไม่เห็นกันไม่เชื่อกัน ไม่เชื่อกฎแห่งกรรมกัน

 เพราะว่าผู้ที่ทำกรรมกับผู้ที่รับผลกรรม

มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านั่นเอง

 ผู้ที่ทำกรรมนี้ไม่ใช่ร่างกาย

ผู้ที่รับผลของกรรมก็ไม่ใช่ร่างกาย

 ผู้ที่ทำกรรมผู้ที่รับผลของกรรมก็คือใจ

ที่ไม่มีรูปร่างหน้าตา มันเลยทำให้คนไม่รู้ว่า

อะไรเป็นอะไรกัน เราไม่รู้ว่าเราเป็นใครกัน

 เราไม่รู้ว่าเราเป็นใจ เราไม่รู้ว่าเราเป็นผู้รู้ผู้คิด

เพราะเราเห็นแต่ร่างกายเราก็เลยคิดว่า

ร่างกายนี้เป็นเราเป็นตัวเราเป็นของเรา

 แล้วร่างกายทำอะไร

ร่างกายจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรม

 ทีนี้เวลาทำไปบางทีร่างกายก็ไม่ได้รับผลของกรรม

ทำบาป ไปฆ่าคนไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น

ก็ไม่มีใครมาจับไปติดคุกติดตะราง

ไม่มีใครจับไปลงโทษประหารชีวิต หรือรู้ก็หลบหนีได้

 ถ้าเก่งกว่าตำรวจก็หลบหนีได้

 หรือถ้าถูกจับถ้ามีเงินก็เปลี่ยนคดีได้

 เปลี่ยนจากผิดมาเป็นไม่ผิดได้

 อันนี้มันจึงทำให้คนงงกัน

 เอ้า แล้วกฎแห่งกรรมมันเป็นยังไง

เห็นชัดๆ ว่าโกง เห็นชัดๆ ว่าทำบาป

 แต่ทำไมได้ดิบได้ดีกัน ทำไมได้เป็นใหญ่เป็นโตกัน

 คนที่ทำดีแสนดีกลับไม่ได้อะไร

 ก็เลยทำให้คนเราไม่เชื่อกฎแห่งกรรม

ไม่รู้ว่ากฏแห่งกรรมนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

มีสิ่งเดียวเท่านั้นในโลกที่ศักดิ์สิทธิ์

ที่เกี่ยวข้องกับตัวเราก็คือกฎแห่งกรรมนี้

 แต่เราไม่รู้ว่าเรานี้เป็นใคร

 เราเนื่องจากมองไม่เห็นตัวเราเอง

 เราไม่รู้ว่าเราเป็นผู้รู้ผู้คิด เราไปคิดว่าเราเป็น

 เราคิดเนี่ย เราคิด ผู้คิดเนี่ยไปคิดว่าร่างกายเป็นผู้คิด

 เป็นผู้รู้ ก็เลยมองทุกสิ่งทุกอย่างไปที่ร่างกาย

ถ้าทำดีแล้วร่างกายได้ดิบได้ดีก็คิดว่าเป็นผลเป็นเหตุ

 แต่ถ้าทำดีแล้วไม่ได้ดิบได้ดีขึ้นมาก็สับสน

 เอ๊ะ ไม่แน่ใจซะแล้วว่ากฏแห่งกรรมนี้

หมายถึงอะไรกันแน่

นี่แหละคือสิ่งที่พวกเราไม่เข้าใจกันว่า

กฏแห่งกรรมนี้มันมีผลกระทบต่อกับใครกันแน่

 กฏแห่งกรรมนี้มีผลกระทบต่อจิตใจ

จิตใจเป็นผู้กระทำ ร่างกายเป็นเพียงแต่ผู้รับคำสั่ง

 ร่างกายนี้เป็นเหมือนปืน

เวลาเราเอาปืนไปยิงคนตายนี้

เขาจับปืนไปติดคุกติดตะรางหรือเปล่า

 ปืนมันเป็นเพียงเครื่องมือ

 เขาจับคนที่เอาปืนเนี่ยไปยิงคนตายเนี่ยไปติดคุก

 ฉันใด ใจก็ใช้ร่างกายนี้ไปฆ่าคน ไปทำบาป

ใจผู้รู้ผู้คิดเนี่ยเป็นผู้สั่งให้ร่างกายไปทำบาป

หรือไปทำบุญ แล้วพอทำเสร็จแล้ว

ผู้ที่รับผลก็คือใจนี่แหละ

โดยที่ไม่ต้องมีใครมาให้ผลต่อการกระทำของใจ

ทำบุญนี่เกิดความสุขใจขึ้นมา

ทำบาปนี่เกิดความทุกข์ใจขึ้นมาทันที

นี่แหละคือผู้กระทำกรรม

และผู้รับผลแห่งกรรม ไม่ใช่ร่างกาย

ร่างกายเป็นเพียงเครื่องมือของใจอีกทีหนึ่ง

 ร่างกายไม่ได้เป็นผู้รับผลบุญผลกรรมแต่อย่างใด

 ตายไปร่างกายก็กลายเป็นขี้เถ้าไป

 แล้วใครไปสวรรค์ใครไปนรกล่ะ

ก็ใจนี่แหละไปสวรรค์ไปนรก

ใจผู้ที่ทำบุญที่ทำบาปนี่แหละ

 ถ้าทำบุญก็ไปสวรรค์ ถ้าทำบาปก็ไปนรก

 อยากจะรู้ว่านรกสวรรค์เป็นยังไง

ก็ดูตอนที่เรานอนหลับ ตอนที่เรานอนหลับตอนนั้น

ร่างกายก็เหมือนตายชั่วคราว

ร่างกายไม่ทำอะไรนอนเฉยๆ

 แต่ใจเรานี้ไม่เฉย ใจเราไปสวรรค์ละ

หรือเวลาเรานอนหลับแล้วใจเราฝันร้ายแล้ว

ใจเราไปนรกแล้วไปอบายแล้ว

นี่แหละคือสวรรค์นรก นี่แหละคือผู้รับผลบุญผลบาป

 ไม่ใช่ร่างกาย เป็นใจเป็นผู้รู้ผู้คิด

 ที่เวลาร่างกายตายหรือเวลาร่างกายนอนหลับนี้

ใจมันไม่ได้หลับไปกับร่างกายไม่ได้ตายไปกับร่างกาย

 ใจมันรับผลบุญผลบาป

 ถ้าทำบาปบาปมันจะทำให้เราฝันร้าย

ถ้าทำบุญบุญจะทำให้เราฝันดี ฝันดีเป็นยังไง

 มีความสุขไหม บางคืนฝันดีตื่นขึ้นมา

ยังไม่อยากจะตื่นเลยอยากจะกลับไปนอนต่อ

 เพราะว่าพอตื่นแล้วมาเจอชีวิตที่สู้ขณะที่เราฝันไม่ได้

 นี่แหละคือความจริงที่เราไม่เข้าใจกัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 พฤษภาคม 2561
Last Update : 16 พฤษภาคม 2561 9:19:40 น.
Counter : 269 Pageviews.

0 comment
<<< "โทษของการทำตามความอยาก" >>>











"โทษของการทำตามความอยาก"

รากเหง้าของกิเลสตัณหาก็คือความหลงนี่เอง

 ความหลงที่คิดว่าการทำตามความโลภความอยากนี้

 จะทำให้เรามีความสุขกัน

 เราเลยต้องถอนรากเหง้าของความโง่ด้วยปัญญา

ว่าการทำตามความอยาก ทำตามความโลภ

ความโกรธ ความหลงนี้

เป็นการสร้างความทุกข์ให้กับใจ

 ไม่ใช่เป็นการสร้างความสุขให้กับใจ

 การสร้างความสุข ให้กับใจก็คือ

การไม่ทำตามความโลภ

 ไม่ทำตามความอยากต่างๆ อันนี้เราต้องใช้ปัญญา

ถ้าเราอยากจะกำจัดกิเลสตัณหา

ให้มันตายอย่างถาวร

สมาธิหรือสตินี้กดเอาไว้เท่านั้นเอง

พอออกจากสมาธิมา พอปล่อยให้คิดปรุงเเต่งปั๊บ

มันก็จะคิดไปในทางกิเลสมันก็จะโผล่ขึ้นมาทันที

เดี๋ยวก็โลภอยากได้สิ่งนั้นอยากได้สิ่งนี้ขึ้นมา

 พอโลภปั๊บก็ต้องใช้ปัญญา

ว่าสิ่งที่ได้มามันเป็นทุกข์นะ

 เพราะว่ามันเปลี่ยนได้นะ วันนี้ตอนที่ได้มามันดี

 เดี๋ยวไม่กี่วันมันไม่ดีก็ได้นะ

 ของที่ซื้อมาใหม่ๆ มันก็ดี ใช้ไปไม่กี่วัน

เดี๋ยวมันเสียขึ้นมาก็ได้ พอเสียก็ใช้ไม่ได้

ก็ต้องมาปวดหัวกับการเอาไปซ่อม

บางทีซ่อมแล้ว ซ่อมกี่ครั้งมันก็ยังเสียอยู่นั่นแหละ

 ซ่อมแล้วกลับใช้ไม่ได้กี่วันก็เสียอีกแล้ว

อย่างนี้มันก็ปวดหัวแล้ว

แล้วถ้าหายไปหรือถ้าพังไปก็ยิ่งไปกันใหญ่

นี่คือวิธีใช้ปัญญาให้เห็นว่าของทุกอย่างมันไม่เที่ยง

 มันทำให้เราทุกข์ให้เราวุ่นวายใจ

 เพราะเราจะต้องคอยมาซ่อมมาดูแลรักษามัน

ต่อให้เราดูแลดีขนาดไหนสักวันหนึ่งมันก็ต้องพังไป

 หรือไม่สักวันหนึ่ง เราก็ต้องจากมันไป

นี่คือใช้ปัญญาเพื่อที่จะทำลายตัณหาความโลภ

 ความอยากต่างๆ ที่จะทำให้จิตใจของเรานั้นวุ่นวาย

ที่ทำให้เรา มาเกิดแก่เจ็บตายกัน

ก็คือความอยากต่างๆ นี่เอง

อยากในรูปเสียงกลิ่นรสอยากมีนั่นอยากมีนี่

 อยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่

 อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้นไม่ให้เป็นอย่างนี้

ความอยากต่างๆ เหล่านี้มันจะทำให้จิตของเรา

ต้องไปหา สิ่งต่างๆ มา การจะหาสิ่งต่างๆ ได้

ก็ต้องมีร่างกาย พอร่างกายนี้ไม่มี ร่างกายนี้ตายไป

 จิตก็ต้องไปหาร่างกายอันใหม่

จิตก็เลยไปเกิดใหม่ พอเกิดใหม่

ก็ต้องมาแก่ มาเจ็บ มาตายใหม่

 ต้องมาวุ่นวาย กับการเลี้ยงดู เลี้ยงปากเลี้ยงท้องกัน

 นี่คือโทษของการทำตามความอยากต่างๆ

 ให้เราเห็นว่ามันเป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นสุข

สุขก็คือให้อยู่เฉยๆ ให้ระงับดับความอยาก

 ระงับดับความโลภ พุทโธๆไป

พอใจสงบ ความโลภหายไป ใจก็เบาสบาย

 ถ้าเราไม่ทำตามความอยากไปเรื่อยๆ

ต่อไปความอยากมันก็หมดกำลัง

ถ้าเรารู้ว่ามันเป็นโทษเราจะไม่กล้าทำ

 ถ้าเรารู้ว่าสิ่งที่เราทำแล้วจะทำให้เราต้องทุกข์

 เราจะไม่ทำกัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 พฤษภาคม 2561
Last Update : 15 พฤษภาคม 2561 5:14:45 น.
Counter : 265 Pageviews.

0 comment
<<< "บุญที่เกิดจากการช่วยเหลือผู้อื่นรับใช้ผู้อื่น" >>>











"บุญที่เกิดจากการ

   ช่วยเหลือผู้อื่นรับใช้ผู้อื่น"

บุญที่เกิดจากการช่วยเหลือผู้อื่น รับใช้ผู้อื่น

 ถ้าเราไม่มีเงินทองแต่เรามีความรู้ความสามารถ

 หรือเราไม่ชอบใช้เงินทองทำบุญ

 เช่น บางคนก็มาบริการถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ต

ไม่ได้ซื้อข้าวของเอง แต่มีคนอื่นเขาซื้อข้าวของมาให้

 ซื้อเครื่องไม้เครื่องมือมาให้ แต่เรามีเวลา

มีเวลาที่จะมาถ่ายทอด มีความรู้ที่จะมาถ่ายทอดสดได้

 คนที่มีเงินเขาไม่มีเวลาเขาไม่มีความรู้ความสามารถ

 เขาก็ให้ในส่วนที่เขาทำได้

 เขามีเงินเขาก็ให้เงินสนับสนุน อันนี้ก็เป็นทาน

ส่วนผู้ที่มาทำให้เกิดการถ่ายทอดสดนี้ได้

 ก็เรียกว่าเป็นการรับใช้ผู้อื่นหรือช่วยเหลือผู้อื่น

 ช่วยเหลือให้ผู้ที่อยู่ทางบ้าน

ได้มีโอกาสได้ฟังเทศน์ฟังธรรม

ซึ่งเป็นบุญที่สำคัญที่สุด

เพราะถ้าเขาได้ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้ว

 เขาก็จะได้รู้ว่าเขาต้องทำบุญอย่างไรบ้าง

 แล้วพอเขาได้ทำเขาก็จะได้หลุดพ้นกัน

 อันนี้ก็เรียกว่าการทำบุญ

ด้วยการช่วยเหลือผู้อื่นรับใช้ผู้อื่น

 จะทำอย่างอื่นก็ได้ รับใช้พาคนแก่มาวัดก็ได้

 คนแก่อยากจะมาวัดมาไม่ได้ด้วยตัวเอง

 เราก็ช่วยพามาทำบุญมาฟังเทศน์ฟังธรรม

หรืออยู่วัดเห็นสถานที่สกปรก

 เช่น ห้องน้ำสกปรกก็ช่วยกันทำความสะอาด

 เห็นขยะก็ช่วยกันเก็บ อันนี้ก็เรียกว่า

เป็นการรับใช้ผู้อื่นช่วยเหลือผู้อื่น

ทำแล้วก็จะมีความสุขใจ เราอาจจะไม่มีทรัพย์

ไม่มีเงินทองที่จะถวายสร้างโน่นสร้างนี่

 แต่เรามีมือมีไม้มีตามีหู เห็นอะไรมันสกปรก

เห็นอะไรมันไม่เรียบร้อย

เราก็ช่วยกันเก็บช่วยกันกวาด

 อันนี้ก็เรียกว่าเราก็ได้ทำบุญเหมือนกัน

 ความสุขจากการรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่น.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 พฤษภาคม 2561
Last Update : 14 พฤษภาคม 2561 10:08:17 น.
Counter : 228 Pageviews.

1 comment
<<< "เราแต่ละคนมีบุญ มีกรรม มีบารมี มาไม่เท่ากัน" >>>










"เราแต่ละคนมีบุญ มีกรรม

 มีบารมี มาไม่เท่ากัน"

คนบางคนมีบุญบารมีมากในอดีต

พอได้มาฟังเทศน์ มาศึกษาเพียงครั้ง หรือสองครั้ง

ก็สละทุกอย่างได้ ออกบวชได้เลยก็มี

ดังนั้น เหตุของการดำเนินมันขึ้นอยู่กับ

หลายเหตุหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งบุญบารมี ทั้งภาระ

 ทั้งกรรมเก่า มันอาจจะมาขัดมาขวาง ถ้าเป็นกรรมเก่า

มันอาจจะมาขัดขวาง

ถ้าเป็นบุญวาสนาบารมี มันก็จะมาสนับสนุน

เราแต่ละคนมีบุญ มีกรรม มีบารมี มาไม่เท่ากัน

เพราะในอดีตชาติเราทำบุญทำบาปมาไม่เท่ากัน

มันถึงส่งผลให้มีบารมีไม่เหมือนกัน

ฉะนั้นรูปแบบของแต่ละคนจึงมีไม่เหมือนกัน

ในการที่จะได้เข้าสู่ทางธรรมของพระพุทธเจ้า

อย่างพระพุทธเจ้า กว่าจะออกบวชได้

ก็ต้องอายุ ๒๙ ไปแล้ว แต่สมัยนี้ ครูบาอาจารย์บางรูป

ท่านได้บวชตั้งแต่ยังเป็นสามเณร

อย่างสมเด็จพระสังฆราช ท่านบวชตั้งแต่เป็นสามเณร

 แต่ละคนมีภาระไม่เหมือนกัน

หลวงปู่มั่นท่านก็ได้บวชสามเณรมาก่อน

 แล้วก็สึกกลับไปช่วยงานที่บ้าน ไปทำนา ทำไร่

พอโตขึ้นท่านก็สามารถออกมาบวชอีกได้

 บวชแล้วท่านก็ไม่สามารถไปบำเพ็ญตามลำพังได้

 เพราะท่านมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ

ท่านก็คอยสงเคราะห์ไป จนอายุเกือบ ๖๐ มั้ง

ท่านถึงได้ไปปลีกวิเวกอยู่ที่เชียงใหม่คนเดียว

 ระยะหว่างอายุ ๖๐ -๗๐ ปี นี้ตามประวัติท่าน

ก็ไปบำเพ็ญที่เชียงใหม่จนบรรลุธรรมขั้นสูงสุด

ท่านก็ต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะบรรลุได้

ฉะนั้น แต่ละคนมีวิถีการดำเนินชีวิต

เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์นี้ไม่เหมือนกัน

 เพราะวาสนา บุญบารมี หรือกรรมที่ได้ทำมานี้

มีไม่เหมือนกันนั่นเอง เราก็ต้องไปตามวิถีของเรา

 ดูที่ตัวเรา ดูที่ความสามารถของเรา

 ดูที่ภาระความผูกพันธ์ของเรา

ที่เราต้องรับต้องแบกอยู่นี้ว่า

 เราปลดเปลื้องได้ช้าหรือได้เร็ว ก็ทำไป

ข้อสำคัญอย่าไปทุกข์กับมัน

เราต้องยอมรับสภาพของเรา

 บางทีความอยากของเรา อยากจะไปให้เร็ว

 อยากจะไปให้ได้มาก แต่มีอุปสรรค

มันก็จะทำให้เราทุกข์ไปเปล่าๆ

 โดยไม่เกิดประโยชน์อะไร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๖








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 13 พฤษภาคม 2561
Last Update : 13 พฤษภาคม 2561 8:12:21 น.
Counter : 691 Pageviews.

0 comment
<<< "สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง" >>>










“สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริง”

อะไรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อะไรที่เราคิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 ส่วนใหญ่ก็คิดว่าวัตถุมงคลเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 พระห้อยคอ พระพุทธรูป สิ่งเหล่านี้เป็นวัตถุ

ไม่ได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

แม้แต่พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์

ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

พระสงฆ์พระอริยสงฆ์สาวกก็ไม่ใช่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับพวกเราคือ

สิ่งที่เราขออะไรได้ ใช่ไหม

 ขอให้ปกป้องคุ้มครองรักษา

ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งปวง

จงปกป้องคุ้มครองรักษา

 ให้มีอายุยืนยาวนานมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง

 แคล้วคาดปลอดภัยจากภัยอันตรายต่างๆ

สิ่งที่เราขอนี้คืออะไร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราขอนี้คืออะไร

 มีใครบอกได้ไหมว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์คืออะไร

 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงคือ “กฎแห่งกรรม”

อันนี้แหละศักดิ์สิทธิ์แน่นอน

ใครจะเคารพไม่เคารพนี้

สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้จะเป็นผู้ให้คุณให้โทษกับเรา

คือ กฎแห่งกรรม อันนี้แหละความหมายของสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 เป็นสิ่งที่เราขอไม่ได้ เป็นสิ่งที่เราต้องเคารพ

 เหมือนเราเคารพกฎหมายบ้านเมือง

 กฎหมายบ้านเมืองเวลาเราเคารพกฎหมาย

 เราก็ไม่ถูกจับเข้าคุกเข้าตะราง

 เวลาเราทำผิดกฏหมายเขาก็จับเราเข้าคุกเข้าตะราง

 เช่นเดียวกันกับกฏแห่งกรรม

ถ้าเราทำแต่ความดีเราก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ

 มีความแคล้วคาดปลอดภัย

ถ้าเราทำบาปเราก็จะมีแต่ภัยอันตรายต่างๆ

 คุกคามเราตลอดเวลา

นี่แหละคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเราขอกัน

ขอให้คุ้มครองปกป้องรักษา

 แต่ความจริงท่านไม่สามารถปกป้องคุ้มครองรักษาเราได้

เราเองนี่แหละเป็นผู้ที่จะเป็นผู้ที่ปกป้องคุ้มครอง

รักษาตัวเราเอง ด้วยการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ก็คือเคารพกฏแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

 นี่คือกฎแห่งกรรม จะเชื่อหรือไม่เชื่อ

 จะเคารพหรือไม่เคารพ ถ้าทำชั่วก็ต้องได้ชั่ว

 ถ้าทำดีก็จะได้ดี อยากจะให้ชีวิตแคล้วคาดปลอดภัย

จากทุกข์ภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวง

ก็ต้องเคารพกฎแห่งกรรม อย่าไปทำบาป

 ทำบาปแล้วจะต้องมีภัยตามมาอย่างแน่นอน

ทำความดีจะไม่มีภัยตามมา ทำบุญจะไม่มีภัยตามมา

จะมีแต่คุณมีแต่ประโยชน์ตามมา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 พฤษภาคม 2561
Last Update : 12 พฤษภาคม 2561 6:13:37 น.
Counter : 142 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ