Group Blog
All Blog
<<< "เราต้องลดละความอยาก" >>>










"เราต้องลดละความอยาก"

ปัญหาของความโกรธอยู่ที่ตัวเราเอง

 ไม่ได้อยู่ที่ผู้อื่น อยู่ที่การมีอัตตาตัวตน

การที่มีความอยากให้คนนั้นคนนี้ สิ่งนั้นสิ่งนี้

 เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เราต้องมาฝึกปล่อยวาง

 ต้องมาพิจารณาว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นอนัตตา

 เป็นเหมือนดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นดินฟ้าอากาศ

พวกเราไปยุ่งกับดินฟ้าอากาศไหม

 เราไม่ค่อยทุกข์กับดินฟ้าอากาศใช่ไหม

 อากาศจะร้อนหรือหนาว ฝนจะตกหรือแดดจะออก

 เราก็อยู่กับมันได้ เพราะเราไม่ไปมีอัตตาตัวตน

กับดินฟ้าอากาศ ฉันใดเราควรมองทุกสิ่งทุกคน

เหมือนดินฟ้าอากาศ ความจริงก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

 ไม่ใช่เหมือน เพราะทุกคนก็เป็นดินน้ำลมไฟ

ร่างกายของทุกคนก็มาจากดินน้ำลมไฟ

แล้วอารมณ์ของคน ที่พาให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้

 มันก็เป็นอนัตตา มีใครไปควบคุมอารมณ์ได้

แต่ละคนก็มีอารมณ์ แล้วตัวเองก็ยังควบคุมไม่ได้ด้วย

 แล้วคนอื่นจะมาควบคุมอารมณ์ของคนอื่นได้อย่างไร

 ถ้าเราพิจารณาอย่างนี้ เราก็จะวางเฉย

 ปล่อยวางแล้วก็ยินดีตามมีตามเกิดได้

 ใครจะพูดอะไรก็ยินดี ใครจะด่าเราก็ยินดี

 ใครจะชมก็ยินดี ถ้ายินดีแล้วไม่ทุกข์

มันจะไม่ดีกว่าเหรอ กับไม่ยินดี

 ไม่ยินดีแล้วทุกข์จะไปไม่ยินดีทำไม

 เราก็ไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ เขาก็ด่าเราอยู่ดี

 เขาด่าแล้วเรามีความสุข

 กับเขาด่าแล้วเรามีความทุกข์

อย่างไหนจะดีกว่ากัน  จะมองตรงนี้กัน

 จะไปเปลี่ยนให้เขาพูดแต่ดีอย่างเดียว

เขาไม่ยอมพูดแล้วจะทำอย่างไร

ดังนั้นความโกรธ ความผิดหวัง เสียใจ

เกิดจากความอยากของเรา

 ฉะนั้นเราต้องลดละความอยาก

เพราะปัญหาของพวกเราทุกรูปแบบ

 ล้วนมาจากความอยากทั้งนั้นแหล่ะ

อยากมี อยากเป็น อยากไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้

 อยากให้เป็นอย่างนี้ ให้พิจารณาว่า

ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาให้ได้

 แล้วทุกอย่างก็จบ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 เมษายน 2561
Last Update : 10 เมษายน 2561 10:05:23 น.
Counter : 288 Pageviews.

1 comment
<<< "สักแต่ว่ารู้" >>>










"สักแต่ว่ารู้"

วันนี้เราก็มากับการแปรปรวนของอากาศ (ฝนตก)

 ชีวิตของเราก็เหมือนกับอากาศ บางวันก็แจ่มใส

 บางวันก็มีพายุฝน พายุลมเข้ามากระหน่ำ

 มันเป็นเรื่องปกติเรื่องธรรมดาของชีวิตเรา

 เกิดแล้วต้องมาประสบกับการเปลี่ยนแปลง

ของสิ่งต่างๆ ทั้งหลายในโลกนี้

 ซึ่งเป็นเรื่องปกติเป็นเรื่องธรรมดา

 เป็นเรื่องที่คนที่มาเกิดต้องยอมรับกันทุกคน

 ถ้ารับได้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ารับไม่ได้

ก็จะไม่มีความสุขจะวุ่นวายทุกข์ทรมานใจ

พระพุทธเจ้าจึงสอนให้พวกเรายอมรับ

กับสภาพของความเป็นจริง

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม จะเจริญหรือเสื่อม

 จะเกิดหรือจะดับว่า เป็นสิ่งที่เรา

ไม่สามารถควบคุมบังคับได้

 สิ่งเดียวที่เราสามารถควบคุมบังคับได้คือใจของเรา

 ถ้าเราควบคุมบังคับใจของเรา

ให้ตั้งอยู่ในความสงบได้

 ใจของเราก็จะไม่เดือดร้อนกับเหตุการณ์ต่างๆ

 ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ดี

หรือเหตุการณ์ที่ไม่ดีก็ตาม

 เพราะใจไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น

ใจเป็นเพียงผู้รับรู้ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คือร่างกาย

 แต่ร่างกายเขาก็ไม่มีการรับรู้

ร่างกายเขาเป็นเหมือนศาลาหลังนี้

 เวลาที่ฝนตกศาลาไม่รู้ว่าฝนตก

 แต่คนที่อยู่ในศาลาคือใจ

ที่รับรู้เรื่องของร่างกายเป็นผู้รู้

แต่ไม่รับรู้ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

 เหมือนคนที่นั่งในศาลาก็ไม่รับรู้

ถึงความเปียกเหมือนหลังคาศาลา

 แต่หลังคาของศาลาเขาไม่เดือดร้อนกับฝนตก

 ปล่อยฝนตกไป เปียกก็เปียกไป

คนที่อยู่ในศาลาถ้าไม่ต้องการให้ฝนตก

 ต้องการให้ฝนหยุด ก็จะเดือดร้อนใจขึ้นมา

 แต่ถ้า ไม่ได้ต้องการ ฝนจะตกก็ปล่อยตกไป

 เพราะว่าไปห้ามเขาไม่ได้ ใจก็จะไม่เดือดร้อน

อย่างตอนนี้พวกเรานั่งอยู่ในศาลาเรา

ก็ไม่เดือดร้อนกับการตกของฝน

 ฝนจะตกก็ปล่อยตกไป

 ถ้าเราอยากจะให้เขาหยุดเราก็จะเดือดร้อน

ดังนั้น เราต้องฝึกทำใจให้รับรู้เฉยๆ

เพราะนี่คือธรรมชาติของใจที่จะทำให้ใจไม่เดือดร้อน

ทำให้ใจไม่ทุกข์ไม่วุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆ

 คือสักแต่ว่ารู้เท่านั้นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 เมษายน 2561
Last Update : 9 เมษายน 2561 6:32:55 น.
Counter : 241 Pageviews.

1 comment
<<< "หน้าที่ของเราต้องทำ" >>>










"หน้าที่ของเราต้องทำ"

ถ้าร่างกายเราไปไหนไม่ได้

เราก็ต้องบำเพ็ญที่ห้องพักของเราก็ได้

 อาจจะได้มากได้น้อยต่างกัน

 เพราะอยู่ตามลำพังมันอาจจะไม่ขยัน

เหมือนกับเราอยู่กับคนอื่นก็ได้

 แต่ถ้าเรารู้ว่าเป็นหน้าที่ของเรารู้ว่าเราต้องทำ

ต้องบังคับเรามันก็ไม่เป็นปัญหาไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด

 แต่ที่ก็มีผลต่อการบำเพ็ญ

ถ้าเราอยู่ที่ที่มีการบำเพ็ญเข้มข้น

มีการควบคุมให้เราบำเพ็ญ

 เช่นการอยู่ที่บ้านกับอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดมันต่างกัน

 ถ้าไม่อยู่วัดที่มีครูบาอาจารย์มาคอยคุมไม่มีระเบียบ

 เราก็ปฏิบัติไปตามอารมณ์ ขยันก็ปฏิบัติมากหน่อย

 อารมณ์ขี้เกียจก็ปฏิบัติน้อยหน่อย

 แต่ถ้าอยู่ที่วัดป่าบ้านตาดถึงเวลาก็ต้องทำกัน

มันก็เลยทำให้มีผลที่แตกต่างกันได้

การปฏิบัติจึงต้องดูที่ความสัปปายะของสถานที่ด้วย

ว่าสัปปายะหรือไม่ บุคคลที่อยู่ด้วยสัปปายะหรือไม่

อาหารสัปปายะหรือไม่ อากาศสัปปายะหรือไม่

 ถ้าสัปปายะมันก็จะทำให้การบำเพ็ญไปได้

อย่างราบรื่นง่ายดายและรวดเร็ว

ถ้าไม่สัปปายะก็ขรุขระติดตรงนั้นติดตรงนี้

 มันก็ไปได้ช้า เช่นสังขารร่างกายที่ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

กับสังขารร่างกายที่เจ็บไข้ได้ป่วยนี้

มันมีความแตกต่างกัน

ถ้าเกี่ยวกับการบำเพ็ญ เช่นการเดินจงกรม

หรือการนั่งอย่างนี้ มันอาจจะนั่งไม่ได้หรือเดินไม่ได้

 ถ้านอนบำเพ็ญมันจะบำเพ็ญได้ไม่นาน

เพราะว่าจะหลับง่าย อันนี้ก็อาจจะต้องแก้

ด้วยการไม่รับประทานอาหาร แล้วก็นอนบำเพ็ญได้

 เช่นเจ็บหลังนั่งไม่ได้ก็อดข้าวแล้วนอนสมาธิไปเลย

 ดูซิว่ายังไม่หลับไหม

 ถ้าหลับก็ถือว่าต้องรักษาให้หายก่อน

 แล้วค่อยลุกขึ้นมานั่งสมาธิมาเดินจงกรม

 บางทีก็เป็นเรื่องสุดวิสัยก็ทำเท่าที่ทำได้

ถ้านั่งไม่ได้เดินไม่ได้นอนได้

ภาวนาในท่านอนก็ภาวนาไป

ถึงจะได้ไม่มากภาวนาไปได้เดี๋ยวก็หลับไป

 อันนี้มันก็เรื่องของสุดวิสัย

 ทำได้เท่าไหร่ก็ทำไปเท่านั้นก่อน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 เมษายน 2561
Last Update : 8 เมษายน 2561 8:51:22 น.
Counter : 229 Pageviews.

0 comment
<<< "ปัญญาที่มีสมาธิสนับสนุน" >>>










"ปัญญาที่มีสมาธิสนับสนุน"

แม้แต่คนไม่มีมือ เขายังใช้เท้าแทนมือได้

 บางคนใช้เท้าวาดเขียนสวยกว่าคนใช้มือวาดอีก

 เพราะเขาฝึกใช้เท้าเขียนไปเรื่อยๆ

ผู้ที่เขียนจริงๆ ไม่ใช่มือ ไม่ใช่เท้า

 มือเท้า เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้นเอง

ผู้ที่เขียนคือจิต คือความคิดปรุงเเต่ง

ปรุงเเต่งด้วยการสั่งให้มือเท้าขยับไปทางไหน

ไปทางซ้ายทางขวา ขางบนข้างล่าง ขึ้นหรือลง

 อันนี้ใจเป็นผู้สั่ง ใหม่ๆ

เวลาใช้เครื่องมือที่ไม่เคยใช้

 มันก็จะยังใช้ไม่ได้คล่องแคล่วว่องไว

 แต่พอใช้ไปเรื่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ

ก็เกิดความชำนาญขึ้นมา

อันนี้ก็เหมือนกัน เรื่องของการทำใจให้สงบ

ก็เป็นเบบเดียวกัน ใจไม่เคยทำความสงบ

ชอบแต่ทำตามความคิดปรุงเเต่งกัน

พอให้มาหยุดความคิดปรุงเเต่ง

มันก็เลยรู้สึกว่ายาก   ถ้าเป็นภาษาวิศวะคือ

มันมี โมเมนตัม (Momentum) ของมันอยู่

 เราจะหยุดโมเมนตัมเราจะทำยังไง

ก็ต้องฝืนต้องดันมัน เราต้องมีพลังที่เท่ากับโมเมนตัม

ถึงจะหยุดมันได้ ถ้าพลังอ่อนกว่ามันก็จะผลักดัน

ไปตามฐานของมัน   ในเบื้องต้นนี้ สติของเรา

มันมีพลังอ่อนกว่าความคิดปรุงเเต่ง

ความคิดปรุงแต่งมันเลยฉุดลากให้ไปคิดได้

ทั้งๆที่นั่งสมาธิอยู่นี้แหล่ะ พุทโธๆ อยู่ตรงนี้แหล่ะ

พุทโธไปคำสองคำมันก็ ไปแล้ว มันมีกำลังมากกว่า

มันจะดึงไปเรื่อยๆ เราก็ต้องฝืนมัน

พยายามสร้างพลังของสติ

 ด้วยการที่เจริญสติทั้งวันเลย

อย่ามาเจริญเฉพาะเวลานั่งเท่านั้น

เพราะจะไม่มีกำลังพอ นั่งไปแล้วจะไม่เกิดผล

พอไม่เกิดผลก็ไม่อยากจะนั่ง นั่งไปแล้วไม่ได้อะไร

ปัญญาที่จะหยุดความอยาก ฆ่ากิเลสได้

 ต้องมีสมาธิเป็นฐาน

แล้วบางทีก็มีคนสอนว่าไม่ต้องนั่งหรอก

ไปปรุงเเต่งเลย ปรุงเเต่งไปทางปัญญาเลย

 ฆ่ากิเลสเลย ละตัณหาด้วยปัญญาเลย

 แต่ก็เป็นปัญญาแบบสัญญา

 คือเวลาไม่เจอกิเลสก็จำได้ เวลาเจอกิเลสก็ลืมไป

 เวลาพิจารณาว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ก็พิจารณาได้ แต่พอไปเจอกิเลสเข้า

 ก็ลืมไปหมดเลย

 เช่นพิจารณาว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ

เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พอมีคนเอาลาภ ยศ สรรเสริญมาล่อหน่อยก็ไปเลย

 ใครมาเสนอเงินทองให้หน่อย

 เสนอเงินทองให้ก้อนหนึ่ง ให้ทำโน้นทำนี่ก็ไปเลย

ใครมาเสนอตำแหน่งให้ก็ไปเลย

แต่ถ้าเป็นปัญญาที่จะฆ่ากิเลสได้

ต้องเป็นปัญญาที่มีสมาธิมาสนับสนุน

 เพราะเวลาที่ใจมีสมาธิ มันจะอิ่มอยู่แล้ว

 มันพออยู่แล้ว มันรู้ว่าไม่มีอะไรจะสุขเท่า

 ความสุขที่ได้จากสมาธิ

ฉะนั้น เวลาที่ใครจะเอาอะไรมาล่อ

เอาเงินทองมาล่อมันไม่ไป

เพราะมันพิจารณาด้วยปัญญาแล้วว่า

 มันเป็นของชั่วคราว ได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องหมดไป

 เหมือนขึ้นขี่หลังเสือเวลาลงจากหลังเสือก็จะถูกเสือกัด

 เวลาได้ตำแหน่งก็ดีอกดีใจ

 เเต่เวลาพ้นจากตำแหน่งมันก็เศร้าสร้อยหงอยเหงา

 เวลามีตำแหน่งก็มีหน้ามีตา มีบริษัทมีบริวาร

พอเวลาพ้นจากตำแหน่งแล้ว ก็ไม่มีใครเขาเหลียวแล

 ถ้าพิจารณาด้วยปัญญาแล้วมีสมาธิสนับสนุน

มันก็ไม่เอาดีกว่า อยู่อย่างนี้ดีกว่า.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

........................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ 14 ธันวาคม 2556







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 เมษายน 2561
Last Update : 7 เมษายน 2561 5:57:44 น.
Counter : 267 Pageviews.

1 comment
<<< "ตัณหาทั้งสาม" >>>








"ตัณหาทั้งสาม"


พระบรมศาสดาจึงทรงสอนให้ตัดตัณหาทั้ง ๓

คือ กามตัณหา ความอยากในกามสุข

วิภวตัณหา ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น

เช่นไม่อยาก แก่ ไม่อยากเจ็บ ไม่อยากตาย

ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น

อยากจะเป็นอย่างนั้น อยากจะเป็นอย่างนี้

มันก็เป็นสมมุติทั้งนั้น ความจริงแล้วคนเราเกิดมา

ไม่มีใครเป็นอะไร มาตั้งกันขึ้นมาเอง

ตั้งคนนี้เป็นนายก คนนี้เป็น ส.ส.

แล้วก็ให้มีอำนาจอย่างนั้นอย่างนี้ มีเงินเดือนสูงๆ

คนที่ไม่รู้เรื่องก็หลง ก็อยากจะมีอยากจะเป็นกับเขา

 แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นจริงของตัวเอง

 ไม่ได้เปลี่ยนความแก่ ความเจ็บ ความตายของตัวเอง

 ไม่ได้ไปแก้ความทุกข์ภายในจิตใจ

 แต่กลับไปเพิ่มความทุกข์ให้มีมากขึ้นอีก

 เพราะเมื่อเคยเป็นใหญ่แล้ว เวลาไม่ได้เป็นใหญ่

จะรู้สึกทุกข์มาก

สังเกตดูเวลาเป็นนายกจะยิ้มแย้มแจ่มใส

 แต่พอไม่ได้เป็นแล้วหน้าตาเศร้าสร้อยหงอยเหงา

เพราะความหลงนั่นเองทำให้ยึดติดกับสิ่งต่างๆ

คิดว่ามีแล้วจะมีความสุข แต่หารู้ไม่ว่า

สิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งนั้น

เมื่อไปยึดไปติดแล้ว เวลาไม่มีเข้าก็จะทุกข์ใจ

จึงทรงสอนไม่ให้ไปยึดไปติดกับความอยากทั้ง ๓ นี้

 ไม่ให้มีกามตัณหา ความอยากในกาม

ไม่ให้มีภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น

ไม่ให้มีวิภวตัณหา ความอยากไม่มีอยากไม่เป็น

คืออยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย

 อยากจะไม่เจอสิ่งต่างๆที่ไม่ปรารถนา

 ที่เกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญา

ไม่รู้จักธรรมชาติของโลก เมื่ออยู่ในโลกนี้แล้ว

จะไปฝืนความจริงของโลกได้อย่างไร

ความจริงเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น

 ทรงเจริญวิปัสสนาปัญญา

พิจารณาหลังจากที่จิตมีความสงบ

 เพราะจะสามารถพิจารณา

จนเห็นคล้อยตามความเป็นจริงได้

ในขณะที่จิตสงบ

จะไม่มีอารมณ์ของกิเลสมาคอยต่อต้าน

 ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง

 ไม่มีความอยากต่างๆมาคอยต่อต้าน

 มาคอยคัดค้าน มาคอยแย้ง

 ก็เลยทำให้เห็นสภาพความเป็นจริง

เห็นโทษของความโลภ ความโกรธ ความหลง

 เห็นอนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง

 ความเป็นทุกข์ อนัตตา ความไม่มีตัวตน

ของสภาวธรรมทั้งหลาย ที่ไปชื่นชมยินดี

อยากมีอยากเป็น สิ่งเหล่านี้เป็นของชั่วคราว

 ในที่สุดก็ต้องหมดไป ช้าหรือเร็ว

และเมื่อหมดไปก็จะมีความทุกข์ ถ้าไปยึดไปติด

ถ้าไม่ยึดไม่ติดก็จะมีแต่ความสบายใจ

ใครจะเป็นนายกหรือไม่เป็นนายกก็ไม่เดือดร้อน

จะมีเงินทองมากหรือน้อยก็ไม่เดือดร้อน

 ตราบใดมีกินมีอยู่ก็ใช้ได้แล้ว ให้ร่างกายอยู่ไปได้

ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่หิว

จากการขาดแคลนในเรื่องปัจจัย ๔ ก็พอเพียงแล้ว

 ความสุขที่แท้จริงเกิดจากการระงับดับความอยาก

ที่มีอยู่ในใจต่างหาก

ถ้าระงับดับความอยากได้แล้ว

 ก็จะถึงเมืองพอ ถึงคำว่าอิ่ม คำว่าพอ

 ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว จิตที่อิ่ม จิตที่สงบ

จิตที่ตัดกิเลส ตัดความอยากออกไปได้แล้ว

 จะไม่หิวกับอะไร ไม่อยากกับอะไร

 อยู่เฉยๆก็มีความสุข

เปรียบเหมือนน้ำที่เต็มแก้วแล้ว

 เติมเข้าไปอีกก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

น้ำเต็มแก้ว เติมเข้าไป

ก็มีแต่จะล้นทิ้งไปเสียเปล่าๆฉันใด

 ใจก็เหมือนกัน ใจนี้เปรียบเหมือนกับตุ่มน้ำ

ที่มีรอยรั่วอยู่ ๓ รอย ที่เกิดจากความอยากในกาม

 อยากเป็น และความกลัวแก่ เจ็บ ตาย

 นี่คือรอยรั่วของใจ ถ้าไม่อุดรอยรั่วทั้ง ๓ รอยนี้แล้ว

 เวลาเติมน้ำให้เต็ม

 เดี๋ยวน้ำก็ต้องซึมออกมาจนหมดไป

ต้องเติมอยู่เรื่อยๆ ต้องอยาก ต้องกลัวไปเรื่อยๆ

 แต่คนฉลาดถ้ารู้ว่ามีรอยรั่วอยู่

ก็จะอุดรอยรั่วทั้ง ๓ นี้เสีย

เมื่ออุดแล้วทีนี้เติมน้ำเข้าไปทีเดียวให้เต็ม

น้ำก็จะไม่พร่อง จะเต็มอยู่เสมอ

ใจก็เหมือนกับตุ่มน้ำนี่แหละ ตุ่มน้ำที่ยังมีรอยรั่วอยู่

 รอยรั่วที่เกิดจากความอยากทั้ง ๓ คือ

 กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

 ถ้าอุดรอยรั่วทั้ง ๓ นี้ได้ คือ ตัดตัณหาทั้ง ๓ นี้ได้

 ใจก็จะถึงเมืองพอ ถึงบรมสุข ปรมัง สุขัง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

ธรรมะบนเขา (กำลังใจ ๕)

วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ 






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 04 เมษายน 2561
Last Update : 4 เมษายน 2561 9:01:56 น.
Counter : 293 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ