Group Blog
All Blog
<<< "ที่พึ่งที่ถาวร" >>>










“ที่พึ่งที่ถาวร”

ถ้าเราไม่ประมาท เรารีบสร้างที่พึ่งให้กับเราเอง

 สร้างที่พึ่งในใจเรา ปฏิบัติสร้างธรรมะ

สร้างความสงบให้กับใจ พอใจสงบเราก็มีที่พึ่ง

 คนอื่นจะเป็นอะไรเราก็ไม่เดือดร้อน

ใจเราก็จะไม่หวั่นไหว ฉะนั้นตอนนี้มีบทเรียนว่า

ครูบาอาจารย์ท่านจะจากเราไปแล้ว

แต่เดี๋ยวบางทีก็ลืม พออาจารย์องนี้ตายไป

ก็ไปหาอาจารย์องค์ใหม่ แล้วก็ไปเกาะอาจารย์องค์ใหม่

แล้วก็ไม่เคยคิดว่าไปเกาะอาจารย์เพื่ออะไร

ความจริงการไปมีอาจารย์ก็เพื่อ

จะได้ไปศึกษาคำสอนของท่าน

 ท่านก็สอนให้เราปฏิบัติ

 สอนให้เราสร้างที่พึ่งให้กับตัวเราเอง

 เพราะอาจารย์เดี๋ยวก็ต้องแก่เจ็บตาย

 ตั้งแต่องค์แรกคือพระพุทธเจ้าท่านก็ต้องแก่เจ็บตาย

 ท่านก็สอนให้เราปฏิบัติ สร้างที่พึ่ง สร้างมรรคขึ้นมา

 สร้างสติสร้างปัญญา ถ้าเรามีที่พึ่งมีสติมีปัญญา

 ใจเราจะไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เมื่อไม่ต้องพึ่งผู้อื่น

เวลาผู้อื่นเขาเป็นอะไรไปเราก็ไม่เดือดร้อน

แต่ถ้าเรายังพึ่งตัวเราไม่ได้ เรามัวแต่ไปพึ่งผู้อื่น

ที่เขาจะต้องมีวันจากเราไป

พอเขาจากเราไปเราก็หวั่นไหว เพราะเราจะไม่มีที่พึ่ง

 เราหวั่นไหวเพราะเรากลัวว่าต่อไปท่านไปแล้ว

เราจะไม่มีที่พึ่ง นี่คือความประมาทของลูกศิษย์ลูกหา

ที่เข้าหาครูบาอาจารย์แต่ไม่ได้เข้าหาเพื่อปฏิบัติ

 เข้าหาเพื่อเกาะท่าน ได้ยินได้ฟังธรรมของท่านตอนนั้น

ก็เหมือนกับมีธรรม ฟังธรรมแล้วใจก็มีความสุข

รู้สึกว่ามีปัญญา แต่มันเป็นปัญญาแบบชั่วคราว

 เวลาฟังก็เข้าใจ พอหยุดฟังก็หายไปลืมไป

 พอมีเหตุการณ์อะไรมากระทบใจก็หวั่นไหวขึ้น

 เพราะว่าปัญญาที่เกิดจากการฟังธรรมนี้

มันเสื่อมได้ ฟังแล้วเดี๋ยวก็ลืม

ฉะนั้นต้องเอาปัญญาที่เราฟังนี้มาพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

 คิดอยู่เรื่อยๆ ว่าอนิจจาไม่เที่ยง

 ของต่างๆ ในโลกนี้ไม่เที่ยง

 ครูบาอาจารย์ที่เราพึ่งพาอาศัยท่านก็ไม่เที่ยง

 เดี๋ยวท่านก็ต้องจากเราไป ร่างกายของเราก็ไม่เที่ยง

 เดี๋ยวเราก็ต้องจากโลกนี้ไป

 เราต้องมาสร้างธรรมที่เที่ยง ถ้ามีธรรมแล้ว

เราจะอาศัยธรรมนี้เป็นที่พึ่งปกป้องรักษาใจของเราได้

 ธรรมที่เราต้องมีก็คือสมาธิกับปัญญา ที่เราไม่มีกัน

ถ้าเรามีสมาธิมีปัญญาแล้วใจของเราจะไม่หวั่นไหว

กับเหตุการณ์ต่างๆ อะไรจะเกิดอะไรจะดับนี้

ใจเราไม่เดือดร้อน

 เพราะใจเรามีที่พึ่งมีความสุขในตัวเอง

ไม่ต้องหาความสุขจากผู้อื่น

ไม่ต้องหาความสุขจากการไปฟังเทศน์ฟังธรรม

กับครูบาอาจารย์ ไม่ต้องหาความสุขจากการ

ไปทำบุญกับครูบาอาจารย์

 เราสามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเราเอง

ด้วยธรรมของเรา

เหมือนกับครูบาอาจารย์

 ครูบาอาจารย์ท่านก็เป็นเหมือนเรามาก่อน

 เมื่อก่อนท่านก็อยู่ของท่านไม่มีที่พึ่ง

ท่านก็ไปหาครูบาอาจารย์ ไปแล้วท่านก็ไปศึกษา

และปฏิบัติอย่างจริงจัง

ไม่ใช่เพียงแต่ไปอยู่แล้วก็ไปฟัง

แต่ไม่สร้างที่พึ่งขึ้นมา

 การฟังนี้เป็นเพียงส่วนแรก ต้องฟังเพื่อให้รู้ว่า

เราต้องทำอย่างไรเพื่อให้เราเป็นที่พึ่งของเราเอง

 แต่ถ้าฟังแล้วเราไม่ไปปฏิบัติ

 การจะเป็นที่พึ่งของเรานี้เราต้องนั่งสมาธิได้

 เราต้องมีปัญญาเห็นไตรลักษณ์ เห็นอริยสัจสี่

ถ้าเรามีสมาธิมีปัญญา

ใจของเราจะไม่มีความทุกข์กับอะไร

ไม่มีการหวั่นไหวกับอะไร

 เพราะสมาธิกับปัญญาจะรักษาใจของเรา

ให้นิ่งให้สงบให้ไม่กระทบกระเทือนกับสิ่งต่างๆ

 ที่มาสัมผัสรับรู้

นี่คือสิ่งที่เราขาด ขาดสมาธิขาดปัญญา

 ปัญญาที่ไม่ลืม ตอนนี้เรามีปัญญา

แต่เป็นปัญญาที่ลืม ฟังก็เข้าใจ

 เดี๋ยวสักพักก็ลืมหายไป ถูกกิเลสมาหลอก

ให้ไปหลงชอบนู่นชอบนี่ต่อไป

 แต่ถ้ามีปัญญาแล้วมันจะไม่หลง

 ถ้าปัญญาที่แท้จริงมันจะไม่หลง

 กิเลสจะมาหลอกให้ไปพึ่งสิ่งนั้นสิ่งนี้ มันไม่ไป

 เพราะมันเห็นว่าไม่มีอะไรในโลกนี้พึ่งได้

 เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นของชั่วคราว

พึ่งได้ชั่วคราว ได้มาแล้วเดี๋ยวก็หมดไป

 พอหมดไปก็วุ่นวายต้องไปหาใหม่กัน

 หามาเท่าไหร่ก็หมดไปเท่านั้น

ฉะนั้นถ้ามีปัญญาเห็นว่าทุกอย่างในโลกนี้

มันเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงไม่ถาวร เป็นของชั่วคราว

พึ่งได้ไม่นาน ก็ไม่ไปพึ่งมันดีกว่า

 สิ่งที่เราพึ่งได้ตลอดถาวรก็คือความสงบ

 คือสมาธิ กลับมาสมาธิดีกว่า

 เวลาจะไปพึ่งสิ่งนั้นสิ่งนี้ถ้ามีปัญญา

ก็บอกว่าไม่ไปดีกว่า มาพึ่งความสงบดีกว่า

 และความสงบนี้เราสามารถพึ่งได้ตลอดเวลา

 ถ้าเรารู้จักวิธีทำความสงบแล้ว

ใจของเราก็จะสงบไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 มกราคม 2561
Last Update : 31 มกราคม 2561 10:05:57 น.
Counter : 126 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ