Group Blog
All Blog
<<< "ความอยากคือต้นเหตุแห่งความทุกข์" >>>










“ความอยากคือต้นเหตุ

แห่งความทุกข์”

เหตุที่ทำให้ความสงบสุขนี้เสื่อมลง

ก็คือตัณหาทั้งสาม อันนี้เป็นความรู้

ที่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวที่สามารถ

 มองเห็นได้ด้วยตนเอง ผู้อื่นนี้ไม่มีโอกาส

ไม่มีปัญญาที่จะฉลาดรอบคอบพอที่จะเห็นว่า

ความอยากนี้เป็นต้นเหตุ ของความเสื่อม

ของความสุขของความสงบของใจ

แต่คนส่วนใหญ่กลับไปคิดเห็นว่าความอยากนี้

เป็นต้นเหตุที่จะทำให้มีความสุข

 ถ้าไม่มีความอยากแล้วจะหาความสุขได้ที่ไหน

คนเราต้องอยากมีความสุขก่อนอยากรวยก่อน

ถึงจะรวยได้แล้วถึงจะมีความสุขได้

 แต่ไม่รู้ว่าความสุขที่ได้

จากความรวยนี้มันเป็นทุกขลาภ

มันเป็นความสุขที่เคลือบความทุกข์เอาไว้

มันมีความทุกข์ห้อยติดมาด้วย

แต่มองไม่เห็นความทุกข์

 มองไม่เห็นความเสื่อมของลาภของเงินทองนี่เอง

 เวลาเงินทองหมดไป เวลานั้นเป็นเวลาสุข

หรือเป็นเวลาทุกข์กันแน่

อันนี้สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญญานั้นจะมองไม่เห็น

 แต่สำหรับผู้มีปัญญาอย่างพระพุทธเจ้านี้

จะทรงเห็นว่าลาภ ยศ สรรเสริญ

 และวัตถุข้าวของต่างๆ ในโลกนี้ล้วนเป็นอนิจจัง

ไม่เที่ยงทั้งนั้น เมื่อมันไม่เที่ยง

 มันก็ต้องเป็นทุกข์

 เพราะไม่สามารถที่จะคุ้มครองรักษาป้องกันไ

ม่ให้มันเสื่อมได้ นั้นเอง แล้วก็ทรงเห็นว่า

ความไม่สบายใจ ความไม่สงบของใจ

ก็เกิดจากความอยากนี่เอง

 ถ้าอยากให้ใจสงบให้สบาย

เหมือนตอนที่อยู่ในสมาธิ

เวลาออกจากสมาธิมา เวลาเกิดความอยาก

 ก็ต้องหยุดความอยากนั้นให้ได้

อย่าไปทำตามความอยาก

 เช่น ขั้นของพระโสดาบัน

ก็จะมีความอยากให้ร่างกายนี้

ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

 ก็ต้องพิจารณาด้วยปัญญาให้เห็นว่า

ร่างกายนี้ ก็เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ร่างกายนี้ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

 ร่างกายนี้ไม่มีใครไปสั่งไปห้าม

ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตายได้

 นี่คือ อนิจจัง อนัตตา คือถ้าเกิดความอยาก

ให้ร่างกายไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย

ก็จะเกิดความทุกข์ทรมานใจขึ้นมาทันที

 ผู้ที่พิจารณาเห็นความจริงอันนี้

แล้วก็หยุดความอยาก

 ไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตายได้

ก็จะ ไม่ทุกข์กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย

 ของร่างกาย ก็จะสามารถรักษาความสงบ ของใจ

ให้สงบสุขอยู่เหมือนเดิมได้

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับร่างกาย

ร่างกายจะแก่ ร่างกายจะเจ็บ ร่างกายจะตาย

ใจไม่เดือดร้อน ใจยังอยู่ในความสงบ

อยู่เหมือนในขณะที่อยู่ในสมาธินั้น.

พระอาจารย์สุขาติ อภิชาโต

..................................

“ผู้ไกลจากทุกข์”
 วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 กันยายน 2561
Last Update : 11 กันยายน 2561 7:51:30 น.
Counter : 141 Pageviews.

0 comment
<<< " ความปิติของบุญชนิดต่างๆ " >>>








“ความปีติของบุญชนิดต่างๆ”

การทำบุญบางทีเราก็อาจจะต้องเลือกทำบ้าง

เลือกทำในบุญที่เราชอบ ลักษณะที่เราชอบ

ที่เราเห็นผลกันชัดๆ อย่างที่สังเกตนี้

ญาติโยมจะชอบใส่บาตรกัน เพราะเห็นผลชัดๆ

 ว่าพระจะได้ฉันจะได้ใช้ของที่เราให้นี้

ท่านจะได้รับประโยชน์ทันที

 แต่ถ้าเอาเงินไปหยอดในตู้นี้หรือมีคนเขามาเรี่ยไร

ให้ทำผ้าป่าทำผ้ากฐินนี่บางทีเราไม่รู้สึก

กับการทำบุญแบบนั้น เพราะเรามองไม่เห็น

ว่าเงินที่เราบริจาคไปนั้นจะเกิดประโยชน์อย่างไร

 นอกจากว่าถ้าเขาแจ้งมาว่าเป็นการสร้างโรงพยาบาล

 เช่นตอนนี้ได้ข่าวว่ามีหลวงพ่อกัณหา

ท่านก็จะสร้างตึกโรงพยาบาลก็เลยมีการมาจัดตั้งตู้

ให้ผู้บริจาคที่ต้องการร่วมบริจาค

 ถ้าเรารู้ว่าจะเป็นการสร้างโรงพยาบาลแล้ว

ถ้าเราชอบทำบุญแบบนี้ เราทำเราก็จะได้ความสุข

 การทำบุญชนิดต่างๆ นี้ก็เปรียบเหมือน

กับการรับประทานอาหารชนิดต่างๆ

 คือทำแล้วมันได้ประโยชน์ แต่จะได้ความปีตินี้หรือไม่

ขึ้นอยู่กับบุญชนิดต่างๆ ที่เราทำ

 เหมือนกับอาหาร อาหารทุกชนิดกินเข้าไป

แล้วก็อิ่มท้องเหมือนกัน แต่อาจจะไม่อิ่มใจ

 ถ้ากินอาหารที่ถูกปากถูกคอนี้อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งใจ

 เราจึงมักไปเลือกรับประทานอาหารตามร้านต่างๆ

ตามร้านที่เราต้องการที่กินแล้ว

นอกจากให้ความอิ่มทางร่างกายแล้ว

ก็ให้ความอิ่มทางใจด้วย

 ถึงแม้จะเป็นความอิ่มเดี๋ยวเดียว

แต่มันก็เป็นความอิ่มที่มันเป็นกิเลส

 แต่เราก็ยังชอบกินอยู่ ไหนๆ จะกินทั้งที

ก็ขอให้กินแล้วมีความสุขใจด้วย

ไม่ใช่เพียงแต่สุขกาย

 การทำบุญก็แบบเดียวกันนี่แหละ

การทำบุญที่เราชอบทำกับทำบุญชนิดที่เราไม่ชอบ

ทำนี้มันมีความรู้สึกต่างกันตรงที่ว่า

 ความปีติอาจจะมีไม่เหมือนกัน

แต่ความอิ่มใจสุขใจก็ได้เหมือนกัน

 คือการเสียสละข้าวขอเงินทองไปแล้ว

ไม่ว่าจะทำบุญที่ไหนแบบไหน

 ทำกับโรงพยาบาลหรือทำกับโรงเรียน

หรือตอนนี้มีชาวลาวเดือดร้อนเราก็ช่วยซื้อของ

หรือส่งเงินไปให้แก่ผู้ที่เขาเดือดร้อน

 ทำแล้วเราก็เกิดความอิ่มใจสุขใจ

 แต่จะไม่มากเท่ากับบุญชนิดที่เราชอบทำ

 บางคนชอบสร้างพระพอได้สร้างพระก็มีความอิ่มใจ

 สร้างพระพุทธรูป บางคนชอบสร้างโบสถ์สร้างเจดีย์

 อันนี้แต่ละคนก็มีความชอบไม่เหมือนกัน

 แต่ความปลื้มปิติอาจจะไม่เหมือนกัน

บางคนชอบเลี้ยงสัตว์ดูแลสัตว์

ได้เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวแล้วมีความปลื้มปีติ

บางคนชอบปล่อยนกปล่อยปลา

 บางคนชอบไถ่วัวโคไถ่ชีวิตวัวโค

 อันนี้เลือกทำได้เป็นบุญเหมือนกัน

 เป็นอาหารของใจเหมือนกัน

แต่ควรจะทำให้มันเป็นนิสัย ถ้าทำได้ทุกวันจะดี

ถ้าไม่สามารถทำได้ทุกวัน

เราก็สามารถทำแบบใส่กระปุกไปก่อนก็ได้

 ทำทุกวัน แต่ถ้ายังไม่มีผู้รับเงินนี้

เราก็เอาเงินที่เราจะทำบุญนี้

ใส่กระปุกไปก่อนทุกวันวันละห้าบาทสิบบาท

ก่อนจะออกจากบ้านก็ทำบุญก่อน

 ใส่บาตร ไม่มีพระมาบิณฑบาต

ก็เอาเงินนี้ใส่กระปุกไปก่อน

 ถ้าเราทำอย่างนี้ทุกวันมันจะ หนึ่งมันจะเป็นนิสัย

 จะติดนิสัยจะทำให้เราชอบทำ

 แล้วมันจะมีบุญหล่อเลี้ยงจิตใจของเราทุกวัน

 แล้วถึงเวลาที่เราจะไปทำบุญมีโอกาส

เช่นวันเกิดหรือวันสำคัญวันหยุดอย่างนี้

 เรามีเวลาไปวัดเราจะได้มีเงินทำบุญ

ถ้าเราไม่เก็บเงินใส่กระปุกไว้

 เอาเงินเหล่านี้ไปใช้อย่างอื่น

พอมีโอกาสไปวัดไปทำบุญ

หรือมีโอกาสไปทำบุญที่ไหน

 จะทำไม่ได้มาก ทำได้เล็กน้อยเท่านั้นเอง

 เพราะว่าเราไม่มีเงินทำ แต่ถ้าเราทำทุกวัน

 วันละเล็กวันละน้อยเก็บไปเรื่อยๆ

 พอถึงวันที่มีโอกาสจะต้องทำบุญ

 วันเกิดหรือวันสำคัญทางศาสนาหรือวันอะไรก็ตาม

โอกาสอะไรก็ตามเราจะได้มีเงินก้อน

ที่จะได้ทำบุญอย่างเต็มที่ได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

....................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 กันยายน 2561
Last Update : 9 กันยายน 2561 5:32:23 น.
Counter : 348 Pageviews.

0 comment
<<< "ฆ่ากิเลสแล้วจะไปนิพพาน" >>>









"ฆ่ากิเลสแล้วจะไปนิพพาน"

หน้าที่ของเราก็คือฆ่ามัน ฆ่ากิเลส ไม่ผิดกฎหมาย

 ไม่ติดคุก ไม่ไปนรก ไม่ไปอบาย

 ฆ่ากิเลสแล้วจะไปนิพพาน

ไม่ชอบฆ่ากันกิเลส ชอบไปฆ่าคนอื่นเหรอ

ชอบฆ่ากิเลสของคนอื่น

 ฉะนั้น ต้องพยายามหยุดความอยากต่างๆ ให้ได้

 ความอยากนี้เป็นตัวทำให้เกิดความเครียด

ความทุกข์ต่างๆ ขึ้นมา ถ้าเราไม่มีกำลัง

เราก็ต้องออกไปหาที่สร้างกำลัง

ที่ๆ เราอยู่นี้ไม่ได้เป็นที่สร้างกำลัง

 แต่เป็นที่สร้างความอยากกัน

เราต้องไปอยู่ที่ๆ เสริมสร้างกำลัง

ที่จะต้องมาหยุดความอยาก

 ก็คือต้องที่วิเวก ที่อยู่คนเดียว

 ที่ห่างไกลจากทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

 ห่างไกลจากบุคคลต่างๆ

 ห่างไกลจากเรื่องราวต่างๆ

 เราก็จะได้สร้างกำลังสร้างสติ

สติเป็นเหมือนเบรค เบรคที่จะหยุดความอยากต่างๆ

ในเบื้องต้นถ้ามีสติแล้ว

 ขั้นต่อไปก็สามารถที่จะสร้างปัญญาขึ้นมา

 เพื่อมาถอดถอนรากของความอยาก

พอรากของความอยากถูกถอนไปแล้ว

 ทีนี้ความอยากก็จะหมดไป สตินี้เพียงแต่กดเอาไว้

 กดความอยากเอาไว้ พอเผลอสติ

พอปล่อยให้ใจคิดปั๊บความอยากก็ไหลตามออกมา

 พอมันไหลตามออกมา

ถ้าอยากจะให้มันหายไปหมดไป

 ก็ต้องใช้ปัญญาถอนรากของความอยาก

 รากของความอยากก็คือความไม่รู้

ว่าการทำตามความอยากนำไปสู่ความทุกข์ต่างๆ

 แล้วพอเราเห็นว่าการทำตามความอยาก

ทำให้เราต้องทุกข์ เราก็จะได้ไม่ทำ

 พอเราไม่ทำตามความอยาก

ความอยากก็จะหมดกำลังไป

 แล้วเราก็จะไม่มีอะไรมาทำให้เราต้องทุกข์

ทำให้เราต้องเสียใจ ทำให้เราต้องโกรธ

ทำให้เราต้องน้อยเนื้อต่ำใจ น้อยอกน้อยใจ

 ทำให้เราไม่ต้องมากังวล ไม่ต้องวิตก

 ไม่ต้องหวาดกลัวกับอะไรต่างๆ นี่อยู่แค่ตรงนี้เอง

อยู่ระหว่างปัญญากับสติ ที่จะมาหยุดความอยาก

 ที่จะมาถอดถอนรากของความอยาก คือความหลง

ความหลงก็คือเราเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง

เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ของเราว่าเป็นของเรา

 เห็นสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะไปควบคุมบังคับได้

ว่าสามารถควบคุมบังคับได้

มันเลยทำให้เราทุกข์กับสิ่งต่างๆ

ทุกข์เพราะเราอยากให้สิ่งที่ไม่เที่ยงมันเที่ยง

 ทุกข์กับร่างกายเพราะเราอยากให้ร่างกาย

ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย

 แต่มันก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายไป

 เวลาแก่ก็ไม่สุขแล้ว เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่สุขแล้ว

เวลาตายก็ไม่สุข แต่เรามองไม่เห็น

ว่าเราไม่สามารถที่จะไปห้ามร่างกาย

ม่ให้แก่ไม่ให้เจ็บไม่ให้ตายได้

จึงต้องสอนใจอยู่เรื่อยๆ ว่าร่างกายมันต้องแก่

ต้องเจ็บต้องตายเป็นธรรมดา

 แสดงว่านี่คืออนิจจัง ไม่เที่ยง

 ล่วงพ้นความแก่ความเจ็บความตายไปไม่ได้

 หรืออนัตตา ไปทำให้มันไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายไปไม่ได้

 ร่างกายนี้เราไปสั่งมันไม่ได้ สั่งได้บางอย่าง

 สั่งได้ในสิ่งที่มันไม่สำคัญอะไร

 สั่งให้มันเดิน สั่งให้มันนอน สั่งให้มันนั่ง

 แบบนี้สั่งได้ แต่ไปสั่งเรื่องที่สำคัญๆ นี้สั่งไม่ได้

สั่งให้มันไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายสั่งไม่ได้

ที่เราต้องมาคิดอย่างนี้บ่อยๆ

เราจะได้เห็นความจริงว่ามันไม่เที่ยง

มันไม่อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับของเรา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 03 กันยายน 2561
Last Update : 3 กันยายน 2561 11:24:25 น.
Counter : 154 Pageviews.

0 comment
<<< "ละครน้ำเน่า" >>>








"ละครน้ำเน่า"

โลกนี้เป็นเหมือนโรงละคร หรือโรงภาพยนต์

 ดูมากี่ล้านรอบก็เหมือนกัน

 เป็นละครน้ำเน่าเหมือนกันทุกรอบ มีรักมีชัง

มีแก่งแแย่งชิงดีชิงเด่น โกรธเกลียด อิจฉาริษยา

 มีอะไร108 ภาพยนต์ที่เราดู

มันเป็นภาพที่สะท้อนความจริงของโลกนี้

 โลกนี้เป็นอย่างนี้

เราเป็นเพียงคนดูอย่าไปหลงกับมันเท่านั้นเอง

 แล้วเราจะอยู่อย่างสบาย ไม่ทุกข์ไม่เครียดกับการเกิด

การดับ การมา การไปของสิ่งต่างๆ

รวมถึง ร่างกายนี้ด้วย เราจะไม่ทุกข์

กับความแก่ ความเจ็บ ความตาย

เราจะไม่ทุกข์กับการพลัดพรากจากสิ่งต่างๆ

ที่เรารัก เราชอบไป

ดังนั้น ขอให้พวกเราพยายาม

ฟังเทศน์ ฟังธรรมกันอยู่เรื่อยๆ

 เพื่อที่เราจะได้เอาความรู้นี้มาสอนใจเราอีกต่อหนึ่ง

 สอนให้ใจของเรานิ่ง ใจของเราสงบ

 ใจของเราปล่อยวาง เป็นอุเบกขา

 ให้ใจของเราจำกัดความอยากต่างๆ

ที่จะมาขโมยความสงบหรือความนิ่งนี้

 ที่จะทำให้เราไม่สามารถอยู่กับความจริงได้

ถ้าเรามีสติ มีสมาธิ มีปัญญาแล้ว

จะอยู่กับความจริงตลอดเวลา

 เราจะไม่อยู่กับอยาก

 เพราะเราจะเห็นโทษของความอยาก

 เพราะเกิดความอยากขึ้นมาแล้วนี้

มันแสนทรมานใจอยู่กับความจริงมันไม่ทรมาน

 ความแก่ไม่ทรมาน ความเจ็บไม่ทรมาน

 ความตายไม่ทรมาน สิ่งที่ทำให้ใจทรมานคือ

ความอยากไม่แก่ ความอยากไม่เจ็บ

 อยากไม่ตายต่างหาก

ถ้าเราปฏิบัติไปเราก็จะเข้าใจหลักความจริงเหล่านี้

 แล้วเราจะสามารถรักษาใจของเรา

ให้ตั้งอยู่ในความนิ่ง ความสงบไปได้ตลอดเวลา .

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.......................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ 22 ธันวาคม 2556







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 สิงหาคม 2561
Last Update : 31 สิงหาคม 2561 11:01:44 น.
Counter : 148 Pageviews.

0 comment
<<< "กระจกส่องใจ" >>>









“กระจกส่องใจ”

พระพุทธศาสนานี้เป็นเหมือนกระจกส่องหน้า

 ถ้าเราไม่มีกระจกส่องหน้าเราก็จะไม่รู้ว่า

หน้าตาของเราเป็นอย่างไร เราก็อาจจะคิดว่า

หน้าตาของเราเหมือนกับหน้าตาของคนอื่น

 เพราะเราไม่เคยเห็นหน้าตาของเราเอง

 แต่ถ้าเรามีกระจกส่องหน้าเราก็จะรู้ว่า

หน้าตาของเราเป็นอย่างไร

 ฉันใด พระพุทธศาสนาก็เป็นเหมือนกับกระจกส่องหน้า

 ส่องตัวเราให้เรารู้ว่าตัวเรานี้เป็นใครเป็นอะไร

ถ้าเราไม่มีพระพุทธศาสนาเราก็จะคิดว่า

ร่างกายนี้ เป็นตัวเรา แต่ถ้าเรามีพระพุทธศาสนา

 เราก็จะรู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราก็คือใจ

 คือผู้รู้ผู้คิด ส่วนร่างกายนี้ เป็นเพียงผู้รับใช้ผู้รู้ผู้คิด

 ผู้รู้ผู้คิดนี้เป็นนาย ร่างกายนี้เป็นบ่าว

 ร่างกายต้องรอรับคำสั่งของผู้รู้ผู้คิดก่อน

 ถึงจะทำอะไรได้ และเวลาทำอะไรไปแล้ว

ผู้ที่รับผลก็คือผู้รู้ผู้คิดนี่เอง ไม่ใช่ร่างกาย

 ร่างกายได้รับก็เป็นผลพลอยได้

เป็นผลส่วนย่อยไม่สำคัญอะไร

 เพราะส่วนที่สำคัญอยู่ที่ผู้รับผู้รู้ผู้คิด

 เวลาคิดอะไรแล้วสั่งให้ร่างกายทำไป

ก็จะเกิดความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดีขึ้นมา

 หรือความรู้สึกกลางๆ ถ้าคิดดีแล้ว

สั่งให้ร่างกายพูดดี ทำดี ก็จะเกิดความสุขใจขึ้นมา

 ถ้าคิดไม่ดีแล้วสั่งให้ร่างกายพูดไม่ดี ทำไม่ดี

 ก็จะเกิดความไม่สบายใจขึ้นมา เกิดความทุกข์ขึ้นมา

นี่คือสิ่งที่พระพุทธศาสนาจะทำให้เรามองเห็น

 ทำให้เรารู้ว่าการกระทำของเรานี้

เป็นการสร้างความสุข หรือสร้างความทุกข์ให้แก่เรา

 ถ้าเราไม่รู้เราก็จะทำไปตามความรู้สึกนึกคิดของเรา

 ซึ่งความรู้สึกนึดคิดของเรานี้

มักจะทำให้เราได้รับความทุกข์มากกว่าได้รับความสุข

แต่ถ้าเรามีพระพุทธศาสนาให้เรามองเห็น

 การกระทำของเรา เห็นผลของการกระทำของเรา

 เราก็จะได้รู้จักวิธีที่จะสร้างความสุขให้กับใจของเรา

 และรู้จักวิธีที่จะดับความไม่สบายใจของเรา

 พระพุทธศาสนาจึงมีคุณมีประโยชน์มากสำหรับเรา

 เหมือนกับร่างกายของเราก็ต้องอาศัยกระจก

ไว้เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นความจริงของร่างกาย

ว่าตอนนี้ หน้าตาเราป็นอย่างไร

 ถ้าเราไม่มีกระจกส่องหน้าเราก็จะไม่รู้ว่า

หน้าตาของเราตอนนี้สะอาดหรือไม่สะอาด

 สวยหรือไม่สวย ถ้ามีกระจกเราก็จะเห็น

 ถ้าไม่สะอาด เราก็จะได้ทำให้สะอาดได้

ถ้าไม่สวยเราก็จะทำให้สวยได้

 ฉันใด ิถ้าเรามีพระพุทธศาสนา

ไว้ส่องตัวเราคือใจของเรา

 เราก็จะได้รู้ว่าใจของเรานี้เป็นตัวของเรา

เราจะได้รู้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวของเรา

 เราจะได้รู้ว่าความสุขของเรานั้น

เกิดจากความคิดแบบไหน

 เกิดจากการพูดการกระทำแบบไหน

ความทุกข์ของเราเกิดจากความคิดแบบไหน

 เกิดจากการพูด การกระทำแบบไหน

 เมื่อเรารู้แล้วเราก็จะได้คิดและพูด

และทำในแบบที่จะทำให้เรามีความสุข

เราก็จะยุติการคิดการพูดการกระทำ

แบบที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ขึ้นมา

นี่คือพระพุทธศาสนา ถ้าเราไม่มีพระพุทธศาสนา

เราก็จะคิดไปในทางที่ผิด

 แล้วก็ผลิตความทุกข์ให้กับเรา

 อย่างที่เราได้สัมผัสกันอยู่มาตลอด

 แต่พอเราได้มาพบกับพระพุทธศาสนาแล้ว

น้อมนำเอาคำสอนของพระพุทธศาสนามาปฏิบัติ

เราก็จะได้ผลิตความสุขและได้ระงับการผลิตความทุกข์

นี่คือเรื่องของพระพุทธศาสนากับตัวเรา

 มีความสำคัญกับตัวเราอย่างมาก

ถ้าเรามีพระพุทธศาสนาแล้ว เราสามารถปฏิบัติตาม

คำสอนของพระพุทธศาสนาได้

 เราก็จะผลิตแต่ความสุข

 เราจะไม่ผลิตความทุกข์ให้กับเรา

 ชีวิตของเราก็จะมีแต่ความสุขไปตลอดไม่มีวันสิ้นสุด

 ถ้าเราไม่มีพระพุทธศาสนาหรือมี

 แต่ไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธศาสนา

 เราก็จะเป็นเหมือนอย่างที่เราเคยเป็นมา

ก็คือเราก็จะผลิตความทุกข์ ออกมาเรื่อยๆ

 ความสุขนานๆ ก็จะผลิตออกมาแต่ก็เป็นความสุข

ที่มีความทุกข์ตามมา ไม่ได้เป็นความสุขล้วนๆ

 ความสุขที่บริสุทธิ์ แต่เป็นความสุข

ที่มีความทุกข์ตามมา

เหมือนกับยาขมเคลือบน้ำตาล

ไม่หวานอย่างเดียว หวานเพียงเดี๋ยวเดียว

 หวานในระยะแรกๆ เวลาอมยาขมเคลือบน้ำตาลนี้

เวลาอมเข้าไปใหม่ๆ จะหวาน

 พอน้ำตาลที่เคลือบนั้นละลายไปหมด

ก็จะเหลือแต่ความขม ฉันใด

 ความสุขที่พวกเราผลิตกันออกมานี้

ก็เป็นแบบนั้น เป็นความสุข

ที่เคลือบความทุกข์เอาไว้

 พอความสุขที่เราได้สัมผัสรับรู้จางหายไป

ก็จะเหลือแต่ความทุกข์ให้เราได้สัมผัส

 แต่ถ้าเราได้ปฏิบัติตาม

คำสอนของพระพุทธศาสนา

 เราก็จะได้แต่ความสุข

ในเบื้องต้นอาจจะมีความทุกข์บ้าง

ในการปฏิบัติตามคำสอน เพราะว่า

เป็นการกระทำที่ขัดกับนิสัย ขัดกับความถนัด

 เลยทำให้รู้สึกว่าเป็นความทุกข์ยากลำบาก

 แต่พอปฏิบัติไปเรื่อยๆแล้ว ความทุกข์ยากลำบาก

 ความรู้สึกไม่ถนัดนี้ก็จะค่อยๆหายไป

 จะเกิดความถนัดขึ้นมา เกิดความชำนาญขึ้นมา

แล้วก็จะไม่รู้สึกยากลำบากแต่อย่างใด

แล้วก็จะมีแต่ความสุขที่จะได้รับจากการปฏิบัติ

ตามที่พระพุทธศาสนาสอนให้ปฏิบัติกัน

 นี่คือความสุขที่เคลือบด้วยความทุกข์

แต่ก็เป็นความทุกข์บางๆ

พอเราเหมือนกับเราอมขนม

ที่เคลือบด้วยยาขม เวลาอมใหม่ๆ ก็รู้สึกขม

แต่พอความขมนั้นละลายไปแล้ว

ก็จะเหลือแต่ความหวาน

 จะเอาอย่างไหน จะเอายาขมเคลือบน้ำตาล

หรือจะเอาน้ำตาลเคลือบยาขม

จะเอาสุขต้นแล้วทุกข์ปลาย

 หรือจะเอาทุกข์ต้นแล้วสุขปลาย

 นี่คือคำถามที่พวกเราจะต้องตอบตัวเราเองให้ได้

 เพราะนี่คือทางของพระพุทธศาสนา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.....................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

“กระจกส่องใจ”




ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 30 สิงหาคม 2561
Last Update : 30 สิงหาคม 2561 10:28:08 น.
Counter : 140 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ