Group Blog
All Blog
<<< " สรุปเรื่องสำคัญเนื่องในวันมาฆบูชา" >>>










“สรุปเรื่องสำคัญ เนื่องในวันมาฆบูชา”

"มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปูรณมีบูชา"

หมายถึงการบูชาวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะ

 ตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน ๓

ตามปฏิทินจันทรคติของไทย

 ซึ่งมักจะตรงกับเดือนกุมภาพันธ์หรือเดือนมีนาคม

วันมาฆบูชาเป็นเสมือนวันประชุมกันเป็นพิเศษ

แห่งพระอรหันตสาวก โดยมิได้มีการนัดหมายล่วงหน้า

ซึ่งได้มีขึ้น ณ บริเวณเวฬุวันวรมหาวิหาร

 กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้

เป็นเวลานับได้ ๙ เดือน วันนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า

“วันจาตุรงคสันติบาต” (มาจากศัพท์บาลี คือ

จตุ+องค+สนนิปาต+ แปลว่า การประชุม

อันประกอบด้วยองค์ประกอบทั้งสี่ประการ)

เนื่องจากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างประจวบเหมาะ

 ๔ ประการ คือ

๑. วันที่พระสงฆ์ทั้งหมดมาชุมนุมกันนี้

ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓)

๒. พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมาย

๓. พระภิกษุ เหล่านั้นทั้งหมด ได้รับการอุปสมบท

จากพระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกขุอุปสมปทา)

๔. พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์

 ประเภทฉฬภิญญา คือ ได้อภิญญา ๖

พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์

 เป็นพระพุทธพจน์ ๓ คาถา ซึ่งถือได้ว่า

 เป็นหัวใจของพระศาสนา มีใจความดังนี้

พระพุทธพจน์คาถาแรก ทรงกล่าวถึง พระนิพพาน

ว่าเป็นจุดมุ่งหมายหรืออุดมการณ์อันสูงสุด

ของบรรพชิตและพุทธบริษัท

 อันมีลักษณะที่แตกต่างจากศาสนาอื่น

ดัง พระบาลีว่า "นิพพานัง ปรม วทนติ พุทธา"

แปลว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่า

พระนิพพานเป็นบรมธรรม

พระพุทธพจน์คาถาที่สองทรงกล่าวถึง

"วิธีการอันเป็นหัวใจสำคัญเพื่อเข้าถึง

จุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา

แก่พุทธบริษัททั้งปวง โดยย่อดังพระบาลีว่า

"สพพปาปสส อกสรณ กุสลสสูปสมปทา

 สจิตตปริโยทปเน เอต พุทธานสาสนฯ"

คือ การไม่ทำชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญแต่ความดี

 และการทำจิตของตนให้ผ่องใส

เป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง

ส่วนนี้เองของโอวาทปาฏิโมกข์ที่พุทธศาสนิกชน

มักท่องจำกันไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นเพียงคาถา

ในสามคาถากึ่งของโอวาทปาฏิโมกข์เท่านั้น

ส่วนพระพุทธพจน์คาถาสุดท้าย

ทรงกล่าวถึงหลักการปฏิบัติของพระสงฆ์

ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนา ๖ ประการ

คือ การไม่กล่าวร้ายใคร ,การไม่ทำร้ายใคร ,

การมีความสำรวมในปาฏิโมกข์ทั้งหลาย ,

การเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร

และการรู้จักที่นั่งนอนอันสงัด

ไม่ว่าพระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ตาม

 เมื่อได้มาตรัสรู้และประกาศคำสอนแล้ว

ก็จะประกาศหัวใจของศาสนาด้วยกันทั้งสิ้น

ซึ่งมีหัวข้อสำคัญอยู่ ๓ หัวข้อด้วยกันคือ

 ๑. ละเว้นจากการทำบาปทั้งปวง

 ๒. ทำกุศลทั้งหลายให้ถึงพร้อม

 ๓. ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์

กำจัดความโลภ ความโกรธ ความหลง

ให้หมดสิ้นไปจากจิตจากใจ

นี่คือ หัวใจของพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์

ที่อุบัติขึ้นมาในอดีตก็ดี

 หรือจะมาตรัสรู้ในภายภาคหน้าก็ดี

ก็จะสอนเหมือนกันทั้งนั้น เพราะคำสอนนี้

เป็นเหตุที่จะนำสัตว์โลกไปสู่ความสุข

 ความเจริญแคล้วคลาดปลอดภัย

จากทุกข์ภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวง

 เพราะสัตว์โลกทั้งหลายตั้งแต่ท้าวมหาพรหม

ลงมาจนถึงสัตว์นรก

ก็ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรมทั้งสิ้น

 คือ “กฎของเหตุและผล” เหตุก็คือการกระทำ

 ผลก็คือความสุขความเจริญ

 หรือความทุกข์ความเสื่อม

 ก็จะตามมาไม่ยกเว้นใครทั้งสิ้น

ถ้าทำเหตุที่ดีตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

ให้ทำทั้ง ๓ ประการ

 ก็จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

 ถ้ายังไม่ได้บรรลุก็จะได้เป็นเทพ เป็นพรหม

เป็นมนุษย์ไปก่อน จนกว่าจะทำภารกิจให้เสร็จสิ้นไป

ก็จะได้กลายเป็นพระอรหันต์กลายเป็นพระพุทธเจ้า

 ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

ถ้ายังไม่ถึงขั้นพระอรหันต์ก็จะเวียนว่ายอยู่ในภพที่ดี

 อยู่ในสุคติ เกิดเป็นมนุษย์บ้าง เป็นเทพบ้าง

เป็นพรหมบ้างแล้วในที่สุดก็จะได้เป็นพระอรหันต์

 ไม่ต้องไปเกิดอีกต่อไป ได้ไปอยู่ในพระนิพพาน

อันเป็นดินแดนที่มีแต่ความสุข

มีแต่ความเจริญโดยฝ่ายเดียว

ปราศจากความทุกข์ต่างๆ

 การกำจัดความโลภความโกรธความหลง

ด้วยการสร้างปัญญาให้เกิดขึ้น

 สอนตนเองว่าไม่มีอะไรในโลกนี้เที่ยงแท้แน่นอน

ที่เป็นของเราอย่างแท้จริง ที่จะอยู่กับเราไปตลอด

 ที่จะให้ความสุขไร้ความทุกข์

เมื่อต้องพลัดพรากจากกัน ก็จะต้องปล่อยวาง

 เตรียมตัวเตรียมใจว่าสักวันหนึ่งจะต้องจากกันไป

 จะได้รู้สึกเฉยๆ ไม่เดือดร้อนไม่ทุกข์

 เพราะเดือดร้อนไปทุกข์ไป

ก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้เกิดขึ้นได้

 เมื่อถึงเวลาจะต้องตายจากกัน

 จะทุกข์หรือไม่ทุกข์ก็ต้องตายจากกันเหมือนกัน

 แต่คนที่ไม่ทุกข์เป็นคนฉลาด เพราะใจสบาย

 คนที่ทุกข์เป็นคนโง่ ต้องแบกความทุกข์

ความเศร้าโศกเสียใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ

เพราะไม่สร้างปัญญามาทำลายความหลงนั่นเอง

 นี้ก็คือการกำจัดความโลภความโกรธความหลงในจิตใจ

 เพื่อที่จะทำให้ไม่ต้องไปเกิดอีกต่อไป"

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนา ชุด กำลังใจ ๓๑

เรื่อง “วันมาฆบูชา” กัณฑ์ที่ ๓๐๒

วันที่ ๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐


“ข้อมูลจากหนังสือ ป้ายบอกทาง”






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 01 มีนาคม 2561
Last Update : 1 มีนาคม 2561 17:58:08 น.
Counter : 401 Pageviews.

0 comment
<<< "ความรู้เรื่องบาปเรื่องบุญ" >>>










"ความรู้เรื่องบาปเรื่องบุญ"

ภพของมนุษย์นี้

เป็นภพที่เรามาสร้างบุญสร้างบาปกัน

 ส่วนภพของเทวดา ภพของเดรัจฉาน

ภพของเปรต ภพของอสุรกายของนรกนี้

 เป็นที่เราไปรับผลบุญผลบาปกัน

นี่คือเรื่องจิตใจของพวกเรา

ที่เป็นอย่างนี้มาเป็นเวลาอันยาวนาน

 เราเวียนว่ายตายเกิดในภพต่างๆ

ตามอำนาจของบุญของบาปที่เราทำ

ในขณะที่เรามาเกิดเป็นมนุษย์กัน

 พอตายไปเราก็ไปรับผลบุญผลบาป

 พอผลบุญผลบาปหมดไป

 เราก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

 มาทำบุญทำบาปใหม่ แล้วก็กลับไปเกิด

เป็นสัตว์ชนิดต่างๆ ใหม่หลังจากที่ตายไปแล้ว

 นี่คือเรื่องของกฎแห่งกรรม

ที่กำกับควบคุมใจของพวกเราอยู่กันในขณะนี้

 พวกเราก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิด

ไปอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะทำอะไรอย่างไร

พอเราเกิดมาเราก็มาทำบุญทำบาปกัน

 เพราะเรามีความอยากต่างๆ อยู่ในใจ

 เราอยากจะได้ข้าวของเงินทอง เราก็ไปหากัน

 ถ้าหาโดยวิธีที่ไม่ไปทำบาปไม่ได้ ก็ทำบาปกัน

 เพราะความอยากได้มันจะเป็นตัวกดดัน

ให้ต้องไปทำบาปกัน เพราะถ้าไม่ได้แล้วมันทุกข์

 วิธีที่จะทำให้มันหายทุกข์ก็ต้องไปทำบาป

เพื่อที่จะได้สิ่งที่อยากได้กัน

ถ้าสามารถหาได้โดยที่ไม่ทำบาปก็รอดตัวไป

 ไม่ต้องทำบาป เราก็เลยตกอยู่ในสภาพที่ไม่แน่นอน

 บางโอกาสก็ต้องทำบาป เพราะบางโอกาส

บางจังหวะเวลาที่เราอยากได้อะไร

แต่เราไม่สามารถหามาได้โดยไม่กระทำบาป

 เราก็ต้องไปกระทำบาปกัน

พอเรากระทำบาป เราก็จะสะสม

ความเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ ขึ้นมาทันที

พอเราทำบาปเพราะเราจำเป็นจะต้องทำ

เช่นเราต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

 แล้วเราไม่สามารถที่จะทำงานทำการมีเงินเดือน

มีรายได้เพื่อไปซื้ออาหาร

ซื้ออะไรมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

 เราก็อาจไปขโมยเงินขโมยทอง

 หรืออาจจะไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไปตกปลาไปยิงนก

 ไปหาสัตว์มาเป็นอาหาร เราก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา

 เรื่องของการอยู่รอด เราก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นบาป

อันนี้ก็คือการทำบาปด้วยความหลง

ด้วยความไม่รู้ เราก็จะเป็นเหมือนสัตว์เดรัจฉาน

 สัตว์เดรัจฉานเขาก็ไม่รู้เวลาเขาทำบาป

 เขาเพียงแต่รู้ว่าเขาหิว

เมื่อเขาเห็นว่ามีสัตว์ที่เขากินได้

เขาก็จะตะครุบมันมากินทันที

เพื่อดับความหิวของเขา

นี่เป็นสัญชาตญาณของสัตว์เดรัจฉาน

ถ้าเราเป็นมนุษย์แล้วไม่มีใครสั่งสอนเรา

ว่า การทำบาปแม้แค่การยังชีพ

ก็บาปเป็นเหมือนเดรัฐฉาน เราก็จะทำ

 แต่ถ้าเราโชคดีเราได้มาเกิดในครอบครัว

ที่มีความรู้เรื่องบาปเรื่องบุญ

 เขาก็จะห้ามเราไม่ให้ทำบาป

สอนเราให้ไปหาด้วยวิธีไม่ทำบาป

เราก็จะปลอดภัยจากการเป็นเดรัจฉาน

 หรือเป็นเปรต หรือเป็นอสุรกาย หรือเป็นสัตว์นรก

การที่เราจะได้พบกับผู้ที่มีความรู้

เกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรมนี้

 เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยาก เพราะนานๆ

 จะมีคนที่รู้เกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรม

มาเกิดในโลกนี้สักครั้งหนึ่ง

เช่นคนอย่างพระพุทธเจ้านี้

เป็นคนที่รู้เรื่องกฎแห่งกรรม

 รู้เรื่องบุญเรื่องบาป รู้เรื่องนรกเรื่องสวรรค์

รู้เรื่องเวียนว่ายตายเกิด และรู้เรื่องวิธี

ที่จะทำให้ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 28 กุมภาพันธ์ 2561 15:17:39 น.
Counter : 214 Pageviews.

0 comment
<<< "แซงคิว" >>>









แซงคิว”

ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีมามีไป มันไม่อยู่กับเราไปตลอด

 มาแล้วเดี๋ยวก็ต้องไป พวกเรานี้เดี๋ยวก็ต้องจากกันแล้ว

ไม่ได้อยู่ร่วมกันไปตลอดนะ

เดี๋ยวคนที่มีอายุมากกว่าก็ไปก่อน

 แต่บางทีก็มีพวกใจร้อน แซงคิวไปก่อนก็มี

 แต่ถ้าพูดตามลำดับก็ใครมีอายุมากกว่าก็ไปก่อน

 เหมือนถือบัตรคิว ใครถึงเบอร์หนึ่งก็ไปก่อน

 ใครถือเบอร์สองก็ไปต่อ แต่บางทีก็มีพวกแซงคิว

ถือเบอร์สิบแต่แซงคิวพวกเบอร์สามเบอร์สี่ไปก่อน

ไม่มีอะไรแน่นอน แต่ไปด้วยกันแน่ๆ ไปด้วยกันทุกคน

 เพราะนี่คือธรรมชาติของร่างกายของพวกเราทุกคน

ร่างกายของพวกเราทุกคนนี้มันไม่อยู่ไปตลอด

 มันมีมาแล้วมันก็ไป

ของต่างๆ ที่เราได้มาก็เหมือนกัน มีมาแล้วก็มีไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๙









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2561 9:52:29 น.
Counter : 217 Pageviews.

0 comment
<<< "เราควรที่จะฝึกสติกัน" >>>











"เราควรที่จะฝึกสติกัน"

พวกเราโชคดีที่ได้มาเกิดในเมืองพุทธศาสนา

ที่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า

ที่จะสอนให้เรามาหาความสุขที่แท้จริงกัน

 ให้เราเลิกหาความสุขปลอมกัน

ความสุขปลอมก็คือความสุขที่จะกลายเป็นความทุกข์

 เพราะมันไม่เที่ยงมันไม่ถาวร เป็นความสุขชั่วคราว

เวลาเสียความสุขนี้ไป ไม่สามารถหาความสุขนี้ได้

มันก็จะทำให้เราทุกข์กัน

ฉะนั้นเราควรที่จะมาฝึกสติกัน

 เพื่อที่จะทำให้ใจเราสงบ

 ใจเราถ้าไม่มีสตินี้มันไม่สงบหรอก สงบเองไม่ได้

มันเหมือนกับรถที่วิ่ง ถ้าไม่มีเบรคมันหยุดเองไม่ได้

ถ้าจะให้รถหยุดนี้ต้องมีเบรค

 ต้องเหยียบเบรครถถึงจะหยุด

 ใจของเราก็วิ่ง วิ่งด้วยความคิด

 คิดตั้งแต่ตื่นขึ้นมา

 คิดตั้งแต่ก่อนตื่น เวลานอนก็คิด

เวลาเราฝันนี้มันก็เป็นความคิด

ความฝันมันมาจากความคิด

 ใจเราคิดไปในเวลาที่เราหลับ

มันก็เลยเป็นความฝันขึ้นมา

 เวลาเราตื่นเราก็ฝันต่อ ฝันแบบลืมตา

เพราะใจเราก็ยังคิดต่อ คิดอยากไปที่นั่น

คิดอยากทำโน่นอยากทำนี่

คิดอยากเห็นคนนั้นเห็นคนนี้

อยากเจอสิ่งนั้นอยากเจอสิ่งนี้

จะเรียกว่าเพ้อฝันไง

 ความเพ้อฝันก็เกิดจากความคิดของเรา

 คิดแล้วก็ทำให้อารมณ์เสียอารมณ์ไม่ดี

คิดแล้วก็อยากได้ พออยากได้ใจก็ไม่เป็นปกติ

 ใจก็เริ่มกระวนกระวาย กระสับกระส่าย

 หงุดหงิดรำคาญใจ ก็เลยต้องไปหาสิ่งที่อยากได้มา

 เพื่อที่จะให้ความหงุดหงิดรำคาญใจหายไป

ก็เลยคิดว่าเป็นความสุข พออยากได้อะไร

ก็ต้องไปหาสิ่งที่อยากได้

 พอได้มาความหงุดหงิดรำคาญใจก็หายไป

 ก็เลยรู้สึกว่าสุขขึ้นมา ความจริงมันไม่ได้สุขหรอก

 มันดับความกระวนกะวายกระสับกระส่าย

ความหงุดหงิดรำคาญใจ

ที่เกิดจากความอยากนี่เอง

 ถ้าไม่มีความอยากตอนนี้

ก็ไม่มีความหงุดหงิดรำคาญใจ สบาย

ตอนนี้ไม่มีความอยากแล้ว

กระวนกระวายกระสับกระส่าย เฉยๆ

 แต่พอเกิดความอยากใหม่นี้ เริ่มแล้ว

เริ่มกระวนกระวาย กระสับกระส่าย

หงุดหงิดรำคาญใจ

ก็เลยต้องไปทำตามความอยาก

 พอได้ทำเสร็จแล้ว ความหงุดหงิดก็หายไป

 แต่หายไปชั่วคราว เดี๋ยวความอยากก็มาอีก

ก็ยังคิดต่อ เดี๋ยวคิดถึงคนนั้นคิดถึงคนนี้

 คิดถึงสิ่งนั้นคิดถึงสิ่งนี้

คิดถึงรูปเสียงกลิ่นรสก็อยากได้แล้ว

ฉะนั้นเราต้องใช้สติมาหยุดความอยากเหล่านี้

 หยุดความคิด ถ้าเรามีสติเราสั่งให้หยุดความคิดได้

 ถ้าเราสั่งให้มันหยุดคิดไม่ได้ แสดงว่าเรายังไม่มีสติ

 ถ้าเรายังไม่มีสติเราก็ต้องสร้างสติขึ้นมา

 วิธีสร้างสติก็คือบริกรรม พุทโธ พุทโธ ไป

 ถ้าเราบริกรรมพุทโธอยู่กับพุทโธ

 เราก็จะไปคิดถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้คนนั้นคนนี้ไม่ได้

พอเราไม่คิดเราก็จะไม่อยาก

พอไม่อยากใจเราก็จะไม่กระวนกระวาย

ไม่กระสับกระส่าย ใจเราก็มีความสุข

 นี่แหละไม่ต้องไปมีอะไร ที่มีกันก็เพราะอยาก

 ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้องมี.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2561 19:24:38 น.
Counter : 275 Pageviews.

2 comment
<<< "ต้องมีข้อสอบมาพิสูจน์ใจ" >>>










" ต้องมีข้อสอบมาพิสูจน์ใจ”

ผู้ใดที่มีดวงตาเห็นธรรมแล้วนี้

จะไม่กลับไปอยู่ในเพศของฆราวาสอย่างแน่นอน

 ที่บอกว่าเป็นโสดาบัน แล้วกลับไป สึกไปนี้

 ก็เป็นโสดาบันเทียมเข้าใจไหม

 โสดาบันตามความคิด แต่ไม่ได้เป็นไปทางจิตใจ

คิดว่าตัวเองเข้าใจแล้วว่า ร่างกายไม่ใช่ตัวเราของเรา

 มันจะแก่ จะเจ็บ จะตายก็ช่างมัน อันนี้ก็พูดได้

 เพราะมันยังไม่เจอของจริง มันยังไม่ได้ไปสอบ

ต้องเข้าห้องสอบ ถึงจะรู้จริงว่าปล่อยได้หรือเปล่า

 ต้องนั่งสู้กับเวทนาให้เกิด แล้วมันดับของมันไปเอง

 แล้วจิตใจไม่มีความทุกข์ไม่มีความหวั่นไหว

กับทุกขเวทนา คือความเจ็บปวดของร่างกาย

แล้วก็ต้องพาร่างกายไปหาที่ไหนที่มันน่ากลัว

 ที่มันน่ากลัวตายนี้

 ให้มันไปดูสิว่ามันยังกลัวอยู่หรือเปล่า

 อันนี้ถึงจะรู้ว่าเป็นโสดาบันจริงหรือไม่จริง

แต่เพียงแต่นั่งคิดตรงนี้ว่า อ๋อ ร่างกายไม่ใช่ของเรา

 เกิดแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ปล่อยให้มันตายไป

 อันนี้ก็พูดได้ ใครๆก็พูดได้

 แต่เวลาไม่สบายแล้วไปหาหมอ

 หมอบอกเป็นมะเร็งนี่

 จะรักษาไม่หายนี่ ดูสิใจจะเป็นยังไง

 ตอนนั้นแหละจะรู้ว่าเป็นโสดาบันหรือไม่โสดาบัน

 ถ้ารู้สึกเฉยๆ เอ้อ เดี๋ยวมันต้องธรรมดา

 มันต้องเจ็บเดี๋ยวมันต้องตาย เอ้อก็ดี

จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ โดยที่ไม่รู้สึกหวั่นไหว

 ไม่รู้สึกเศร้าโศกเสียใจเดือดร้อน

 อย่างนั้นแหละโสดาบันจริง

คือมันต้องมีข้อสอบมาพิสูจน์ใจ

ไม่ใช่เพียงแต่ฟังหรืออ่านแล้วก็มาคิดว่า

อ๋อ ร่างกายไม่ใช่เรา มาจากดินน้ำลมไฟ

 มาจากพ่อจากแม่ เดี๋ยวมันต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

ถ้าไปยึดกับมันก็จะทุกข์ ฉะนั้นอย่าไปยึดมันดีกว่า

อันนี้มันพูดได้ เพราะตอนนี้มันยังไม่ทุกข์

ต้องไปเจอตอนที่มันทุกข์ แล้วดูสิว่ามันทุกข์หรือเปล่า

 ไปเจอตอนที่มันเจ็บ ตอนที่มันตาย

 หรือสำหรับบางคน คนที่ชอบสวยชอบงาม

 พอเห็นหนังเหี่ยว พอเห็นผมขาวขึ้นมา

ดูสิว่ามันทุกข์ขึ้นมาหรือเปล่า

หรือสิวฝ้าโผล่ขึ้นมาบนใบหน้า

อันนี้แหละมันต้องมีข้อสอบ ไม่ใช่อยู่ดีๆมานั่งคิด

ตอนที่ยังไม่มีข้อสอบ เหมือนเด็กที่จะเข้าสอบ

 ยังไม่สอบนี่ โอ้ย ดูเข้าใจแล้วสอบยังไงก็สอบได้

 เออพูดได้ แต่ต้องไปสอบก่อนถึงจะรู้จริงว่าสอบได้

หรือสอบไม่ได้ ถึงแม้จะได้ทำการบ้านแล้วก็ตาม

 แต่ถ้ายังไม่ไปทำข้อสอบนี้

 ยังไม่รู้ว่าสอบได้จริงหรือเปล่า

 อันนี้ก็เหมือนกัน หรือเหมือนนักมวย

ที่ซ้อมชกอยู่กระสอบทราย

 ซ้อมชกกับคู่ซ้อมจนมีความมั่นใจ

 โอย เอาชนะมันได้แน่นอน

ก็ยังเป็นความคิดเท่านั้นเอง ยังไม่เป็นความจริง

 มันต้องรู้กันตอนที่ขึ้นเวทีเท่านั้นแหละ

 ถ้าไปขึ้นเวทีแล้วทีนี้จะรู้แล้วแพ้หรือชนะ

 ดังนั้นเราจะต้องเจอกับเหตุการณ์จริง

 แล้วถึงจะรู้ว่าใจเรานี้ทุกข์หรือไม่ทุกข์

ปล่อยหรือไม่ปล่อย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 25 กุมภาพันธ์ 2561
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2561 11:17:20 น.
Counter : 174 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ