Group Blog
All Blog
<<< "เรื่องของคนฉลาด" >>>










“เรื่องของคนฉลาด”

พระพุทธเจ้าตอนที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ

ท่านก็หาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ

จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 แต่ท่านก็เห็นว่ามันไม่เป็นของที่แน่นอน

 แล้วต่อไปในอนาคตท่านก็รู้ว่า

ท่านจะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย

 ท่านก็จะไม่สามารถหาความสุขจากลาภยศสรรเสริญ

 จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะได้

 ท่านก็เลยไปศึกษาไปเห็นนักบวชก็ไปทราบว่า

นักบวชเขามีวิธีหาความสุขแบบที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย

 ไม่ต้องใช้ลาภยศสรรเสริญ

ไม่ต้องใช้รูปเสียงกินรสโผฏฐัพพะ

เขาหาความสุขด้วยการทำใจให้สงบ

ท่านก็เลยไปศึกษาไปบวชอยู่กับพวกนักบวช

ไปศึกษาวิธีหาความสุขจากความสงบ

 พวกนักบวชเขาก็หาความสุขจากความสงบได้

 แต่เป็นพักๆ เป็นขณะที่เข้าสมาธิ ใจสงบก็มีความสุข

 แต่เขายังไม่สามารถหาความสุขได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

 เวลาที่เขาออกจากสมาธิมา

ใจเขาก็ยังไปอยากได้สิ่งโน้นสิ่งนี้อยู่

 ใจของเขาก็ยังทุกข์อยู่ แต่ตอนนั้นไม่มีใครรู้

ว่าที่ทำให้ใจทุกข์นั้นเป็นอะไร ไม่รู้ว่าเป็นความอยาก

 ไม่รู้ว่าเพราะไม่มีสิ่งที่อยากได้เป็นเหตุต่างหาก

 เช่นอยากจะกินของอยากจะดื่มเครื่องดื่ม

แล้วไม่มีเครื่องดื่มให้ดื่มก็เลยเป็นทุกข์

 ก็เลยไปคิดว่าที่ทุกข์

ก็เพราะว่าเครื่องดื่มนั้นไม่มีให้ดื่ม

 แต่ความจริงมันไม่ใช่ ความจริงอยู่ที่

ความอยากดื่มเครื่องดื่มนั้น

 ถ้าไม่มีความอยากดื่มเครื่องดื่มนั้น

มีไม่มีก็จะไม่ทุกข์ แต่ถ้ามีความอยาก

ถ้ามีดื่มก็สุขถ้าไม่มีดื่มก็ทุกข์

เช่นกาแฟนี้เวลามีดื่มก็สุขเวลาขาดกาแฟนี้ก็ทุกข์

 แต่คนที่ไม่มีความอยากดื่มกาแฟนี้

จะมีกาแฟหรือไม่มีกาแฟก็ไม่ทุกข์

 อันนี้ไม่มีใครมองเห็นกัน เห็นว่าทุกข์

 ที่ทุกข์เพราะว่ามันกาแฟหมด

 ถ้าหมดก็ไปหามันมาซื้อมันใหม่มากินต่อ

 มันก็เลยไม่ กินต่อกี่ถ้วยกี่ครั้งเดี๋ยวมันก็หมดอีก

 เดี๋ยวหมดมันก็ทุกข์อีก ถ้าอยากจะไม่ทุกข์กับกาแฟ

ก็อย่าไปอยากดื่มกาแฟ หัดความอยากดื่มกาแฟไป

 พอไม่มีความอยากดื่มกาแฟก็ไม่ต้องทุกข์

กับเรื่องของกาแฟ มีกาแฟหรือไม่มีกาแฟก็ไม่ทุกข์

ไม่มีใครรู้มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบความจริงอันนี้

ว่าเวลาที่ไม่ได้อยู่ในสมาธิแล้วทุกข์

 ทุกข์ก็เพราะความอยากนี่ไง

 เวลาอยู่ในสมาธิความอยากมันไม่ทำงาน

มันเลยไม่ทุกข์ แต่ไม่รู้ว่าเวลาที่อยู่ในสมาธิ

มันไม่ทุกข์เพราะอะไร ไม่มีใครรู้

เพียงแต่รู้ว่าเวลาจิตมันสงบแล้วมีความสุข

แต่มันไม่รู้ว่าความสุขมันเกิดจากการไม่มีความอยาก

 ตอนนั้นความอยากมันไม่ทำงาน

พอออกจากสมาธิมาความอยากเริ่มทำงานทันที

 เริ่มอยากดูอยากฟังอยากอะไรทันที

 แล้วพอไม่ได้ดูไม่ได้ฟังก็ทุกข์ขึ้นมาทันที

 ขณะอยากก็ทุกข์แล้ว เวลาอยากก็กระวนกระวาย

กระสับกระส่าย อยากดื่มกาแฟอยากสูบบุหรี่นี่

เวลารอให้เขาเอามาให้

ตอนนั้นก็กระวนกระวายกระสับกระส่ายแล้ว

อันนี้เป็นสิ่งที่นักบวชคนอื่นไม่มีใครรู้

ว่าเวลาที่ไม่ได้อยู่ในสมาธิใจทำไมยังทุกข์ได้อยู่

รู้ว่าเวลาอยู่ในสมาธิใจไม่ทุกข์

แต่เวลาออกจากสมาธิใจยังทุกข์อยู่

ไม่มีใครรู้ว่าอะไรทำให้ใจทุกข์

ตอนที่ไม่ได้อยู่ในสมาธิ

 มีพระพุทธเจ้าเนี่ยแหละเป็นคนที่ค้นพบว่า

 ไอ้สิ่งที่ทำให้ใจทุกข์ก็คือความอยาก

 ฉะนั้น เวลาออกจากสมาธิมาต้องหยุดความอยาก

อย่าไปทำตามความอยาก

 อยากดื่มกาแฟก็อย่าไปดื่มมัน บอกไม่เอาๆ

 ดื่มแล้วทุกข์ ดื่มแล้วต้องดื่มอยู่เรื่อยๆ

 แล้วเดี๋ยวเวลาไม่มีดื่มก็จะทุกข์

ถ้าเรามีกำลังใจมีสมาธิเราจะสู้กับความอยากได้

เราจะหยุดมันได้ เพราะเวลามันอยากจะดื่ม

เราก็หยุดความคิดที่อยากจะดื่มนั้น พุทโธๆไปแทน

เดี๋ยวก็ลืมเรื่องความอยากเรื่องกาแฟไป

พอลืมเรื่องกาแฟไปความอยากดื่มกาแฟก็หายไป

เราก็จะฝืนความอยากได้

ต่อไปความอยากต่างๆที่ทำให้เราทุกข์

ก็จะหมดไป เพราะเราจะไม่ทำตามความอยาก

 เราก็จะกำจัดมันด้วยการไม่ทำตามมัน

 ถ้าเราทำตามความอยาก

ความอยากมันก็จะมีกำลัง

ที่จะอยู่ต่อที่จะมาอยากต่อ ไม่เชื่อลองทำดูสิ

ถ้าอยากดื่มกาแฟลองเลิกอยากดื่มดู

 ต่อไปจะไม่ต้องดื่มกาแฟ

ร่างกายเราไม่ต้องการกาแฟ

ร่างกายมันต้องการน้ำเปล่า ไม่ต้องมีรสกาแฟ

 มีหรือไม่มีมันไม่สำคัญ ร่างกายมันต้องมีน้ำดื่ม

 แต่ใจมันต้องการรสของกาแฟ

มันก็เลยอ้างว่าร่างกายหิวน้ำ

ก็เลยต้องดื่มน้ำกาแฟ ถ้าจะดื่มเพื่อร่างกายนี้

ดื่มน้ำเปล่าเป็นประโยชน์กว่าไม่มีโทษ

 ดื่มกาแฟไปมันทำให้ตาหูสว่างนอนไม่หลับ

 อันนี้มันไปกระตุ้นประสาทของร่างกาย

ทำให้ร่างกายนอนไม่หลับ

นี่คือความรู้หรือปัญญาที่ไม่มีใครรู้

นานๆจะมีคนที่สามารถ

เห็นความจริงที่คนอื่นไม่เห็นกัน

 เช่นสมัยก่อนก็คนอื่นส่วนใหญ่ก็เห็นว่า

โลกนี้แบนใช่ไหม

แต่ก็มีคนที่มันบอกว่าไม่แบนมันกลม

 เพราะมันส่งกล้องขึ้นไปดูดวงดาว

ดวงอะไรมันกลมหมด โลกที่ไหนมันกลมไปหมด

พระจันทร์ดาวอังคารดาวอะไรมันกลมทั้งนั้น

แล้วโลกนี้มันจะมาแบนโลกเดียวได้ยังไง

 มันก็เลยบอกว่ามันไม่เชื่อว่าแบน

 แล้วมันก็คิดด้วยว่า

แล้วเวลาเรือที่มันวิ่งเข้ามาจากทะเลเนี่ย

 ถ้ามันแบนมันก็ต้องเห็นเรือทั้งลำพร้อมกัน

ทำไมไปเห็นเสากระโดงก่อนล่ะ

 ทำไมไม่เห็นตัวเรือพร้อมกัน

ถ้ามันแบนมันก็ต้องเห็นพร้อมกันหมด

แสดงว่ามันทางโค้งผิวทะเลนี้มันโค้ง

 เหมือนคนขี่ม้าข้ามเขามานี้

ทำไมไม่เห็นคนขี่กับม้าพร้อมๆกัน

 ทำไมไปเห็นคนขี่ก่อนเห็นตัวม้า

 เพราะคนขี่มันสูงกว่าพอเรามาทางโค้ง

มันก็ต้องเห็นสัดส่วนที่สูงกว่าก่อน

ถึงจะเห็นสัดส่วนที่ต่ำต่อมาได้

 เสวยก็เลยท้าพิสูจน์เลยว่าโลกนี้ต้องกลมไม่แบน

 นั่งเรือออกไปไม่ต้องกลัวตกขอบโลกตกขอบทะเล

 คนเลยกล้านั่งเรือออกไปเลยได้ไปค้นพบทวีปใหม่ๆ

 เห็นไหม สมัยก่อนไม่มีใครรู้ว่ามีทวีปอเมริกาอยู่

 อเมริกาใต้ไม่มีใครรู้รู้แต่ทวีปยุโรปกับเอเชีย

เพราะมันเดินทางติดต่อกันได้

แต่ตอนหลังเขาก็มาพิสูจน์ว่าโลกมันกลม

 เนี่ยนานๆจะมีคนคิดอย่างนี้สักคนหนึ่ง

ที่คิดไม่เหมือนคนทั่วไป

 หรือทำไมผลไม้เวลามันหลุดออกมาจากขั้ว

มันถึงตกลงมาทำไมมันไม่ลอยขึ้นไป

 มีใครเคยคิดอย่างนี้บ้างไหมมีใครเคยถามบ้างไหม

ทำไมเวลามันหลุดมาจากขั้ว

ทำไมมันไม่ลอยขึ้นไปบนฟ้า ทำไมมันตกลงมา

ทำไมของทุกอย่างเวลาเราโยนขึ้นไป

มันจะต้องตกลงมาหมด ก็มีคนมานั่งคิดว่า

ก็เพราะมันต้องมีอะไรดึงมันลงมาสิ

มันถึงจะลงมา ใช่ไหม

เวลาเราโยนขึ้นไปนี่มันก็ดึงเราขึ้นไป

แต่ก็ดึงขึ้นไปได้สักพักเดี๋ยวมันก็ลงมา

 เขาก็เลยสรุปว่ามันต้องมีอะไร มีแรงดึงดูด

 เขาก็เลยบอกว่าโลกนี้มีแรงดึงดูด

ดึงให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บนโลกนี้

ไม่ลอยออกไปนอกโลก

 งั้นของทุกอย่างที่เราไม่ได้ผูกไว้ไม่ได้มัดเอาไว้

มันก็ลอยไปหมดแล้ว เขาก็เลยพบว่า

โลกนี้มีแรงดึงดูด แต่เวลายานอวกาศ

ที่ออกไปอยู่นอกแรงดึงดูดของโลก

 ทุกอย่างก็ลอยไปเห็นไหม

 ที่นักยานอวกาศเขาถ่ายรูปมาเห็นไหม

ตัวเขาลอยไปลอยมาเพราะไม่มีอะไรดูด

ให้เขาติดอยู่กับพื้น มันก็เลยทำให้เขาสามารถ

หาค้นทำอะไรที่จะมาทำให้เขาลอยกันได้

 และเมื่อเขารู้ว่าถ้าเราสามารถผลิตอะไรที่จะมีกำลัง

ที่จะดึงร่างกายของเราให้มีกำลังมากกว่า

แรงดึงดูดของโลกเราก็ลอยได้

 เขาก็เลยสร้างจรวดสร้างเครื่องบิน

สร้างเฮลิคอปเตอร์กันขึ้นมา ใช้ใบพัดหมุนเข้าๆ

แล้วมันก็จะมีแรงดึงให้ร่างกายนี้มันลอย

จากแรงดึงดูดของโลกได้

อันนี้ก็เป็นเรื่องของคนฉลาด

ที่นานๆจะมีมาโผล่มาสักคนหนึ่ง

 แต่พอโผล่มาคนเดียวสามารถมาทำประโยชน์

ให้กับคนทั่วไปได้ พวกเราทุกวันนี้

เดินทางไปไหนสะดวกสบายใช่ไหม

สมัยก่อนปู่ย่าตายายนี้ต้องพายเรือกัน

หรือไม่ต้องเดินกัน สมัยหลวงปู่มั่นเนี่ย

ท่านเดินธุดงค์กันจากอุดรไปเชียงใหม่ไม่มีรถ

ไม่มีอะไรใช้เท้าเดินกันไป

สมัยนี้พวกเราสามารถนั่งรถนั่งอะไร

บินไปกันแป๊บเดียวก็ถึง

 เพราะความฉลาดของคนๆเดียวนั่นแหละ

 ความคิดของคนๆเดียว เป็นผู้ริเริ่มให้คนอื่นคิดตาม

แล้วสามารถผลิตอะไรต่างๆมากมายก่ายกองขึ้นมาได้

อันนี้ก็เหมือนกัน ของทางศาสนาพุทธ

ก็มีพระพุทธเจ้าเนี่ยที่เป็นคนค้นพบว่า

ความทุกข์นี้เกิดจากความอยากของเรา

 และสิ่งที่เราอยากได้มันก็ไม่สามารถ

ให้ความสุขกับเราได้ไปตลอด

เพราะว่ามันเป็นของชั่วคราวทั้งนั้น

 เวลามันมีก็สุขแต่พอเวลามันหมดมันก็ทุกข์ขึ้นมา

 และท่านก็ทรงค้นพบว่าถ้าอยากจะมีความสุข

แบบไม่มีความทุกข์ก็ต้องทำใจให้สงบ

 ใจจะสงบก็ต่อเมื่อเราหยุดความอยากต่างๆได้

กำจัดความอยากต่างๆให้หมดไปได้

การที่เราจะกำจัดความอยากได้

เราต้องควบคุมความคิดให้ได้

 เพราะความคิดนี้เป็นเครื่องมือของความอยาก

เราต้องคิดก่อนมันถึงจะอยาก

คิดถึงกาแฟก่อนแล้วถึงจะอยากดื่มกาแฟ

 คิดถึงภาพยนตร์มันถึงจะอยากดูภาพยนตร์

 คิดถึงคนนั้นมันถึงจะอยากจะไปหาคนนั้น

ถ้าไม่เคยคิดถึงมันก็ไม่เป็นความอยากไปหาคนนั้น

 ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทรงค้นพบวิธี

ที่จะกำจัดความอยาก ตอนต้นค้นพบว่า

อะไรเป็นต้นเหตุของความทุกข์ใจ

แล้วก็รู้จักวิธีที่จะกำจัดความทุกข์ใจนั้นได้

 ยังไง ก็กำจัดด้วยการใช้สตินี้หยุดมัน

 อย่าปล่อยให้มันคิด

อย่าปล่อยให้มันคิดถึงลาภยศสรรเสริญ

ถึงรูปเสียงกลิ่นรส ให้มันคิดเรื่องอื่นแทน

ให้มันคิดถึงพุทโธๆแทน

 หรือให้มันคิดถึงการดับของสิ่งต่างๆ

การสิ้นสุดของสิ่งต่างๆที่เราอยากได้

 พอเราเห็นว่าสิ่งต่างๆที่เราอยากได้

มันจะต้องมีวันสิ้นสุด

 เราก็ไม่อยากได้อะไร ได้มาทำไม ได้มาแล้วเสีย

 ถ้าเขาบอกว่าเขาจะให้เงินเราสิบล้าน

แต่ให้เราใช้ภายในหนึ่งเดือน

 พอหมดเดือนเขาจะต้องฆ่าเรานี้เราจะเอาไหม

ทำไมไม่เอาล่ะ ให้ตั้งสิบล้าน

 เพราะจะต้องตายใช่ไหม

 แล้วทำไมมาเกิดไม่รู้เหรอว่าจะต้องมาตายกัน

 ก็เหมือนกันเนี่ย เขาก็ให้เรามาเกิด

แล้วก็ให้เรามาหาเงินหาทอง หาอะไรต่างๆ

ที่เราอยากหากัน หาได้เท่าไหร่หาไปเลยเขาบอก

แต่เดี๋ยวถึงเวลา ๘๐ ๙๐

เขาจะต้องเอาชีวิตเราไปแล้ว

 ทำไมเราเอากันล่ะ เพราะเราไม่รู้เราจะทำยังไง

 เราอยู่เฉยๆไม่ได้อยู่ๆแล้วมันทุกข์

และอีก ๘๐ ๙๐ ปีมันอีกนาน

มันก็เลยอย่าไปคิดถึงมันก็แล้วกัน

 ทำเป็นลืมๆไป ใช่ไหม

 เราถึงพยายามที่จะไม่คิดถึงความตายกันใช่ไหม

 ถ้าไปคิดแล้วมันก็จะไม่มีกำลังใจ

ที่จะไปหาอะไรมาทำกันหาอะไรมาให้ความสุขกัน

 พวกเราพยายามลืมความตายกัน ลืมอนิจจัง

ไม่ยอมมองอนิจจังกัน มันก็เลยทำให้เรา

อยู่กับการหาสิ่งต่างๆได้

อยู่กับความสุขที่เรากำลังหากัน

 แต่เราไม่รู้ว่าเป็นความสุขที่เราไม่ช้าก็เร็ว

เราก็จะต้องหมดไป แต่ถ้าคนที่รู้จักคิด

คิดว่ากูจะต้องตายแน่ๆ กูไม่เอาความสุขแบบนี้ดีกว่า

 ไปหาความสุขแบบที่ไม่ต้องตายดีกว่า

ความสุขที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย

ต่อไปก็ไม่ต้องมีร่างกาย พอร่างกายอันนี้ตายไป

ก็ไม่ต้องไปมีร่างกายอันใหม่

สามารถหาความสุขแบบที่ไม่ต้องมีร่างกายได้

 ไม่ต้องใช้ร่างกาย แล้วเวลาที่มีร่างกาย

 ร่างกายจะแก่เจ็บจะตายก็ไม่เดือดร้อน

ไม่ทุกข์กับความแก่ความเจ็บความตายของร่างกาย

เพราะใจมีความสุขได้โดยที่ไม่ต้องใช้ร่างกาย.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 กรกฎาคม 2561
Last Update : 16 กรกฎาคม 2561 10:07:36 น.
Counter : 221 Pageviews.

1 comment
<<< "สิ่งที่ติดมาในใจเราคือบุญกับบาป" >>>









“สิ่งที่ติดมาในใจเราคือบุญกับบาป”

เรามาในโลกนี้เรามาตัวเปล่าๆ

 เราไม่ได้มีอะไรติดตัวมา

 ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้น

ตั้งแต่ร่างกายเป็นของโลกนี้

ไม่ได้เป็นของเรา เป็นของพ่อแม่ให้เรามา

 และเราต้องคืนเจ้าของเดิมไป

 เจ้าของเดิมคือธาตุทั้ง ๔

 ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ

 เราได้มาผ่านทางพ่อทางแม่

 พ่อแม่มีธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟมาผสมกัน

ทำให้เกิดร่างกายขึ้นมาอยู่ในท้องแม่

 ตอนต้นก็อาศัยธาตุ ๔ ของแม่

อาหารที่แม่รับประทานเข้าไปนี้ก็ทำมาจากธาตุ ๔

 อาหารต้องมีดินมีน้ำมีลมมีไฟ

จึงเป็นอาหารให้เรารับประทานกัน

ให้แม่รับประทาน แม่หายใจเข้าไปก็เป็นลม

 แม่ดื่มน้ำเข้าไปก็เป็นธาตุน้ำ

กินข้าวก็เป็นธาตุดิน แม่ได้รับความร้อน

จากแสงแดดแสงอาทิตย์ก็เป็นธาตุไฟ

 พอมีธาตุทั้ง ๔ เข้าไปในร่างกาย

ก็ไปก่อไปสร้างร่างกายอันใหม่

ที่อยู่ในท้องให้เจริญเติบโต พอโตเต็มที่

ก็ต้องคลอดออกมาเป็นร่างกาย

 เราเป็นผู้รู้ผู้คิดเราไม่ได้เป็นร่างกาย

 เราเป็นดวงวิญญาณที่ตายจากร่างกายอันเก่า

 ร่างกายอันเก่าที่เรามีอยู่ชาติก่อนมันตายไป

 ร่างกายเหมือนกับร่างกายอันนี้แต่มันตาย

เพราะว่าทุกร่างกายมันเกิดแล้ว

มันต้องแก่ต้องเจ็บแล้วต้องตาย

พอเราไม่มีร่างกายเราก็เลยไปหาร่างกายอันใหม่

 พอเราพบร่างกายที่พ่อคนใหม่สร้างขึ้น

เราก็ไปเกาะติดกับร่างกายอันนั้น

ด้วยกระแสของความรู้ความคิดนี่แหละ

ที่ไปผูกติดไว้กับร่างกายอันใหม่

กระแสที่ไปเกาะติดกับร่างกายอันนี้ก็คือวิญญาณ

 เรียกว่าวิญญาณ วิญญาณทางตา

 วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก

ทางลิ้น ทางกายไปเกาะติดไว้

 พอเรามีวิญญาณเราก็รับรู้สิ่งต่างๆ

ที่มาสัมผัสกับตาหูจมูกลิ้นกายได้

นี่คือเรา เราเป็นผู้รู้ผู้คิด

ผู้ไปรับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

จากตาหูจมูกลิ้นกายมาเสพ นี่คือผู้รู้ผู้คิด

 ผู้ที่มาเกิด มาตัวเปล่าๆ มามีอยู่สองอย่าง

 มีความรู้กับความคิดเท่านั้นนี่แหละติดตัวมา

 แล้วมาได้ร่างกาย พอออกจากท้องแม่มา

ก็เติมดินน้ำลมไฟให้ร่างกายเติบโตขึ้นมา

 ออกมาจากร่างกายก็ออกมาจากท้องแม่

ก็ต้องหายใจเอง อยู่ในท้องแม่ไม่ต้องหายใจ

ไม่ต้องกินไม่ต้องดื่ม มีสายของธาตุ ๔ หล่อเลี้ยง

 เหมือนสมัยนี้เวลาคนแก่คนเจ็บไข้ได้ป่วย

ไม่ต้องกินเองไม่ต้องหายใจเอง มีสายยาง

เห็นไหม สายยางต่อไปที่ร่างกาย

 เหมือนให้กลับเข้าไปในท้อง

 กลับไปอยู่ในท้องแม่ อาหารทางสายยาง

 อากาศทางสายยาง เห็นไหม

มีออกซิเจนเข้าหน้ากาก

เหมือนกลับเข้าไปในท้องแม่เลย

 คนเราเวลาแก่แล้วนี่เมื่อร่างกายไม่สามารถที่จะกิน

 หายใจเองได้ หาอาหารเองได้

ก็เลยต้องอาศัยสายยางต่างๆ

 นี่คือร่างกายที่พ่อแม่สร้างขึ้นมา

 แล้วเราเป็นดวงวิญญาณที่ไม่มีร่างกาย

 เราก็ไปหาร่างกายอันใหม่ หาร่างกายอันใหม่นี้

ก็เหมือนกับเวลาเราขับรถไปหาที่จอดรถ

 เราไม่รู้จะไปจอดตรงไหนใช่ไหม เราก็ขับไป

 ไปถึงที่จอดรถเราก็ขับไปเรื่อยๆ

 ตรงไหนมีช่องว่างเราก็เลี้ยวเข้าไป

 นอกจากเราเป็นคนใหญ่คนโต

ก็อาจจะมีที่เฉพาะให้เราจอดได้

 อันนี้การมาเกิดนี้ก็อาจจะเกิดแบบ

แล้วแต่บุญแต่กรรม

 หรือถ้าคนไหนมีบุญมีบารมีมีมาก

อาจจะมีช่องรอไว้ก็ได้ เช่นคนทำบุญมากๆ

 อาจจะมีช่องของเศรษฐี

ช่องของพระราชามหากษัตริย์

ให้ไปเกิดเป็นลูกของพระเจ้าแผ่นดิน

ลูกของมหาเศรษฐีก็ได้

อย่างพระเวสสันดรนี้ ตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่

ท่านก็ทำบุญอย่างมากมายกายกอง

 พอท่านตายไปบุญบารมีของท่าน

เลยทำให้ท่านไปเกิดในท้องของพระมเหสี

ของพระเจ้าแผ่นดิน ได้เป็นพระราชโอรส

 แต่พวกที่ไม่มีบุญพวกที่ไม่มีบารมี

ก็เหมือนพวกหาที่จอดรถไม่มีที่จอดรถเฉพาะตน

 ก็แล้วแต่จังหวะว่าช่องไหนว่าง

ขับวนไปวนมาจนกว่าจะมีช่องว่างก็เลี้ยวเข้าไปจอด

 นี่ก็คือการไปได้ร่างกายอันใหม่

ของดวงวิญญาณของพวกเรา

 พวกเราจึงได้ร่างกายมาไม่เหมือนกัน

 เพราะบุญบารมีของเราที่สร้างมาไม่เท่ากัน

บางคนก็ไปเกิดที่ครอบครัวฐานะดี

 บางคนก็ครอบครัวฐานะปานกลาง

 บางคนก็ครอบครัวฐานะยากจน

 แต่ก็สำหรับคนบางคนก็ไม่เป็นปัญหาอะไร

 เพราะว่าในตัวเขาเขามีความรู้ความสามารถ

ถึงแม้ว่าเขาจะไปเกิดในครอบครัวของคนยากจน

 แต่เขามีความรู้ความสามารถ

ที่จะหาเงินหาทองได้อย่างมากมาย

เขาก็พอเขาโตขึ้นมาเขาก็ร่ำรวยได้

 เห็นไหมเศรษฐีที่รวยๆกันนี้ถ้าเราศึกษาประวัติ

บางคนนี้เขาก็มาจากครอบครัวยากจน

 แต่เขามีไฟในตัวเขา เขามีความรู้ความฉลาด

ความขยันหมั่นเพียรเขาก็สามารถ

สร้างความร่ำรวยของเขาขึ้นมาเองได้

ไม่ต้องอาศัยความร่ำรวยจากพ่อแม่

 อันนี้ก็แล้วแต่ผู้รู้ผู้คิด

แต่ละดวงนี้มีบารมีอะไรต่างกัน

 บางดวงก็มีทานบารมี

บางดวงไม่มีทานบารมีแต่มีปัญญาบารมี

ถึงแม้จะไปเกิดในครอบครัวยากจน

แต่มีปัญญาสามารถหาเงินทองได้เอง

 พวกที่มีทานบารมีก็ทำบุญมามาก

ก็ไปเกิดในครอบครัวของเศรษฐีของผู้ร่ำรวย

 แต่ถ้าไม่มีปัญญาอาจจะยากจนได้

ถ้าไม่รู้จักหารู้จักแต่ใช้อย่างเดียวก็อาจจะยากจน

 แต่ก็ยากจนเพื่อให้ร่ำรวยในชาติต่อไปก็ได้

 พวกที่ทำบุญอาจจะมาเกิดใหม่ก็ชอบทำบุญ

 ทำแต่บุญเงินที่มีก็หมดไปกับการทำบุญ

 เหมือนกับพระเวสสันดร แต่พอตายไปไปเกิดใหม่

ก็ไปเกิดในครอบครัวของคนร่ำรวยใหม่

ก็ไม่เสียหายอะไรถ้ายากจนด้วยการทำบุญ

เพราะ เป็นการลงทุนสำหรับภพหน้าชาติหน้า

 แต่ถ้ายากจนเพราะกิเลสตัณหา

ใช้เงินตามความอยากนี้อันนี้จะลำบาก

 เพราะว่าไม่ได้เป็นการทำบุญไม่ได้เป็นการลงทุน

 เป็นการขาดทุน เอาเงินใช้ตามความอยากต่างๆ

 อันนี้เป็นการสะสมกิเลส

เป็นการสร้างกิเลสตัณหาให้มีมากขึ้น

 สร้างความหิวสร้างความอยากให้มีมากขึ้น

แล้วถ้าไม่ระวังเวลาที่เงินหมด

อาจจะต้องไปหาเงินโดยวิธีทำบาป

เพราะใช้เงินทองไปกับกิเลสตัณหานี้มันหมดได้

 บางทีก็หาเองไม่ได้ก็ต้องหาโดยวิธีทำบาป

 แล้วจะกลายเป็นเปรตไปต่อไป

ตายไปแทนที่จะกลับมาเกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย

ก็จะกลับมาเกิดในครอบครัวที่ยากจน

เพราะไม่ได้ทำบุญ

เอาเงินไปเที่ยวไปกินไปดื่มไปเล่น

 นี่คือเรื่องของการมาเกิดของพวกเรา

 พวกเรามาตัวเปล่าๆด้วยกัน

 มีสิ่งที่ติดมาในใจเราก็คือบุญหรือบาป

 บุญก็คือนิสัยที่ดี บาปก็คือนิสัยที่ไม่ดี.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 กรกฎาคม 2561
Last Update : 15 กรกฎาคม 2561 4:58:43 น.
Counter : 229 Pageviews.

1 comment
<<< "จิตจะหลุดพ้นจากความทุกข์ต้องเพียรพยายาม" >>>










“จิตจะหลุดพ้นจากความทุกข์

   ต้องเพียรพยายาม”

ความสุขที่เราหากันเป็นความสุขชั่วคราว

 และเครื่องมือที่เราใช้หาความสุข

ก็เป็นเครื่องมือชั่วคราว คือร่างกาย

ความสุขที่เราได้ผ่านทางร่างกาย

คือรูปเสียงกลิ่นรสก็เป็นความสุขชั่วคราว

หาเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มไม่พอ หาได้มาปั๊บเดี๋ยวก็หมดไป

 ไปเที่ยวมาปั๊บกลับมาบ้านก็หายไปหมด

ไปกินอาหารที่ร้านอาหาร

พอกลับมาบ้านมันก็หายไปหมด

ไปดูหนังฟังเพลงกลับมาบ้านมันก็หายไปหมด

 ไปงานเลี้ยงกี่งานเลี้ยงมากลับมาบ้าน

มันก็หายไปหมด เหมือนกับไม่เคยไปมาก่อน

 ความสุขที่ได้จากการไปกระทำอะไร

ตามความอยากต่างๆมันหายไปหมด

 แต่ความสุขที่เราได้จากการทำใจให้สงบนี้

มันจะอยู่กับเราไปตลอด

 มันจะทำให้เราไม่ต้องไปหาอยู่เรื่อยๆ

ได้มาแล้วเราก็รู้จักวิธีรักษามัน

รักษามันด้วยการไม่ไปทำตามความอยาก

ความอยากก็จะหายไป ความสงบก็จะกลับมาใหม่

นี่คือเรื่องที่เราต้องมาเปลี่ยนทำกัน

 เปลี่ยนจากการหาความสุขชั่วคราว

มาหาความสุขที่แท้จริงที่ถาวร

 ด้วยการมาฝึกจิตทำจิตให้สงบ

แล้วพอเกิดความอยากก็ต้องหยุดมันให้ได้

อย่าไปทำตามความอยาก

 เพราะความอยากจะทำให้ใจเราวุ่นวายไม่มีวันสิ้นสุด

 ได้มาเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มไม่พอ

ได้มาแล้วก็มีความอยากใหม่โผล่ขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ

แล้วพอไม่ได้ดั่งใจยาก็เสียใจ

แล้วพอไม่ได้ดังใจอยากก็เสียใจ

หรือได้ของที่อยากได้มาแล้วพอเสียไปก็เสียใจ

 ฉะนั้น การทำตามความอยากนี้

เป็นการนำไปสู่ความทุกข์ความวุ่นวายใจต่างๆ

ต้องอย่าไปทำตามความอยากมาทำใจให้สงบแทน

 ทุกครั้งที่อยากก็ไปทำใจให้สงบ

พอใจสงบแล้วความอยากก็จะหายไป

 แล้วความสุขก็จะกลับมา ทำอย่างนี้ไปเรื่อยเรื่อยๆ

 ต่อไปความอยากก็จะหมดกำลังไปเอง

และเราก็จะมีแต่ความสุขไปตลอดไม่มีวันสิ้นสุด

ฉะนั้น หาเวลาไปฝึกทำจิตให้สงบ

ก่อนจะนั่งสมาธิได้ต้องมีสติก่อน

ถ้าไม่มีสตินั่งไปก็ไม่สงบ นั่งไปก็คิดเรื่อยเปื่อยไป

 ฉะนั้น ต้องหัดหยุดความคิดเรื่อยเปื่อย

ก่อนที่จะมานั่ง ตื่นขึ้นมาพอจะคิด

ก็หยุดมันด้วยพุทโธๆไป

หรือบังคับมันเฝ้าดูการกระทำของร่างกายไป

 กำลังอาบน้ำก็ให้มันอยู่กับการอาบน้ำ

 อย่าให้มันไปคิดถึงคนนั้นคนนี้

อย่าไปคิดถึงอดีตอนาคต

อย่าไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ อาบน้ำก็อาบน้ำไป

 ล้างหน้าแปรงฟันก็ล้างหน้าแปรงฟันไป

หวีผมก็หวีไป แต่งเนื้อแต่งตัวก็แต่งไป

รับประทานอาหารก็รับประทานไป

ทำงานอะไรก็อยู่กับงานไป

 อย่าไปคิดเรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องคิด

 ถ้าจำเป็นต้องคิดก็คิดได้ เช่นวันก่อนมีคนบอกว่า

 พอมาฝึกจิตให้ไม่ให้คิดก็เลยลืมเรื่องราวต่างๆไปหมด

 จะไปทำอะไรก็ลืมไปหมด อันนี้มันก็เถรตรงเกินไป

ถ้ายังมีภารกิจต้องทำก็ต้องคอยคิดบ้าง

ว่าเดี๋ยวต้องไปทำไอ้นั่นนะเดี๋ยวต้องไปทำไอ้นี่นะ

 แต่คิดเท่านี้ก็พอ คิดเพื่อเตือนไว้ว่า

ให้รู้ว่าจะต้องไปทำอะไร แต่ไม่ต้องไปวิตกกังวล

ว่าจะทำไอ้นู่นแล้วจะเกิดไอ้นั่นไอ้นี่ขึ้นมา

มันจะมีปัญหาอย่างนู้นอย่างนี้ขึ้นมา

 อันนั้นมันคิดมากเกินไป

ไว้ให้ไปถึงเหตุการณ์แล้วค่อยไปคิด

มันมีปัญหาอะไรแล้วค่อยไปว่ากัน

แต่ให้คิดเพียงแต่ให้รู้ว่าเดี๋ยวเราต้องไปทำอะไร

แค่นี้เพื่อจะได้ไม่ลืมเท่านั้นเอง

 แล้วก็กลับมาอยู่กับปัจจุบัน

 กลับมาอยู่กับความว่างอยู่กับความไม่มีความคิด

 ถ้าเราควบคุมสมาธิได้เวลานั่งสมาธิใจเราจะนิ่งเต็มที่

 จะเฉยเต็มที่ จะมีความสุขเต็มที่

 และจะไม่หิวกับอะไร ไม่ต้องไปหาขนมกิน

ไม่ต้องไปหากาแฟดื่ม ไม่ต้องไปหาอะไรดูหาอะไรฟัง

 ใจเราจะอยู่เฉยๆได้ไม่ต้องใช้ร่างกาย

เป็นเครื่องมือหาอะไร พอร่างกายใช้ไม่ได้

ก็ไม่เดือดร้อน แต่ถ้ายังต้องใช้ร่างกายอยู่

พอใช้ไม่ได้ก็จะเดือดร้อน

พออยากจะกินกาแฟก็กินไม่ได้ หมอห้ามน้ำตาลสูง

กินขนมก็กินไม่ได้ความดันสูง

อะไรต่างๆเหล่านี้ มันก็จะทุกข์ขึ้นมา

เพราะไม่สามารถทำตามความอยากได้

 แต่ถ้าไม่มีความอยากก็จะไม่มีความทุกข์

จะไม่มีความอยากได้ ต้องทำใจให้อิ่ม

ทำใจให้เฉยด้วยการทำใจให้นิ่งให้สงบ

พอใจนิ่งสงบแล้วใจใจจะเฉย

จะไม่อยากจะไม่หิวกับอะไร

จะอยู่คนเดียวจะอยู่เฉยได้

อยู่โดยที่ไม่มีร่างกายได้ไม่ใช้ร่างกายได้

 มีก็ไม่ใช้มัน หรือว่าถ้ามันใช้ไม่ได้ก็ไม่เดือดร้อน

 อยู่เฉยๆไม่มีร่างกายก็ไม่เดือดร้อน

 พอร่างกายนี้หมดก็ไม่มีร่างกายอันใหม่

ไม่มีร่างกายอันใหม่

ก็ไม่ต้องมาทุกข์กับการทำมาหากิน

ไม่ต้องมาทุกข์กับความแก่ความเจ็บความตาย

สุขอยู่กับความสงบตลอดเวลาจะดีกว่า

ฉะนั้น มาหัดทำใจให้สงบด้วยการฝึกสติก่อน

 ฝึกสติควบคุมความคิดให้ได้ ต้องฝึกทั้งวันเลย

 ตั้งแต่ตื่นจนหลับ อย่าปล่อยให้ใจคิด

 คิดเท่าที่จำเป็น ถ้าไม่จำเป็นอย่าคิด

แล้วก็เวลาว่างก็มานั่งสมาธิ

 อย่าไปดูนั่งดูหนังนั่งเล่นไพ่กัน มานั่งสมาธิกันดีกว่า

 เวลาว่างเมื่อไหร่ก็นั่งสมาธิไป

แล้วใจจะอิ่มใจจะสบายจะไม่หิวกับอะไร

 แล้วต่อไปความอยากต่างๆก็จะหมดไป

อยากก็อย่าไปทำตามความอยาก

เวลาอยากก็มานั่งสมาธิแทน

อยากจะกินกาแฟก็มานั่งสมาธิแทน

เปลี่ยนวิธีหาความสุข

 เอาความสุขจากการนั่งสมาธิที่ดีกว่า

ความสุขจากการดื่มกาแฟ

จากการไปดูหนังฟังเพลง

มานั่งสมาธิกัน ทำจิตให้สงบอยู่เรื่อยๆ

ต่อไปความอยากต่างๆมันก็จะหายไปหมด

 เพราะไม่มีความอยากแล้วใจก็จะสงบ

มีความสุขไปตลอดจนไม่มีวันสิ้นสุด

ใจของพระพุทธเจ้าใจของพระอรหันตสาวกนี้

 ตอนนี้ก็ยังอยู่อยู่แบบสงบอยู่อย่างมีความสุข

ใจของพวกเราก็จะเป็นอย่างนั้น

ต่อไปถ้าเราสามารถทำใจให้สงบ

ตัดความอยากละความอยากให้หมดไปจากใจได้

 ใจไม่ตาย ใจของพระพุทธเจ้า

ไม่ตายใจของเราไม่ตาย เพียงแต่ว่าจะอยู่แบบไหน

อยู่แบบทุกข์หรืออยู่แบบสุข พระพุทธเจ้าอยู่แบบสุข

พระอรหันตสาวกอยู่แบบสุข แต่พวกเราอยู่แบบทุกข์กัน

 ทุกข์เพราะว่าเราทำใจไม่เป็น หยุดความอยากไม่เป็น

ทำใจให้นิ่งให้สงบไม่เป็น

 เลยถูกความอยากคอยผลักคอยดัน

คอยเตะคอยถีบให้เราไปหาความทุกข์กัน

ได้อะไรมาแล้วเดี๋ยวก็ต้องมาทุกข์กับสิ่งที่เราได้มา

แล้วพอสูญเสียมันก็ทุกข์ มีมันก็ทุกข์

 เวลามีก็ไม่อยากให้มันเสียไม่อยากให้มันจากไป

 เพราะมันจากไปก็ทุกข์อีก มีก็ทุกข์จากทุกข์

 พอไม่มีก็ทุกข์อยากจะได้มันมาอีก

 ทุกข์ตลอดเวลาถ้ามีความอยาก

 พอไม่มีความอยากตัวเดียวจะไม่ทุกข์เลย

 ไม่มีความอยากก็ไม่ไปหาอะไรไม่มีอะไร

พอไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไรจะให้ทุกข์ด้วย

ไม่มีสามีก็ไม่ต้องทุกข์กับสามี

 ไม่มีภรรยาก็ไม่ต้องทุกข์กับภรรยา

 ไม่มีลูกก็ไม่ต้องทุกข์กับลูก

ไม่มีสมบัติก็ไม่ต้องทุกข์กับสมบัติ

ไม่มีตำแหน่งก็ไม่ต้องทุกข์กับตำแหน่ง

 พอมีอะไรแล้วมันทุกข์ทันที งั้นอย่าไปมีมัน

 หยุดความอยากให้ได้

หยุดความอยากด้วยสติด้วยปัญญา

 แล้วจิตจะมีแต่ความสุข

จิตจะหลุดพ้นจากความทุกข์

ต้องเพียรพยายาม ฟังเทศน์อย่างเดียวไม่พอ

ต้องเอาไปปฏิบัติ หลุดพ้นจากความทุกข์

ได้ด้วยความเพียร

ไม่ใช่ด้วยการฟัง ฟังเฉยๆไม่หลุด

 ถ้าหลุดป่านนี้ก็หลุดกันไปนานแล้ว

ฟังมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ฟังมาจนหูฉีกแล้ว

ถ้ายังไม่หลุดก็แสดงว่ายังไม่ได้เพียร

 พวกที่เขาฟังแล้วเขาหลุด

เพราะเขาฟังไปด้วยเพียรไปด้วยทำไปด้วย

 เขาทำใจไปด้วย แต่เราไม่ทำใจ

เรายังปล่อยให้ใจดิ้นไปตามความอยากอยู่

 เวลามันดิ้นเราต้องหยุดมันให้ได้

ฉะนั้น พยายามนำเอาไปปฏิบัติ

พยายามควบคุมจิตให้สงบ

 พยายามฝืนความอยากหยุดความอยาก

 อย่าทำตามความอยากให้ได้

แล้วต่อไปความอยากก็จะไม่มีอยู่ในใจ

ใจก็จะสงบใจก็จะสุขไปตลอดไม่มีวันสิ้นสุด.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 กรกฎาคม 2561
Last Update : 14 กรกฎาคม 2561 9:05:49 น.
Counter : 146 Pageviews.

0 comment
<<< "ผู้กำกับใจคือสติ" >>>









“ผู้กำกับใจคือสติ”

ฟังเทศน์มันก็ดีอย่างจะได้รู้วิธีทำใจให้เฉย

 จะรู้ว่าทำไมเราต้องมาทำใจให้เฉย

 เพราะเราอยู่กับธรรมชาติเราจะไปบังคับธรรมชาติไม่ได้

 เราต้องบังคับใจเรา ใจเราชอบไปบังคับธรรมชาติ

 พอบังคับไม่ได้ก็ทุกข์ ถ้าเราอยากจะให้ใจเราไม่ทุกข์

เราต้องบังคับใจเราเอง อย่าให้ไปบังคับธรรมชาติ

 ให้ใจเราหัดอยู่กับธรรมชาติ ให้อยู่กับสิ่งที่เรามีอยู่

 มันเป็นอย่างไรก็อยู่กับมันไป มันดีก็อยู่กับมันไป

 มันไม่ดีก็อยู่กับมันไป แล้วใจเราจะไม่ทุกข์กับอะไร

 ที่เราทุกข์เพราะเราอยากจะอยู่กับของที่ดี

 พอของที่ไม่ดีเปลี่ยนไปก็ไม่อยากจะอยู่กับมันแล้ว

 พอไปหาของดีใหม่เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไปไม่ดี

 เพราะของทุกอย่างมันต้องเปลี่ยนจากดีเป็นไปไม่ดี

จากใหม่เป็นเก่า พอเวลามันเก่าแล้วมันก็ไม่ดีแล้ว

 มันเสียแล้ว แต่ถ้ายังต้องอยู่กับมันก็ต้องอยู่กับมันไป

เช่น ร่างกายเวลาเป็นหนุ่มเป็นสาวมันก็ดีมันใช้งานได้ดี

 พอมันแก่มันเจ็บนี้มันไม่ดีแล้ว แต่จะทิ้งมันก็ไม่ได้

 ก็ต้องอยู่กับมันไปให้ได้ ถ้าเฉยไม่เป็นก็จะทุกข์

 ถ้าเฉยเป็นก็จะไม่ทุกข์จะอยู่กับมันได้

 แทนที่เราจะอยู่กับอะไรที่เราจะต้องอยู่ด้วย

ก็ต้องหัดทำใจให้เฉยให้ได้

ต้องอยู่กับคนที่เราไม่อยากจะอยู่แต่ก็ต้องอยู่

 เพราะเป็นแฟนกันมาอย่างนี้ แต่เขาเปลี่ยนไป

 ตอนเป็นแฟนใหม่ๆเขาก็ดีแต่พออยู่ไปนานๆ

เข้าเขาเริ่มไม่ดีแล้ว เคยเอาใจเรา

เดี๋ยวนี้เขาไม่เอาใจเราแล้ว เขาเอาใจเขาแล้ว

 แต่จะไม่อยู่กับเขาก็ไม่ได้เพราะได้สัญญากันไว้แล้ว

ว่าจะต้องอยู่กันไป ก็เลยต้องทำใจเฉยไป

ถ้าทำใจเฉยก็จะไม่ทุกข์ แต่ถ้าทำใจเฉยไม่ได้

 อยากจะให้เขาไปหรืออยากจะหนีจากเขาไป

 แต่พอทำไม่ได้ก็อึดอัดหงุดหงิดใจทุกข์ขึ้นมา

 เนี่ยความทุกข์ของเราอยู่ที่การทำใจเฉยไม่ได้

 ถ้าเราทำใจเฉยได้แล้วความทุกข์ในใจเราจะไม่มี

ฉะนั้น เราลองหัดทำใจเฉยกัน มาหัดนั่งสมาธิกัน

 ทำใจให้สงบ ใจสงบใจเฉยแล้วใจก็จะมีความสุข

 นี่ก็คือสรุปการมาพบกับพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์

ก็เพื่อมาให้รู้จักวิธีทำตัวเราให้มีความสุข

 เราสามารถมีความสุขได้ไม่ว่าเราจะอยู่กับอะไร

หรือไม่อยู่กับอะไร เราสามารถมีความสุขได้

ถ้าเราทำใจให้เฉย เพราะใจเราเฉยแล้ว

เราจะอยู่กับอะไรก็ได้ไม่อยู่กับอะไรก็ได้

 เพราะใจเราไม่ได้สุขไปกับสิ่งที่อยู่กับเรา

หรือไม่ได้อยู่กับเรา ใจเราสุขเพราะใจเราสงบ

ใจเรานิ่งเฉย ใจเราจะนิ่งเฉยก็ต้องมีตัวกำกับ

 ผู้กำกับใจ ผู้กำกับใจก็คือสติ

 ถ้ามีสติสั่งให้ใจหยุดคิดได้ใจก็สงบได้

ถ้าสั่งแล้วมันไม่สงบก็แสดงว่ายังไม่มีสติ

 หรือมีสติกำลังไม่มากพอที่จะหยุดความคิดได้

 ก็ต้องสร้างสติเพิ่มขึ้นมาด้วยการเจริญสติอยู่บ่อยๆ

 วิธีสร้างสติเจริญสติก็คือ

ให้ใช้กรรมฐานใดกรรมฐานหนึ่ง

มี ๔๐ กรรมฐานด้วยกัน กรรมฐานนี้เป็นตัวสร้างสติ

 ซึ่งพุทธานุสตินี้ก็เป็นกรรมฐานอย่างหนึ่ง

 ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าพุทโธๆๆไป

 ถ้าเราอยู่กับพุทโธๆมันก็จะไปคิดนั่นคิดนี่ไม่ได้

 เราก็จะหยุดความคิดได้ด้วยการใช้พุทโธ

 หรือถ้าไม่อยากจะพุทโธ

 ถ้านั่งเฉยๆก็ดูลมหายใจเข้าออกไป

คอยเฝ้าดูลมว่าตอนนี้กำลังเข้าหรือกำลังออก

เท่านั้นเอง ให้ดูลมไปไม่ต้องไปบังคับลม

ไม่ต้องไปควบคุมลม ให้ดูลมเฝ้าดูลม

ลมเข้าก็รู้ว่าเข้า ลมออกก็รู้ว่าออก

ถ้าคอยเฝ้าดูลมมันก็จะไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ได้

ถ้าไม่คิด อยู่กับลมเดี๋ยวจิตก็สงบ

 พอสงบแล้วก็จะเฉยจะมีความสุข

จะไม่เดือดร้อนกับอะไรทั้งนั้น ฝนจะตกก็ตกไป

 ร่างกายจะเจ็บก็เจ็บไป แต่ใจก็จะเฉย

 จะไม่วุ่นวายไปกับเหตุการณ์ต่างๆ

ที่ใจไปสัมผัสรับรู้ด้วย จะไม่หิวไม่อยากกับอะไร

 จะไม่อยากดูอยากฟังไม่อยากลิ้มรสดมกลิ่น

 แล้วไม่ต้องใช้ร่างกาย ร่างกายใช้ไม่ได้ก็ไม่เดือดร้อน

 เวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่เดือดร้อน

 เวลาร่างกายตายไปก็ไม่เดือดร้อน

และก็จะไม่ไปมีร่างกายอันใหม่อีกต่อไป

นี่คือสิ่งที่เราต้องมาทำกันให้ได้

ต้องมาควบคุมจิตใจให้สงบให้เฉย

ให้ปราศจากความรักชังกลัวหลง

ให้ปราศจากความโลภความโกรธความหลง

 ปราศจากความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส

 ความอยากมีอยากเป็น

ความอยากไม่มีอยากไม่เป็นให้ได้

ของพวกนี้เราทำได้เพราะพระพุทธเจ้าทำมาแล้ว

พระอริยสงฆ์ทำมาแล้ว ท่านเป็นเหมือนคนว่ายน้ำเป็น

 เรายังว่ายน้ำไม่เป็นท่านจะมาสอนให้เราว่ายน้ำกัน

 เราจะได้ว่ายน้ำข้ามฝากไป

ตอนนี้เราอยู่ฝั่งที่มีแต่ความทุกข์

ท่านได้ว่ายไปอีกฝั่งหนึ่งที่มีแต่ความสุข

ถ้าเราอยากจะมีความสุขเราต้องมาหัดว่ายน้ำให้เป็น

มาเรียนรู้จากพระพุทธเจ้าวิธีว่ายน้ำของจิต

ก็คือว่ายด้วยสติด้วยปัญญา

 ว่ายด้วยสติเพื่อหยุดจิตให้จิตสงบ

 แล้วก็สอนจิตให้ฉลาดให้จิตอยู่เฉยๆ

อย่าไปอยากกับสิ่งต่างๆที่จิตไปสัมผัสรับรู้

 เพราะว่าพอไปอยากแล้วมันจะทำให้จิตวุ่นวายขึ้นมา

 แล้วจะทำให้ต้องมีปัญหาต่างๆตามมา

 มีความทุกข์ต่างๆตามมา แก้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันจบ

 วิธีที่จะแก้ปัญหาก็คือ

หยุดการกระทำตามความอยากต่างๆ เท่านั้นเอง

นี่คือเรื่องการมาฟังเทศน์ฟังธรรม มาเพื่อศึกษา

ให้รู้วิธีสร้างความสุขที่แท้จริง ความสุขที่ถาวร

ความสุขที่ไม่มีความทุกข์ตามมา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 13 กรกฎาคม 2561
Last Update : 13 กรกฎาคม 2561 5:54:26 น.
Counter : 205 Pageviews.

0 comment
<<< "แก้ความหลงด้วยความจริง" >>>









“แก้ความหลงด้วยความจริง”

โสดาบัน เห็นการเกิดดับของร่างกาย

ที่เป็นเหมือนฟองน้ำ มีการเกิดแล้วก็ต้องมีการแก่

การเจ็บการตายไปเป็นธรรมดา

ถ้าเห็นว่ามันเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ

 ไม่ใช่เราไม่ใช่ตัวเรา จะไปทุกข์กับมันได้อย่างไร

 ไม่มีวันทุกข์กับมัน เหมือนกับเราเห็นฟองน้ำ

ว่ามันไม่ได้เป็นตัวของเรา

 เราทุกข์กับฟองน้ำหรือเปล่า

เห็นมันเกิดเห็นมันดับเราไม่เห็นทุกข์กับมันเลย

 แต่พอเราเห็นร่างกายนี้

พอมันเป็นของเราขึ้นมาเราก็ทุกข์

ถ้าไม่เป็นของเราไม่ทุกข์หรอก

ถ้าแฟนเราไม่ได้มาแต่งงานกับเรา

เราไม่ทุกข์กับเขาหรอก

 แต่พอเขามาแต่งงานกับเราเขามาเป็นของเราขึ้นมา

 ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ใช่ตัวเราของเราก็ยังไปทุกข์กับเขาอยู่

เพราะยังไปถือว่าเป็นเราเป็นของเราอยู่ เป็นแฟนเรา

แล้วพอมีแฟนแล้วก็ต่อมาก็มีลูก ก็ลูกเราอีก

 ก็เป็นฟองน้ำทั้งนั้นแหละ

ฟองน้ำเริ่มต้นที่ฟองน้ำของเรา

 ตัวเราแล้วก็ไปเอาฟองน้ำของคนอื่นมาเป็นเรา

เป็นของเราอีก แล้วพอมีลูกออกมาก็เป็นฟองน้ำ

 ก็ไปเรียกว่าเป็นของเราอีก ก็เลยทุกข์กับฟองน้ำ

ที่เราได้กันมาเนี่ย ทุกข์กับร่างกาย

ทุกข์กับดินน้ำลมไฟ

 เท่านั้นแหละ มันไม่มีอะไรหรอก

ร่างกายของเราของใครก็ตาม

แต่พอมาเป็นเราเป็นของเราขึ้นมาแล้ว

เกิดเรื่องขึ้นมาทันที เป็นความทุกข์ขึ้นมาทันที

 เพราะว่าความอยากให้มันเป็นของเรานั่นเอง

เราจึงต้องมาแก้ความรู้ด้วยความจริง

 ความหลงนี้คือความไม่จริงนั่นเอง

 ความเห็นผิดเป็นชอบ

 เห็นของที่ไม่ใช่เป็นของเราว่าเป็นของเรา

ก็ต้องแก้ด้วยสัมมาทิฏฐิหรือปัญญา

 สัมมาทิฏฐิอันนี้ต้องเกิดจากคนที่ฉลาด

 อย่างพวกเรานี้มันไม่เกิดขึ้นมาเอง

เราจึงต้องอาศัยคนที่ฉลาดกว่าเราสอนเรา

 คนที่ฉลาดกว่าเราก็คือพระพุทธเจ้า

กับพระอริยสงฆ์สาวก ท่านได้วิเคราะห์

ได้พิจารณาร่างกายจนเห็นอย่างชัดเจนว่า

 มันเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ

ที่ต้องเกิดแล้วก็ต้องดับเป็นเหมือนฟองน้ำ

ถ้าเราไม่มีพระพุทธเจ้า

หรือพระอริยสงฆ์สาวกมาสอน

 พวกเราก็ยังจะคิดกันไปอยู่เรื่อยๆว่า

ร่างกายนี้เป็นเราเป็นตัวเรา

 เกิดมากี่ภพกี่ชาติก็จะคิดแบบนี้ไป

เหมือนคนสมัยโบราณที่คิดว่าโลกนี้แบน

 ถ้าไม่มีคนฉลาดมาสอนว่า

โลกนี้มันไม่เเบนมันกลม

 ก็จะคิดว่ามันแบนอยู่เรื่อยๆ

จะไม่กล้านั่งเรือออกไปไกล

 กลัวจะตกขอบฟ้าขอบทะเลไป

เพราะมันแบนเหมือนโต๊ะ โต๊ะมันมีขอบ

ถ้าออกไปเกินขอบโต๊ะมันก็ตกนอกโต๊ะไป

 ถ้าไม่อยากจะออกจากนอกโลกไป

ก็อย่านั่งเรือออกไปไกล

 คนสมัยก่อนจึงไม่กล้าไปไกล นั่งเรือไม่กล้าไปไกล

 แต่มีคนฉลาดที่เห็นว่า

มันไม่ใช่โต๊ะมันเป็นลูกบอลมันกลม

 นั่งไปเท่าไหร่มันก็ไม่มีวันตกจากลูกบอลเนี่ย

 ก็เลยพิสูจน์ได้ว่าโลกมันกลม เขาก็นั่งเรือไปเรื่อยๆ

นั่งไปจนกระทั่งกลับมาที่เดิมได้ ไปทางเดียว

แต่ในที่สุดก็กลับมาเจอจุดเริ่มต้น

 ก็แสดงว่ามันเป็นวงกลม

 นี่ก็คือปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิ

 ความเห็นชอบความเห็นที่ถูกต้อง

 เห็นตามความเป็นจริงว่า ร่างกายของเรา

และทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่บนโลกนี้เป็นธรรมชาติ

เป็นของธรรมชาติ เป็นของดินน้ำลมไฟ

เห็นไหมพอฝนตกลงมาพอมาผสมกับดินเข้า

 เดี๋ยวไม่กี่วันหญ้าก็โผล่ขึ้นมา ต้นไม้ก็โผล่ขึ้นมา

 พวกนี้มาจากไหน ถ้าฝนไม่ตกมันก็ไม่โผล่ขึ้นมา

 มีดินแต่ไม่มีน้ำ มีอากาศมีลมมีไฟมีความร้อน

 แต่ถ้าไม่มา ถ้าน้ำไม่มา

มันก็เหมือนกับอยู่ในทะเลทราย

ทะเลทรายก็มีดินมีอากาศมีลมมีความร้อนแต่ไม่มีน้ำ

ถ้าจุดไหนมีน้ำ ในทะเลทรายบางแห่งก็มีน้ำ

 ก็จะมีเป็นเหมือนเกาะขึ้นมา

 มีต้นไม้โผล่ขึ้นมาในบริเวณที่มีน้ำ

 จะเห็นได้ว่าพวกต้นไม้ใบหญ้าเนี่ยจะเกิดขึ้นมาได้

ก็ต้องมีธาตุ ๔ รวมกันครบบริบูรณ์

 มีดินมีน้ำมีลมมีไฟ ถ้าไม่มีไฟ มีดินมีน้ำ แต่ไม่มีไฟ

เช่น ไปอยู่ขั้วโลกเหนือ มีดินมีน้ำ แต่เป็นน้ำแข็ง

 แต่ไม่มีความร้อนไม่มีไฟ มันหนาว

 แสงสว่างของดวงอาทิตย์ไปไม่ถึง

ตรงนั้นก็ไม่มีต้นไม้ใบหญ้าโผล่ขึ้นมา

เราจะเห็นได้ว่าพวกต้นไม้ใบหญ้า

ร่างกายของมนุษย์ของสัตว์นี้

มันต้องมีบรรยากาศที่ครบทั้ง ๔ มีลมมีไฟมีความร้อน

ลมก็อากาศ อากาศที่เราหายใจก็เรียกว่าลม

ไฟก็คือความร้อน ดินของแข็ง แล้วก็น้ำของเหลว

 เมื่อมาผสมกันก็จะเกิดเป็นต้นไม้ใบหญ้า

 เป็นร่างกายของมนุษย์ของสัตว์เดรัจฉาน

 แล้วพอมีร่างกายของมนุษย์ มนุษย์ก็ฉลาด

รู้จักหาดินน้ำลมไฟต่างๆมาผสมกัน

 มาผลิตเป็นอะไรต่างๆมากมาย ผลิตเป็นเสื้อขึ้นมา

 เป็นกระเป๋ารองเท้า ผลิตเป็นรถยนต์

เป็นสินค้านานาชนิด

ก็มาจากดินน้ำลมไฟทั้งนั้นแหละ

 ของทุกอย่างถ้ามันเป็นการผสมรวมกันแล้ว

มันจะต้องแยกตัวออกจากกัน

 ไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องเสื่อมเมื่อรวมตัวกัน

แล้วพอมันถึงเวลามันไม่สามารถจะอยู่รวมกันได้

มันก็ต้องแยกกันไป

ดินน้ำลมไฟที่มารวมตัวกันในร่างกายเรา

ต่อไปมันก็จะแยกออกจากกัน มันจะไม่ยอมรวมกัน

 ตอนนั้นมันก็เริ่มแก่แล้ว พอมันเริ่มที่จะแยกตัวกัน

ตอนต้นนี้มันจะรวมตัวกัน พอถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

มันก็จะมันจะเดินถอยหลังนับถอยหลัง

 พอ ๔๐ กว่าขึ้นไปแล้วนี้มันก็เริ่มแก่แล้ว

 แก่แล้วทุกอย่างมันก็เริ่มเหี่ยวเริ่มอ่อนไปเรื่อยๆ

พอไม่สามารถหายใจได้

ลมไม่เข้าทีนี้ก็จะมีแต่ออกแล้ว

 พอลมไม่เข้าลมก็จะมีแต่ออก

 น้ำก็จะออก ไฟก็จะออก เดี๋ยวก็เหลือแต่ดิน

ร่างกายนี้พอตายแล้วมันก็ขึ้นอืด

 มันก็จะมีน้ำเลือดน้ำเหลืองน้ำอะไรไหลออกมา

 ถ้าทิ้งไว้นานๆเข้ามันก็จะแห้งกรอบแล้วก็ผุไปพังไป

 กลายเป็นดินไป ถ้าเราจะเร่งก็เอาไปเผาไฟ

ร่างกายก็จะเหลือแต่ขี้เถ้า ขี้เถ้าก็คือดินนี่เอง

นี่คือธรรมชาติที่มารวมตัวกัน

 แล้วใจผู้ไม่รู้เรื่องก็มายึดว่าเป็นตัวเราของเรา

แล้วก็ไปอยากให้มันไม่แยกตัวกัน

อยากให้มันรวมตัวกันอยู่ไปนานๆ

 พอมันไม่ยอมรวมตัวมันจะแยกก็เสียใจทุกข์ใจ

ไปหาหมอหมอบอกว่าเหลืออีกสามเดือน

มันจะหยุดทำงานแล้วร่างกายนี้

 ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ

เพราะอยากให้มันอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

 แต่ถ้าได้มาศึกษาจากผู้รู้อย่างพระพุทธเจ้า

พระอริยสงฆ์สาวกที่สอน บอกว่าร่างกายนี้ต่อไป

มันต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ห้ามมันไม่ได้

มันไม่ใช่ตัวเราของเรา ไม่ต้องไปเสียใจ

ไม่ต้องไปเสียดาย เราไม่ได้แก่ไม่ได้เจ็บ

ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย เราเป็นผู้รู้ผู้คิด

 ที่ไม่มีวันแก่วันเจ็บวันตาย

เราทำใจเฉยๆอย่าไปอยาก มันแก่ก็ปล่อยมันแก่ไป

 มันเจ็บก็ปล่อยมันเจ็บไป มันตายก็ปล่อยมันตายไป

 เราไม่ได้ตาย ถ้าเรายังไม่เข็ด

เดี๋ยวเราไปมีร่างกายอันใหม่ต่อ

 เดี๋ยวพอร่างกายอันเก่าตายไป

เราก็ยังไม่เข็ดกับการมีร่างกาย

 เราก็จะไปหาร่างกายอันใหม่

 เดี๋ยวก็ได้ร่างกายอันใหม่มาเกิดใหม่อีก

เหมือนกับที่เรามาเกิดในชาตินี้

ชาติก่อนนี้เราก็มีร่างกายอันเก่า

 พอร่างกายอันเก่ามันตายไป

เรายังไม่เข็ดยังอยากมีร่างกาย

 ก็เลยไปหาร่างกายอันใหม่ไปหาพ่อแม่คนใหม่

พอเจอพ่อแม่คนใหม่เขาแต่งงานกัน

เราก็เกาะไปกับเขา รู้ว่าเดี๋ยวเราก็ได้ร่างกายจากเขา

 เดี๋ยวพอเขาแต่งงานกัน

เขาก็จะผลิตร่างกายอันใหม่ขึ้นมา

 เราก็ไปเกาะร่างกายอันใหม่ที่อยู่ในท้องแม่

พอออกมาจากท้องแม่เราก็ใช้ร่างกายอันนี้

พาเราไปทำตามความอยากต่างๆ

อยากดูก็มีตาดู อยากฟังก็มีหูฟัง

 อยากลิ้มรสดมกลิ่นก็มีจมูกมีลิ้น

 อยากสัมผัสกับบรรยากาศทางร่างกาย

ก็มีร่างกายให้สัมผัส เราก็เลยเพลิดเพลิน

มีความสุขกับการมีร่างกาย

 เพราะมีร่างกายแล้วที่แข็งแรง

ก็สามารถพาเราไปเที่ยวไปเล่นได้

 แต่เพราะมันไม่สามารถพาเราไปเที่ยวไปเล่นได้

เราก็จะเสียใจทุกข์ใจ ตอนนั้นก็เป็นเวลาทุกข์

เวลาแก่เวลาเจ็บเวลาตายก็เป็นเวลาทุกข์ แต่ก็ไม่เข็ด

 พอตายไปก็อยากจะไปมีร่างกายอันใหม่.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 กรกฎาคม 2561
Last Update : 11 กรกฎาคม 2561 5:24:18 น.
Counter : 213 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ