Group Blog
All Blog
<<< "เครื่องมือสู้กับความอยาก" >>>










“เครื่องมือสู้กับความอยาก”

ไม่มีอะไรที่เราจะสามารถควบคุมบังคับให้มันดี

ให้มันให้ความสุขกับเราได้ตลอดเวลา

 เรียกว่า อนัตตา ไม่อยู่ในความสามารถของเรา

ที่จะควบคุมบังคับให้มันให้ความสุขกับเรา

ไปได้ตลอดเวลา ฉะนั้นเมื่อเราเห็นว่า

เราจะไปเอาความทุกข์ เราจะไปเอามันทำไม

ถ้ายังไม่มีก็ไม่เอาดีกว่า ถ้ามีก็เลิกดีกว่า

 อยู่คนเดียวดีกว่า มีเงินก็สละเงินไปดีกว่า

 พวกนักบวชนี้เขาเห็นลาภยศสรรเสริญเป็นทุกข์

ทำให้ใจเขาวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้น

วุ่นวายอยู่กับการหาเงินหาทอง

หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 หาเท่าไหร่มันก็ไม่อยู่กับเราสักที

อยู่กับเราเดี๋ยวเดียวเดี๋ยวก็หลุดมือไปแล้ว

 ต้องไปหาใหม่ เลยไม่เอาดีกว่า

พอได้อ่านหนังสือ

ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า

 บอกว่ามานั่งสมาธิมาหยุดความอยากกันดีกว่า

 ก็เลยออกบวชดีกว่า

 พอบวชแล้วก็ไม่ต้องหาเงินหาทอง

 เป็นพระนี่สบายไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง

 มีคนอื่นมาบริการให้ หาของจำเป็นให้

หาที่อยู่อาศัยให้ หายาให้ หาเครื่องนุ่งห่มให้

 หาอะไรให้ทุกอย่างเลยดีจะตายไป

ไม่มีที่ไหนในโลกนี้ที่เขาทำกันหรอก

มีประเทศไทยเท่านั้นแหละที่บริการปัจจัย ๔

 ถ้าใครอยากจะบวชนี่

 แม้แต่ฝรั่งยังต้องมาบวชที่เมืองไทย

บ้านเมืองเขาไม่มีการให้แบบนี้

 เขามีให้เหมือนกันแต่เขาให้แบบมีขอบเขต

 เช่นตกงานเขาก็ให้ ๖ เดือน

 ประกันสังคมแล้วก็ต้องบังคับให้ไปหางานให้ไปทำ

 อันนี้ไม่บังคับเลยให้ตลอดชีวิตเลย

อย่าไปทำอะไรแบบญาติโยมเท่านั้นเอง

 ถ้าอยู่เฉยๆ ได้เขาก็ยินดีที่จะสนับสนุน

 พอไปทำอะไรแบบญาติโยมเดี๋ยวเขาก็จับสึก

นี่แหละคนที่พอได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า

แล้วก็จะเห็นว่า

วิธีของพระพุทธเจ้านี้เป็นวิธีที่ถูกต้อง

 เป็นวิธีที่นำความสุขที่แท้จริงมาให้

วิธีของพวกเรานี้มีแต่นำแต่ของวุ่นวายใจ

ความทุกข์ยากเดือดร้อนมาให้

 เวลาที่ไม่สามารถหาสิ่งที่เราอยากได้

 หรือเวลาที่เราสูญเสียสิ่งที่เราอยากได้ไป

คนที่มีกำลังใจก็ตัดสินใจตัดมันให้หมด

ตัดความอยาก เคยอยากรูปเสียงกลิ่นรสก็ตัดมัน

 การที่จะตัดมันได้อย่างแท้จริงก็ต้องมีพลัง

ต้องมาหยุดความอยากให้ได้หยุดความคิดให้ได้

ความคิดนี้เป็นเครื่องมือของความอยาก

พอไม่คิดความอยากมันก็ทำงานไม่ได้

ฉะนั้นก็เลยต้องมาทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน

มาสร้างเครื่องมือสู้กับความอยาก

 เครื่องมือที่จะสู้กับความอยากก็คือ สติ

 แล้วก็อาศัยศีลเป็นผู้ช่วยคอยปิดกั้น

ไม่ให้ความอยากมันออกมา

ถ้ามีศีลเราก็จะห้ามเรา

ว่าเราจะไม่ไปทำตามความอยาก

 เหมือนกับมีรั้วกั้นไว้ กั้นความอยากไว้

แต่ความอยากมันก็ยังไหลออกมา

 เพียงแต่ว่ามันไปหยุดที่ตรงรั้ว

 ถ้ามีศีล ๘ เห็นไหมสามีภรรยา

ก็ต้องอยู่คนละทีใช่ไหม ไม่ได้นอนด้วยกันใช่ไหม

เนี่ยมาถือศีล ๘ เนี่ย แต่พอกลับบ้าน

ก็เลิกถือศีล ๘ ก็นอนด้วยกันได้

ฉะนั้นคนที่จะหยุดความอยากทางกาม

 ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ต้องถือศีล ๘ ก่อน

พอถือศีล ๘ แล้วจะได้รู้ว่า

อ่ะต่อไปนี้ห้ามทำแล้วนะกิจกรรมเหล่านี้ทำไม่ได้

 แต่ความอยากก็ยังมี ถึงแม้ว่าจะไม่ได้นอนร่วมกัน

 บางทีเวลานอนก็ยังคิดถึงกันอยู่

เพราะถ้าเราไม่ปล่อยใจไม่ควบคุมใจมันก็จะคิด

 คิดแล้วมันก็อยาก ถ้าคิดบ่อยๆ

 เดี๋ยวมันก็สึกใช่ไหม บวชได้ไม่กี่วันเดี๋ยวก็กลับบ้าน

 กลับไปอยู่ร่วมกันใหม่ แต่ถ้าหยุดความคิดได้

หยุดความอยากได้ก็ไม่สึก สึกไปทำไม

อยู่แบบนี้สบายกว่า อยู่คนเดียวอยู่กับความสงบ

มีความสุขมากกว่า ไม่ต้องไปทะเลาะกับเขาแล้ว

ไม่ต้องไปยุ่งกับเขาแล้ว

 ไม่ต้องไปห่วงไปกังวลกับเขาแล้ว

 ไม่ต้องไปหวงเขา เขาจะไปเที่ยวกับใคร

เขาจะไปคุยกับใคร เขาจะไปทำอะไรกับใคร

เรานอนสบาย เราหลับสบาย

 แต่ถ้ายังไปยังต้องอาศัยเขาอยู่นี่ ก็หวง

ต้องเป็นของเราคนเดียว เป็นของคนอื่นไม่ได้

 แทนที่จะมีความสุขกับเขา

 ก็เลยต้องมาทุกข์กับเขาเอง

ถ้าใครสามารถควบคุมความคิดควบคุมความอยาก

 หยุดคิดหยุดอยากได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นของชั่วคราว

มันก็จะทำให้เราเบาอกเบาใจสบายอกสบายใจ

 แล้วถ้าอยากจะให้มันหยุดอยากอย่างถาวร

 ก็ทุกครั้งที่อยากก็ใช้ปัญญามองให้เห็นว่า

การอยากนี้มันเป็นการไปหาความทุกข์

 อยากมีแฟนก็เดี๋ยวก็ต้องไปทุกข์กับแฟน

 อยากมีอะไรก็ต้องไปทุกข์กับสิ่งที่เรามี

 พอเราเห็นว่าทุกข์ ไม่เอาดีกว่า

อยู่กับความสงบดีกว่า อยู่กับการนั่งสมาธิดีกว่า

เวลาไหนอยากก็เข้าไปนั่งสมาธิดีกว่า

เดี๋ยวต่อไปความอยากมันก็จะหมดไปจากใจ

หรือเวลาอยากก็ต้องมองให้เห็นว่ามันทุกข์

 สิ่งที่เราอยากได้มันทุกข์ อย่าไปมีอะไรดีกว่า

 อยู่กับความว่างอยู่กับความไม่มีดีกว่า

 พอเรารู้อย่างนี้แล้ว

ต่อไปทุกครั้งที่อยากเราก็ฝืนมัน

 อยากจะไปมีแฟนเราก็ฝืนมัน

อยากจะไปมีเงินมีทองก็ฝืนมัน

อยากจะไปเที่ยวก็ฝืนมัน

ฝืนด้วยการไปนั่งสมาธิ

 ถ้านั่งสมาธิแล้วมันจะไม่ทรมาน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๑







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 มีนาคม 2561
Last Update : 8 มีนาคม 2561 11:31:23 น.
Counter : 136 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ