Group Blog
All Blog
<<< "เฉยๆแล้วทุกข์จะไม่เกิด" >>>











"เฉยๆ แล้วทุกข์จะไม่เกิด"

ความทุกข์ไม่ได้ดับไป

จากการที่เราไปทำไปแก้สิ่งที่เราอยาก

 ถ้าเราไปแก้ที่ความอยาก เราหยุดความอยาก

 เราปล่อยให้สิ่งที่เราอยาก เป็นอะไรก็เป็นไป

จะไปก็ไป จะอยู่ก็อยู่ จะไม่มาอยากให้อยู่

หรืออยากให้ไป ใจก็จะไม่ทุกข์ ใจก็ดับทุกข์ได้

เพราะใจเห็นด้วยปัญญาเห็นด้วยมรรค

ว่าเขาจะไปก็ไปห้ามเขาไม่ได้

เขาจะอยู่ก็ไปห้ามเขาไม่ได้ เขาจะด่าก็ห้ามเขาไม่ได้

 เขาจะชมก็ห้ามเขาไม่ได้ นี่เรามองไม่เห็นตัวนี้

 พอใครด่าขึ้นมาปั๊บนี่ ขึ้นเลย

พอใครชมปั๊บนี่ ขึ้นเหมือนกัน ขึ้นอีกทาง

 ลอย ลอยขึ้นไปบนฟ้า ยิ้มแป้น

 พอใครด่าปั๊บก็หน้าคว่ำหน้างอ

เพราะอยากให้เขาไม่ด่า อยากให้เขาชม

 แต่ถ้าเข้าไปถึงข้างในแล้วจะรู้ว่า

 อยากไม่ได้ อยากให้เขาชมก็ไม่ได้

อยากให้เขาไม่ด่าก็ไม่ได้ ต้องเฉยๆ

 ต้องเฉยๆ แล้วทุกข์จะไม่เกิด เขาด่าก็เฉยๆ

 เขาชมก็เฉยๆ ทุกอย่างก็เหมือนกัน

 เงินทองก็อยากไม่ได้ อยากให้มาก็ไม่ได้

 อยากให้อยู่กับเราไม่จากเราไปก็ไม่ได้

 เวลามันจะมามันก็มา เวลามันจะไปมันก็ไป

 เราต้องเฉยกับการมากับการไปของมัน

 ถ้าเราไม่เข้าข้างในเราจะเฉยไม่ได้

 ถ้าใจเราเข้าข้างในแล้วเราจะเฉยได้

 เพราะใจเราสงบใจเรามีความสุข

 เราไม่ต้องใช้เงิน เราไม่ต้องใช้คนนั้นคนนี้

มาให้ความสุขกับเรา เขาจะไปก็ไป เขาจะมาก็มา

 เรามีความสุขเท่าเดิม

 เรามีความสุขจากอัปปนาสมาธิ

 จากความสงบของใจ ที่เป็นความสุขกว่า

ความสุขที่เราได้จากเงินทอง

 ความสุขที่เราได้จากคนนั้นคนนี้

 ความสุขที่ได้จากยศฐาบรรดาศักดิ์

ความสุขที่ได้จากคำสรรเสริญเยินยอ

 มันสู้ความสุขที่ได้จากความสงบไม่ได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 30 มกราคม 2561
Last Update : 30 มกราคม 2561 6:02:02 น.
Counter : 274 Pageviews.

0 comment
<<< "ปฏิจจสมุปบาท ความสุขแบบตะครุบเงา” >>>










“ปฏิจจสมุปบาท

 ความสุขแบบตะครุบเงา”

พ่อแม่นี่พอเราโตขึ้นออกมาจากท้องแม่

พ่อแม่ก็สอนให้หาลาภยศสรรเสริญ

 หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 ป้อนเอาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายให้

ซื้อตุ๊กตามาให้นี้ก็ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 ซื้อตุ๊กตาซื้อของเล่น ซื้อขนมซื้อลูกอม

ซื้ออะไรให้กินมันก็เป็นรูปเสียงกลิ่นรสทั้งนั้น

ไม่มีพ่อแม่คนไหนสอนให้หนูนั่งสมาธินะ

 หนูรักษาศีล ความสุขอยู่ตรงนี้

 อย่าไปเอาตุ๊กตา อย่าไปเอาขนม

อย่าไปเอาของเล่น แล้วเด็กก็ไม่ขออะไร

 ขอแต่ของเล่น เห็นไหม ปีใหม่อย่างี้

 คริสต์มาสนี้ขอของขวัญกัน

 ขอตุ๊กตาขอของเล่นอะไรต่างๆ

ปีไหนของเล่นกำลังฮิตก็อยากจะได้อย่างงั้นกัน

 เอามาเล่นแล้วก็เพลิดเพลิน สุขเดี๋ยวเดียว

 เวลาได้มาก็ดีใจ เล่นกับมันไปสักพักก็เบื่อ

 หายตื่นเต้นหายสุข ก็อยากจะหาของเล่นใหม่

 นี่แหละเราอยู่ในโลกของคนที่หลงทุกคน

พ่อแม่ปู่ย่าตายายญาติสนิทมิตรสหาย

พี่น้องเพื่อนฝูงเหมือนกันหมดเลย

 หลงกันเหมือนกัน หาความสุขไม่เจอกัน

 มีแต่ความสุขแบบตะครุบเงา

รู้จักเงาไหม เคยเห็นเงาไหม

 เวลามันทอดไปข้างหน้าเราลองไปตะครุบเงาดูสิ

จับมันได้ไหม พอจะไปจับหัวมัน

 มันไปโน่นแล้ว หัวมันก็หนีไปแล้ว

นั่นแหละความสุขแบบลาภยศสรรเสริญ

 แบบรูปเสียงกลิ่นรสก็เหมือนแบบตะครุบเงา

 คิดว่าได้มาแล้วจะมีความสุข

พอได้มาปั๊บ อ้าว! หายไปแล้ว สุขเดี๋ยวเดียว

 ไปเที่ยวสุขเดี๋ยวเดียว กลับมาบ้านหมดไปแล้ว

 ไปดูหนังฟังเพลง ไปกินไปดื่ม

ไปทำอะไรเสร็จ สุขเดี๋ยวเดียว

พอกลับมาบ้านหายไปแล้ว

 นี่แหละคือความหลงที่เรียกว่า อวิชชา

 คือความไม่รู้ว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน

 อวิชชามันถึงหลอกเรา มันหลงมันคิดว่า

ความสุขอยู่ที่รูปเสียงกลิ่นรส มันก็ปั่นใจให้เราคิด

 ปั่นใจให้คิดถึงรูปเสียงกลิ่นรส

อวิชชาปัจจะยา สังขารา

สังขารก็ส่งไปหาวิญญาณ

 เพื่อจะได้ไปที่ตาหูจมูกลิ้นกายร่างกายเรา

 ตาหูจมูกลิ้นกายเนี่ยมันเชื่อมกับใจ

 เป็นสะพานเชื่อมด้วยวิญญาณ

 หรือถ้าแบบโทรศัพท์มือถือเนี่ย

เวลาที่เราจะใช้สายเสียบเพื่อจะได้ฟังเพื่อจะได้พูด

โดยที่ไม่ต้องไปพูดที่เครื่อง แล้วใช้สายเสียบมัน

 เสียบไปที่เครื่องโทรศัพท์

 เราก็สามารถพูดได้ฟังได้ฟังเสียงได้

ใจเรานี้ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย

แต่ใจเราอยากจะสัมผัสกับรูปเสียงกลิ่นรส

 ใจเราเลยต้องมีสะพานเชื่อมระหว่างใจกับร่างกาย

 ใจเป็นคนหนึ่ง ร่างกายเป็นอีกคนหนึ่ง

 ร่างกายมีตาหูจมูกลิ้นกาย

ก็เลยส่งสะพานมาเชื่อมที่ตาหูจมูกลิ้นกาย

 พอเชื่อมกันปั๊บ ใจก็สามารถรับรูปจากตาได้

ตาของร่างกายพอลืมตาเห็นรูปขึ้นมา

 รูปก็จะวิ่งเข้าไปที่ใจ ใจก็จะรู้ว่าอ๋อตอนนี้เห็นรูปแล้ว

 เห็นรูปที่ชอบหรือไม่ชอบ

ถ้าไม่ชอบก็เปลี่ยนรูปหันไปหารูปที่ชอบ

 รูปที่ไม่ชอบก็หนีมัน นี่คืออวิชชา

 ความไม่รู้ว่าความสุขอยู่ที่ใจ อยู่ในตัวเอง

 อยู่ที่ความสงบ กลับไปคิดว่าอยู่ที่รูปเสียงกลิ่นรส

ก็เลยต้องคิดไปหารูปเสียงกลิ่นรส

คิดไปที่ตา ส่งไปที่ตา ให้ตาช่วยหารูป

ให้หูช่วยหาเสียงรับเสียงให้

 พอได้รับแล้วก็เกิดเวทนาขึ้นมา

 พอได้เห็นได้สัมผัสกับรูปเสียงกลิ่นรส

ก็เกิดความรู้สึกขึ้นมา ความรู้สึกทุกข์หรือสุข

 ถ้าสัมผัสกับรูปที่ชอบก็สุข

 สัมผัสกับรูปที่ไม่ชอบก็ทุกข์

 เห็นคนที่เรารักนี้ก็สุขดีใจ

เห็นคนที่เราไม่รักก็ไม่สุขทุกข์ขึ้นมา

 แล้วพอเกิดความรู้สึกก็เกิดความอยาก

อยากให้สิ่งที่เราชอบอยู่กับเราไปนานๆ

 ถ้าเห็นสิ่งที่เราไม่ชอบก็อยากจะให้มันหายไปเร็วๆ

 พอเกิดความอยากก็เกิดอุปทาน

ความยึดมั่นยึดติดกับสิ่งที่เราชอบ

ไม่อยากให้เขาจากเราไป

 อยากจะให้เขาอยู่กับเราไปตลอด

 พอเขาหรือเราต้องจากไป

 เพราะเราก็ไม่เที่ยงเขาก็ไม่เที่ยง

 เราก็ต้องไปหาใหม่ ก็ไปเกิดภพใหม่ ไปภพใหม่

ภว ก็คือ ภพ อยู่ภพนี้แล้วเดี๋ยวภพนี้จบ

 พอร่างกายนี้ตายไปภพก็จบ ก็เลยไปหาไปภพใหม่

 เพื่อจะได้ร่างกายอันใหม่ เพื่อจะได้เกิดใหม่

พอเกิดแล้วก็ต้องมาแก่มาเจ็บมาตายใหม่

นี่คือการดำเนินชีวิตของพวกเรา

 ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ใน

 ปฏิจจสมุปบาท.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๑







ขอบคุณทีมา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 มกราคม 2561
Last Update : 29 มกราคม 2561 8:57:39 น.
Counter : 133 Pageviews.

0 comment
<<< "ปิดตานอกเปิดตาใน" >>>












“ปิดตานอก เปิดตาใน”

ถ้าเราไม่ฟังเทศน์ฟังธรรมบ่อยๆ

 หรือฟังแบบผิวเผิน เราไม่เข้าใจ เราก็จะคิดว่า

เฮ้ยเรื่องงมงายทั้งนั้นแหละ สวรรค์อยู่ที่ไหนวะ

หามาให้ดูหน่อยสิ เขาส่งจรวดขึ้นไปสำรวจในอวกาศ

ไม่เห็นมีสวรรค์เลย เขาขุดเจาะลงไปในโลก

 ส่งเรือดำน้ำลงไปใต้น้ำ

 ก็ไม่เจอนรกไม่เจออบายที่ไหน

 แล้วมันอยู่ที่ไหนกัน ไม่มีวันเข้าใจหรอก

 ถ้าไม่ได้มาตั้งใจศึกษาจริงๆ

 แล้วก็ศึกษาก็ต้องศึกษาจากผู้ที่รู้

มีประสพการณ์จริงๆ ถ้าไปศึกษากับคนไม่รู้

สอนคนไม่รู้ ก็ไม่รู้อยู่ดี ก็อ่านไปตามตำรา

แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าบุญอยู่ที่ไหน

 นรกอยู่ที่ไหน สวรรค์อยู่ที่ไหน

 อันนี้มันต้องเกิดจากผู้ที่ได้สัมผัสจริงๆ

 ผู้ที่ได้ไปเห็นสวรรค์จริงๆ เห็นนรกจริงๆ

 เห็นอบายจริงๆ แล้วรู้ว่าใครไปเป็นผู้สัมผัส

กับนรกกับสวรรค์ กับอบายต่างๆ

พวกเราส่วนใหญ่จึงอาศัยศรัทธาความเชื่อ

 คือยังมองไม่เห็น แต่บางทีฟังแล้วไม่เข้าใจ

ก็ขอเชื่อเอาไว้ก่อน แต่ถ้าได้ฟังอย่างละเอียด

จนเห็นภาพชัดเจนแล้ว ก็จะเห็นชัด

 ว่าสวรรค์มีจริงนรกมีจริง การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง

 ผู้ที่เวียนว่ายตายเกิดคือใครก็รู้

 ก็คือ รู้ว่าใจไปเป็นผู้เวียนว่ายตายเกิด

 ใจเป็นผู้ไปรับผลบุญผลบาป แต่ก็ยังรู้ไม่สมบูรณ์

 รู้แบบสิบปากว่าไม่เท่าหนึ่งตาเห็น

ถ้าอยากจะรู้แบบหนึ่งตาเห็นนี้ ต้องลืมตา

 ตอนนี้เราเหมือนคนปิดตา

แล้วฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ฟังแล้วก็วาดภาพไปตามภาพ

ที่พระพุทธเจ้าวาดให้เราดู

 แต่มันก็ยังเป็นภาพวาดภาพจินตนาการ

 ยังไม่ได้เป็นภาพจริง ถ้าอยากจะเห็นภาพจริง

ก็ต้องลืมตา ตาที่ต้องลืมไม่ใช่ตาของร่างกาย

 ตาของร่างกายนี้ลืมมาตั้งแต่เกิดแล้ว

 ลืมตามาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เห็นนรก ไม่เห็นสวรรค์

 ไม่เห็นผู้เวียนว่ายตายเกิด ถ้าอยากจะเห็น

ผู้ที่เวียนว่ายตายเกิด ผู้ที่ไปนรกไปสวรรค์

 เห็นนรกเห็นสวรรค์ ต้องเปิดตาใน ต้องเปิดตาใจ

 ใจก็มีตาเหมือนกัน แต่ตอนนี้ตาของใจถูกปิดเอาไว้

ด้วย โมหะอวิชชา ด้วยความไม่รู้ไม่ได้ศึกษา

 ด้วยโมหะ ด้วยความหลง

จะเปิดตาในได้อย่างชัดเจนนี้
ตอนต้นก็ต้องอาศัย

การฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าก่อน

 แล้วพระพุทธเจ้าจะสอนวิธีเปิดตาใน

 ตอนต้นก็จะบอกก่อนว่า เปิดตาในแล้วจะเห็นอะไร

 จะเห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นผู้เวียนว่ายตายเกิด

พออยากจะเห็น ท่านก็จะสอนวิธีที่จะทำให้เราเห็น

 วิธีที่จะทำให้เราเห็นก็ต้องนั่งหลับตานอก

 หลับตาร่างกาย แล้วตาในมันก็จะเปิดขึ้นมา

 จะเปิดได้จะต้องมีธรรมของพระพุทธเจ้ามาเปิด

 ธรรมที่จะเปิดตาในก็คือ สติปัญญา

ถ้าเราหลับตานอกแล้วเรานอนหลับนี้ไม่มีสติ

 เราก็เลยยังไม่เห็นนรกเห็นสวรรค์

 เวลาเรานอนหลับนี้เราปิดตานอกกัน

 แต่เราก็ยังปิดตาในด้วย เราไม่ได้เปิดตาใน

 เพราะเราไม่มีสติไม่มีปัญญา

 ถ้าเราอยากจะเปิดตาในนี้

 เราต้องปิดด้วยสติ เปิดด้วยปัญญา

 พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เรามานั่งสมาธิ

เพื่อจะได้ปิดตานอก แล้วจะได้เปิดตาในได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 มกราคม 2561
Last Update : 28 มกราคม 2561 5:44:50 น.
Counter : 324 Pageviews.

0 comment
<<< "ความสุขแบบควันไฟ" >>>












“ความสุขแบบควันไฟ”

ใจของพวกเรานี้ไม่เคยสงบเลย

 มีแต่หมุนติ้วหมุนติ้วอยู่ตลอดเวลา

 ถ้าเป็นรถยนต์ก็แบบว่าไม่มีเวลาจอดเลย

 วิ่งตลอดเวลา จนเครื่องมันร้อน

 เพราะไม่มีเบรค หาเบรคไม่เจอ

ถ้าขับรถแล้วไม่มีเบรคนี้ทำยังไง

จะจอดมันจอดไม่ได้ มันก็วิ่งไปเรื่อยๆ

 ใจของเราไม่มีเบรคกัน

 ใจเรามันไม่เคยสงบไม่เคยหยุด

 หยุดอะไร ก็หยุดคิดไง ใจเรานี่คิดตลอดเวลา

คิดตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาก็คิด

คิดว่าจะไปหาลาภยศสรรเสริญ

ไปหารูปเสียงกลิ่นรสที่ไหนดี

 คิดอยู่กับเรื่องราวเหล่านี้

 แล้วก็ไปวุ่นวายไปกับการหาลาภยศสรรเสริญ

หารูปเสียงกลิ่นรสกัน พอเหนื่อยกลับมาบ้าน

ก็พักผ่อนหลับนอน ตื่นขึ้นมาก็ไปอีก

ทุกวี่ทุกวัน ไม่ว่าวันทำงานหรือวันหยุด

วันทำงานก็ไปเงินหาลาภยศกัน

 วันหยุดก็ไปหารูปเสียงกลิ่นรสกัน

ไปเที่ยวกันอีก ไปเที่ยวก็ไปหารูปเสียงกลิ่นรส

 เพราะเวลาเราเที่ยวเราก็ใช้ตาเที่ยว

 ใช้หูเที่ยว ใช้ลิ้นใช้จมูกเที่ยว

 เที่ยวหารูปเสียงกลิ่นรสชนิดต่างๆ มาเสพ

 เสพแล้วก็เกิดความสุข แต่เป็นความสุขแบบควันไฟ

 ได้มาแล้วก็จางหายไป ไปเที่ยวเสร็จกลับมาบ้าน

ความสุขนั้นก็หายไป ก็ทำให้เกิดความว้าเหว่ขึ้นมา

 ความว้าเหว่ก็เป็นความทุกข์แบบหนึ่ง

หรือความหิวความอยาก อยากจะเที่ยว

ก็เป็นความทุกข์ขึ้นมา คือไม่เจอความอิ่ม

 ไม่ได้พบกับความอิ่มจากการหาความสุขเหล่านี้

 ความสุขเหล่านี้ไม่ได้ให้ความอิ่มความพอ

 แต่จะให้ความหิวความอยากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

 ทำให้อยู่ไม่เป็นสุข อยู่เฉยๆ ไม่ได้

 อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ อยู่บ้านก็ต้องมีอะไรให้เสพ

มีทีวีมีอะไรให้ดูให้ฟัง มีอาหารเต็มตู้เย็น

มีคอยให้เสพอยู่ตลอดเวลา

นี่แหละเป็นเพราะว่าเราไม่รู้ว่า

นี่ไม่ใช่เป็นวิธีหาความสุข

 ไม่ใช่เป็นความสุขที่จะทำให้เราอิ่มทำให้เราพอ

 แต่มีแต่จะทำให้เราหิวให้เราอยาก

 แล้วพอเราหิวเราอยากเราก็อยู่เฉยๆ ไม่ได้

เราก็ต้องไปดิ้นรนไปทำอะไรตามความอยากต่างๆ

ทำได้เท่าไหร่ทำมากน้อยเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มไม่พอ

 ความอยากมันก็ไม่หมด ความหิวความอยาก

ความต้องการมันก็ไม่หมด

นี่แหละ เป็นความมืดบอดความโง่ของพวกเรา

 ไม่รู้ว่าการที่จะทำให้ใจเราสุขให้อิ่มให้พอทำอย่างไร

 ถ้าเราไม่ได้มาพบกับพระพุทธพระธรรม

พระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่ง ไม่ต้องพบทั้งสามองค์

 องค์ใดก็ได้เป็นตัวแทนกัน ได้พบกับพระพุทธเจ้า

 พบกับพระธรรมคำสอน เช่นอ่านหนังสือธรรมะนี้

 ก็ได้พบกับพระธรรมคำสอน ฟังเทศน์ฟังธรรม

จากครูบาอาจารย์หลวงปู่หลวงตา

ก็ได้พบกับพระอริยสงฆ์สาวก

 หรือถ้าไปเกิดในสมัยพระพุทธกาล

 ได้เจอพระพุทธเจ้า

ก็จะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า

 แต่ไม่ว่าจะเจอองค์ใดทั้งสามองค์นี้

จะสอนเหมือนกัน คำสอนเหมือนกัน

 จะสอนให้เรามาหาความสุขด้วยการทำใจให้สงบกัน

 ถ้าไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ก็จะมีแต่คนสอนให้ไปหาลาภยศสรรเสริญ

 หารูปเสียงกลิ่นรสกัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.........................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 มกราคม 2561
Last Update : 27 มกราคม 2561 5:38:17 น.
Counter : 139 Pageviews.

0 comment
<<< "ความสุขที่แท้จริงคือความสงบของใจ" >>>









"ความสุขที่แท้จริงคือความสงบของใจ”

ความสุขอยู่ที่ไหนรู้ไหม

 นั่นน่ะสิแล้วไปหาอย่างอื่นทำไม ทำไมไม่หาใจ

 ความสุขอยู่ที่ใจ แต่ไปหาที่เงิน

 หารูปเสียงกลิ่นรส ไปหาที่ลาภยศสรรเสริญ

 ที่นั่นเป็นความทุกข์ เพราะได้มาแล้วต้องทุกข์กับมัน

 ได้อะไรมาก็ต้องทุกข์ เพราะว่าสิ่งที่เราได้มา

มันไม่แน่นอน มันสามารถที่จะจากเราไปได้

ทุกเวลานาที พอจากไปเราก็ทุกข์กัน

แต่เราไม่รู้กันเราไม่คิดกัน เราคิดแต่ว่ามีแล้วมันสุข

 แต่ไม่คิดถึงตอนเวลาไม่มี เวลาไม่มีมันทุกข์

 แทนที่จะหาความสุขกันเราก็เลยหาความทุกข์กัน

 เพราะขาดปัญญา มองไม่เห็นไตรลักษณ์

 มองไม่เห็นของทุกอย่างที่เราคิดว่าเป็นสุขนั้น

มันไม่เที่ยง มันไม่แน่นอน มัน ไม่ถาวร

มันเป็นของชั่วคราว เราควบคุมบังคับเขาไม่ได้

 สั่งให้เขาเป็นของเราอยู่กับเราไปตลอดไม่ได้

ต้องมีเวลาใดเวลาหนึ่ง

ที่จะต้องมีการพลัดพรากจากกัน

อันนี้เป็นเรื่องของโมหะความหลง

หรืออวิชชาความไม่รู้ เหมือนเด็กไม่รู้ว่าไฟมันร้อน

 พ่อแม่จึงต้องคอยห้ามใช่ไหม

 หนูอย่าไปเล่นกับไฟ แต่ห้ามยังไงมันก็ห้ามไม่อยู่

 พอเผลอเดี๋ยวก็ไปเล่นกับไฟ

พอเล่นแล้วถึงจะรู้ว่ามันร้อน แต่ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันร้อน

มันก็ยังอดที่จะอยากจะเล่นไม่ได้

เพราะมันติดมาเป็นนิสัย พวกเราอาจจะรู้ว่า

ลาภยศสรรเสริญ รูปเสียงกลิ่นรสนี้มันเป็นทุกข์

แต่เราก็อดไม่ได้ เพราะมันเป็นเหมือนยาเสพติด

คนติดยาเสพติดเขาก็รู้ว่ามันไม่ดี

แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะเสพ

 เพราะว่าเวลาไม่ได้เสพมันทรมาน

ก็เลยต้องหาเสพ เสพแล้วก็ติด

เวลาไม่ได้เสพก็ทรมาน แต่ก็ต้องเสพ

 เพราะไม่อยากจะทรมาน มันติดแล้วเลิกไม่ได้

 พวกเราทุกคนที่มาเกิดในโลกนี้

เป็นพวกติดยาเสพติดทั้งนั้นแหละ

ติดลาภยศสรรเสริญ ติดรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ

 ทุกวันนี้ตั้งแต่ตื่นมาจนหลับนี้

ใจเราจะคิดอยู่กับการหาลาภยศสรรเสริญ

หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายอยู่ตลอดเวลา

 ทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหวถ้าจะว่าได้

เคลื่อนไหวเพื่อไปหาสิ่งเหล่านี้

หาลาภหายศหาสรรเสริญ หารูปเสียงกลิ่นรส

เวลาหาไม่ได้หรือเวลาสูญเสียไปก็เศร้าโศกเสียใจ

 ทุกข์ทรมานใจเราไม่รู้ว่า

ความสุขมันอยู่ตรงไหนกัน

 เราจึงต้องมาอาศัยผู้ที่รู้ “พุทโธ คือ ผู้รู้”

พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ รู้ว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน

 แล้วก็มาสอนผู้ที่ศึกษาเชื่อศรัทธา

ปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

ก็ได้พบความสุขที่แท้จริง

ก็กลายเป็นพระสาวกขึ้นมา

 พระอรหันตสาวกนี้ก็ไม่ได้มาจากใครที่ไหน

 มาจากพวกเรานี้แหละ พวกที่หลงพวกที่ไม่รู้

ว่าความสุขอยู่ที่ไหน พอได้มาพบกับพระพุทธเจ้าก็ดี

พบกับพระธรรมคำสอนก็ดี

พบกับพระอริยสงฆ์สาวกก็ดี ก็เกิดหูตาสว่างขึ้นมา

 เห็นทุกข์ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า

 ลาภยศสรรเสริญ รูปเสียงกลิ่นรสนี้มันเป็นทุกข์

 แล้วก็เห็นวิธีที่จะให้เราได้เข้าหาความสุขที่แท้จริง

 ความสุขที่แท้จริงก็คือ ความสงบของใจ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๖๑









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 26 มกราคม 2561
Last Update : 26 มกราคม 2561 11:48:58 น.
Counter : 394 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ