Group Blog
All Blog
<<< " โลกุตรทรัพย์ " >>>









“โลกุตรทรัพย์”


การที่เราจะได้โลกุตระทรัพย์ได้หลุดพ้น

จากกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด

 จะต้องมีพระพุทธศาสนามานำทาง

มาบอกวิธีของการปฎิบัติ ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา

เราจะไม่มีวันรู้เลยว่า

เรานี้มาเวียนว่ายตายเกิดกันได้อย่างไร

 ดีไม่ดีอาจจะไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่า

เรากำลังเวียนว่ายตายเกิดกัน

 คนที่ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา

เขาคิดว่าเขาเกิดมาแล้วก็ตาย ตายแล้วก็สูญ

 ตายแล้วก็จบ เพราะเขาดูที่ร่างกายเพียงอย่างเดียว

 เห็นร่างกายเพียงอย่างเดียว

 เขาไม่เห็นตัวที่ผลักดันร่างกาย

ตัวที่สั่งให้ร่างกายทำอะไรต่างๆ นี้เขาไม่เห็น

 เขาคิดว่าเป็นตัวเดียวกัน

 คิดว่าเป็นตัวเดียวกับร่างกาย

ผู้รู้ผู้คิดผู้สั่งให้ร่างกายทำอะไรต่างๆ นี้

เป็นคนละตัวกัน

 แต่เขาไม่รู้เขาจะคิดว่าเป็นตัวเดียว

 เพราะผู้รู้ผู้คิดไม่มีรูปมีร่าง

 ไม่มีหน้าตาเหมือนร่างกายนั่นเอง

 เขาก็เลยเหมาเอาว่าเป็นตัวเดียวกัน

 เหมือนคนเมื่อก่อนก็เหมาว่าโลกนี้แบน

 เพราะเขาเห็นว่ามันแบนเห็นว่าราบ

 เขาก็เลยเหมาว่าโลกนี้แบน

 แต่คนฉลาดนี้เขาสามารถพิจารณาตรึกตรอง

และเห็นว่ามันไม่แบน

 เหมือนกับพระพุทธเจ้ากับนักบวชทั้งหลายนี้

 เขาสามารถแยกผู้รู้ผู้คิดออกจากร่างกายได้

 สามารถแยกใจออกจากร่างกายได้

รู้ว่าใจกับร่างกายเป็นคนละคนกัน

 รู้ว่าหลังจากที่ร่างกายตายไปแล้วใจยังไปต่อ

 ไปรับผลบุญผลบาปต่อ แล้วไปเกิดใหม่ต่อ

 และรู้จักวิธีที่จะหยุดการให้ใจนี้ไปเกิดใหม่

 เพราะรู้ต้นเหตุที่จะพาให้ไปเกิดใหม่ก็คือตัณหา

ความอยากทั้ง ๓ ประการนี้

ก็เอามาเอาเครื่องมือที่มีอยู่คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

 นี้มาหยุดมันมาดับมัน พอหยุดมันได้ดับมันได้หมด

ก็จะไม่มีเหตุที่จะพาให้ใจผู้รู้ผู้คิดนี้ไปเกิดใหม่ต่อไป

 ใจก็จะอยู่ที่นิพพาน อยู่ที่ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด

 อยู่ที่มีแต่บรมมสุข อยู่ที่ไม่มีความทุกข์

นี่คือใจของพระพุทธเจ้า

และใจของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

 และใจของพวกเราถ้าพวกเรามีศรัทธาความเชื่อ

และน้อมนำไปปฏิบัติ เราก็จะได้ไปถึงใจ

ที่เป็นพระนิพานได้เช่นเดียวกันอย่างแน่นอน

 ฉะนั้น ขอให้พวกเราจงปลูกฝังความเชื่อความศรัทธา

ให้เหนียวแน่นอยู่กับพระพุทธศาสนา

และพยายามปฏิบัติตามให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

 ไม่ช้าก็เร็ววันหนึ่งเราก็จะได้บรรลุถึงธรรมขั้นต่างๆ

 เหล่านี้อย่างแน่นอน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 มิถุนายน 2561
Last Update : 10 มิถุนายน 2561 9:01:53 น.
Counter : 302 Pageviews.

0 comment
<<< "หมั่นทำความเพียร " >>>









"หมั่นทำความเพียร"

ดังนั้น หากมีเวลา

 เราจึงไม่ควรปล่อยเวลาที่มีคุณค่านี้ให้ผ่านไป

 โดยไม่ได้มาสร้างบุญ สร้างกุศลกัน

 เพราะถ้าไม่ได้สร้างบุญ สร้างกุศล

เราก็จะไม่มีกำลัง ที่จะนำพาจิตใจของเรา

 ให้ก้าวออกจากการเวียนว่ายตายเกิดได้

การทำความเพียร

 การสร้างบุญกุศลในระดับต่างๆ

 ในเวลาที่เรามีโอกาส

 จึงเป็นสิ่งที่เราควรจะรีบทำกัน

 เพราะเราไม่รู้ว่า เวลาของพวกเรา

จะมีอยู่มากน้อยเพียงไร ถ้าเราตายไป

เวลาก็จะหมดไป สำหรับการมาสร้างบุญสร้างกุศล

"เพราะการสร้างบุญสร้างกุศลนี้ได้

ต้องเกิดมาเป็นมุษย์" ถ้าเกิดในภพอื่น

 ก็เป็นการไปรับผลของบุญกุศล

 หรือบาปกรรมที่เราได้ทำไว้

 ถ้าเกิดในสวรรค์ก็ได้รับผลบุญ

 ถ้าเกิดในอบายก็ได้รับผลบาป

 ผลกรรม จนกว่าผลบาปผลบุญหมด

หรือไม่มีกำลังที่จะดึงให้เราไปสวรรค์

 หรืออยู่ในสวรรค์ หรือดึงให้เราอยู่ในอบายได้

 เราถึงจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

กลับมาเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้หมายความว่า

 เราจะมีโอกาสดีอย่างที่เรามีโอกาสกันอย่างนี้

เพราะถ้าเรากลับมาเกิดเป็นมนุษย์

 และไม่ได้พบกับพระพุทธศาสนา

ก็ไม่ได้ประโยชน์มากนัก เพราะไม่มีผู้นำทาง

 ผู้ที่สอนให้พวกเราได้สร้างบุญสร้างกุศลกัน

 หรือว่า ถ้าเรากลับมากเกิดเป็นมนุษย์

 แต่เราไม่ได้อยู่กับคนที่มีศรัทธา มีความเชื่อ

 เขาก็จะไม่ได้ชวน ไมได้พาให้เรา

 เข้าหาพระพุทธศาสนา

นอกจากว่า เราได้สร้างบุญ

 สร้างกุศลไว้อย่างมากมาย

 จนเป็นนิสัยไว้ เวลาได้เกิดเป็นมนุษย์

ได้พบกับคำสอนของพระพุทธเจ้า

ก็จะเกิดศรัทธาความเลื่อมใส

 เกิดความยินดีพอใจที่จะปฏิบัติตามคำสอน

ดังนั้นเราควรที่จะรีบตักตวงบุญกุศล

ให้มีไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

เพื่อที่จะปลูกฝังเป็นนิสัยที่จะติดไปกับเรา

ตอนเรากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่

ถึงแม้จะไม่มีพระพุทธศาสนา เราก็ยังมีใจใฝ่บุญ

 ใฝ่กุศลอยู่ เราก็ยังจะทำบุญ ทำกุศลต่อ

 เพียงแต่ว่าถ้าเรามีพระพุทธศาสนา

 เราก็จะได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้

ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนา

เราก็จะปฏิบัติได้ถึงแค่ขั้นสวรรค์ชั้นพรหม

 เพราะว่าถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้

จะไม่มีใครรู้จักวิธีที่จะปฏิบัติให้ได้หลุดพ้น

 จากการเวียนว่ายตายเกิดได้

 จะรู้เพียงแค่ระดับชั้นพรหมโลก

 คือระดับฌาน ระดับสมาธินี่เอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๖







ขอบคุณที่มา f b. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโน
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 มิถุนายน 2561
Last Update : 9 มิถุนายน 2561 10:08:52 น.
Counter : 168 Pageviews.

0 comment
<<< "ปฏิบัติตามกำลัง " >>>









"ปฏิบัติตามกำลัง"

ก็ปฏิบัติเท่าที่จะปฏิบัติได้ ทำได้เท่าไหร่ก็ทำไป

 เหมือนกับเวลาที่เราขับรถบนท้องถนน

 ถ้ารถติดเราก็ต้องไปตามกระแสของรถนั่นแหล่ะ

 รถวิ่งได้เราก็วิ่ง รถวิ่งไม่ได้เราก็ต้องรอไปก่อน

 จนกว่าจะขึ้นทางด่วนได้ ถ้าเราขึ้นทางด่วนได้

เราก็วิ่งไปอย่างรวดเร็ว

ทางด่วน คือ การออกบวชนี้เอง

แต่ถ้าเรายังเป็นฆราวาส มีพันธะ กรณีต่างๆ

 เราก็ต้องรับใช้พันธะ กรณีต่างๆ เหล่านั้นไป

 จนกว่ามันจะหมด จนกว่าเราจะปลีกตัวออกบวชได้

เราก็ต้องทำเท่าที่เราทำได้ ข้อสำคัญอย่าไป อยาก

ในสิ่งที่เราทำไม่ได้ เพราะจะทำให้

เราเกิดความทุกข์ขึ้นมาโดยเปล่าประโยชน์

 โดยใช่เหตุ เพราะอยากจะปฏิบัติแล้ว

 แต่ไม่ได้ปฏิบัติ มันก็จะทำให้เราเครียด

ให้เราไม่สบายใจ แล้วเราก็ไม่ได้ปฏิบัติอยู่ดี

ดังนั้น เราต้องยอมรับกับสถานภาพของเรา

 เหมือนกับเรายอมรับสถานภาพรถติดบนท้องถนน

 เราทำอะไรไม่ได้ เราก็ต้องเจริญอุเบกขาไป

 ทำใจให้เฉยๆไว้ ถึงเวลาไปได้ก็ไป

 เวลาไปไม่ได้ยังจอดอยู่ก็ต้องจอด

 แล้วเราจะได้ไม่ทุกข์โดยใช่เหตุ

ไม่ต้องเพิ่มความทุกข์ขึ้นมา

ความทุกข์ที่มีอยู่มันก็พอแล้ว

 อย่ามาสร้างความทุกข์ที่เกิดจากการปฏิบัติ

 แล้วก็ไม่ได้ปฏิบัตินี้เลย เสียเวลาไปเปล่าๆ

 ทำให้เหนื่อยใจ ทำให้กัดกร่อนใจ

 ยิ่งจะทำให้ไม่อยากปฏิบัติ ไม่มีกำลังที่จะปฏิบัติ

 ถ้าเราทำใจเฉยๆไว้ ใจเราก็เย็นสบาย

เรามีเวลาปฏิบัติตอนไหน เราก็ปฏิบัติได้

คนเรามันไม่ได้ยุ่งไปทั้งวันหรอก

 ถ้าเราอยากจะปฏิบัติจริง กลัวจะไม่ปฏิบัติ

เวลามีเวลาว่าง กลัวจะไปเปิดดูทีวีกัน

กลัวจะไปเที่ยวกันซะมากกว่า

 แล้วก็มาอ้างว่า ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรมกัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖








ขอบคุณที่มา fb, พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 08 มิถุนายน 2561
Last Update : 8 มิถุนายน 2561 10:16:14 น.
Counter : 206 Pageviews.

0 comment
<<< " สักแต่ว่ารู้ " >>>










"สักแต่ว่ารู้"

ดังนั้น เราต้องฝึกทำใจให้รับรู้เฉยๆ

 เพราะนี่คือ ธรรมชาติของใจ

 ที่จะทำให้ใจไม่เดือดร้อน ทำให้ใจไม่ทุกข์

ไม่วุ่นวายกับเรื่องราวต่างๆ

 คือ "สักแต่ว่ารู้" เท่านั้นเอง

สักแต่ว่ารู้เฉยๆ

อย่าไปรู้แล้ววิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่รับรู้

 แล้วก็เกิดความอยากตามมา

 เช่น รับรู้แล้ววิพากษ์วิจารณ์ว่า

 ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้

ก็จะเกิดความอยากให้เป็นอย่างนั้น

หรือเป็นอย่างนี้ขึ้นมา

ก็จะเกิดความวุ่นวายใจขึ้นมา

เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจขึ้นมา

ปัญหาของใจก็คือ "การรับรู้เฉยๆ"

คือ การปล่อยวาง รับรู้แล้วปล่อยวาง

 เห็นแล้วก็ปล่อยวาง ได้ยินแล้วก็ปล่อยวาง

 สิ่งที่เกิดเขาเกิดแล้วเขาก็ผ่านไป

 สิ่งที่ดับเขาดับแล้วก็ผ่านไป

 แต่ผู้รับรู้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม

 ผู้รับรู้คือ ใจ ไม่มีวันดับ ไม่มีวันตาย

 แต่มีวันสุขหรือวันทุกข์

วันสุขคือวันที่ใจปล่อยวาง

 ใจไม่มีความอยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

วันทุกข์คือ วันที่ใจเกิดความอยากขึ้นมา

อยากให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

 พอไม่ได้ดังที่ใจอยาก ก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะมีแต่วันสุข

 ไม่มีวันทุกข์ เราต้องสอนใจให้รู้เฉยๆ

 ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ว่า ดีหรือไม่ดี

เขาจะดีก็เป็นเรื่องของเขา

เขาจะไม่ดีก็เป็นเรื่องของเขา

 เขาไม่มีวันที่จะทำร้ายเราได้

 เขาไม่มีวันที่จะทำให้เราดีขึ้นมาได้

 เขาไม่มีวันที่จะทำให้เราเลวลงไปได้

 สิ่งที่จะทำให้เราเลวหรือดีขึ้นไป

 คืออยู่ที่ตัวของเราเอง อยู่ที่ว่า

 เราหยุดความวิพากษ์วิจารณ์ได้หรือเปล่า

 หยุดความอยากได้หรือเปล่า ถ้าเราหยุดได้

 เราจะดีเราจะสบาย ถ้าเราหยุดไม่ได้

เราจะทุกข์ เราก็จะวุ่นวายใจ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 03 มิถุนายน 2561
Last Update : 3 มิถุนายน 2561 9:48:48 น.
Counter : 225 Pageviews.

0 comment
<<< " เกิดมาแล้วมันต้องทุกข์" >>>










"เกิดมาแล้วมันต้องทุกข์"

ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนาก็จะทำกันอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 เวียนว่ายตายเกิดกันไปเรื่อยๆ

 เพราะไม่มีใครบอกว่าเกิดมาเพื่อหยุดการเกิด

ไม่มีใครสอนว่าให้มาละบาป ให้มาทำบุญ

ให้มาชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

 เพราะนี่เป็นวิธีที่จะหยุดการเกิดได้

ถ้าไม่ได้ทำบุญไม่ได้ละบาป

 ไม่ได้ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ใจก็จะไม่สะอาด

 ใจก็ยังจะมีความอยากสามประการนี้อยู่ในใจตลอดเวลา

 ความอยากสามประการนี้ก็จะดึงให้ใจต้องไปเกิด

 หลังจากที่ไปใช้บาปในอบายแล้ว

หรือไปรับผลบุญในสวรรค์แล้ว

 พอบุญกับบาปที่ทำไว้ได้ชำระได้ใช้หมดแล้ว

ก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ มาทำบุญทำบาปกันใหม่

 จนกว่าจะได้มาเจอกับพระพุทธศาสนา

 เจอกับพระพุทธเจ้าก็ดี หรือพระธรรมคำสอนก็ดี

 หรือพระอริยสงฆ์สาวกก็ดี

 ทั้งสามนี้จะสอน เหมือนกัน ถ้าเจอพระพุทธเจ้า

 พระพุทธเจ้าก็บอกว่าให้ทำบุญละบาป

 ให้ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ถ้าอ่านหนังสือธรรมะ

 หนังสือธรรมะที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกนี้

 ๘๔,๐๐๐ ธรรมบทนี้ สอนให้ทำบุญละบาป

 ให้ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ สอนแค่นี้

สอนสามข้อนี้เท่านั้นเอง

 ถ้าเจอพระอริยสงฆ์สาวกเจอพระอรหันต์

ท่านก็จะสอนแบบเดียวกัน

 ท่านก็จะสอนให้ทำบุญละบาป

ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ท่านจะบอกว่า

เกิดมาเพราะว่าเรามีความอยากทั้งสาม

 มีกามตัณหา มีภวตัณหา มีวิภวตัณหา

เราจึงมาเกิดกัน พอเรามาเกิดแล้ว

เราสุขหรือเราทุกข์กัน สุขบ้าง แต่ทุกข์มากกว่า

 สุขต้นแต่ทุกข์ปลายกัน เวลาเกิดนี้

เวลาเป็นเด็กกำลังเจริญเติบโตนี้

มันมีแต่ความสุขมากกว่าความทุกข์

 แต่พอเวลาเข้าสู่วัยชรานี้

มันจะมีความทุกข์มากกว่ามีความสุข

 พอแก่แล้วก็ไปไหนไม่ได้

จะดูจะฟังอะไรก็ดูไม่ค่อยถนัด ฟังไม่ค่อยถนัด

 จะไปเต้นแร้งเต้นการ้องรำทำเพลงก็ไม่ไหวแล้ว

 ยังมีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มาเยี่ยมเยือนอยู่เรื่อยๆ

 ต้องไปหาหมออยู่เรื่อยๆ ต้องไปโรงพยาบาลอยู่เรื่อยๆ

 แล้วเดี๋ยวในที่สุดก็ต้องตายกัน นี่คือการเกิด

 เกิดมาแล้วมันต้องทุกข์ ถ้าไม่อยากจะทุกข์

ก็ต้องหยุดการเกิดให้ได้เท่านั้นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๖๐









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 02 มิถุนายน 2561
Last Update : 2 มิถุนายน 2561 7:57:09 น.
Counter : 193 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ