Group Blog
All Blog
<<< "ผลของการทำบาป" >>>









“ผลของการทำบาป”

อบายก็มีอยู่ ๔ ลักษณะ

เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย นรก

ถ้าเป็นเดรัจฉานก็จะมีร่างกายของนก

 ของแมว ของสุนัข แทนที่จะมีร่างกายของมนุษย์

ก็ไปมีร่างกายของสุนัข อยู่แบบสุนัข อยู่แบบขโมย

 สุนัขก็จะต้องขโมยอาหาร หรือฆ่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย

มาเป็นอาหาร ใจที่ทำอย่างนี้ตอนที่เป็นมนุษย์

 ก็จะไปทำต่อในรูปของเดรัจฉาน

ในร่างกายของเดรัจฉาน ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน

ถ้าไม่ได้ร่างกายของสัตว์เดรัจฉานก็จะได้ความฝัน

 ความฝันที่ไม่ดี ฝันว่ามีแต่เรื่องไม่ดีต่างๆ

ฝันไปว่าไปเจอแต่ปัญหาไป

 เจอแต่ความอดอยากขาดแคลน หิวโหย

ไปอยู่ที่ไหนก็หาอะไรกินไม่ได้

 ไม่มีอะไรให้กิน อดๆ อยากๆ

 อันนี้ก็ฝันแบบเขาเรียกว่า เปรต

ถ้าฝันว่ามีแต่เรื่องน่าหวาดเสียวน่ากลัวต่างๆ

มีภัยรอบด้าน คนนั้นจะมาทำร้ายเรา

 สิ่งนั้นจะมาทำร้ายเรา สัตว์ตัวนั้นตัวนี้จะมาทำร้ายเรา

 ฝันแต่เรื่องที่หวาดเสียวน่ากลัวก็เรียกว่า อสุรกาย

ถ้าฝันด้วยความอาฆาตพยาบาท

โกรธเกลียดเคียดแค้น

 อยากจะฆ่าคนนั้นอยากจะฆ่าคนนี้

 ฆ่าเขาแล้วก็ต้องคอยหลบคอยหนี

เพราะเขาก็จะตามฆ่าเรา ฆ่ากันไปฆ่ากันมา

 ฝันแต่เรื่องฆ่าฟันกัน ก็เรียกว่า นรก

ใจนี่แหละเป็นนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย

 โดยที่ไม่ต้องมีร่างกาย

อบายสามอย่างนี้ไม่ต้องมีร่างกาย

เป็นเหมือนตอนที่เรานอนหลับแล้วฝันไม่ดี

เวลาไม่มีร่างกายก็เหมือนเรานอนหลับ

 เวลาที่เรานอนหลับเราก็ไม่ได้ใช้ร่างกาย

 แต่ใจเรายังเสพเรื่องราวต่อ ผลิตเรื่องราว ฝัน

 เป็นความฝันขึ้นมานี่คือผลของการทำบาป

ไม่ใช่จะรับผลแต่เฉพาะตอนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น

 เวลาตายไปก็ยังต้องมีผลต่ออีก

 แต่เราจะไม่รู้ว่าเราฝันนะ เวลาฝันนี้เราคิดว่า

เราอยู่ในเหมือนกับเราตื่นหรือเราอยู่ในเหตุการณ์

เหมือนกับตอนที่เราตื่น

 เรากำลังอยู่กับเหตุการณ์นั้น

 แต่ถ้าเราทำบาป

เราก็จะฝันแต่เหตุการณ์ไม่ดีต่างๆ

 เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความหิวโหย

 เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว

 เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความอาฆาตพยาบาท

เคียดแค้นจองเวรจองกรรมกัน

 นี่เป็นผลที่เกิดจากการทำบาป

 ถ้าทำบาปด้วยความหลงด้วยความไม่รู้ว่าบาป

คิดว่าต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ถ้าไม่กินก็ตาย

ถ้าไม่ฆ่าก็ตาย ไม่ลักทรัพย์ก็อด ก็เลยต้องไปทำ

 นี่เรียกว่าใจเป็นเดรัจฉานไป

 เพราะเดรัจฉานเขาก็ทำอย่างนี้

 เขาอยู่ได้ด้วยการฆ่ากัน

 ด้วยกันแย่งกัน แย่งกินกัน

 ถ้าทำบาปด้วยความโลภอยากได้มากๆ

ได้เท่าไหร่ก็ไม่อิ่มไม่พอก็เป็นเปรต

 ก็จะฝันแต่เรื่องอดอยากขาดแคลน

 มีเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มไม่พอ ถ้าฝันด้วยความกลัว

ขณะมีชีวิตอยู่กลัวอะไรก็พยายามที่จะกำจัดมัน

 กลัวมด กลัวแมลง กลัวงู กลัวอะไรก็กำจัดมัน

 ฆ่ามันทำลายมัน เวลาตายไป

ก็จะฝันแต่เรื่องน่ากลัวต่างๆ

 มีเรื่องนั้นมาคอยทำลายเรา

 มีสัตว์ตัวนั้นจะมาทำลายเรา มาฆ่าเรา

ก็เป็นอสุรกาย ถ้าไปล้างแค้นไปฆ่าผู้อื่น

ไปทำร้ายผู้อื่นเพราะความอาฆาตพยาบาท

 ใครพูดไม่ดีทำไม่ดี

ทำให้เราไม่พอใจก็ไปทำร้ายเขา

 เวลาฝันก็จะฝันกลับ

จะฝันแต่มีแต่เรื่องของคนเขาจะมาทำร้ายเรา

 อันนี้ก็เป็นวิบากของการทำบาป

ที่เราทำการโดยไม่รู้สึกตัว

 ถ้าเราไม่ได้มาร่ำเรียนจากพระพุทธเจ้า

หรือจากพระธรรมคำสอนจากพระพุทธเจ้า

หรือจากพระอริยสงฆ์สาวก

 เราจะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ

 ทำไปตามความรู้สึกของเรา นึกอยากจะได้อะไร

ถ้าต้องทำบาปก็ทำไป ต้องขโมยก็ขโมย

ต้องไปประพฤติผิดประเวณีก็ไปประพฤติผิดประเวณี

 ต้องโกหกหลอกลวงก็โกหกหลอกลวงกัน

 เพราะคนที่ทำนี้ไม่เห็นผลที่จะตามมา

ผลที่จะตามมาอย่างมากคือร่างกาย

ถ้าทำบาป ไปทำร้ายผู้อื่นเขาก็อาจจะมาทำร้ายเรา

ก็เห็นแค่นี้เท่านั้นเอง แต่ไม่เห็นผลที่จะตามมา

หลังจากที่ตายไปแล้ว เพราะไม่รู้ว่ามีส่วนที่ไม่ตาย

 คิดว่าเวลาที่ร่างกายตายไปชีวิตก็จบตรงที่ร่างกาย

พอไม่มีร่างกายก็ไม่มีใครไปรับผล

ของการกระทำบาปต่อไป

 นี่คือการกระทำที่คนเราทำกันทุกวัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

....................................

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 17 สิงหาคม 2561
Last Update : 17 สิงหาคม 2561 11:14:52 น.
Counter : 125 Pageviews.

0 comment
<<< "อย่าไปฟังพวกที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง" >>>









"อย่าไปฟังพวกที่ไม่ได้ปฏิบัติ

อย่างจริงจัง"

ขอให้พวกเราพยายามเดินตามขั้นตามตอน

ที่พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านสอนกัน

 อย่าไปฟังพวกที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง

พวกที่ศึกษาแล้วก็มาสอน

 พวกนี้มักจะสอนไปตามความอยากของกิเลสตัณหา

กิเลสตัณหาไม่ชอบนั่งสมาธิ ไม่ชอบทำใจให้สงบ

 เขาก็จะสอนว่าไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ

ไม่ต้องทำใจให้สงบ เจริญปัญญาได้เลย

ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วพระพุทธเจ้า

จะสอนสัมมาสมาธิไว้ทำไม

 เราจะเชื่อใครดี เราจะเชื่อพระพุทธเจ้า

เชื่อครูบาอาจารย์ หรือเราจะเชื่อ

พวกที่สอนว่าไม่ต้องเจริญสมาธิกัน

 อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องใคร่ครวญต้องพิจารณา

 หรือถ้าเราเชื่อพวกที่สอนไม่ให้นั่งสมาธิ

 แล้วเราดูการปฏิบัติของเราว่าเป็นอย่างไร

 ผลมันเป็นอย่างไร ตัดกิเลสตัณหาได้บ้างหรือยัง

พวกที่ชอบใช้ปัญญาโดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธินี้

 ต้องพิจารณาให้รอบคอบ

ความจริงใครเขาพูดอะไรก็ไม่ปฏิเสธหรือไม่รับ

ไม่ควรจะปฏิเสธหรือไม่รับ ควรที่จะนำเอาไปพิสูจน์ดู

 เขาบอกว่าไม่ต้องนั่งสมาธิ เจริญปัญญาได้เลย

เราก็ลองไปเจริญปัญญาดู

 ลองไปพิจารณาไตรลักษณ์ดู

สัพเพ ธัมมา อนัตตาดู ธรรมทั้งหลายไม่มีตัวไม่มีตน

พิจารณาแล้วเราตัดกิเลสตัณหาได้หรือเปล่า

 แล้วเราลองไปทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

 แบบที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างหลวงตาตอนที่ไปศึกษากับหลวงปู่มั่น

 ครั้งแรกเลยที่หลวงปู่มั่นสอนหลวงตา

ท่านก็สอนว่า ท่านมหาท่านเป็นผู้มีความรู้มากแล้ว

 ท่านเป็นมหา ๓ ประโยค

ได้เรียนรู้ธรรมของพระพุทธเจ้ามาอย่างโชกโชน

 แต่ธรรมของพระพุทธเจ้าตอนนี้มันไม่เป็นประโยชน์

 ในการที่จะมาฆ่ากิเลสตัณหา มาดับความทุกข์ใจ

ตอนนี้สิ่งที่ท่านควรจะทำก็คือทำใจให้สงบก่อน

 เตรียมภาชนะรองรับพระธรรมของพระพุทธเจ้าก่อน

 ตอนนี้ภาชนะของท่านนี้ ยังไม่พร้อม

ที่จะรองรับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

 พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ไม่สามารถเข้าไปถึงใจได้ เพราะใจไม่สงบ

 ใจไม่สงบ ใจไม่สามารถพิจารณาธรรมได้อย่างต่อเนื่อง

 ธรรมที่ได้ยินได้ศึกษาจากพระคัมภีร์นี้

 เป็นสัญญาความจำ ไม่ใช่เป็นความจริง

 ก็คือศึกษาแล้วก็ท่องจำไว้

แล้วถ้าไม่ได้เอามาใช้เดี๋ยวก็ลืมได้

พอถึงเวลาจะใช้จริงๆ ก็ใช้ไม่ได้

นี่แหละคือสิ่งที่หลวงปู่มั่นสอนหลวงตา

หลวงตาท่านเอามาเล่าให้ฟัง

ตอนที่ท่านได้ไปขออยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น

 หลวงปู่มั่นสอนเลยว่า

 ตอนนี้อย่าพึ่งเอาปัญญามาใช้

 ตอนนี้มาทำใจให้สงบก่อน

ทำใจให้สงบแล้วค่อยพิจารณา

 ธรรมทั้งหลายที่ได้ศึกษา ที่ได้ยิน ได้ฟังมาแล้ว

 มันจะเข้าไปสู่ในใจ มันจะเป็นอาวุธ

ที่ไว้ต่อสู้กับกิเลสตัณหาได้ แต่ถ้าใจไม่สงบนี้

ธรรมที่ได้ศึกษามานี้ยังไม่อยู่ในใจ

 ไม่สามารถที่จะไปฆ่ากิเลสตัณหาที่มีอยู่ภายในใจได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

ธรรมะบนเขา (จุลธรรมนำใจ ๔๑)

วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 สิงหาคม 2561
Last Update : 16 สิงหาคม 2561 14:42:07 น.
Counter : 148 Pageviews.

1 comment
<<< "ตัวอย่างของผู้ที่มีสมาธิแล้ว" >>>










"ตัวอย่างของผู้ที่มีสมาธิแล้ว"

ผู้ที่มีสมาธิแล้ว พอได้ปัญญา พอได้ฟังอริยะสัจ ๔

พอได้รู้ว่าทุกข์เกิดจากความอยาก

 อยากในสิ่งที่ไม่เที่ยงให้มันเที่ยง

 อยากในสิ่งที่ไม่ใช่ของเราให้เป็นของเรานั้น

 พอเห็นแล้วก็พิจารณาตามความเป็นจริง

ก็เห็นว่าสิ่งที่ไม่เที่ยงนั้น ก็ไม่เที่ยง

จะให้มันเที่ยงได้อย่างไร สิ่งที่มันไม่ใช่ของเรา

 จะให้มันเป็นของเราได้อย่างไร

พอเห็นความจริงอันนี้ก็เลยหยุดความอยากได้

หยุดความอยากเพราะมีสมาธิ มีอุเบกขา มีสติ

ที่จะหยุดความอยากนั่นเอง

 ก็เลยสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์

ที่เกิดจากความอยาก

ไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย

 อยากไม่พลัดพรากจากกันได้

 เพราะสิ่งต่างๆ ทั้งหลายทั้งปวง

เมื่อมีการเกิดขึ้นมาแล้ว

ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา

 มีร่างกายแล้วก็ย่อมมีการแก่ มีการเจ็บ 

มีการตายไปเป็นธรรมดา

 มีสมบัติข้าวของเงินทองแล้ว

ก็ต้องมีวันสิ้นสุดลงไปเป็นธรรมดา

 ต้องมีการพลัดพราดจากกันไปเป็นธรรมดา

 พอเห็นความจริงอันนี้ก็เลยรู้ว่า

 อยากไปก็ทุกข์ไปเปล่าๆ อยากไปทำไม

 อยากไปก็ไม่สามารถทำ

สิ่งที่ไม่เที่ยงให้มันเที่ยงได้

อยากไปแล้วก็ไม่สามารถ

ทำให้สิ่งที่ไม่ใช่เป็นของเรา

 เป็นของเราได้ ก็เลยหยุดความอยาก

ความทุกข์ก็เลยหมดไปในใจ

 ความทุกข์ที่เกี่ยวกับร่างกาย

ความทุกข์ที่เกี่ยวกับข้าวของเงินทอง

 เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขต่างๆ

 ก็จะหมดไปทันที.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๐





ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 สิงหาคม 2561
Last Update : 15 สิงหาคม 2561 5:40:47 น.
Counter : 200 Pageviews.

1 comment
<<< "สิ่งที่เราจะได้รับจากพระพุทธศาสนา" >>>








“สิ่งที่เราจะได้รับจากพระพุทธศาสนา”

การทำบุญนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก

ต่อจิตใจของพวกเราทุกคน เป็นที่พึ่งของจิตใจ

 เหมือนกับปัจจัย๔ ที่เป็นที่พึ่งของร่างกาย

ร่างกายจะอยู่อย่างสุขอย่างสบาย

ร่างกายต้องมีปัจจัย ๔ ที่สมบูรณ์

 คือมีอาหาร มีเครื่องนุ่งห่ม มีที่อยู่อาศัย มียารักษาโรค

 ร่างกายถึงจะอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุข

ไม่อดอยากขาดแคลน ไม่ทุกข์ยากลำบาก

ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ฉันใด จิตใจก็เป็นเหมือนร่างกาย

ที่ต้องมีที่พึ่งคือ มีปัจจัย ๔ เช่นเดียวกับร่างกาย

 ปัจจัย ๔ ของใจเรียกว่าบุญชนิดต่างๆ

อาหารของใจก็คือบุญที่เกิดจากการทำทาน

 เครื่องนุ่งห่มของใจก็คือบุญที่เกิดจากการรักษาศีล

ที่อยู่อาศัยของใจก็คือบุญ

ที่เกิดจากการนั่งสมาธิทำใจให้สงบ

 และยารักษาโรคของใจก็คือบุญ

ที่ได้จากการเจริญปัญญา นี่คือบุญชนิดต่างๆ

 ที่เปรียบเหมือนปัจจัย ๔ ที่จิตใจต้องพึ่งพาอาศัย

 เหมือนกับร่างกายที่ต้องพึ่งพาอาศัยอาหาร

 เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค

ฉะนั้น การทำบุญจึงเป็นภารกิจที่สำคัญ

 และสำคัญมากกว่าภารกิจของการเลี้ยงดูร่างกาย

 เพราะร่างกายกับจิตใจนี้มีความแตกต่างกันมาก

ในเรื่องของอายุขัย ร่างกายนี้มีอายุที่ไม่เกินร้อย

 ส่วนมากไม่ถึงร้อย เกินร้อยก็มีบ้าง แต่ไม่มาก

พอถึงอายุขัยของร่างกาย ร่างกายก็หมดสภาพไป

 ทำอะไรดีขนาดไหนให้แก่ร่างกาย

 ก็ไม่สามารถยับยั้งความตายของร่างกายได้

ส่วนจิตใจนี้ดีกว่าร่างกายหลายเท่า

 เพราะจิตใจไม่มีวันตาย ปัจจัย ๔ ที่เราหาให้แก่จิตใจ

จะอยู่กับใจไป จะดูแลรักษาจิตใจ

ให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขไปตลอดอนันตกาล

 ปัจจัย ๔ ของร่างกายหามาได้มากน้อยเพียงไรก็ตาม

 ในที่สุดมันก็ไม่สามารถรักษาดูแลร่างกายได้

 ร่างกายต้องหมดสภาพไป

 ปัจจัย ๔ ที่หามาได้มากน้อยเพียงไร

ก็จะกลายเป็นของผู้อื่นไป แต่ปัจจัย ๔ ของใจนี้

ใจจะเป็นผู้ครอบครองไปตลอด

ปัจจัย ๔ จะเป็นปัจจัย ๔ ของใจคือ

 ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา

จะรักษาใจให้อยู่อย่างมีความสุขไปตลอด

กำจัดความทุกข์ต่างๆ ภัยต่างๆ

ไม่ให้เข้ามาทำลายจิตใจ

 มาเบียดเบียนจิตใจ มากระทบจิตใจ

ฉะนั้น การทำบุญจึงเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง

ที่พวกเรามักจะไม่เข้าใจกัน

 กลับไปให้ความสำคัญต่อภารกิจทางร่างกายกัน

 อาทิตย์หนึ่งมี ๗ วัน เรานี้ใช้เวลาไปกับ

การดูแลเลี้ยงดูร่างกายถึง ๕ วันด้วยกัน

 ไปทำงานกัน เพื่อไปหาปัจจัย ๔ กัน

ส่วนจิตใจที่มีความสำคัญมีคุณค่ามากมาย

 เรากลับไม่ค่อยให้เวลากับการหาปัจจัย ๔ ให้แก่จิตใจ

 เพราะว่าจิตใจของพวกเราถูกความหลงครอบงำ

 ทำให้เรามองไม่เห็นความสำคัญของจิตใจ

กลับไปมองเห็นความสำคัญของร่างกาย

 เพราะร่างกายนี้เป็นสิ่งที่เราจับต้องได้เห็นได้

 แต่จิตใจนี้เป็นสิ่งที่เราจับต้องไม่ได้มองไม่เห็น

 เราเลยไม่รู้ความจริงของจิตใจว่าเป็นอะไรกันแน่

 เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย

หรือไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย

 ส่วนใหญ่ความหลงก็จะบอกให้เราคิดว่า

 จิตใจนี้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย

ถ้าเราเลี้ยงดูร่างกายดีจิตใจก็จะต้องดีตามไปด้วย

 ถ้าร่างกายมีความสุขจิตใจก็จะมีความสุขไปด้วย

 แต่นักปราชญ์อย่างพระพุทธเจ้า

และพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ท่านได้พิสูจน์แล้วว่า

 จิตใจกับร่างกายนี้เป็นคนละส่วนกัน

การเลี้ยงดูร่างกายให้อยู่อย่างสุขสบาย

ไม่ได้ทำให้จิตใจสุขสบายตามร่างกายไป

 จิตใจจะสุขสบาย จิตใจต้องมีบุญ

ร่างกายจะสุขสบาย ร่างกายต้องมีปัจจัย ๔

ร่างกายของพวกเราทุกคนนี้มีปัจจัย ๔ เหลือเฟือ

 มีความสุขสบายกันทุกคน

 แต่ทำไมจิตใจของพวกเรายังวุ่นวายกัน

ยังไม่มีความสุขเหมือนกับร่างกาย

ก็เพราะว่าจิตใจนั้นเป็นคนละคนกับร่างกาย

 เราไปคิดว่าเราดูแลจิตใจด้วยการดูแลร่างกาย

 ร่างกายเราจึงสุขสบายปลอดภัยจากภัยต่างๆ

 แต่ใจของพวกเรากลับทุกข์กัน กลับไม่สบายใจกัน

 กลับมีเรื่องวุ่นวายใจต่างๆ

มาคอยเบียดเบียนอยู่ตลอดเวลา

 นั่นเพราะว่าเราไม่ได้มาให้เวลา

กับการทำบุญสร้างปัจจัย ๔ ให้แก่ใจนั่นเอง

นี่แหละ คือสิ่งที่คนทั่วไป ปุถุชนทั่วไปนี้จะไม่รู้เรื่องกัน

 ไม่รู้ว่าใจกับร่างกายเป็นคนละคนกัน

 และเหตุที่ทำให้ร่างกายกับใจมีความสุขไม่มีความทุกข์

 ก็เป็นคนละเหตุกัน นี่จึงเป็นโชควาสนาของชาวพุทธ

ที่ได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

มีพระพุทธศาสนาเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง

 ให้ความจริงแก่พุทธศาสนิกชน

 ให้รู้ว่าร่างกายกับจิตใจนี้เป็นคนละส่วนกัน

ร่างกายก็ต้องดูแลตามความเหมาะสมของร่างกาย

 แต่การดูแลร่างกายเพียงอย่างเดียวนี้ไม่พอเพียง

 เพราะจิตใจไม่ได้รับการดูแลด้วย

จิตใจนี้ต้องมีบุญเป็นผู้ดูแลเป็นผู้สนับสนุน

นี่คือสิ่งที่เราจะได้รับจากพระพุทธศาสนา

 พระพุทธศาสนาจึงสอนให้เราทำบุญกัน

คำว่า บุญ ก็แปลว่า

 ความอิ่ม ความสุขใจ ความสบายใจ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๑






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 สิงหาคม 2561
Last Update : 14 สิงหาคม 2561 8:57:54 น.
Counter : 135 Pageviews.

0 comment
<<< "ไปนิพพานได้ถ้ามี มรรค ๘" >>>










“ไปนิพพานได้ถ้ามี มรรค ๘“

ถ้าเราอยากจะพบกับ นิพพานัง ปรมัง สุขัง

เราก็ต้องไปเจริญมรรค ๘ กัน

 เริ่มต้นด้วยการฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ

 เพื่อจะได้เกิดสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป

พอเรามีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป

เราก็จะได้รู้ว่าเราต้องมี สัมมากัมมันโต

 สัมมาวาจา สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม

 สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

พอเรารู้ว่าเราต้องมีสิ่งเหล่านี้

เราก็ไปบำเพ็ญกันไปปฏิบัติกันไปสร้างกันขึ้นมา

 ไปรักษาศีล ๕ รักษาศีล ๘ กัน ไปปลีกวิเวก

 ไปอยู่คนเดียว ไปเจริญสติ ไปนั่งสมาธิ

 แล้วก็ไปสู้กับความอยาก ต่อสู้กับความอยาก

 ไม่ทำตามความอยาก

ถ้าเรามีมรรค ๘ ความอยากมันจะสู้ไม่ได้

 เพราะพระพุทธเจ้าได้ใช้ มรรค ๘ นี้

มาทำลายความอยากในพระทัยของพระองค์

จนหมดสิ้นไปแล้ว ใครมี มรรค ๘

ก็สามารถบรรลุพระนิพพาน

ไม่ได้อยู่ที่เพศอยู่ที่วัย

 ไม่ได้อยู่ว่าจะต้องเป็นพระหรือว่าเป็นฆราวาส

ไม่ได้อยู่ว่าเป็นหญิงหรือชาย เป็นนักบวช

หรือเป็นผู้ครองเรือน เป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่

 คนหนุ่มคนสาวหรือคนแก่

สามารถไปนิพพานได้ถ้ามี มรรค ๘

ดังนั้น ขอให้ท่านเพียรพยายามเจริญ มรรค ๘ กัน

 เริ่มต้นที่การฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ

 แล้วนำเอาธรรมะที่ได้ยินได้ฟังไปปฏิบัติ

 แล้วรับรองได้ว่า มรรค ๘

 จะปรากฎขึ้นมาสมบูรณ์ต่อไป

 แล้วก็จะมาหยุดความอยากต่างๆ ที่มีอยู่ในใจ

 หยุดการเวียนว่ายตายเกิด หยุดความทุกข์ต่างๆ

ให้หมดไปจากจิตจากใจได้อย่างแน่นอน

จึงขอฝากเรื่องของการมาฟังเทศน์ฟังธรรมในวันนี้

 เพื่อให้เกิดการเจริญมรรค ๘ ที่จะตามมาต่อไป

 ให้ท่านได้นำเอาไปพิจารณาและปฏิบัติ

 เพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

ที่จะตามมาต่อไป.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๐

“ทางสู่การดับทุก”






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 13 สิงหาคม 2561
Last Update : 13 สิงหาคม 2561 6:13:51 น.
Counter : 152 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ