Group Blog
All Blog
<<< " เมื่อได้ฟังแล้วก็ต้องปฏิบัติตาม" >>>










“เมื่อได้ฟังแล้วก็ต้องปฏิบัติตาม”

การฟังธรรมเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีอย่างหนึ่ง

 แต่ฟังอย่างเดียวไม่พอ

การฟังธรรมเป็นเหมือนการศึกษาแผนที่

 อยากจะไปสถานที่ใด ก็ต้องรู้ว่าอยู่ตรงไหน

 ไปทางไหน ต้องดูมีแผนที่ก่อน

 จะมาที่นี่ถ้าไม่เคยมาก็ต้องเปิดแผนที่ดู

ว่าวัดญาณฯ อยู่ตรงไหน แล้วก็เดินทางมา

การศึกษาการได้ยินได้ฟังธรรม

 เป็นเหมือนการดูแผนที่ เมื่อได้ฟังแล้วก็ต้องปฏิบัติตาม

 ท่านสอนให้ทำบุญ ให้ทาน ให้เสียสละ

ให้รักษาศีล ให้ภาวนา เราก็ต้องทำตาม

ถ้าฟังเฉยๆ แต่ไม่ทำ ก็เหมือนกับดูแผนที่แล้ว

 แต่ไม่ออกเดินทาง ก็จะไปไม่ถึง

จุดหมายปลายทางที่ต้องการจะไป

คือ มรรค ผล นิพพาน

การหลุดพ้นจากความทุกข์

ต้องปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน ที่ได้ยินได้ฟังมา

ถ้าปฏิบัติน้อยผลก็น้อย ถ้าปฏิบัติมากผลก็มาก

 ถ้าปฏิบัติมากๆ ก็บรรลุได้ในชาตินี้เลย

 ไม่ต้องรอเป็นกัปเป็นกัลป์เหมือนพระพุทธเจ้า

 พระพุทธเจ้าไม่มีแผนที่

ที่เสียเวลามากก็เพราะไม่รู้ทาง ไปทางนี้ก็ไม่ใช่

 ไปทางนั้นก็ไม่ใช่ หลงไปเวียนมาอยู่นาน

กว่าจะพบทาง พวกเรามีคนบอกทางให้แล้ว

 เพียงแต่เดินตามทางไปเท่านั้นเอง

 เพียงไม่กี่ชั่วโมงไม่กี่วันก็ถึงแล้ว

 ก็ยังไม่ยอมเดินกัน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

................................

ธรรมะในศาลา

วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๗







ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 02 เมษายน 2561
Last Update : 2 เมษายน 2561 20:37:17 น.
Counter : 225 Pageviews.

0 comment
<<< "ต้องมีสติควบคุมใจ" >>>









“ ต้องมีสติควบคุมใจ”

พยายามฝึกพุทโธให้ได้ ของง่ายๆแต่มีคุณค่ามหาศาล

 มีคุณค่ายิ่งกว่าเงินทองกองเท่าภูเขา

 เพราะเงินทองกองเท่าภูเขามาดับอารมณ์ไม่ได้

 แล้วเวลาโกรธนี่ บางทีโกรธเป็นวันเลย

เวลาเสียใจ เสียใจเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี

 เพราะไม่มีอะไรมายับยั้งไม่มีพุทโธ ไม่มีสติ

สติเท่านั้นแหละที่จะยับยั้งได้

นอกจากสติก็มีอีกตัวหนึ่งคือ ปัญญา

 แต่ปัญญานี้ยากกว่าสติ หัดสติก่อน สติมันง่ายกว่า

 พุทโธพุทโธไปก่อน ถ้ายังไม่มีสติก็ใช้ปัญญาไม่ได้

 ถ้าต้องการจะใช้ปัญญา ต้องมีสติควบคุมใจ

ให้คิดไปในทางของปัญญา

 ถ้าไม่มีสติ ใจจะไม่คิดไปในทางปัญญา

ใจจะคิดไปในทางกิเลส

จะคิดไปในทางความโลภ ความโกรธ

 ถ้าคิดไปในทางความโลภ ความโกรธ

จะหยุดความโลภไม่ได้ หยุดความโกรธไม่ได้

ดังนั้นถ้ายังไม่มีสติ อย่าเพิ่งไปใช้ปัญญา

ฝึกสติหยุดความโลภ ความโกรธให้ได้ก่อนด้วยสติ

 แล้วก็มาหัดคิดทางปัญญา

เพราะการคิดด้วยปัญญานี้

 จะทำให้เรากำจัดความโลภ ความโกรธได้อย่างถาวร

แต่เราไม่สามารถกำจัดความโลภ ความโกรธ

 ความอยากด้วยสติ ได้อย่างถาวร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

สนทนาธรรมมะบนเขา

วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๑








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 31 มีนาคม 2561
Last Update : 31 มีนาคม 2561 9:23:46 น.
Counter : 269 Pageviews.

0 comment
<<< "ภารกิจที่เป็นประโยชน์กับตน" >>>










"ภาระกิจที่เป็นประโยชน์กับตน"

อย่างคนที่ไม่เคยฟังเทศน์ฟังธรรม

ไม่สนใจที่จะศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

จะไม่รู้เลยว่า ภารกิจของตนที่เป็นประโยชน์

กับตนอย่างแท้จริงนั้นเป็นอะไร

ก็จะหลงคิดว่าสิ่งที่ควรจะหากันในโลกก็คือ

 ลาภยศสรรเสริญ หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายกัน

 อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้

คนส่วนใหญ่นี้จะทุ่มเทชีวิตจิตใจ

ให้กับการหาสภยศสรรเสริญ

หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

โดยไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ

 ที่หามาได้นี้ไปหมด เมื่อเวลาที่ร่างกายนี้ตายไปแล้ว

 เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นร่างกาย

 เขาเป็นใจ เขาคิดว่าเขาเป็นร่างกาย

พอร่างกายนี้ตายแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็หมด

 ตัวเขาเองก็หมดไปกับร่างกาย

 จึงทำให้เขาต้องทุ่มเทชีวิตจิตใจ

ให้กับการหาลาภยศสรรเสริญ

 หาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

 เพราะเป็นความสุขทางเดียว

ที่เขาสามารถจับต้องได้เห็นได้

 เพราะเขาไม่เคยได้สัมผัสจับต้อง

 กับความสุขทางใจนั่นเอง

แต่สำหรับผู้ที่มีอดีตที่ดีที่ผ่านมา

คือในอดีตชาติต่างๆ ได้มีโอกาสทำบุญ ทำทาน

ได้มีโอกาสรักษาศีล ได้มีโอกาสภาวนา

ได้มีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขทางใจ

พวกนี้ก็ถือว่าเป็นพวกที่มีบุญ

 อย่างที่ในมงคลสูตรที่พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า

 “การได้ทำบุญมาในอดีตนี้เป็นมงคลอย่างยิ่ง”

เพราะจะทำให้เรานี้ได้สัมผัสกับความสุขอีกแบบหนึ่ง

 ความสุขทางใจแล้วก็จะเป็นเหตุ ที่จะทำให้เรา

ได้มาสร้างความสุขทางใจต่อไป

ถ้าเราไม่เคยได้สัมผัสรับรู้กับความสุขทางใจ

 ไม่รู้ว่าการทำบุญให้ทานนี้ให้ความสุขกับเรา

 ไม่รู้ว่าการรักษาศีลให้ความสุขกับเรา

ไม่รู้ว่าการภาวนาให้ความสุขกับเรา

เราก็จะทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการแสวงหา

ลาภยศสรรเสริญ

 แสวงหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

โดยที่ไม่ใช้ปัญญาพินิจพิจารณาเลยว่า

เป็นความสุขอย่างไร ถ้าใช้ปัญญาพินิจพิจารณา

ก็จะเห็นเลยว่ามันเป็นความสุขของเสพติดดีๆ นี่เอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 30 มีนาคม 2561
Last Update : 30 มีนาคม 2561 5:24:55 น.
Counter : 200 Pageviews.

0 comment
<<< "สติ วิริยะ" >>>










"สติ วิริยะ"

การปฏิบัติธรรมจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับธรรม ๒ ประการ คือ

 ๑. สติ การระลึกรู้ ๒. วิริยะ ความพากเพียร

 ต้องมีธรรม ๒.ประการนี้ เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติ

 ถ้าไม่มีวิริยะ ความพากเพียร มีแต่ความเกียจคร้าน

 ก็จะไม่สามารถปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้าได้

ถ้าไม่มีสติก็จะไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

 การมีสติคือต้องรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ในขณะนี้

 สิ่งที่ต้องคอยเฝ้าดูก็คือการกระทำทาง กาย วาจา ใจ

 ต้องมีสติให้รู้อยู่ว่าขณะนี้กำลังคิดอะไรอยู่

กำลังทำอะไรอยู่ กำลังพูดอะไรอยู่

 ถ้าเป็นสิ่งที่ดี ก็ทำไป พูดไปคิดไป

ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นบาป

 ตรงข้ามกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ก็ต้องละ

 อย่าไปคิด อย่าไปพูด อย่าไปทำ

 ถ้าไม่มีสติจะไม่รู้ว่าขณะนี้กำลังคิดดีหรือคิดไม่ดี

 เมื่อคิดไม่ดีแล้ว ถ้าปล่อยออกไป

ก็จะพูดไม่ดี ทำไม่ดี เพราะไม่มีสติ

 ไม่รู้ว่าขณะนี้กำลังทำอะไรอยู่

แต่ถ้ามีสติคอยเฝ้าดู กาย วาจา ใจ

จะรู้อยู่ทุกขณะเลยว่า ขณะนี้กำลังคิดอะไรอยู่

 กำลังจะพูดอะไร กำลังจะทำอะไร คิดอะไร

 พูดอะไร ทำอะไร จะรู้ทันที

 ถ้ามีสติก็จะทำในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

คือการกระทำทาง กาย วาจา ใจ

จะไม่ไปในทางบาปกรรมความชั่ว

 แต่ไปในทางบุญกุศล ไปในทางที่ลดละ

ความโลภ ความโกรธ ความหลง

ความพากเพียรในการปฏิบัติธรรม

ก็จะเป็นไปในทางที่ควรไป คือไปแต่ทางที่ดี

ทางที่ไม่ดีก็ไม่ไป ทางที่ไปสะสมความโลภ

ความโกรธ ความหลงก็จะไม่ไป

ทางไหนถ้าไปแล้วตัดความโลภ

ความโกรธ ความหลงก็จะไปทางนั้น

จะปฏิบัติด้วยวิริยะ ความพากเพียร อุตสาหะ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..........................

ธรรมะบนเขา(หนังสือ กำลังใจ ๕)

วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๔






ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 มีนาคม 2561
Last Update : 29 มีนาคม 2561 7:24:39 น.
Counter : 248 Pageviews.

1 comment
<<< " กิเสลตัณหาไม่ชอบนั่งสมาธิ" >>>










"กิเลสตัณหาไม่ชอบนั่งสมาธิ"

ขอให้พวกเราพยายามเดินตามขั้นตามตอน

ที่พระพุทธเจ้าและครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านสอนกัน

 อย่าไปฟังพวกที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง

พวกที่ศึกษาแล้วก็มาสอน พวกนี้มักจะสอนไป

ตามความอยากของกิเลสตัณหา

 กิเลสตัณหาไม่ชอบนั่งสมาธิ ไม่ชอบทำใจให้สงบ

 เขาก็จะสอนว่าไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิ

ไม่ต้องทำใจให้สงบ เจริญปัญญาได้เลย

ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว

พระพุทธเจ้าจะสอนสัมมาสมาธิไว้ทำไม

 เราจะเชื่อใครดี เราจะเชื่อพระพุทธเจ้า

เชื่อครูบาอาจารย์ หรือเราจะเชื่อ

พวกที่สอนว่าไม่ต้องเจริญสมาธิกัน

 อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องใคร่ครวญต้องพิจารณา

 หรือถ้าเราเชื่อพวกที่สอนไม่ให้นั่งสมาธิ

 แล้วเราดูการปฏิบัติของเราว่าเป็นอย่างไร

 ผลมันเป็นอย่างไร ตัดกิเลสตัณหาได้บ้างหรือยัง

 พวกที่ชอบใช้ปัญญาโดยที่ไม่ต้องนั่งสมาธินี้

ต้องพิจารณาให้รอบคอบ

 ความจริงใครเขาพูดอะไรก็ไม่ปฏิเสธหรือไม่รับ

 ไม่ควรจะปฏิเสธหรือไม่รับ ควรที่จะนำเอาไปพิสูจน์ดู

 เขาบอกว่าไม่ต้องนั่งสมาธิ เจริญปัญญาได้เลย

 เราก็ลองไปเจริญปัญญาดู

ลองไปพิจารณาไตรลักษณ์ดู สัพเพ ธัมมา อนัตตาดู

 ธรรมทั้งหลายไม่มีตัวไม่มีตน

พิจารณาแล้วเราตัดกิเลสตัณหาได้หรือเปล่า

 แล้วเราลองไปทำตามแบบที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

 แบบที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง

อย่างหลวงตาตอนที่ไปศึกษากับหลวงปู่มั่น

 ครั้งแรกเลยที่หลวงปู่มั่นสอนหลวงตา

ท่านก็สอนว่า ท่านมหาท่านเป็นผู้มีความรู้มากแล้ว

 ท่านเป็นมหา ๓ ประโยค ได้เรียนรู้ธรรม

ของพระพุทธเจ้ามาอย่างโชกโชน

 แต่ธรรมของพระพุทธเจ้าตอนนี้มันไม่เป็นประโยชน์

 ในการที่จะมาฆ่ากิเลสตัณหา มาดับความทุกข์ใจ

 ตอนนี้สิ่งที่ท่านควรจะทำก็คือทำใจให้สงบก่อน

 เตรียมภาชนะรองรับพระธรรมของพระพุทธเจ้าก่อน

ตอนนี้ภาชนะของท่านนี้

 ยังไม่พร้อมที่จะรองรับพระธรรม

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ไม่สามารถเข้าไปถึงใจได้ เพราะใจไม่สงบ

ใจไม่สงบใจไม่สามารถพิจารณาธรรมได้อย่างต่อเนื่อง

 ธรรมที่ได้ยินได้ศึกษาจากพระคัมภีร์นี้

เป็นสัญญาความจำ ไม่ใช่เป็นความจริง

 ก็คือศึกษาแล้วก็ท่องจำไว้ แล้วถ้าไม่ได้เอามาใช้

เดี๋ยวก็ลืมได้ พอถึงเวลาจะใช้จริงๆก็ใช้ไม่ได้

นี่แหละคือสิ่งที่หลวงปู่มั่นสอนหลวงตา

หลวงตาท่านเอามาเล่าให้ฟัง

ตอนที่ท่านได้ไปขออยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น

 หลวงปู่มั่นสอนเลยว่า ตอนนี้อย่าพึ่งเอาปัญญามาใช้

 ตอนนี้มาทำใจให้สงบก่อน

ทำใจให้สงบแล้วค่อยพิจารณา

 ธรรมทั้งหลายที่ได้ศึกษาที่ได้ยินได้ฟังมา

แล้วมันจะเข้าไปสู่ในใจ มันจะเป็นอาวุธ

ที่ไว้ต่อสู้กับกิเลสตัณหาได้

 แต่ถ้าใจไม่สงบนี้ธรรมที่ได้ศึกษามานี้ยังไม่อยู่ในใจ

 ไม่สามารถที่จะไปฆ่ากิเลสตัณหาที่มีอยู่ภายในใจได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..................................

ธรรมะบนเขา (จุลธรรมนำใจ ๔๑)

วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 มีนาคม 2561
Last Update : 28 มีนาคม 2561 10:31:21 น.
Counter : 146 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 54 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....
สิบปีผ่านไป.......
อายุเข้าเลขเจ็ดไม่เผ็ดจี๊ด
เคยเปรี้ยวปรี๊ดก็ต้องถอยคอยเติมหวาน
ด้วยเคยเกริ่นบอกเล่ามาเนิ่นนาน
ก็ยังพาลหมดแรงล้าพากายตรม
ด้วยชีวิตผ่านมาพาเป็นสุข
ยังสนุกกับการให้ใจสุขสม
อยากบอกเล่ากล่าวอ้างบางอารมณ์
แม้คนชมจะร้องว้า....ไม่ว่ากัน
ปัจจุบันเขียนน้อยค่อยเหินห่าง
ระบบร่างเปลี่ยนแปลงเหมือนแกล้งฉัน
เราคนแก่ตามแก้ไม่ค่อยทัน
ยักแย่ยันค่อยศึกษาหาข้อมูล
แต่ด้วยคิดถึงแฟนคลับกระชับมิตร
จึงต้องคิดตามต่อไปไม่ให้สูญ
ส่งความรู้คู่ธรรมะทวีคูณ
เพื่อเพิ่มพูนให้รู้กันฉันสุขใจ